Blog

  • สรุปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 รัฐบาลเปิดแผนพลิกเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สรุปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 รัฐบาลเปิดแผนพลิกเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สรุปมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 288 เสียง ไม่เห็นชอบ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนน 0 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 493 คน พร้อมตั้งกรรมาธิการ 72 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 และเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค. 2569

    [คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2570]

    คำแถลงของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต่อที่ประชุมสภา ในวันแรก ระบุว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัว 1.7-2.7% ค่ากลาง 2.2% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.6% ของจีดีพี 

    “แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังพอเห็นทิศทางฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ” นายเอกนิติ ระบุ

    [แยกตามประเภทงบปี 2570]

    เมื่อแยกตามประเภทรายจ่าย งบปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2.786 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท หรือ 20.8% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท หรือ 4% และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท หรือ 1.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

    งบประมาณปี 2570 ถูกวางให้ทำหน้าที่หลายชั้น คือ ชั้นที่ 1 ดูแลรายจ่ายจำเป็นและสวัสดิการประชาชน ชั้นที่ 2 รักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและมาตรการที่เชื่อมกับภาคเอกชน และ ชั้นที่ 3 รักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของประเทศอ่อนแรงลง

    การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ งบประมาณปี 2570 ถูกวางไว้ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ และ 1 รายการ เช่น ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4% ของวงเงินงบประมาณ, ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9%, ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1% และยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 348,427.4 ล้านบาท เป็นต้น

    นอกจากนี้ ภายใต้งบประมาณปี 2570 รัฐบาลจัดสรรงบกลาง 693,880 ล้านบาท หรือ 18.3% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อใช้กับภารกิจจำเป็น เหตุฉุกเฉิน พร้อมกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยภายใต้งบประมาณปี 2570 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท 

    ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ เดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่ 12.789 ล้านล้านบาท หรือ 66.66% ของจีดีพี อยู่ในกรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังให้ไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปี 2572

    [งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียว]

    ในวันสุดท้ายของการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้อภิปรายสรุปร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ย้ำว่า รัฐบาลตั้งใจจัดทำงบประมาณแบบใหม่ โปร่งใส เปิดข้อมูล และยอมรับข้อจำกัดทางการคลังตามความเป็นจริง

    “งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียวของรัฐบาล แต่ต้องใช้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ และ PPP เพื่อพลิกเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันเริ่มถดถอย”

    [แผนพลิกเศรษฐกิจไทย]

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าระยะปานกลางให้ไทยกลับขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกด้านความสามารถแข่งขันภายใน 4 ปี และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 3% พร้อมทำงานกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เพื่อ ยกระดับไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

    ขณะที่ในระยะสั้นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งงบประมาณปี 2569 ที่จำกัด การขาดดุลสูงถึง 4.4% ของจีดีพี แรงกดดันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วิกฤติพลังงานโลก ค่าครองชีพสูง และเงินเฟ้อที่กระทบประชาชนโดยตรง 

    ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผ่านโครงการไทยช่วยไทย เพื่อหยุดวงจรเศรษฐกิจที่อาจลามไปสู่การเลิกจ้าง โดยนำ AI นกกระซิบ ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน ทำบัญชี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารรัฐ

    “งบปี 2570 รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีเดิมที่ตั้งงบไม่เต็ม หรือซ่อนรายจ่ายประจำไว้จนต้องไปใช้เงินคงคลังภายหลัง แต่จะเปิดแผลให้เห็นชัด เพื่อแก้ให้ถูกจุด”

    [เพิ่มความเชื่อมั่นการคลัง]

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปี 2570 รัฐบาลจะลดการขาดดุลลงเหลือ 3.9% ของจีดีพี ความชัดเจนดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศ และมีผลต่อมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน

    ส่วนกรณีงบลงทุนดูเหมือนลดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท เป็นผลจากการนำรายจ่ายประจำและงบสวัสดิการที่เคยซ้ำซ้อนหรือไม่ตั้งเต็ม มาตั้งไว้ให้ตรงความจริง เพื่อทำให้ฐานะการคลังโปร่งใสและยั่งยืนขึ้น

    “รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภา เพื่อนำไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบ พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาส กอบกู้เศรษฐกิจ และสร้างความหวังใหม่ให้ประชาชน” นายเอกนิติ กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FIGzErMUObUTSH_AMiaUl

  • ECONOMIC FOCUS เดือน ก.ค. : อินโฟเควสท์

    ECONOMIC FOCUS เดือน ก.ค. : อินโฟเควสท์

    1 ก.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
    1 ก.ค. ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
     3 ก.ค. สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) แถลงภาพรวมสถานการณ์การส่งออกไทย Outlook 2026 
    สัปดาห์ที่ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย
    6 ก.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์
    6 ก.ค. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน
    6 ก.ค. กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า 
    7 ก.ค. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย แถลงสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ไตรมาสที่ 2/69
    8 ก.ค. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
    สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
    สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
    สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
    สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
    31 ก.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jhXJRrnpxHkmuayYylk21

  • สกัดจับ 2 สาวใหญ่เครือข่ายนักบินยโสธร ขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดอัดแน่นท้ายเก๋ง ทำมาแล้ว 12 ครั้ง! | เดลินิวส์

    สกัดจับ 2 สาวใหญ่เครือข่ายนักบินยโสธร ขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดอัดแน่นท้ายเก๋ง ทำมาแล้ว 12 ครั้ง! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยตำรวจ ทหาร และ ป.ป.ส. ภาค 1 ร่วมกันแถลงผลการขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติด “เครือข่ายนักบินยโสธร” โดยสามารถสกัดจับ นางปุญญิศา อายุ 58 ปี และ น.ส.นภัสนันทร์ อายุ 37 ปี ชาว จ.ยโสธร ได้ที่จุดสกัดบนถนนมิตรภาพ หน้า บก.ภ.จว.สระบุรี ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย พร้อมของกลางยาบ้า 10 กระสอบใหญ่ รวม 2,000,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถและเบาะหลังรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีขาว

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการขยายผลจับกุมเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ยึดยาบ้าได้ 6.7 ล้านเม็ด จนเจ้าหน้าที่แกะรอยพบพฤติกรรมรถคันดังกล่าววิ่งมาด้วยท่าทีมีน้ำหนักบรรทุกมากผิดปกติ จึงวางแผนสกัดจับ

    ด้าน พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวณิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี เผยว่า ขบวนการนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ผู้หญิงเป็นคนขับและสำรวจด่านเพื่อเลี่ยงความสนใจ ผู้ต้องหาสารภาพว่ารับจ้างขนยาจากแถบชายแดนริมน้ำโขงมาส่งพื้นที่ชั้นใน กทม. อยุธยา และสระบุรี มาแล้วถึง 12 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 70,000-200,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินมาตรการยึดทรัพย์และขยายผลหาผู้สั่งการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992256/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RBXigi51UIL0XsSysswfg

  • วว. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจังหวัดพะเยา ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    วว. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจังหวัดพะเยา ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ จังหวัดพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และหอการค้าจังหวัดพะเยา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การใช้เทคโนโลยี ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตร พืชอัตลักษณ์ และนวัตกรรมเพื่อการแก้ไข PM 2.5 แบบยั่งยืนของจังหวัดพะเยา” มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดพะเยาอย่างเป็นรูปธรรม
    โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รศ. ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา นายธวัช สุทธวงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และนายกมลสันต์ ศรีวิราช ประธานหอการค้าจังหวัดพะเยา ร่วมลงนามความร่วมมือ

    โอกาสนี้ คณะผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรทั้ง 4 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานภาคีเครือข่าวทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ทั้งนี้ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดพะเยาในอนาคต อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศบนฐานเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมบวรรัตนประสิทธิ์ อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น อาทิ พืช สมุนไพร ผลผลิตทางการเกษตร และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง และเวชสำอางสมุนไพรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ PM 2.5 ของจังหวัดพะเยาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ กล่าวว่า จังหวัดพะเยา ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจังหวัดพะเยามีศักยภาพด้านการเกษตร พืชอัตลักษณ์ และทรัพยากรที่หลากหลาย การนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอด จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้มาร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของพื้นที่ และจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยา โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร พืชอัตลักษณ์ของจังหวัด รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี บุคลากร และเครือข่ายของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมมุ่งหวังให้จังหวัดพะเยาเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

    รศ.ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการเพื่อประโยชน์เชิงพื้นที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการและความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยการต่อยอดนวัตกรรมและความยั่งยืนสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ที่มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังเป็นการร่วมมือกันขององค์กรในทุกระดับในการพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างแนวทางการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการ สู่ชุมชน ผู้ประกอบการ และภาคการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยอย่างแท้จริง

    นายธวัช สุทธวงค์ กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยา ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ของจังหวัด ทั้งนี้ อบจ.พะเยา พร้อมสนับสนุนและผลักดันความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและชุมชนของจังหวัดพะเยา

    นายกมลสันต์ ศรีวิราช กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยาด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งหอการค้าจังหวัดพะเยาพร้อมเป็นเครือข่ายในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นอกจากความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ภายใต้บันทึกความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการและทรัพยากรร่วมกัน การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อภาคธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนและผู้ประกอบการ ตลอดจนการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดพะเยาให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติให้ยั่งยืนต่อไป

    #อว #วว #TISTR #พะเยา #วทน #นวัตกรรม #เศรษฐกิจฐานราก #แก้ปัญหาPM
    #สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1032831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q4cdQV0uMpIWMny3PpKA4

  • ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    โฆษกรัฐบาล เผย โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนแห่ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน เกิดการจับจ่ายกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ 

    วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1klYQMeNuxIDCNbAEVUqI4

  • นายก อบต.ป่าสะแก ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    นายก อบต.ป่าสะแก ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ที่พื้นที่แปลงนาคาร์บอนต่ำ ต.ป่าสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายเสรี ขำสุวรรณ นายก อบต.ป่าสะแก พร้อมด้วย นายสริ ดวงแก้ว รองนายก อบต.ป่าสะแก นำทีมพี่น้องเกษตรกร ลงพื้นที่แปลงนาคาร์บอนต่ำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก “บริษัท ทีม พรับบลิค เฮลท์”ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน

    นายเสรี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการลงแปลงสำรวจแมลงและเรียนรู้เรื่องโรคพืช เพื่อให้พี่น้องชาวนาสามารถรับมือกับศัตรูพืชได้ด้วยวิถีธรรมชาติ งดการใช้สารเคมี ซึ่งการทำนาคาร์บอนต่ำนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตลงได้จริงถึง 2,800 บาทต่อไร่ นี้คือบทพิสูจน์ที่เปลี่ยนชาวนาให้เป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจให้ครอบครัวชาวป่าสะแกพึ่งพาตนเองได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5991316/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1056FqMikTRiN4VQGSnP5_

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ก.ค. 2569

    | 25 view

    เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทยในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Senior Officials’ Meeting: Mekong – ROK SOM) ร่วมกับนาย Lee Dong-gy, Director-General for ASEAN and Southeast Asian Affairs Bureau กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงและสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมการประชุมแบบผสมผสาน

    ไทยในฐานะประธานร่วมเน้นย้ำการดำเนินความร่วมมือผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการตอบสนองและความยืดหยุ่น (response and resilience) ต่อความท้าทายในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและคุณภาพน้ำ มลพิษทางอากาศ และอาชญากรรมข้ามชาติ (2) การเชื่อมโยงอนุภูมิภาค (reconnect) โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และ (3) การพลิกโฉม (reboot) สู่ความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ที่ประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือภายใต้กรอบ Mekong – ROK ให้มีความสอดคล้องกับบริบทและความท้าทายของอนุภูมิภาคในปัจจุบัน

    ที่ประชุมทบทวนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ Mekong – ROK (Plan of Action 2021 – 2025) และหารือการจัดทำแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของความร่วมมือในระยะต่อไป รวมทั้งการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบ Mekong – ROK ครั้งที่ 14 ซึ่งไทยจะเป็นประธานร่วมและมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

    ก่อนการประชุม Mekong – ROK SOM ประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Caucus) หารือแนวทางการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือในลุ่มน้ำโขงต่าง ๆ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเสริมสร้างความมีเอกภาพในการขับเคลื่อนความร่วมมือของอนุภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-mekong-rok-som-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TR5zM0XcjwfM5Itc5X8O4

  • ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” ปลุกดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่ต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” ปลุกดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่ต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคตะวันออก พร้อมจุดประกายดีมานด์ที่อยู่อาศัยระลอกใหม่จากการขยายตัวของเมืองอัจฉริยะ และการหลั่งไหลของการลงทุนระดับโลก โดยมองว่า EECiti จะยกระดับพื้นที่ EEC จากฐานอุตสาหกรรมเดิมสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตคุณภาพสูง ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า EECiti จะเป็น Mega Magnet ที่สร้างแรงดึงดูดครั้งใหญ่ให้กับภาคตะวันออก เพราะการพัฒนาเมืองยุคใหม่ในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบนิเวศทางเศรษฐกิจอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยยกระดับพื้นที่ EEC สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศ และสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพในวงกว้าง โดยลลิลฯประเมินว่าดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่จาก EECiti มาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรรายได้สูง ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า, ดิจิทัล, AI, การบิน และโลจิสติกส์, กลุ่มนักลงทุนระดับนานาชาติ ที่ต้องการที่พักอาศัยเพื่อรองรับการพำนักระยะยาวหรือการลงทุนปล่อยเช่า และกลุ่มครอบครัวในพื้นที่ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    มุมมองของลลิลฯ ในการเริ่มต้นพัฒนา EECiti จะเห็นดีมานด์จากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง วิศวกร และแรงงานทักษะที่เข้ามารองรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ในระยะยาว ตลาดจะเปลี่ยนผ่านสู่ Real Demand อย่างชัดเจน จากการเข้ามาตั้งฐานขององค์กรระดับโลก ศูนย์วิจัย และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยยกระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว ลลิลฯ ได้ศึกษาทำเลในภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ ชลบุรี, ศรีราชา และระยอง ซึ่งถือเป็น Strategic Location สำคัญจากศักยภาพในการเชื่อมต่อระหว่างนิคมอุตสาหกรรมหลัก เมืองใหม่ และระบบสาธารณูปโภค ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ และโครงข่ายคมนาคมสมัยใหม่

    โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน EEC สะท้อนให้เห็นชัดว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ใช้ชีวิต และสุขภาวะที่ดีในระยะยาว ทั้งยังมองว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ในพื้นที่ EEC มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Flexible & Hybrid Living หรือพื้นที่ใช้สอยที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น ห้องทำงาน Work from Home หรือห้องสตูดิโอส่วนตัว, Green & Eco-Friendly Living ที่เน้นบ้านประหยัดพลังงาน ระบบรองรับ EV Charger และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง Smart & Well-being Ecosystem ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ลลิลฯ ยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน Green Living Standard ผ่านการพัฒนาบ้านประหยัดพลังงาน การออกแบบเพื่อการระบายอากาศที่ดี และการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางสีเขียวขนาดใหญ่ในโครงการ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอยู่อาศัย ธรรมชาติ และสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย โดยเชื่อว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า การพัฒนา EECiti จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการกระจายรายได้ การยกระดับเมือง และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยภาคตะวันออกมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของ GDP ประเทศไทย

    ทั้งนี้ EECiti จะมีบทบาทสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระยะยาว และยกระดับมาตรฐานตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรมการอยู่อาศัยและความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากที่อยู่อาศัยที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ ฃ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/867953/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sbJ1ul5JZv3VYVGJT6rl9

  • ‘อ.กมล’ ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ พาชาติหายนะ เสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

    ‘อ.กมล’ ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ พาชาติหายนะ เสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

    1 ก.ค.2569- นายกมล กมลตระกูล นักวิขาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง แลนด์บริดจ์พาชาติหายนะและทางเลือกอื่น มีเนื้อหาดังนี้

    รัฐต้องฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะคนในท้องที่หลายสิบจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
    โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) และกรอบสิทธิประโยชน์ที่ต่อยอดมาจาก พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) (หมายถึง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อนำมาปรับใช้กับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC) ถือเป็นอภิมหาโครงการที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยอย่างเสร็จสมบูรณ์ ทว่าในมิติของความคุ้มค่าและการกระจายผลประโยชน์ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างแยกส่วนและลึกซึ้ง ดังนี้

    1. กลุ่มทุนและประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
    โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการเป็น “เส้นทางลัด” และ “ฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง” ดังนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจึงหนีไม่พ้นกลุ่มทุนขนาดใหญ่และประเทศมหาอำนาจที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเส้นทางเดินเรือโลก

    ประเทศจีน (ประโยชน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และโลจิสติกส์): จีนเป็นประเทศที่ต้องการทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา “ช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) หากแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นและมีการเชื่อมโยงกับทางรถไฟสายจีน-ลาว-ไทย จะช่วยให้การขนส่งสินค้าและพลังงานจากตะวันออกกลางเข้าสู่จีนตอนใต้มีความมั่นคงและหลากหลายขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI)

    กลุ่มทุนข้ามชาติและสายการเดินเรือ (Shipping Lines): กลุ่มบริษัทโลจิสติกส์ทางทะเลขนาดใหญ่ที่สามารถบริหารจัดการกองเรือแบบ “Feeder” (เรือขนาดเล็กที่ขนส่งเชื่อมต่อ) ย้ายสินค้าข้ามฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา

    กลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ (นิคมอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์): อานิสงส์จากโมเดล พ.ร.บ. อีอีซี ที่จะถูกนำมาปลดล็อกในพื้นที่ ทั้งสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว (สูงสุด 99 ปีตามกรอบกฎหมายพิเศษ) การยกเว้นภาษี และการรวบรวมที่ดินเพื่อทำนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นปลาย (เช่น ปิโตรเคมี พลังงาน หรืออุตสาหกรรมฐานชีวภาพ) กลุ่มทุนที่ถือครองที่ดินหรือมีศักยภาพในการรับสัมปทานจะได้ประโยชน์เชิงพาณิชย์สูงสุด
    ยังไม่พูดถึงเงินทอนของงบ 1.1 ล้านบาทไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนไหน

    ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาล อนุทิน จะยอมถอย เนื่องจาก:
    1. เงื่อนไขทางกฎหมายและผลกระทบ (EIA / EHIA)
    ปัจจุบันโครงการยังอยู่ระหว่างการจัดทำและพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และนักวิชาการยังมีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฎหมายในการดำเนินการดังนี้ คือ

    1. เข้าชื่อคัดค้านและให้ข้อมูลโต้แย้ง ในเวทีรับฟังความคิดเห็น

    2.ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรายงาน หากพบว่าข้อมูลผลกระทบต่อการประมง การท่องเที่ยว และวิถีชุมชนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    3.การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง หากกระบวนการอนุมัติหรือการจัดทำรายงานส่อเค้าว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

    4. ร่าง พ.ร.บ. SEC ยังไม่ผ่านสภาอย่างสมบูรณ์
    กรอบสิทธิประโยชน์แบบเดียวกับ EEC ที่จะนำมาใช้กับแลนด์บริดจ์ จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะมารองรับ (ร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้) ซึ่งกระบวนการทางนิติบัญญัติในสภายังต้องผ่านอีกหลายวาระ ตัวแทนภาคประชาชนและพรรคการเมืองฝ่ายค้านยังสามารถใช้อำนาจในสภาเพื่อแก้ไข ตัดทอน หรือระงับกฎหมายฉบับนี้ได้ หากเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนข้ามชาติเกินขอบเขต (เช่น ประเด็นการเช่าที่ดิน 99 ปี)

    ข้อเท็จจริง : ใครได้ ใครเสีย
    1. ความคุ้มค่าต่ออาชีพชุมชน การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม
    หากประเมินด้วยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสังคม ความคุ้มค่าของโครงการนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่เนื่องจากต้นทุนที่ท้องถิ่นต้องแบกรับสูงมาก
    ผลกระทบต่ออาชีพและการประมง: พื้นที่ระนองและชุมพรพึ่งพิงเศรษฐกิจฐานรากจากการประมงพื้นบ้านและการเกษตรกรรมมูลค่าสูง (เช่น สวนทุเรียน) การถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อ (Motorway + Railway) กว้างเป็นกิโลเมตร จะทำลายระบบนิเวศชายฝั่งและตัดขาดเส้นทางทำกินของชุมชนดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

    วิกฤตการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: ฝั่งอันดามัน (ระนอง) มีจุดขายสำคัญคือความเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ และพื้นที่อนุรักษ์ระดับโลก การเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือตู้สินค้า จะลดทอนมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวระยะยาวที่ไทยเคยได้เปรียบ

    ต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ย้อนกลับไม่ได้: การขุดเจาะอุโมงค์ทะลุแนวเขาศก การถมทะเล และการเสี่ยงต่อมลพิษทางทะเลจากเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มป่ามรดกโลกและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความอ่อนไหวสูง เกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยว และสัตว์น้ำ

    ทางเลือกอื่นที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่า
    หากเป้าหมายคือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ข้ามฟากเพียงอย่างเดียว มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าพิจารณาดังนี้ครับ

    1. การพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศ (Multi-modal Transport)
    เน้นการลงทุนใน รถไฟทางคู่ และการปรับปรุงท่าเรือที่มีอยู่เดิม (เช่น ท่าเรือระนองดั้งเดิม หรือท่าเรือสงขลา) ให้เป็นท่าเรือเฉพาะทางเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากภาคใต้ไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC (อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา) โดยตรง แทนที่จะหวังพึ่งพาการเป็นทางผ่านสินค้าของโลก (Transshipment Hub) ซึ่งมีความผันผวนสูง

    2. ระเบียงเศรษฐกิจมูลค่าสูงบนฐานทรัพยากรเดิม (Green & Bio-Economy Corridor)
    แทนที่จะใช้โมเดลนิคมอุตสาหกรรมหนักแบบอีอีซี (EEC) ดั้งเดิม เปลี่ยนมาใช้โมเดล “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง”:
    แปรรูปเกษตรขั้นสูง: ยกระดับภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมันระดับโลก (Biorefinery)
    Wellness & Premium Tourism: พัฒนาพื้นที่ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-ชุมพร ให้เป็นเขตพิเศษด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการพักผ่อนระดับสูง ซึ่งสร้างรายได้ตรงสู่ท้องถิ่นมากกว่าและทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

    3. โมเดลการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ (Local Empowerment)
    ปรับแก้กฎหมายเชิงสิทธิประโยชน์ให้เอื้อต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน การประมงพื้นบ้าน แทนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ดินแก่ทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว เพื่อให้เม็ดเงินจากการพัฒนาหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    ภาคประชาชนควรสร้างยุทธศาสตร์ในการคัดค้าน:
    สร้างความ ความลังเลของนักลงทุนต่างชาติ (Financial Viability)
    นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่สุดของโครงการ รัฐบาลไทยต้องการให้ ต่างชาติเป็นผู้ลงทุน 100% ในลักษณะสัมปทาน (PPP) แต่จนถึงปัจจุบัน กลุ่มทุนใหญ่จากทั้งจีน ตะวันออกกลาง หรือยุโรป ยังคงตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ (ความคุ้มค่าของเวลาในการยกตู้สินค้าข้ามฝั่งเปรียบเทียบกับการวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา)

    หากเสียงคัดค้านในประเทศดังพอ และมีการชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านมวลชน มิติสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้นทุนแฝง นักลงทุนต่างชาติจะยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง เพราะไม่มีใครอยากเอาเงินแสนล้านมาทิ้งไว้กับโครงการที่มีความขัดแย้งสูงและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในอนาคต
    แนวทางการขับเคลื่อนที่ “มากกว่าแค่การปฏิเสธ”

    การคัดค้านที่มีน้ำหนักที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่การบอกว่า ไม่เอา แต่คือการเสนอ “แผนพัฒนาทางเลือก” ที่จับต้องได้ เพื่อสู้กับวาทกรรมเรื่องความยากจนและการพัฒนาประเทศ ดังนี้ :

    2.1. ยกระดับข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนงบประมาณและทรัพยากรที่จะใช้กับแลนด์บริดจ์ มาลงทุนในยุทธศาสตร์ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า (เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ และเส้นทางรถไฟทางคู่เพื่อการส่งออกกลุ่ม BIMSTEC)

    2.2. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วน: เชื่อมโยงกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย และเครือข่ายนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และโลจิสติกส์ เพื่อออกบทวิเคราะห์ที่หักล้างตัวเลขความคุ้มค่าเกินจริงของภาครัฐ

    2.3. การกดดันผ่านกลไกสากล: หากมีกลุ่มทุนหรือธนาคารต่างชาติสนใจเข้าร่วม การส่งข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไปยังผู้ให้ทุนเหล่านั้น (ตามหลักการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน หรือ ESG) จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการหยุดยั้งโครงการจากต้นทางทุน
    ดังนั้น โครงการระดับล้านล้านที่ต้องพึ่งพาทั้งกฎหมายพิเศษและเงินทุนต่างชาติเช่นนี้ ตราบใดที่เสาเข็มแรกยังไม่ได้เจาะ และสัญญาสัมปทานยังไม่ได้เซ็น…

    ย่อมไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการทบทวนสำหรับภาครัฐ และการคัดค้านสำหรับภาคประชาสังคมและชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1024264/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lmRFQVAeDKmX1qRxbaOdg

  • ป.ป.ส. แย้มรู้ตัวแก๊งรับยาปลายทางคดี “แอร์สาว” จ่อเปิดฉากลุยล้างบางเครือข่ายใน 2 วัน | เดลินิวส์

    ป.ป.ส. แย้มรู้ตัวแก๊งรับยาปลายทางคดี “แอร์สาว” จ่อเปิดฉากลุยล้างบางเครือข่ายใน 2 วัน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่สำนักงาน ป.ป.ส. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. แถลงความคืบหน้าภายหลังประชุมลับร่วมกับผู้แทนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) 1.คริสตี้-ลี เครสซี เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กรุงเทพฯ 2.เบรนดอน แบสฟอร์ด เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงาน สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กรุงเทพฯ และหน่วยความมั่นคงชายแดนออสเตรเลีย (ABF) 1.เจมส์ ไรอัน ที่ปรึกษาสำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย 2.บรรพต เด่นเมธารัตน์ ผู้ดูแลโครงการอาวุโส สำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย นานกว่า 1 ชั่วโมง

    โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจนรู้ตัวละครในขบวนการทั้งหมดแล้ว ทั้งฝั่งคนส่ง คนโอนเงิน และคนรอรับของปลายทางที่ออสเตรเลีย แต่ต้องขอสงวนรายละเอียดเพื่อขยายผลจับกุม

    ทางด้านการดำเนินคดีกับ น.ส.มีนา แอร์สาวไทย ทางการออสเตรเลียยืนยันให้ความเป็นธรรมและจัดหาทนายความให้ ส่วนปมสู้คดีเรื่องการยินยอมสำแดงสัมภาระ 12 ใบ ให้ศุลกากรตรวจจนเจอเฮโรอีนนั้น ถือเป็นสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ของกลางยังอยู่ระหว่างการตรวจแล็บหาปริมาณที่แน่ชัด

    ทั้งนี้ เลขาฯ ป.ป.ส. แย้มข่าวดีว่า เริ่มมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสไรเดอร์รถเก๋งดำที่ส่งยาเสพติดจริงเข้ามาบ้างแล้ว พร้อมประกาศเตรียมจับมือตำรวจนครบาล เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ภายใน 1-2 วันนี้ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญ โดยเตรียมเดินทางมาเป็นประธานประชุมบอร์ด ป.ป.ส. ในวันที่ 3 ก.ค. นี้ เพื่อยกระดับมาตรการสแกนยาเสพติดข้ามชาติให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992179/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jfVmOvUqJCPDM2kEnGX5t