Blog

  • กทก. เตรียมคิกออฟ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เริ่ม 1 ต.ค. นี้ รัฐช่วยจ่าย 50%

    กทก. เตรียมคิกออฟ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เริ่ม 1 ต.ค. นี้ รัฐช่วยจ่าย 50%

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 และตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเร่งมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจีกล่าวว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานด้านการค้า บริการ และการท่องเที่ยว จะใช้กลไก กรอ. ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และเอสเอ็มอี เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    แนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มาตรการสำคัญที่ได้หารือในที่ประชุมคือ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังถึงแหล่งเงินและรายละเอียดระบบ โดยตั้งเป้าว่าหากมีความพร้อม จะเริ่มต่อเนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2569

    เบื้องต้นวางกรอบไว้ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” สนับสนุนค่าที่พักและคูปอง เปิดกว้างให้ใช้กับธุรกิจบริการมากกว่าร้านอาหาร เพื่อกระจายเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ส่วนวงเงินสนับสนุนค่าที่พักต่อสิทธิ์และรูปแบบการจ่ายยังรอข้อสรุปจากกระทรวงการคลัง

    “ความตั้งใจคืออยากให้ต่อจากโครงการไทยช่วยไทยเลย ถ้าระบบหลังบ้านพร้อม เป็นไปได้วันที่ 1 ตุลาคมก็ต่อด้วยโครงการนี้เลย เราจะทำให้เร็วที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดเพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา” นายสุรศักดิ์กล่าว

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถใช้เงินกู้ในส่วนเยียวยาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้หรือไม่ หากใช้ได้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันทีเมื่อระบบพร้อม

    แต่หากไม่สามารถใช้แหล่งเงินดังกล่าวได้ จะต้องพิจารณางบกลางหลังวันที่ 1 ต.ค. 2569 ขณะที่จำนวนประมาณ 540,000 สิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเห็นชอบให้นำวิธีการจัดเก็บและอัตราที่เสนอเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น เบื้องต้นอยู่ที่ 400-450 บาท พร้อมศึกษาช่องทางจัดเก็บหลายรูปแบบ ทั้งผ่านสายการบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จุดชำระเงิน รวมถึงการเชื่อมกับระบบที่พัก ก่อนรวบรวมผลประชาพิจารณ์กลับเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติอีกครั้ง และจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน

    “เรื่องค่าธรรมเนียมยังต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เรานำกรอบเดิมมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดูทั้งอัตราที่เหมาะสมและวิธีจัดเก็บ โดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ก่อนเดินตามกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง” นางศุภจีกล่าว

    ขณะที่นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อคำนวณจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง พบอัตราฐานที่เหมาะสมมากกว่า 490 บาท แต่ประเมินว่า 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป โดยหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มจัดเก็บทางอากาศภายใน 180 วัน ส่วนทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาอีก 360 วัน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงความหนาแน่นบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา

    เงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงประกันภัยและการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยว โดยนายสุรศักดิ์ระบุว่า หากพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ไทยจะมีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องมีกลไกเงินนอกงบประมาณเข้ามาเสริม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MZbYh6eyJlki5qVK8gZhy

  • “ศุภจี” กางแผนขับเคลื่อนการค้าไทย ชู 4 ด้านปลดล็อกเศรษฐกิจ กระจายตลาดส่งออก ยกระดับ SMEs : อินโฟเควสท์

    “ศุภจี” กางแผนขับเคลื่อนการค้าไทย ชู 4 ด้านปลดล็อกเศรษฐกิจ กระจายตลาดส่งออก ยกระดับ SMEs : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Post Forum 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth” ว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบันต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้“การค้า”เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นางศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่ “เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล” พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยไทยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ 

    ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงหากยังพึ่งพาตลาดกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ

    “เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว

    ทั้งนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) 

    นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

    *กางแผนปลดล็อก 3 ช่องว่างเศรษฐกิจไทย ดันยกระดับ SMEs เพิ่มศักยภาพการส่งออก 

    นางศุภจี กล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก “3 ช่องว่าง” เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 

    1. ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 

    2. ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต 

    3. ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ต้องทำให้ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น

    “SMEs มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างประมาณ 35% ของจีดีพี แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้อง SMEs แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ SMEs สามารถแข่งขันและเติบโตได้” นางศุภจี กล่าว

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็น SMEs และ MSMEs แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก

    สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต นางศุภจีได้เสนอ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. ปลดล็อกตลาด (Unlocking Markets) กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำ FTA ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น

    2. ปลดล็อกมูลค่า (Unlocking Values) เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่ Market-Led Production หรือใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์

    3.ปลดล็อกโอกาส (Unlocking Opportunities) ขยายโอกาสไปสู่ SMEs MSMEs และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น

    4. ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น (Unlocking Trust and Resilience) สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความเชื่อมั่น (Trust)” เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยน ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น ไทยควรสร้างบทบาทของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

    สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนของกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3. ชุมชนและ SMEs และ 4. การค้าระหว่างประเทศ โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน

    โดยการทำงานดังกล่าวจะยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้

    *กางแผนดัน Quick Big Wins เห็นผลใน 1 ปี ควบคู่ปรับโครงสร้างระยะยาว

    นางศุภจี กล่าวว่า ในระยะต่อไปจะต้องกำหนด Quick Big Wins ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 6–12 เดือน มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ขณะเดียวกันต้องกำหนด Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่งผลเพียงระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืน จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและพันธมิตร กำหนดกรอบเวลา มีหมุดหมายที่ชัดเจน และมี KPI ที่วัดผลได้

    นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยการดำเนินงานต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาในระยะสั้นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อคว้าโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วสูญเสียโอกาสในอนาคต แต่ต้องสร้างรูปแบบการเติบโตที่สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เราไม่ได้ทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์เพียงระยะสั้นแล้วปล่อยให้ประโยชน์ระยะยาวหายไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่สามารถรับมือกับความท้าทายในวันนี้ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ”นางศุภจี กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N8rFRZvuHLZTJ4qRPZN3_

  • ทองคำร่วงแรงแตะ $4,300 ขาขึ้นจบ? หรือแค่พักฐาน? – InterGold

    ทองคำร่วงแรงแตะ $4,300 ขาขึ้นจบ? หรือแค่พักฐาน? – InterGold


    ย่อซื้อ! ตราบใดที่ยังยืนเหนือ $4,300 ปลายปีลุ้นแตะ $4,800

    .

    ทักทายเย็นวันศุกร์ครับทุกคน! หมดเวลาทำงานมานั่งเม้าท์มอยเรื่องทองคำค่ำนี้กันหน่อย บอกเลยว่าตลาดส่งสัญญาณสุดจึ้ง แกว่งตัวซุ่มทำทรงได้น่าลุ้นมาก ประเด็นเด็ดรอสับคืนนี้มีเพียบมาลุยกันเลยครับ!

    .

    1. ภูมิรัฐศาสตร์ 3 สมรภูมิร้อน เชื้อเพลิงชั้นดีพยุงทองคำ

    ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตี ยังคงสร้างความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

    รัสเซีย–ยูเครน การรุกคืบทางทะเลดำบริเวณชายแดนโรมาเนียและท่าเรือสำคัญ บีบให้กลุ่มประเทศ NATO ในยุโรปตะวันออกต้องเร่งเพิ่มกำลังป้องกันประเทศ ส่งผลให้ความเสี่ยงยืดเยื้อสูงขึ้น

    ทะเลจีนใต้ จีนเร่งขยายอิทธิพลทางทะเลปะทะความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น ประกอบกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีน-รัสเซีย ยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดของขั้วอำนาจโลก

    .

    1. ทรงกราฟยังไม่เสีย! แค่พักฐานหลังพุ่งแรง

    แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงมากว่า$100 จากจุดสูงสุดบริเวณ$4,440 ลงมาแถว$4,300 แต่โครงสร้างหลักยังไม่ใช่ขาลง เป็นเพียงการพักฐานบนแนวรับสำคัญเท่านั้น

    กรอบราคาสำคัญที่ต้องจับตา

    แนวรับวัดใจ$4,300 แนวต้านแรก$4,400 แนวต้านสำคัญ$4,450

    .

    1. สรุปกลยุทธ์การลงทุน ย่อซื้อ มากกว่าไล่ขาย

    สายเทรดระยะสั้น จับจังหวะเข้าซื้อสะสมเมื่อราคาย่อลงมาใกล้แนวรับ$4,300 ทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวเข้าใกล้$4,400 – $4,450

    จุดระวัง หากราคาหลุด$4,300ลงมาอย่างชัดเจน ให้ชะลอการซื้อเนื่องจากโครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นจะเริ่มเสียทรง

    สายลงทุนระยะยาว มองเป็นโอกาสสะสมสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทั้งจากภาวะสงคราม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเสื่อมค่าของดอลลาร์

    เป้าหมายระยะยาวมองไว้ที่โซน$4,800 ในช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดไป

    .

    สรุปภาพรวมค่ำนี้นะครับ แม้ราคาจะย่อตัวลงมาแรง แต่ตราบใดที่ยังยืนเหนือ $4,300 ได้ โครงสร้างหลักยังคงเป็นบวกครับ ค่ำคืนนี้ขอให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ชาร์จพลังกายและใจให้เต็มเปี่ยมสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วพบกันใหม่รอบหน้า สวัสดีครับ!

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/yQAJRcBToCM

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-14-08-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UePJpNP5tk4aw6E7eOC-G

  • กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ทางชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง เมื่ออุตสาหกรรมเดิมถดถอย ส่วนเศรษฐกิจใหม่ทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด

    กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ทางชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง เมื่ออุตสาหกรรมเดิมถดถอย ส่วนเศรษฐกิจใหม่ทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด

    เวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand’ เปิดข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทยที่กำลังถูกบีบจากสองด้าน อุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์กำลังถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มดึงเข้ามาทั้ง EV, e-Commerce และ Data Center กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด และผลักให้ SME ไทยเสียส่วนแบ่งในตลาดของตัวเอง พร้อมข้อเสนอเปลี่ยนวิธีวัดผลการดึงดูดการลงทุนใหม่ทั้งระบบ

    เศรษฐกิจไทยกำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นกระดูกสันหลังกำลังถดถอย อีกด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มทรัพยากรดึงเข้ามา กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่ประกาศออกมา

    นี่คือภาพที่ถูกฉายบนเวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับโครงการ CASE, GIZ ประจำประเทศไทย โดยเซสชันที่ 2 ในหัวข้อ ‘จะชุบชีวิตเศรษฐกิจเก่าของไทย ให้ไปต่อในโลกใหม่ได้อย่างไร’ ได้ตั้งโจทย์สำคัญที่ว่าประเทศไทยควรจะรื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น อุตสาหกรรมดั้งเดิม?

    ‘Renew ไม่ใช่ Replace’ โจทย์ที่นำไปสู่การจัดงบประมาณคนละแบบ

    ดร.วีระยุทธ กาญจนชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเซสชันด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า คำถามที่สังคมไทยถามกันอยู่มีสองแบบ แบบแรกคือ ‘จะหาอุตสาหกรรมใหม่อะไรมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่า’ และแบบที่สองคือ ‘จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเดิมของไทยมีทางไปต่อในโลกใหม่’

    “ไม่ควรจะเป็นการทิ้งทุกอย่างไปเกาะขบวนรถใหม่ ไม่ควรเป็นการ replace แต่เป็นการ renew” ดร.วีระยุทธกล่าว พร้อมชี้ว่าการเลือกโจทย์ต่างกันจะนำไปสู่นโยบายการจัดสรรงบประมาณคนละแบบ และเป็นคนละแบบกับการใช้นโยบายลดแลกแจกแถมทางภาษีที่ผ่านมา

    ดร.วีระยุทธยกตัวอย่างว่า เมื่อพูดถึง AI คนจำนวนมากมองในมิติของการแทนที่ ทั้งแทนที่คนและแทนที่อุตสาหกรรมเก่า แต่หากตั้งหลักให้มั่น เทคโนโลยีใหม่สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นได้

    อีกข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ผลักดันคู่ขนานคือการวางอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งต่างจากแนวคิด Wellness หรือ Medical Hub ที่เป็นเพียงกลางน้ำและปลายน้ำ โดยมองเครื่องมือแพทย์ในฐานะ Nexus Industry ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเดิมของไทยหลายกลุ่ม ทั้งยางพารา สิ่งทอ พลาสติก ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และดิจิทัล

    ยานยนต์ไทยจากกระดูกสันหลัง สู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่ำ 30-40 ปี มีการจ้างงานระดับหลายแสนคน กระจายอยู่ในคลัสเตอร์ซัพพลายเชนแถบ EEC ทั้งระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

    แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สัญญาณเชิงลบเริ่มถี่ขึ้น ตั้งแต่การปิดโรงงานของ Suzuki ไปจนถึงการที่ Honda ควบรวมโรงงานผลิตจาก 2 แห่งเหลือ 1 แห่ง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จบที่บริษัทแม่ แต่ลงลึกไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2, Tier 3 และ Tier 4 ที่ผลิตเบาะ พวงมาลัย กระจก และชิ้นส่วนย่อยต่างๆ

    ต้นตอสำคัญคือการ Disruption ครั้งใหญ่จากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันชัดเจนแล้วว่า EV จีนสามารถควบคุมต้นทุนและทำราคาได้ดีกว่าค่ายอื่นอย่างสิ้นเชิง จนแม้แต่ Ford หรือ Tesla ที่อยู่ในตลาดบ้านตัวเองก็แข่งขันด้านราคาได้ยาก

    ในฝั่งไทย นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ ‘บอร์ด EV’ ตั้งแต่ EV 3.0 และ 3.5 เปิดให้ค่ายรถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แลกกับเงื่อนไขว่าต้องผลิตชดเชยในประเทศอย่างน้อยในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า ซึ่งช่วยจุดตลาด EV ไทยได้จริง และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถได้ในราคาที่จับต้องง่ายขึ้น

    “แต่การผลิตชดเชยทดแทนตามสัญญาที่ภาครัฐคาดหวังไว้ มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างที่คิด” อิสริยะระบุ

    นอกเหนือจากกรณีเฉพาะตัวอย่างแบรนด์ Neta ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจนเดินสายพานไม่ทันกำหนด ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ แม้กลุ่มที่ตั้งใจผลิตชดเชย ซัพพลายเชนชิ้นส่วนของไทยก็เชื่อมต่อเข้าไปไม่ถึง เพราะผู้ผลิตรถยนต์จีนยกฐานซัพพลายเชนมาจากจีนทั้งหมด ตั้งแต่อะไหล่ทุกชิ้นไปจนถึงแรงงานและวิศวกรควบคุมงานบางส่วน

    “ประเทศไทยควักงบประมาณมหาศาลเพื่อจ่ายเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์เรื่องราคา แต่ฝั่งซัพพลายเชนและผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยกลับไม่ได้อะไรเลย” อิสริยะ กล่าว

    อิสริยะอธิบายว่า โครงสร้างทางวิศวกรรมของ EV ต่างจากรถสันดาปโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือนโทรศัพท์มือถือที่มีล้อที่ชิ้นส่วนถูกออกแบบมาเป็นบล็อกแพ็กเกจสำเร็จรูป ทำให้จำนวนชิ้นส่วนลดจากหลักแสนชิ้นเหลือระดับราว 1,000 ชิ้น และตัวแปรที่ชี้ขาดมูลค่าคือแบตเตอรี่ ซึ่งไทยแทบไม่มีที่ยืนในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อำนาจต่อรองเรื่องสัดส่วน Local Content เกือบเป็นศูนย์

    “แม้กระทั่งค่านอต ค่าสกรู ซื้อจากจีนมาส่งถึงหน้าโรงงานในไทยยังถูกกว่าการจ้างโรงงานไทยผลิต” เขากล่าว

    ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาเป็นกระแสข่าวที่อินโดนีเซียเชิญชวนโตโยต้าให้ย้ายฐานการผลิต และการที่ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าออกมาส่งเสียงสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอิสริยะมองว่าผิดวิสัยของบริษัทญี่ปุ่นที่มักระมัดระวังการให้ความเห็นในภาวะวิกฤต โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยภายใต้ชื่อ ‘Fast & Furious’ เพื่อสื่อถึงการล้มพับที่รวดเร็วและรุนแรง

    4 ทิศทางกู้ชีพยานยนต์ไทย

    ข้อเสนอของคณะทำงานถูกจัดออกเป็น 4 ทิศทาง

    หนึ่ง เชื่อมซัพพลายเชนไทยเข้ากับห่วงโซ่ EV ซึ่งกิจกรรมจับคู่ธุรกิจของ BOI เป็นเรื่องดีแต่ไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการภาษีสรรพสามิตและพิกัดศุลกากรที่เข้มข้นกว่านี้ รวมถึงต้องกล้าเปิดเจรจาทบทวนข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะ FTA จีน-อาเซียน ที่ทำให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0%

    “ในอดีต FTA เคยเป็นประโยชน์กับเราในการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกมาป้อนโรงงานไทย แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” อิสริยะกล่าว

    สอง ถ้าจะเก่ง ICE ต้องเก่งให้สุด เพราะจากการศึกษาพบว่าชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดอย่างบล็อกเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเทคโนโลยีสูง ไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ยังนำเข้าจากญี่ปุ่นมาประกอบ ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีขยับสู่ไฮบริดที่ซับซ้อนกว่าเดิม ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น ข้อเสนอคือรัฐบาลไทยต้องเปิดเจรจาระดับ G2G กับรัฐบาลญี่ปุ่นและบอร์ดบริหารบริษัทแม่โดยตรง เพราะสำนักงานสาขาในไทยไม่มีอำนาจตัดสินใจเชิงโครงสร้าง

    สาม มองไปที่ Future Mobility ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EV หรือ ICE ทั้งไฮโดรเจนซึ่งมี Use Case ชัดเจนในกลุ่มขนส่งขนาดใหญ่ที่วิ่งเส้นทางประจำ และระบบขับขี่อัตโนมัติ พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยจึงไม่วางยุทธศาสตร์เป็น สนามทดสอบยานยนต์ไร้คนขับพวงมาลัยขวาแห่งภูมิภาค

    สี่ เปลี่ยนผ่านทักษะสู่อุตสาหกรรมข้างเคียง โดยจุดแข็งที่แรงงานไทยได้รับการยอมรับคืองานฝีมือด้านวิศวกรรมเครื่องกล งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ และงานแม่พิมพ์ความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถถ่ายโอนไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ไทยยังนำเข้าปีละนับแสนล้านบาท อุตสาหกรรมระบบรางที่ทุกวันนี้ยังนำเข้าเกือบทั้งหมด และเครื่องจักรกลการเกษตรอัจฉริยะ เช่น รถตัดอ้อยที่มีระบบจัดการตอซังเพื่อลดปัญหาการเผาไร่ซึ่งเป็นต้นตอ PM2.5

    เมื่อ SME ไทยถูกแย่งตลาดในบ้านตัวเอง

    สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และซีอีโอบริษัท Wisible ตั้งคำถามว่า หากมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามา 100 บาท แล้วรั่วไหลออกนอกประเทศเกือบทั้งหมดทันที ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

    มูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (GMV) ในไทยต่อปีขยับเข้าใกล้ระดับ ‘ล้านล้านบาท’ แต่สัดส่วนร้านค้าที่เป็นของคนไทยจริงๆ บนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านั้น มีไม่ถึง 30% และหากเจาะลงไปที่จำนวนรายการสินค้า (SKUs) สัดส่วนสินค้าไทยยิ่งน้อยลงไปอีกมาก เพราะสินค้าเกือบทั้งหมดถูกส่งตรงมาจากจีน โดยผู้ขายจีนเข้ามาเปิดร้านขายตรงถึงผู้บริโภคไทยด้วยตัวเอง ในระดับราคาที่ร้านค้าไทยแข่งขันไม่ได้

    “ยิ่งเรากดปุ่มสั่งซื้อสินค้าสะดวกขึ้นเท่าไหร่ เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งรั่วไหลออกนอกประเทศเร็วขึ้นเท่านั้น” สาโรจน์กล่าว โดยประเมินว่าเงินสะพัด 100 บาท รั่วไหลออกนอกประเทศทันที 70-80 บาท

    ซ้ำเติมด้วยการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) ที่ในรอบสองปีที่ผ่านมามีการประกาศปรับขึ้นเกือบ 10 ครั้ง จนอัตราส่วนแบ่งแทบเทียบเท่ากับการเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ร้านค้าไทยไม่เหลือช่องว่างกำไรพอจะประคองธุรกิจ ส่วนแบ่งกำไรที่ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยจึงถูกรีดกลับคืนสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศเกือบทั้งหมด

    ภาพนี้สะท้อนสถานะของ SME ไทยที่ไม่ได้เพียงแข่งขันยากขึ้นในตลาดส่งออก แต่กำลังเสียส่วนแบ่งในตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กับผู้เล่นต่างชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่จ้างงานคนไทยมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ

    ‘Data Center’ ตัวเลขล้านล้านที่คนไทยแทบมองไม่เห็น

    สาโรจน์เชื่อมโยงต่อไปยังกระแส Data Center ที่ภาครัฐโปรโมตอย่างหนัก โดยย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านการลงทุน แต่ต้องการสื่อสารข้อเท็จจริงไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายทั้ง EEC และ BOI

    โครงสร้างของ Data Center คืออาคารที่อัดแน่นด้วยเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ประมวลผล และระบบทำความเย็น ซึ่งล้วนไม่มีการผลิตในไทย ส่วนวัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่จัดหาในประเทศได้มีสัดส่วนมูลค่าไม่ถึง 30% ของโครงการ ขณะที่การจ้างงานช่วงก่อสร้างที่รัฐมักนำมาเคลมเป็นผลตอบแทนทางอ้อมนั้น จากการลงพื้นที่พบกรณีโครงการขนาดใหญ่ 2 อาคาร ที่จ้างแรงงานก่อสร้างอาคารละเกือบพันคน แต่เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่กินนอนในแคมป์ปิด ไม่ได้ออกมาจับจ่ายในชุมชนโดยรอบ

    เมื่อเปิดเดินระบบแล้ว ต้นทุนหลักสองก้อนคือค่าเช่าพื้นที่และค่าไฟฟ้า ซึ่งเม็ดเงินค่าไฟไหลไปกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

    ประเด็นนี้ ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เสริมว่าปริมาณคำขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center รวมกันสูงถึงระดับ 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศที่ราว 36 กิกะวัตต์ และรายชื่อผู้ยื่นคำขอจำนวนมากเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือนอมินีจากจีนเกือบทั้งหมด

    เปลี่ยน KPI บีโอไอ และผูกการลงทุนเข้ากับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    สาโรจน์ ย้ำว่าไทยยังปฏิเสธการลงทุน Data Center ไม่ได้ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล และยิ่งจำเป็นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่กำลังแรงงานลดลง แต่คำถามที่รัฐควรตั้งคือ “เราต้องการดึงดูดการลงทุน Data Center รูปแบบไหน” ไม่ใช่แค่ ‘เอาหรือไม่เอา’

    เขาชี้ว่า สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือการเปลี่ยนเกณฑ์ KPI ของภาครัฐ จากการวัด ‘มูลค่ารวมการลงทุน’ (Total Investment Value) มาเป็นการวัด ‘ผลประโยชน์สุทธิที่ตกถึงเศรษฐกิจในประเทศ’ (Net Economic Benefit & Local Impact)

    ข้อเสนอรูปธรรมคือการผูกสิทธิประโยชน์ BOI เข้ากับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ, การท่องเที่ยว, การดูแลสุขภาพและการแพทย์, ความมั่นคงทางเทคโนโลยีและไซเบอร์ ซึ่งเกี่ยวพันกับอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และการบริการภาครัฐ

    นอกจากนี้ยังเสนอให้กล้าทบทวนเงื่อนไขย้อนหลัง (Retroactive Review) กับรายที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว หากไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี รัฐก็ควรพิจารณายึดคืนสิทธิประโยชน์

    คนไทยดาวน์โหลด AI ติดอันดับโลก แต่ใช้เพิ่มผลิตภาพต่ำ

    ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ชี้ว่าประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยคือผลกระทบของ AI ต่อวิธีการทำงานของคน โดยยอมรับว่าไทยยังเป็นผู้ใช้ AI ที่หาประโยชน์เชิงผลิตภาพได้ต่ำมาก

    “หลายค่ายต่างประเทศตกใจเมื่อเห็นสถิติการเข้าถึงและดาวน์โหลด AI ของคนไทยที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่พอเจาะดูพฤติกรรมการใช้งานจริง แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้เยอะที่สุดคือการเจนรูปสวัสดีวันจันทร์” ณัฐกล่าว

    เขาระบุว่าโครงสร้างการทำงานหลังบ้านของบริษัทไทยยังเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงที่ไม่จำเป็น ตั้งแต่ระบบเอกสาร การวางบิล ไปจนถึงการจ้างพนักงานส่งเอกสาร ซึ่งควรถูกแทนที่ด้วย AI Agent ได้นานแล้ว และปัจจุบันโลกกำลังพูดถึงโมเดล One Person Enterprise ที่คนเพียงคนเดียวสามารถรันธุรกิจได้ด้วยการใช้ AI ทำงานแทนฟังก์ชันหลังบ้าน

    “ทางรอดเดียวคือเราต้องชิงนำ AI มาดิสรัปต์ตัวเราเองก่อนที่จะโดนคู่แข่งดิสรัปต์” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าโครงการส่งเสริมจากภาครัฐส่วนใหญ่ยังไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การติดอาวุธด้านผลิตภาพให้ SME ซึ่งมีอยู่หลายล้านรายในไทย

    ณัฐยังยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าจริง ทั้งการดูงานที่สยามคูโบต้าซึ่งพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร โดรน และเซนเซอร์ตรวจวัด รวมถึงบริษัทที่ทำ Plant Factory หรือระบบปลูกพืชในโรงเรือนปิดที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ 100% ซึ่งบางรายเปลี่ยนจากการปลูกพืชโภคภัณฑ์มาทดลองปลูกพืชสมุนไพรทางการแพทย์และสารสกัดที่เดิมต้องนำเข้าในราคาสูง จนลดต้นทุนการผลิตลงเหลือระดับกิโลกรัมละ 70-80 บาท

    เลิกวัดผลผลิตต่อไร่ เปลี่ยนมาวัดมูลค่าต่อไร่

    ดร.มณิสรา บารมีชัย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าภาคเกษตรยังมีอนาคตและศักยภาพสูง เพียงแต่ยังหาจุดคัดท้ายไม่เจอ โดยสรุปปัญหาหลักออกเป็น 3 มิติ

    มิติแรกคือ การกระจัดกระจายและสเกลไม่ได้ เมื่อโครงสร้างการผลิตเป็นรายย่อยที่ต่างคนต่างปลูก การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงย่อมไม่คุ้มค่าตั้งแต่แรก มิติที่สองคือ คนและสายอาชีพใหม่ ที่แม้จะมีการอบรม Smart Farmer จำนวนมาก แต่ไม่ได้วางแผนสร้างห่วงโซ่อาชีพใหม่มารองรับ และมิติที่สามคือ การเชื่อมโยงเทคโนโลยี ที่งานวิจัยดีๆ เข้าไม่ถึงเกษตรกรรากหญ้า

    ดร.มณิสราเสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดเชิงนโยบายจาก ‘ผลผลิตต่อไร่กี่กิโลกรัม’ มาเป็น ‘มูลค่ารายได้ต่อไร่กี่บาท’ พร้อมสร้างระบบนำตลาดมานำการผลิต (Market-led Agriculture) เพราะที่ผ่านมาเมื่อช่วยเพิ่มผลผลิตสำเร็จ คำถามถัดมาจากเกษตรกรคือ ‘แล้วจะเอาไปขายที่ไหน’

    อีกข้อเสนอสำคัญคือการสร้าง ผู้ประกอบการเทคโนโลยีบริการการเกษตร เป็นสายอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น ผู้ให้บริการบินโดรนวิเคราะห์พื้นที่หรือคำนวณการใช้ปุ๋ยรายแปลง แทนการคาดหวังให้เกษตรกรรุ่นเก่าเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง

    “สมมติพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง 6 ล้านไร่ ต้นทุนค่าปุ๋ยเฉลี่ยไร่ละ 3,000 บาทต่อปี หากมีระบบวิเคราะห์ดินที่แม่นยำจนลดการใช้ปุ๋ยลงได้ 10% เงินก้อนนั้นจะกลับไปเป็นกำไรในกระเป๋าเกษตรกรทันที โดยไม่ต้องรอให้ราคาพืชผลสูงขึ้น” ดร.มณิสรากล่าว

    เธอยังเสนอให้พัฒนา โมเดล AI เฉพาะทางด้านการเกษตรเขตร้อน โดยชี้ว่าชุดข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ สภาพดิน น้ำ และเทคนิคการปลูกของไทยไม่ควรตกไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด รวมถึงการนำ ระบบพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้าเกษตร (Digital Product Passport) ที่อาศัยเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับและบล็อกเชนมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าเกษตรไทย และต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมและสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ

    ปิดท้ายด้วยการปฏิรูประบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ที่ปัจจุบันมีขั้นตอนตรวจสอบซ้ำซ้อนจนสินค้าเสียความสดใหม่ระหว่างทาง โดยเสนอให้พัฒนาระบบตรวจสอบและออกใบรับรองดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่หน้าฟาร์ม (One-stop Inspection) และเชื่อมโยงข้อมูลผลตรวจไปยังหน่วยงานและประเทศปลายทาง

    ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่ข้อสรุปเดียวกันของเวที ที่ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีใหม่จนทอดทิ้งฐานที่มีอยู่เดิม หากแต่ต้องใส่นวัตกรรมและกรอบนโยบายที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติเข้าไปให้ถูกจุด

    ภาพ: Travel mania / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economic-development-renew-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LiEifdtDDNvK0XswkZWpM

  • บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    จังหวัดอุดรธานีกำลังอยู่บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพื่อก้าวสู่การเป็นหัวใจหลักของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งหมุดหมายสำคัญคือการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 ที่จะเปลี่ยนโฉมจังหวัดให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับสากล พร้อมการจัดการที่ผสมผสานนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างลงตัว

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    มุ่งยุทธศาสตร์ “Center of Upper Northeast”

    นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ฉายภาพความเข้มแข็งของจังหวัดในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ซึ่งประกอบด้วย อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย หนองบัวลำภู และเลย โดยมีประชากรรวมกันกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งอยู่ในอุดรธานีถึง 1.5 ล้านคน

    ความเป็นศูนย์กลางนี้เห็นได้ชัดจากมูลค่า GDP ในปี 2566 ที่สูงถึง 1.2 แสนล้านบาท จัดเป็นลำดับที่ 4 ของภาคอีสาน และลำดับที่ 25 ของประเทศ โดยอุดรธานีทำหน้าที่เป็น Center ในทุกด้าน โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่รองรับผู้ป่วยจากจังหวัดใกล้เคียงไปจนถึงนครพนม สกลนคร และประชาชนจาก สปป.ลาว

    ปั้นฮับการแพทย์ระดับนานาชาติ

    ในมิติของสุขภาพ จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแผนการเป็น Medical Hub อย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันบรมราชชนกในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งแรกในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน บนเนื้อที่กว่า 700 ไร่ ในอำเภอกุดจับ ซึ่งผู้ว่าฯ ได้ลงนามอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ความแข็งแกร่งด้านสาธารณสุขนี้ยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจาก สปป.ลาว ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโรงพยาบาลเอกชนในอุดรธานี โดยพบว่ามีสัดส่วนผู้ใช้บริการชาวลาวสูงถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    “อุดรธานีคือ Center ของภูมิภาคอย่างแท้จริง เราไม่ได้ดูแลแค่คนในจังหวัด แต่เราเป็นที่พึ่งด้านสาธารณสุขและการค้าให้กับคนทั้งกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบนและประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่หลายแห่งอาจจะซบเซา แต่อุดรธานีเรายังไปได้และคึกคักเสมอ เพราะเรามีเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งจากภาคการเกษตร เม็ดเงินจากแรงงานในต่างประเทศ และกำลังซื้อจากพี่น้อง สปป.ลาว” ผู้ว่าฯอุดร กล่าว

    เศรษฐกิจที่ทรงพลัง จากเม็ดเงินแรงงานต่างประเทศสู่ “เขยฝรั่ง”

    โครงสร้างเศรษฐกิจของอุดรธานีมีความพิเศษและแตกต่างจากจังหวัดอื่น แม้ภาคการเกษตร เช่น อ้อย น้ำตาล ยางพารา และข้าว จะครองสัดส่วนพื้นที่ถึง 81% แต่รายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงจังหวัดมาจากแรงงานชาวอุดรฯ ที่ไปทำงานในต่างประเทศ ทั้งไต้หวัน เกาหลี และอิสราเอล กว่า 70,000 คน ซึ่งส่งเงินกลับบ้านเฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    นอกจากนี้ อุดรธานียังเป็นแหล่งพำนักของชาวต่างชาติวัยเกษียณและ “เขยฝรั่ง” จำนวนมาก จนมีภาพเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวจากต่างประเทศบินตรงมาลงที่สนามบินอุดรธานีเพื่อมาเยี่ยมครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง

    บูมท่องเที่ยว มรดกโลกคู่แห่งเดียวในไทย และทะเลบัวแดงโฉมใหม่

     อุดรธานีประกาศศักดาการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับสากลด้วยการเป็นจังหวัดเดียวที่มีมรดกโลกถึง 2 แห่ง คือ “บ้านเชียง” และล่าสุดคือ “ภูพระบาท” ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2567 สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง “ทะเลบัวแดง” ที่ลิซ่า แบล็กพิงก์ เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมท

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 800 ล้านบาทต่อปี บนพื้นที่กว่า 22,000 ไร่ จังหวัดมีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนเรือนำเที่ยวจากระบบน้ำมันเป็นเรือไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษ ปกป้องระบบนิเวศนกน้ำ และลดค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนอย่างใกล้ชิด

    มหกรรมพืชสวนโลก 69: จิ๊กซอว์สู่รายได้ 3.2 หมื่นล้าน

    ไฮไลท์สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพ “มหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด โครงการนี้ได้รับงบประมาณรวมกว่า 2,750 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 32,000 ล้านบาท พร้อมการจ้างงานกว่า 81,000 อัตรา

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

     ภายในงานจะมีการนำเทคโนโลยี Smart City มาใช้เต็มรูปแบบ ทั้งกล้อง CCTV ทำงานร่วมกับ AI และการบริหารจัดการขยะแบบ Zero Waste โดยปัจจุบันมีต่างประเทศสนใจเข้าร่วมงานแล้วถึง 17 ประเทศ

    โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงโลก และความเข้มแข็งเอกชนรุ่นใหม่

    ในด้านคมนาคม จังหวัดกำลังเร่งแก้ปัญหาผังเมืองเพื่อรองรับการขยายตัวของสนามบินอุดรธานี ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารสูงที่สุดในภาคอีสาน รวมถึงการรอคอยโครงการรถไฟความเร็วสูงและสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ที่หนองคาย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าจากเดิมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยกตู้คอนเทนเนอร์เปลี่ยนราง

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    ผู้ว่าฯ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งของภาคเอกชนอุดรธานีที่เข้มแข็งมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YEC) วัย 30-40 ปี ที่ก้าวขึ้นมาบริหารหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

    “จุดแข็งที่สุดของอุดรธานีคือภาคเอกชนที่เข้มแข็งมาก ผมได้เห็นการส่งต่อไม้หลังจากรุ่นสู่รุ่น นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 30 กว่าๆ ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนเมืองด้วยพลังและวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย” นายราชันย์ กล่าวทิ้งท้าย

    แม้ในอนาคตจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางเข้ามาเชื่อมโยงมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือการเตรียมความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบ โดยเฉพาะสนามบิน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศ

     ปัจจุบันท่าอากาศยานอุดรธานีมีอาคารผู้โดยสาร 2 อาคาร แต่เปิดใช้งานมานานและมีข้อจำกัดในการขยายศักยภาพ ขณะที่การพัฒนาหรือขยายพื้นที่ของท่าอากาศยานยังติดขัดเรื่องงบประมาณและการถ่ายโอนภารกิจ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สนามบินสามารถรองรับการเติบโตในอนาคต

     “อุดรธานีต้องมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ เพราะเมื่อการเชื่อมโยงกับลาวและจีนมีความสะดวกมากขึ้น สนามบินก็ต้องสามารถรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินระหว่างประเทศได้”

    ผู้โดยสารแตะ 2 ล้านคน สนามบินต้องเร่งขยาย

     นายวันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่าอากาศยานอุดรธานีมีจำนวนผู้โดยสารในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเดินทางและศักยภาพของจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งขยายสนามบินเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้น

     การขยายสนามบินจึงควรดำเนินการล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนของอุดรธานี

     ขณะเดียวกัน อุดรธานียังมีจุดแข็งด้านระบบราง ทั้งรถไฟทางคู่ที่มีอยู่แล้ว และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพการเดินทางและการขนส่งในอนาคต โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการในช่วงปี 2574-2575 ซึ่งจะทำให้อุดรธานีมีโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ

    เปิดพื้นที่รับลงทุน ปลดล็อกข้อจำกัดเมือง

     นายวันชัย ย้ำว่า การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังมีข้อจำกัดด้านผังเมืองที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องการเห็นการปรับปรุงผังเมืองให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด

     “ต้องเปิดพื้นที่ เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้น” เพื่อให้อุดรธานีสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งและโครงข่ายคมนาคม ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าการลงทุนของภาคอีสานตอนบน เชื่อมโยงไทย-ลาว-จีน และขยายบทบาทสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโดจีนในอนาคต

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

    ปีทอง สปป.ลาว ความร่วมมือรอบด้าน

     นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า โอกาสของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับ สปป.ลาว ภายหลังรัฐบาลสปป.ลาวมียุทธศาสตร์จะพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ในช่วงปลายปี 2569 นี้ ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนจากต่างชาติ จึงเป็นโอกาสของไทยที่ควรเร่งขยายบทบาทความร่วมมือในหลากหลายด้าน ทั้งสาธารณสุข การศึกษา พลังงาน การค้า การลงทุน ธุรกิจบริการ และการบริหารจัดการโรงแรม

    บูม ‘อุดรธานี’ ฮับโลจิสติกส์ เจาะเศรษฐกิจอินโดจีน รับโอกาสการค้า การลงทุน

     ปัจจุบันไทยยังคงเป็นประเทศอันดับหนึ่งด้านนักท่องเที่ยวในสปป.ลาว โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเยือนลาวราว 1.2 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดราว 3 ล้านคน ส่วนด้านการลงทุน ไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ไฮโดรพาวเวอร์) ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทต่อโครงการ

     “ความสำคัญของความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความยาวกว่า 1,810 กิโลเมตร และจังหวัดชายแดนของทั้งสองประเทศกว่า 10 จังหวัด ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ลาว โดยจุดเด่นประการหนึ่งคือประชาชนทั้งสองประเทศสามารถสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องใช้ล่าม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jRNk69eNex8N6-HvkvOgJ

  • “ศุภจี” ชู 4 แนวทางปลดล็อกเศรษฐกิจไทย กระจายตลาดส่งออก ดัน “เอสเอ็มอี” เติบโต

    “ศุภจี” ชู 4 แนวทางปลดล็อกเศรษฐกิจไทย กระจายตลาดส่งออก ดัน “เอสเอ็มอี” เติบโต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vhVgH4yZgSxIEkdWyNcTC

  • ‘โตโต้’ ลั่น ‘ชิxหายแล้ว’ พ่อทิพย์ลูกจีนสัญชาติไทยตรวจพบอายุสูงสุด 23 ปี  | เดลินิวส์

    ‘โตโต้’ ลั่น ‘ชิxหายแล้ว’ พ่อทิพย์ลูกจีนสัญชาติไทยตรวจพบอายุสูงสุด 23 ปี  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ต้องใช้คำว่า “ชิxหายแล้ว” เมื่อความปรากฏว่าคดี “พ่อทิพย์” ที่ลูกจีนได้สัญชาติไทย ตรวจพบเจอที่อายุสูงสุด คือ 23 ปี ทำกันมานานเป็นขบวนการ ตัวเลขรวมกันทั้งประเทศอาจจะสูงถึง 10,000 เฉพาะใน กทม. เท่าที่ตรวจพบ 1,500 ใน 8 รพ.เอกชน ยังเหลือ อีก 150 รพ. ที่ต้องตรวจกันต่อ แต่ปัญหาตอนนี้คือ รัฐบาลยังไม่ตั้งงบให้ จนท. เพื่อทำงานต่อ เฉพาะค่าตรวจ DNA 1 ครั้ง ใช้เงิน 3,000 บาท ถ้าสงสัย เด็ก 1 คน ต้องตรวจทั้ง เด็ก, พ่อ, แม่ = ต้องใช้งบ 9,000 บาท/เคส  

    ถาม จนท. ชุดทำคดีเอาเงินมาจากไหน คำตอบที่ได้วันนี้คือ “ไม่มี” นี่ยังไม่รวมค่าทำสำนวน ค่าทีมสืบลงไปเฝ้าติดตามกลุ่มผู้ต้องสงสัย ถาม จนท. เอามาจากไหน คำตอบคือ ควักกระเป๋ากันเอง รัฐบาลยังนิ่งอยู่

    ในขณะที่ยิ่งขุดยิ่งเจอ เฉพาะเดินมาแจ้งเบาะแสกับผมวันนี้ วันเดียว ก็ 4 รายแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าประเทศเราปล่อยปละกันมาได้อย่างไร สำหรับเบาะแสใหม่นี้ผมจะนำพยานเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ เร็วๆ นี้ ซึ่งยืนยันว่าเป็นข้อมูลของ รพ.เอกชน แห่งใหม่ ที่ไม่ใช่ทั้ง 8 แห่งที่มีชื่อก่อนหน้านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6107038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O1fircTJ_VP0n2-i7xWco

  • ผู้ว่าฯธปท. เดินหน้าลงมือทำ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    ผู้ว่าฯธปท. เดินหน้าลงมือทำ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    ผู้ว่าฯธปท. เดินหน้าลงมือทำ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    14 สิงหาคม 2569, 11:23น.

              นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงแนวคิดเรื่องภารกิจของ ธปท. โดยระบุว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate ที่ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินลดลงมาก อัตราเงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ)

              นายวิทัย มองว่า ปัจจุบัน ปัญหาของไทยกลับอยู่ที่อัตราการเติบโต และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกันลงมือทำเสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อย ๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน พร้อมยืนยันว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไม่เคยเปลี่ยน แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ

    1.การแก้หนี้ครัวเรือน

    2. Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้

    3.การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย)

    4.การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า จากนี้ไป จะเข้ากำกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Nonbank ทั้งด้าน Lending (สินเชื่อ) และ Payment (ชำระเงิน) มากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติ เพราะเมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัว

              ทั้งนี้ นายวิทัย ยังทิ้งทายด้วยว่า โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน โลกเก่า ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j3qxgqr6o64ZV_5GeRW8g

  • ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น สหรัฐ ขู่ ‘ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ’ ต่ออิหร่าน

    ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น สหรัฐ ขู่ ‘ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ’ ต่ออิหร่าน

    ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐ ขู่ใช้มาตรการ ‘ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ’ ต่ออิหร่านรอบด้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพิ่มความกังวลช่องแคบฮอร์มุซปิดยาว

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (14 ส.ค. 69) หลังจากสหรัฐ ระบุว่า การปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านอาจดำเนินต่อไป “อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งจุดกระแสความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับเส้นทางการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ

    สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระดับสากล ปรับตัวขึ้น 1.7% ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส U.S. West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวขึ้น 1.4% ปิดที่ 82.40 ดอลลาร์

    สหรัฐขู่ปิดล้อมอิหร่านทางเศรษฐกิจและทางทะเลอย่างยืดเยื้อ

    ดัชนีอ้างอิงทั้งสองปรับตัวลดลง 2% ในเซสชันของวันพฤหัสบดี แต่ปรับตัวขึ้นรวมมากกว่า 5% สำหรับภาพรวมทั้งสัปดาห์

    การปรับตัวขึ้นในวันศุกร์นี้เกิดขึ้นหลังจาก สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Newsmax โดยเตือนถึงมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ “การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ” ของอิหร่าน ซึ่งเป็นมาตรการ “ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

    คำชี้แจงของเบสเซนต์เกิดขึ้นหลังจาก พีท เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กองทัพสหรัฐ สามารถตรึงการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านได้อย่างไม่มีกำหนด

    คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดเผยในเย็นวันพฤหัสบดีว่า อิหร่านได้โจมตีเรือสองลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (Abu Dhabi National Oil Company) ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว

    สำหรับการซื้อขายในวันพฤหัสบดี ราคาน้ำมันได้ย่อตัวลงหลังจาก คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ อ้างว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบนั้นสูงกว่าที่หน่วยงานประเมินอิสระหลายแห่งคาดการณ์ไว้

    ด้าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุเมื่อวันพุธว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะตึงตัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบริเวณช่องแคบดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JNZunEY19UKy0V5DEtT9c

  • ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วง จับตาผลประกอบการ, ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วง จับตาผลประกอบการ, ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    ณ เวลา 18.56 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 68 จุด หรือ 0.13% สู่ระดับ 53,867 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มร่วงลงในสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้ปรับตัวลง 0.4% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq มีแนวโน้มดีดตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยขณะนี้บวก 0.5% และ 0.4% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ตามลำดับ

    ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า บริษัทมากกว่า 90% ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 2 แล้ว โดยมีการขยายตัวของกำไรราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นักลงทุนจับตาการเปิดเผยยอดค้าปลีก รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในวันนี้

    นอกจากนี้ ตลาดยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ควบคู่ไปกับการตรึงกำลังปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน โดยสหรัฐจะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hFjILN9TZST9sStQSw7rb