Blog

  • ‘ยศชนัน’ ชูจุดแข็งด้านสุขภาพจิต-การทำสมาธิ ต่อยอดเทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต เปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ

    ‘ยศชนัน’ ชูจุดแข็งด้านสุขภาพจิต-การทำสมาธิ ต่อยอดเทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต เปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ

    ‘ยศชนัน’ ปาฐกถาพิเศษ ปลดล็อกศักยภาพสมองคนไทย บนเวที “Brain Longevity 2026” ชูจุดแข็งด้านสุขภาพจิต-การทำสมาธิ ต่อยอดเทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพสมองคนไทย เพื่อขีดความสามารถของประเทศ The Thailand Brain Initiative” ในงาน Brain Longevity Bootcamp 2026: Brain and Mental Health เพื่อส่งเสริมการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สมอง และสุขภาพจิตมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การดูแลสุขภาวะ และการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมอายุยืน โดยมี ดร.เกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. นายปิยวัฒน์ สายแสง ผู้อำนวยการส่วนห้องสมุดและการเรียนรู้ ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) รศ.ดร.นพ.ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ หัวหน้าศูนย์ CCCN และแพทย์ปราสาทวิทยา นายธนกฤต ศรีวิลาศ ผู้แทนภาคีนักศึกษาวิทยาศาสตร์ ตลอดจนคณาจารย์ และนิสิต นักศึกษา เข้าร่วม ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางซื่อ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. เตรียมที่จะผลักดันโครงการสำคัญที่เรียกว่า “Thailand Brain Initiative” โดยโครงการนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบและจุดเด่นระดับโลก โดยเฉพาะการศึกษาในกลุ่มภาวะสมองผิดปกติ (Abnormal Brain) รวมถึงความเข้าใจในเชิงลึกด้านความรู้สึก การทำสมาธิ และสุขภาพจิต ซึ่งหากเราสามารถนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายและทำความเข้าใจการทำงานของวงจรสมอง (Neurocircuit) อย่างถ่องแท้ เราจะสามารถต่อยอดความรู้เหล่านี้ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศได้ โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้จัดทำขึ้นภายใต้แนวคิด “Every Mind, Full Potential” เพื่อปลดล็อกศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการยกระดับสุขภาพสมองและสุขภาวะ เพื่อมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ การดูแลสุขภาพภาวะเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Wellness) รวมทั้งการปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) โดยอาศัยความเข้าใจพื้นฐานทางสมอง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีประสาทวิทยาศาสตร์ (Neurotech) เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ทั้งทางสติปัญญาและร่างกาย ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ (Independent Living) ในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งใช้วิทยาศาสตร์ทางสมองมาอธิบายและต่อยอดจุดแข็งด้านวัฒนธรรมไทย และการพัฒนาฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีการประมวลผลแห่งอนาคตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการทำงานของสมอง

    รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีเป้าหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligence Economy) โดยการแข่งขันกับนานาประเทศด้วยการใช้ศักยภาพทางสติปัญญาของคนไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในหลายเวทีระดับโลก มาเป็นจุดแข็งในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โครงการ Thailand Brain Initiative จะไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศสำหรับสตาร์ตอัปทางด้านเทคโนโลยีการแพทย์และนวัตกรรมสมองต่อไปด้วย

    งานดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. โดยมีการสาธิตเครื่องมือการตรวจวัดสัญญาณสมอง รวมทั้งการปาฐกถาพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายหัวข้อ อาทิ หัวข้อ “สมองจะอยู่กับเราแบบไหน ในวันที่เราอายุ 90?“ โดย นพ.ธารา รักษ์อารีกุล นพ.กฤต วรรณพฤกษ์ นพ.ชุมพล สุรพันธุไพโรจน์ และ อ.ดร.ญาณิศา เนียรนาทตระกูล รวมทั้งกิจกรรม Workshop “สมองเสื่อมที่ป้องกันได้ ปรับวันนี้ เพื่อสมองวันหน้า รู้ทันสมองจอมบงการ เพื่อสะกิดให้ชีวิตดีขึ้นปรับคลื่นสมอง จูนประสาทสัมผัส” โดย ทีมนักวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/n1bSPRqhe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fkGo3aISaW9PoDUH-3C2a

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03oqzaxOfnHz0cZekwgyWE

  • เอกนิติ ปลื้ม! BOI โชว์ยอดลงทุนจริง Q2/69 ทะลุ 2.5 แสนลบ. โตพุ่ง 31% รวมครึ่งปีแรก 5.3

    เอกนิติ ปลื้ม! BOI โชว์ยอดลงทุนจริง Q2/69 ทะลุ 2.5 แสนลบ. โตพุ่ง 31% รวมครึ่งปีแรก 5.3

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริง ภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน

    โดยได้มอบให้บีโอไอ ยกระดับการติดตาม เงินลงทุนจริง ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

    นายนฤตม์ กล่าวว่า จากการยกระดับการติดตามผล จากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการ และกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    โดยเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้ จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่า 60% อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

    เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาส 2 คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน

    นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุน เกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

    ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม นายนฤตม์ กล่าว

    ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนจริงผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาส 2/2569 ที่มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริง รวมกว่า 5.3 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ให้ยังสามารถเติบโตได้ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. และสถานการณ์ล่าสุดยังยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อให้เป็นตัวนำเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ เพราะมองว่าการลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

    นายเอกนิติ กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3/2569 โดยเชื่อว่าโครงการ Thailand FastPass จะยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการมีเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าเอกชนที่ได้รับบัตร FastPass จะต้องลงทุนให้ได้ 20% ในปีแรก ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้เชื่อมั่นว่าในปี 2569 รัฐบาลจะสามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก

    การลงทุนขณะนี้ เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยการเติบโตดังกล่าวต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4/68 ที่การลงทุนภาคเอกชนโต 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ในไตรมาส 1/69 ขยายตัว 10% กว่า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยังต้องรอตัวเลขที่ชัดเจนจากสภาพัฒน์อีกครั้ง แต่เราเชื่อว่าวันนี้การลงทุน จะมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ นายเอกนิติ ระบุ

    โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aRsbhFB79lOMhvwIjFkRr

  • “ธนภณ-ถวิลวดี” ลุยลำปาง ดันโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์

    “ธนภณ-ถวิลวดี” ลุยลำปาง ดันโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์

    ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (PC) เปิดเผยว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดและขยายผลจากงานเดิมที่นักวิชาการรุ่นก่อนได้ปูทางไว้ใน 6-9 ย่าน จนทุนวัฒนธรรมเริ่มแตกหน่อออกผล สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    “ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวทั่วไปตามความคุ้นเคยเหมือน ททท. คือการดึงคนเข้ามาดูอาหาร โบราณสถาน หรือวัดวาอาราม เช่น กาดกองต้า แต่งานวิจัยเรื่องทุนวัฒนธรรมที่เราทำ เรามองเป็นเรื่องของ ‘วิถีชุมชน’ ทำอย่างไรจะรักษาวิถีไว้ได้ คำว่ารักษาไม่ใช่การแช่แข็งให้อยู่แบบโบราณ แต่ต้องเป็นวิถีที่เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ มีงานทำ และมีรายได้ เพราะวัฒนธรรมที่ดีต้องมีการปรับตัว” ดร.ธนภณ ระบุ

    ดร.ธนภณ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่ใช่การจัดอีเวนต์ชั่วคราว 2 วันเลิก แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องกว่า 5-6 ปี โดยมีทีมนักเศรษฐศาสตร์จากกระทรวงการคลังร่วมเก็บข้อมูลเชิงสถิติอย่างละเอียด เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขรายได้ก่อนและหลังโครงการ เช่น “กาดนั่งก้อม” ที่เดิม อบจ. เปิดบ้างหยุดบ้าง แต่เมื่อทีมวิจัยเข้าไปร่วมมือ สามารถเปิดได้ทุกสัปดาห์และมีรายได้เติบโตสม่ำเสมอ

    นอกจากนี้ ยังวาง 3 ตัวชี้วัดสำคัญ ในการประเมินผลสัมฤทธิ์  ต้องเพิ่มขึ้นจากสินค้าวัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าโรงงานอุตสาหกรรม ต้องใช้องค์ความรู้และวัตถุดิบที่มีอยู่ในลำปาง และ พ่อค้าแม่ค้าต้องเป็นคนพื้นเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันกลุ่มทุนต่างถิ่นสวมรอย

    “จากภาพรวม 60 พื้นที่ ใน 50 จังหวัด เม็ดเงินวิจัยที่ลงทุนไป 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนได้ราว 9-10 เท่า เมื่อผนึกกำลัง 11 โครงการย่อยในลำปางที่มีต้นทุนวัฒนธรรมหนาแน่น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.ธนภณ กล่าวย้ำ

    ด้าน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ฯ (PD) กล่าวว่า ลำปางเป็น 1 ใน 4 พื้นที่นำร่องปีแรก (ร่วมกับ พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครศรีธรรมราช และ กาฬสินธุ์) ที่มุ่งเป้ายกระดับไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ดร.ถวิลวดี ระบุว่า งานวิจัยของ ม.ศิลปากร ได้นำนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกสื่อสารเข้ามาเสริม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูล เชื่อมโยงกับย่าน และเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเที่ยวแบบ ‘เช้าไป-เย็นกลับ’ มาเป็นการ ‘พักค้างคืน’ เพื่อร่วมเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลกลองปูจา หรือเทศกาลผ้าย้อมครั่ง พร้อมดึงเยาวชนเข้ามาร่วมเป็นนักจัดการวัฒนธรรมรุ่นใหม่

    “โครงการนี้เรียกว่าการยกระดับเมืองรองเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมืองเหล่านี้มีทุนวัฒนธรรมมหาศาล การขับเคลื่อนครั้งนี้เจ้าของคือคนในพื้นที่ ไม่ใช่นายทุน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแย่งชิงผลประโยชน์ เพราะเดินหน้าด้วยพลังภาคีเครือข่าย ทั้งรัฐ ท้องถิ่น สถาบันวิชาการ เอกชน และประชาสังคม” ดร.ถวิลวดี ระบุ

    ด้าน รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยถึงมิติเชิงปฏิบัติการว่า ในอดีตผ้าทออัตลักษณ์เมืองลองได้ย้ายไปสังกัด จ.แพร่ ตามการแบ่งเขตการปกครองใหม่ ทำให้ลำปางขาดอัตลักษณ์ผ้าทอเฉพาะตัว ทีมวิจัยจึงดึงจุดเด่นเรื่อง “สีครั่ง” มาประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าทุกวัย ทั้งแนวร่วมสมัยและสตรีทแวร์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตผ้าย้อมครั่งใน อ.วังเหนือ ขยายตัวจากเดิมเพียง 1-2 กลุ่ม เพิ่มขึ้นเป็น 20 กลุ่มในปัจจุบัน และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ นายกฤษดา เขียวสนุก ที่ปรึกษากาดนั่งก้อมจังหวัดลำปาง สะท้อนว่า การเข้ามาของทีมวิจัยช่วยปรับระบบการบริหารจัดการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่ค้าขายไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันตลาดมีมาตรฐานและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    สำหรับ “กาดนั่งก้อม” ณ ย่านหนองกระทิง ปัจจุบันเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 14.00 น. โดยมีกิจกรรมนำช้างจากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมาร่วมกิจกรรมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายเศรษฐกิจวัฒนธรรมสำคัญที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378981735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14zCVK0pkuZoVklQi-yae6

  • “สุวัจน์”ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมแก้

    “สุวัจน์”ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมแก้

    “สุวัจน์”ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่ง เสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา และเร่งปรับตัวรับมือกับ 4 เมกะเทรนด์สำคัญของโลก

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อการพัฒนาการประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBID) เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องปลาวาฬ บอลรูม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา รีสอร์ท หัวหิน โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และนักศึกษา วธอ.11 เข้าร่วม 125 คน

    สำหรับ วธอ.11 ได้รับความสนใจจากผู้สมัครสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 360 คน ก่อนผ่านการคัดเลือกเหลือ 125 คน สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริหารและผู้ประกอบการ ที่ต้องการยกระดับความรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันทางการตลาดแบบเดิม แต่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือ Technology Disruption ตลอดจนความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    ดังนั้น การออกแบบหลักสูตร วธอ.11 จึงมุ่งเน้นการ Re-skill และ Up-skill ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ให้สามารถประเมินความเสี่ยงและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างจริงจัง คือ เมกะเทรนด์สำคัญของโลก ซึ่งจะเข้ามามีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะ AI สังคมผู้สูงวัย โลกร้อน และ ภูมิรัฐศาสตร์

    หลักสูตร วธอ.11 จึงครอบคลุมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ การใช้ AI การตลาดยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Big Data การบริหารความเสี่ยงองค์กร การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัท รวมถึงทิศทางพลังงานของประเทศไทย

    “นักธุรกิจจะต้องเข้าใจปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ และปรับตัวให้ทันกับเมกะเทรนด์ของธุรกิจโลก” 

    1. AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจตั้งแต่กระบวนการผลิต การตลาด การบริหารจัดการ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจขององค์กร 

    ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถมอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการรูปแบบใหม่ได้อย่างไร โดยเฉพาะ SME ที่ต้องเร่งยกระดับศักยภาพเพื่อแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

    2. ภูมิรัฐศาสตร์-สงครามการค้าป่วนซัพพลายเชน

    ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจโลกและการแบ่งขั้วของมหาอำนาจ กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะการส่งออกและนำเข้า แต่ยังส่งผลต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ของภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามในหลายพื้นที่ยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านพลังงาน การขนส่ง และ ต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ภาคธุรกิจต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงมากขึ้น และไม่สามารถพึ่งพาตลาดหรือแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียวได้เหมือนในอดีต

    3. โลกร้อนเพิ่มต้นทุนธุรกิจ

    ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการผลิต พลังงาน การขนส่ง และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

    ภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมพร้อมต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น รวมถึงการปรับกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก

    4. สังคมสูงวัยกระทบทั้งตลาดและแรงงาน

    อีกโจทย์สำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของโลก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสวัสดิการหรือสาธารณสุข แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างแรงงาน กำลังซื้อ รูปแบบสินค้าและบริการ ตลอดจนต้นทุนของภาคธุรกิจ

    ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเป็นทั้งความท้าทาย และโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย

    นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการที่ GDP ไม่เติบโตในระดับที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาหนี้สินในระดับสูง ทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องร่วมกันแก้ไข

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐ หรือ ภาคเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องเกิดความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วน ทั้งในด้านนโยบาย การลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการปรับตัวของธุรกิจ

    นายสุวัจน์ มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายที่แข็งแกร่งและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ต้องเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารความเสี่ยง หรือการมองหาโอกาสจากตลาดใหม่

    หัวใจสำคัญของหลักสูตร วธอ.11 จึงไม่ได้อยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหาร แต่ยังมุ่งสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจากภาคธุรกิจและภาครัฐ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในทางปฏิบัติ 

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า การรับมือกับความผันผวนของโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยต้องร่วมกันกำหนดและผลักดันนโยบายที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับการเปลี่ยนแปลง

    โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ ภาระหนี้สูง และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงต้องเริ่มตั้งแต่การพัฒนาคน พัฒนาธุรกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    “เป้าหมายสูงสุดของหลักสูตรนี้ คือการสร้างนักธุรกิจที่แหลมคม มีความรู้ทันสมัย และเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกคนนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ธุรกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน” นายสุวัจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พิธีปฐมนิเทศ วธอ.11 มี รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร วธอ. นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิฯ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ผู้อำนวยการสถาบัน วธอ. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุภาพ คลี่ขจาย วธอ. รุ่นที่ 1 พร้อมด้วยนักศึกษา วธอ.11 เข้าร่วมงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1247571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cNi08NYUYOwCpg8V1E_vU

  • กรมการพัฒนาชุมชน มอบโล่รางวัลสตรีดีเด่น ประจำปี 2569 ชูพลังเครือข่ายสตรีฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน มอบโล่รางวัลสตรีดีเด่น ประจำปี 2569 ชูพลังเครือข่ายสตรีฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน มอบโล่รางวัลสตรีดีเด่น ประจำปี 2569 ชูพลังเครือข่ายสตรีฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


    15/08/2569 | 49 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน มอบโล่รางวัลสตรีดีเด่น ประจำปี 2569 ชูพลังเครือข่ายสตรีฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบโล่เกียรติยศรางวัลสตรีดีเด่นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2569 โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติสตรีซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการพัฒนาสตรีครอบคลุมตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับภาค ที่มีผลงานดีเด่นจากการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข รวมทั้งการน้อมนำแนวพระราชดำริการปลูกผักสวนครัว รณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย สนับสนุนกลุ่มอาชีพ OTOP ขจัดความยากจน ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จนสามารถทำให้สตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่อาสาสมัครที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เชิดชูเกียรติสตรีที่มีผลงานดีเด่นจากทั่วประเทศ จังหวัดละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 152 คน

    โอกาสนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน โดยเน้นย้ำว่าพลังของสตรีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเข้ามามีบทบาทสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงมหาดไทยให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมทั้งฝากให้ผู้รับรางวัลทุกท่านภาคภูมิใจและยึดมั่นในการทำหน้าที่เพื่อสร้างความสุขให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี

    #สตรีดีเด่น2569


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/406250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IWS2GLrdtPuPeYrki5u-m

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมบทบาทองค์กรสตรีสู่การเป็นเลิศ ชูพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมบทบาทองค์กรสตรีสู่การเป็นเลิศ ชูพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมบทบาทองค์กรสตรีสู่การเป็นเลิศ ชูพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


    14/08/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมบทบาทองค์กรสตรีสู่การเป็นเลิศ ชูพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องจูปีเตอร์ 4 – 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมบทบาทองค์กรสตรีสู่การเป็นเลิศ ผู้นำการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน พร้อมทั้งพบปะและมอบนโยบายการทำงานในหัวข้อ “นโยบายสตรีกับการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน” โดยมี นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเป้าหมายรวมจำนวน 305 คน ซึ่งประกอบด้วย คณะทำงานขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ผู้นำสตรีดีเด่น ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด เข้าร่วมพิธีและร่วมรับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

    โครงการครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และพัฒนาศักยภาพแก่ผู้นำองค์กรสตรีในการเป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมถอดบทเรียนความสำเร็จการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทยขององค์กรสตรี ในช่วงไตรมาสที่ 4 (กรกฎาคม – กันยายน 2569)

    โอกาสนี้ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เน้นย้ำและฝากข้อคิดสำคัญถึงพี่น้องเครือข่ายสตรีทุกท่านว่า พลังของสตรีถือเป็นฟันเฟืองชิ้นเอกที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่และชุมชนมากที่สุด ขอให้ผู้นำสตรีทุกท่านใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ไปขยายผลและบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/406246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mLR7bJEmVzLn5uA2I3ZxY

  • OECD ไทยได้อะไร ธุรกิจต้องปรับอะไร

    OECD ไทยได้อะไร ธุรกิจต้องปรับอะไร

    การก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะ “สโมสรประเทศพัฒนาแล้ว” เท่านั้น แต่คือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างกติกาเศรษฐกิจและการค้าครั้งใหญ่ที่สุดรอบหลายทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยทุกระดับ

    ผลกระทบสองด้าน: โอกาสใหม่ vs ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    ในมุมของ โอกาส การเข้าเป็นสมาชิก OECD ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และเปิดประตูให้ภาคเอกชนไทยเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีของกลุ่มประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในเชิง ความททาย คือเรื่องของ ‘มาตรฐานที่สูงขึ้น’ โดยภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญกับ 3 แรงกดดันหลัก

    ·       มาตรฐาน ESG และกติกาสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด: OECD เน้นย้ำเรื่องการลดคาร์บอน (Green Transition) และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบอย่างภาษีคาร์บอนและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานจะกลายเป็นภาคบังคับ

    ·       การแข่งขันที่เป็นธรรมและการทลายการผูกขาด: การเปิดเสรีภาคบริการและการลดขั้นตอนกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น (Regulatory Guillotine) อาจทำให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็บีบให้ธุรกิจไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity)

    ·       ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล (Governance & Compliance): มาตรฐานการต่อต้านคอร์รัปชัน การเปิดเผยข้อมูลการเงิน และความโปร่งใสในองค์กรจะถูกยกระดับขึ้นสูงมาก

    SME และธุรกิจขนาดใหญ่: ใครได้รับผลกระทบอย่างไร

    กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และเอกชนส่งออก มักมีความพร้อมในการปรับตัวอยู่แล้ว สามารถใช้โอกาสนี้ขยายการลงทุนในต่างประเทศและเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ง่ายขึ้น แต่ต้องแบกรับต้นทุนการตรวจสอบมาตรฐานสายการผลิตทั้งหมดให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล

    กลุ่ม SME คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากขาดทั้งงบประมาณและบุคลากรในการปรับตัว หากไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลได้ อาจเสี่ยงต่อการถูกคัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทข้ามชาติ

    ยุทธศาสตร์การปรับตัวของภาคธุรกิจไทย

    เพื่อเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นเป้าหมายในการเติบโต ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ

    1.        Transform ด้าน ESG อย่างแท้จริง: เลิกมอง ESG เป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ต้องนำเข้ามาอยู่ในยุทธศาสตร์หลักขององค์กร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการขยะ ไปจนถึงการดูแลแรงงาน

    2.        ยกระดับความโปร่งใสและดิจิทัล: นำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบบัญชี การบริหารจัดการ และการเปิดเผยข้อมูล เพื่อลดต้นทุน Compliance และสร้างความน่าเชื่อถือ

    3.        Reskill & Upskilling ทักษะแรงงาน: ลงทุนในทรัพยากรบุคคลเพื่อยกระดับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยค่าแรงถูกเป็นการแข่งขันด้วยมูลค่าเพิ่มของสินค้า

    การเข้าสู่ OECD แม้จะมาพร้อมต้นทุนการปรับตัวที่สูงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว นี่คือ ‘วัคซีน’ เข็มสำคัญที่จะบังคับให้ภาคธุรกิจไทยยกมาตรฐานตัวเองสู่ระดับสากล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    แหล่งอ้างอิง

    ·       สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.). (2567). กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย (OECD Accession Roadmap for Thailand). NESDC.

    ·       OECD. (2025). OECD Economic Surveys: Thailand 2025. OECD Publishing, Paris.

    ·       OECD. (2023). OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct. OECD Publishing, Paris.

    ·       OECD. (2021). OECD Investment Policy Reviews: Thailand. OECD Publishing, Paris.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-oecd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VXki1lfX_jC0Rksg4eac8

  • เพราะนี่คือ ‘ลูก’ ไม่ใช่ ‘สัตว์เลี้ยง’! คนไทยยุคใหม่ ยกสถานะหมาแมว เสียเงินปีละ 5 หมื่นต่อตัว ก็ไม่หวั่น แม้เศรษฐกิจแย่ แต่ลูกฉันต้องมีชีวิตที่ดี

    เพราะนี่คือ ‘ลูก’ ไม่ใช่ ‘สัตว์เลี้ยง’! คนไทยยุคใหม่ ยกสถานะหมาแมว เสียเงินปีละ 5 หมื่นต่อตัว ก็ไม่หวั่น แม้เศรษฐกิจแย่ แต่ลูกฉันต้องมีชีวิตที่ดี

    ใครเรียกลูกว่า ‘สัตว์เลี้ยง’? นี่มันคุณหนูอลิซาเบธที่ฉันคลอดมาเองกับมือจ้ะ!

    pet

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคนี้ สัตว์เลี้ยงมีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทย เพราะพวกเขาไม่ใช่แค่สัตว์อีกต่อไป แต่เป็นถึง ‘สมาชิกในครอบครัว’

    ‘Ipsos’ บริษัทวิจัยทางการตลาดระดับโลก เผยว่า 43% ของคนไทยมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตนเอง และ 58% มองว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้คือสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ 31% มองว่า นี่คือลูก

    ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2025 ‘ttb analytics’ ยังบอกว่า ด้วยความที่เลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว คนไทยจึงยอมทุ่มเงินไปกับการดูแลน้องๆ ถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งต่างจากการเลี้ยงดูแบบดั้งเดิมที่ปล่อยเป็นอิสระกว่า 6 เท่า

    นอกจากนี้ ttb analytics กล่าวว่า ในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ น้องๆ สัตว์เลี้ยงจึงผันตัวมาเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ เช่นกัน ส่งผลให้คุณพ่อแม่ยกระดับสถานะน้องๆ นำไปสู่ค่าเลี้ยงดูที่มีแนวโน้มมากขึ้นกว่าเดิม

    เลี้ยงสัตว์ 1 ตัว ไม่ได้มีแค่ค่าอาหาร แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลายด้าน

    ttb analytics วิเคราะห์ว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะทะลุแสนล้านภายในปี 2026 จาก 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2025 ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์ตัวหนึ่ง ประกอบด้วย

    1. ค่าอาหาร: ค่าอาหารเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อตัว โดยแบ่งเป็นอาหารเม็ดคุณภาพดีในราคา 200 – 500 บาทต่อกิโลกรัม และอาหารเปียกซองละ 25 – 45 บาท รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับขนมต่างๆ อีก ซึ่งราคาก็จะต่างกันไปตามคุณภาพที่เลือกซื้อ
    1. ค่าวัคซีน: วัคซีนคือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับสุขภาพของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในวัยเด็ก ซึ่งหลักๆ แล้ว วัคซีนพื้นฐานของน้องหมาน้องแมวคือ
    • วัคซีนป้องกัน 5 โรค (อายุ 8 สัปดาห์ขึ้นไป): ราคาประมาณ 350 – 800 บาทต่อเข็ม รวมทั้งหมด 3 เข็ม
    • วัคซีนพิษสุนัขบ้า (อายุ 14 สัปดาห์ขึ้นไป): ราคาประมาณ 150 – 500 บาทต่อเข็ม รวมทั้งหมด 3 เข็มในปีแรก แล้วหลังจากนั้นต้องฉีดกระตุ้นปีละครั้งในทุกปี
    • วัคซีนรวมป้องกันโรคหัดแมวและหวัดแมว (อายุ 2 เดือนขึ้นไป): ราคาประมาณ 400 – 700 บาทต่อเข็ม รวมทั้งหมด 3 เข็ม
    • วัคซีนลิวคีเมีย (แมวอายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไป): ราคาประมาณ 600 – 800 บาทต่อเข็ม รวมทั้งหมด 2 เข็ม
    • ยาถ่ายพยาธิและยาหยอดเห็บหมัด: ราคาเริ่มต้น 100 บาทต่อครั้ง
    1. ค่าทำหมัน: นอกจากเพื่อควบคุมการมีลูกแล้ว การทำหมันยังเป็นการป้องกันโรคให้น้องๆ ด้วย เช่น ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และลดโรคติดต่อทางเพศ ซึ่งโดยทั่วไปค่าทำหมันน้องหมาจะอยู่ที่ 1,500 – 5,000 บาท ส่วนน้องแมวคือ 800 – 2,500 บาท 
    1. ค่าใช้จ่ายรักษาโรคยอดฮิต: การเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก โดยมีหลายโรคที่มักพบเห็นได้บ่อย อาทิ โรคหนอนพยาธิ (500 – 2,000 บาท), โรคเชื้อรา (1,000 – 3,000 บาท), โรคไวรัสลำไส้อักเสบ (3,000 – 40,000 บาท), โรคไตวาย (3,000 – 30,000 บาท) และ โรคมะเร็ง  (30,000 – 100,000 บาท) โดยราคานี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
    1. ค่าจิปาถะ: สัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาพร้อมอุปกรณ์พื้นฐานหลายอย่าง เช่น กระบะทรายแมว ปลอกคอ ของเล่น สายจูง ชามอาหาร และที่นอน ส่งผลให้ควรมีงบประมาณเตรียมไว้ราวๆ 2,000 – 5,000 บาท โดยของบางอย่างอาจต้องซื้อเพิ่มหรือเปลี่ยนใหม่เป็นระยะ

    ด้วยเหตุนี้ ttb analytics จึงเชื่อว่า การจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวนั้นต้องมีเงินสำรองไว้อย่างน้อย 20,000 – 50,000 บาท เพราะเป็นความรับผิดชอบระยะยาวที่ต้องมีความพร้อมทั้งด้านการเงินและเวลาในการดูแล

    เศรษฐกิจเป็นพิษ เหล่าทาสก็ยังอยากให้ลูกๆ มีชีวิตที่ดีอยู่

    ขณะเดียวกัน ในปี 2019 ‘ธนาคารกสิกรไทย’ เคยคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะยังไง เจ้าของยังคงอยากให้สัตว์เลี้ยงมีชีวิตที่ดีที่สุด

    หลักๆ แล้ว ธนาคารกสิกรไทยมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตมากขึ้นในไทยคือ

    1. ความเหงาเป็นเหตุ: ด้วยประชากรสูงวัยกับคนโสดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัตว์เลี้ยงจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาเติมเต็มความเหงาภายในใจ ส่งผลให้หลายคนยอมเป็นเจ้าบุญทุ่มให้กับน้องๆ จนสัตว์เลี้ยงมีชีวิตดีไม่ต่างจากคนที่เรารัก
    1. รายรับสองทาง แต่ไม่มีลูก: เงินเดือนของคู่ชีวิตก็เหมือนเงินเดือนที่แชร์กันทั้งครอบครัว แต่ในเมื่อทั้งสองคนตัดสินใจไม่มีลูก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สัตว์ที่เลี้ยงอยู่จึงได้รับอานิสงส์จากรายรับของทั้งสองฝ่ายไป
    1. สัตว์เลี้ยงก็มีปัจจัย 4: ในเมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่สัตว์ที่เรามีหน้าที่หาข้าวให้กินตามมีตามเกิดในทุกๆ วัน อีกต่อไป แต่พวกเขาเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่มีความต้องการพื้นฐานตามหลักปัจจัย 4 ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของพวกเขาจึงมากขึ้นตามไลฟ์สไตล์ด้วย
    1. ระบบการดูแลสัตว์เลี้ยงดีขึ้น: นักศึกษาสัตวแพทย์หลายคนหันมาเรียนด้านสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะมากขึ้น 70-80% ทำให้วิวัฒนาการทางการแพทย์ดีขึ้นตาม ประกอบกับมีธุรกิจคลินิกสัตว์เลี้ยงมากขึ้นด้วย
    1. สังคม Pet-Friendly: ธุรกิจหลายแห่ง เช่น ที่พักอาศัย โรงแรม และห้างสรรพสินค้า เริ่มหันมาต้อนรับน้องๆ สัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้น้องๆ ได้รับการยอมรับมากกว่าเมื่อก่อน

    สุดท้ายนี้ การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกหมา ลูกแมว หรือลูกคน ย่อมมีค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดังนั้น ควรคำนึงถึงความพร้อมของตนเองก่อนตัดสินใจเลี้ยงด้วย และอย่าลืมว่า สัตว์เลี้ยงทุกตัวมีหัวใจ หากคิดจะเอาเขามาดูแลแล้ว ก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด 

    ที่มา: Ipsos, ttb analytics (1), (2), ธนาคารกสิกรไทย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thais-view-pet-as-their-own-child/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0avshprUBZUz9V8yNRvNQI

  • สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์ร้อยละ 12.5 จากปัญหาแรงงานบังคับ

    สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์ร้อยละ 12.5 จากปัญหาแรงงานบังคับ

              สหรัฐอเมริกาปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์เป็นร้อยละ 12.5 หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Donald J. Trump ระบุว่า ฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the US Trade Representative: USTR) ระบุว่า สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ที่ร้อยละ 12.5 ตามคำสั่งของประธานาธิบดี Donald J. Trump โดยก่อนหน้านี้ USTR ได้สอบสวนฟิลิปปินส์ร่วมกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ 60 อันดับแรกของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการกับสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศ โดย USTR ระบุในรายงานผลการสอบสวนว่า ฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนอกจากฟิลิปปินส์แล้ว ยังมีอีก 40 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทจะได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว ได้แก่ สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอหรือในราคาที่เหมาะสม รวมถึงสินค้าที่การเรียกเก็บภาษีอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยสินค้าจากฟิลิปปินส์ที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีร้อยละ 12.5 ครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ของประเทศไปยังสหรัฐฯ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังได้รับการยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรต่างๆ เช่น มะพร้าว สับปะรด และกล้วย รวมถึงสินแร่ เช่น แร่นิกเกิลและแร่นิกเกิลเข้มข้น ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยในปี 2568 ฟิลิปปินส์ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่า 13.46 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 15.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของฟิลิปปินส์ไปยังสหรัฐฯ ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของรัฐบาล Donald J. Trump ก่อนหน้านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยอัตราภาษีดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 หลังมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน และถูกแทนที่ด้วยมาตรการอัตราภาษีใหม่ที่เชื่อมโยงกับประเด็นแรงงานบังคับ

           นาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR Ambassador) เสริมว่า สหรัฐฯ มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับมานานเกือบหนึ่งศตวรรษและบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเข้มงวด พร้อมเรียกร้องให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือนตลาดเพื่อส่งเสริมสวัสดิการและความเป็นอยู่ของแรงงานทั่วโลก

          นาง Cristina Roque รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Trade Secretary) กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงดำเนินการหารือกับทางสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าฟิลิปปินส์มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์จะยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันว่าการค้าระหว่างสองประเทศมีความต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และมีเสถียรภาพ โดยเสริมว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกของฟิลิปปินส์ไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าเกษตรที่สำคัญ มีส่วนช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ

         นาย Donald Lim ประธานสมาคมการบริหารจัดการแห่งฟิลิปปินส์ (Management Association of the Philippines: MAP) กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความกังวลต่อการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อัตราใหม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของประเทศ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของฟิลิปปินส์ในประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวควรเป็นแรงผลักดันให้ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเร่งดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ควรเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าระหว่างประเทศ

         นาง Elizabeth Lee ประธานสภาอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Federation of Philippine Industries: FPI) ระบุว่า หากฟิลิปปินส์สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ สหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 โดยหากยังคงใช้หลักเกณฑ์การยกเว้นสินค้าเช่นเดียวกัน ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเร่งปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหรัฐฯ

         นาย Kevin Kim เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอาเซียน กล่าวว่าการเรียกเก็บภาษีอัตราใหม่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรมและสมดุลกับประเทศคู่ค้า พร้อมระบุว่า การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าที่มีอยู่

         โดยหน่วยงานภาครัฐ 3 แห่งของฟิลิปปินส์ได้ประกาศจัดตั้งคณะกรรมการระหว่างหน่วยงาน (Interagency Committee) เพื่อสอบสวนการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Department of Trade and Industry: DTI) เป็นหน่วยงานหลัก โดยมีกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment: DOLE) ทำหน้าที่รองประธาน และกระทรวงการคลัง (Department of Finance: DOF) เป็นสมาชิก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยผลการสอบสวนของคณะกรรมการจะนำไปใช้ประกอบการดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าที่นำเข้าและผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ทั้งนี้ สำนักงานศุลกากรฟิลิปปินส์ (Bureau of Customs: BOC) จะนำผลการสอบสวนและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไปดำเนินการ โดยอาจออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผลิตขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์คาดหวังว่าจะได้รับอัตราภาษีที่เอื้อประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเริ่มปรับนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ 

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin     

    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตราร้อยละการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตราร้อยละ 12.5 จากประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่าฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญของฟิลิปปินส์หลายรายการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ มะพร้าว สับปะรด และกล้วย ได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างหน่วยงานเพื่อสอบสวนสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ และปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้ฟิลิปปินส์ได้รับการพิจารณาปรับลดอัตราภาษีลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 ในอนาคต ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยในปี 2568 ฟิลิปปินส์ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 13.46 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 15.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯจึงอาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากมาตรดังกล่าวของสหรัฐฯ เช่นเดียวกันเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า พร้อมทั้งติดตามโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้า

    ————————————–

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vwm6rv8y2vhhlk344890xdg5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wPVdetpXfVAvAz7O9H8ui