Blog

  • เกษตรบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเครือข่ายแม่บ้านเกษตรกร เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    เกษตรบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเครือข่ายแม่บ้านเกษตรกร เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/157618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HAKdSwXd5pcqKnv32IGRF

  • กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    กกร.คงเป้า GDP ปี 69 โต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตไม่ทั่วถึง คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว โดยที่ประชุมได้ประเมินเศรษฐไทย เริ่มมีปัจจัยบวก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ SME ที่ยังไม่ฟื้น 

    ความเสี่ยงจาก Energy supply chain disruption เริ่มคลี่คลาย 

    หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ความกังวลของผลกระทบต่อภาคการผลิตลดลง ระดับราคาพลังงานปรับลง โดยราคาน้ำมัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 ลดลง จาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก่อนการหยุดยิง มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เช่นเดียวกับราคา commodity หลายรายการที่ผ่านจุดสูงสุดจากช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ดี ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญและคลังน้ำมันสำรองของ OECD ที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาไม่ลงไปกว่าระดับปัจจุบันมากนัก ในระยะข้างหน้าจึงยังต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (energy security) 

    โดยมีแนวทางในการปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อบริหารจัดการ Stock น้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นต้นทุนราคาพลังงานของประเทศได้

    Megatrend โลกจากการลงทุนด้าน AI และ Data center 

    เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณ GDP เป็น 2.3%

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง 

    ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิม

    ขณะที่ SMEs และคนตัวเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผลิตภาพแรงงานในประเทศให้ดียิ่งขึ้น สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการใช้ Thailand Content & Regional Value Content (RVC) ท่ามกลางการก้าวสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจะยิ่งกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต

    กกร. สนับสนุนการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่

    ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าผลการประเมินของ IMD ล่าสุด ปี 2026 ไทยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า แต่ยังมีหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะที่คู่เทียบในประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามมาติด ๆ

    ท่ามกลางความคาดหวังของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อการ Structural reform ของไทยในระยะถัดไป อาทิ การมีมาตรฐานและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล connect the dots อาทิ ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อช่วยในการออกแบบและวัดผลนโยบายได้อย่างตรงจุด และลดต้นทุนแฝงของระบบ

    โดย กกร. จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ สอดคล้องกับ Flagship Report ของ World Bank ที่มีเป้าหมายในการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทางของ Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่อย่างแข็งแกร่งต่อไป

    กกร.ร่วมกับ World Bank ภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

    GDP

    • ปี 2568 : 2.4%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : 1.2 – 1.6%
    • ณ มิ.ย. 69 : 1.6 – 2.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 1.6 – 2.0%

    การส่งออก

    • ปี 2568 : 12.9%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : -1.5 ถึง -0.5%
    • ณ มิ.ย. 69 : 8.0 – 10.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 8.0 – 10.0%

    เงินเฟ้อ

    • ปี 2568 : -0.1%
    • ณ เม.ย.-พ.ค. 69 : 2.0 – 3.0%
    • ณ มิ.ย. 69 : 2.5 – 3.0%
    • ณ ก.ค. 69 : 2.5 – 3.0%

    ประมาณการล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2569

    • GDP : 1.6 – 2.0%
    • การส่งออก : 8.0 – 10.0%
    • เงินเฟ้อ : 2.5 – 3.0%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-kgv03tWDcyCzRn2WnHA

  • ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

    ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

    ‘RISE Innovation Consulting’ ร่วมกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ จัดงาน SEA Health Summit 2026 : “AI in Health and Longevity” เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศร่วมเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยเทคโนโลยีสุขภาพ

    สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ โดยไทยและอาเซียนกำลังเป็น “ขุมทรัพย์ตื่นทอง” ยุคใหม่ของนวัตกรรมการแพทย์ (HealthTech) ที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างทรงพลัง

    นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากยุคตื่นทองที่ซานฟรานซิสโกปี 1849 ซึ่งเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กเป็นเมืองระดับโลก โดยมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการแพทย์แข็งแกร่งผ่านปัจจัยสนับสนุน 4 ชั้นสำคัญ คือ

    1. ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั่วถึงและดีกว่าในสหรัฐอเมริกาที่ยังมีประชากรถึง 10% เข้าไม่ถึงสวัสดิการ
    2. มาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล โดยไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้มาตรฐาน JCI
    3. บุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก โดยมีแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    4. บุคลากรสนับสนุนที่มีความสามารถทั้งพยาบาล และวิศวกรชีวการแพทย์

    นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ไทยขาดการเชื่อมโยงเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก คือ 1.BioTech การรักษาที่เข้าถึงง่ายและเร็วขึ้น 2.MedTech เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย 3.ยาและเวชภัณฑ์ ทำให้ยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลกได้

    ปั้น SEAHUB ผนึก Stanford สู่เวทีโลก

    นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ได้ริเริ่มสร้าง SEA Health Innovation Hub หรือ SEA HI Hub ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม 4 ส่วน ได้แก่ เครือข่ายโรงพยาบาลที่จับมือแล้วกว่า 50 แห่ง แหล่งเงินทุนกว่า 200 แห่งทั่วโลก Regulatory Fast-Track และการเข้าถึงตลาด

    ทั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดขยายการเข้าถึงคนไข้ 40 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2569 และเติบโตสู่ 100 ล้านคน ภายในปี 2028

    รวมถึงได้ร่วมมือ SPARK Global มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สนับสนุนนักวิจัยไทยในการสร้างยาและเวชภัณฑ์ใหม่ และสอนวิธีนำนวัตกรรมไปขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อนในระดับกว้าง

    Hacking Medicine ทางลัดปฏิวัติวงการแพทย์

    ศ.เซน ชู (Zen Chu) อาจารย์อาวุโสด้าน Healthcare Innovation จาก MIT Sloan School of Management และผู้ร่วมก่อตั้ง HackMed Ventures กล่าวในหัวข้อ The Economic Mutiplier : Why AI in Healthcare is the Core of Future Exponential Growth 

    ทั้งนี้ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ระบบโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ปรับตัวช้า แต่คือ “สตาร์ตอัป” และ “ผู้ประกอบการ” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเขย่าโครงสร้างเดิม

    สำหรับแนวคิด Hacking Medicine ของ MIT ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นการหาทางลัดที่ชาญฉลาด โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมมาสร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ทลายกำแพงข้อมูลที่เคยถูกเก็บแยกส่วน

    รวมถึงการใช้ AI ที่มีความสามารถเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญในบางด้านแล้ว เช่น PathAI ใช้ภาพถ่ายทางพยาธิวิทยาตรวจหาโรคมะเร็งได้แม่นยำกว่ามนุษย์ โดย AI ร่วมกับกล้องวิดีโอราคาถูกตรวจจับการเคลื่อนไหวของเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคได้รวดเร็ว

    มั่นใจ “กรุงเทพฯ” ฮับแห่งโอกาส

    ศ.เซน เน้นย้ำว่า “กรุงเทพฯ” และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพลังงานและโอกาสมหาศาลไม่ต่างจากยุคดอทคอมในซานฟรานซิสโก ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากใคร แต่สามารถคัดลอกและวาง โมเดลธุรกิจที่สำเร็จแล้วในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นได้ทันที

    ทั้งนี้ ได้มีการตัวอย่างสตาร์ตอัปต้นแบบรูปแบบนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย PillPack ที่ทำธุรกิจร้านขายยาออนไลน์ได้มีการจัดยาตามใบสั่งแพทย์จน Amazon ต้องขอซื้อกิจการ และโตกว่า 30 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

    ขณะที่ Figure 1 แอปพลิเคชันให้แพทย์ทั่วโลกแชร์ภาพเคสผู้ป่วยเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไม่กี่นาที โดย Music as Medicine ใช้แอปพลิเคชันและเซนเซอร์ติดรองเท้า ร่วมกับจังหวะดนตรีช่วยผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรือพาร์กินสันฝึกเดิน

    ศ.เซน กล่าวว่า มีแผนสร้าง Hacking Medical School ในบาหลี อินโดนีเซีย เพื่อฝึกฝนแพทย์ทั่วโลกให้รู้จักการใช้เครื่องมือ AI และเทคโนโลยีใหม่สำหรับการรับมือกับการระเบิดของข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน

    สร้าง Growth Engine ขับเคลื่อน GDP

    รวมทั้งการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่แน่นหนาของไทยกับเทคโนโลยีระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างมหาศาลแทนที่จะเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    “อนาคตของประเทศไทยไม่ได้รอให้เราพยากรณ์ แต่งานวิจัยและนวัตกรรมที่เราสร้างร่วมกันในวันนี้ จะทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง และยกระดับ HealthTech เพื่อความสุขและความมั่นคงทางสุขภาพของทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1240963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nQVUTk4K4Lrhxe-6m9zNO

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานหลังดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรง นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ  : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานหลังดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรง นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ  : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสานในวันนี้ (1 ก.ค.) ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์อ่อนแรงลงในช่วงเช้านี้ หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งทั้งในไตรมาส 2/2569 และช่วงครึ่งปีแรก ด้านนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในเอเชียวันนี้

    • ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 70,774.28 จุด เพิ่มขึ้น 711.96 จุด หรือ +1.02%
    • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,090.76 จุด ลดลง 3.64 จุด หรือ -0.09%
    • ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการเนื่องในวันก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
    • ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้น 1.52% 
    • ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ขยับลง 0.05%

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการวันนี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนมิ.ย.ของออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นจาก S&P Global ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 2/2569 รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.และดุลการค้าเดือนพ.ค.ของอินโดนีเซีย 

    นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะเข้าร่วมการเสวนาในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ในสัปดาห์นี้

    ทั้งนี้ วอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB, แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และทิฟฟ์ แม็กลัม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา (BOC) โดยงานเสวนาจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 1 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลาไทย

    งานเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญครั้งแรกของวอร์ชบนเวทีระหว่างประเทศหลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด

    นักลงทุนทั่วโลกจับตาถ้อยแถลงของวอร์ชอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EnZEaNYkffMEWdi8Ae7yk

  • กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

    กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

    วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการอบรมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ห้องฟินิกซ์ 1 – 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย OTOP ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ  รวมถึงผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก จำนวน 209 กลุ่ม/ราย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้า Premium เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และยกระดับแบรนด์ OTOP สู่สากล โดยสอดรับกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

    ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 1,200 กลุ่ม/ราย ให้ได้รับการส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างจุดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่

    โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งน้อมนำแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขยายผลการดำเนินงานในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และยกระดับฝีมือของผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/974414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I47cCcm_FJqvCE8Ygl9hk

  • ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ เศรษฐกิจโลก หลังได้รับอานิสงส์ 2 เมกะเทรนด์

    ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ เศรษฐกิจโลก หลังได้รับอานิสงส์ 2 เมกะเทรนด์

    แต่เมื่อไม่นานนี้สำนักข่าว Bloomberg ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ 2 ฉบับซ้อน ยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ (Rising Star)ของเศรษฐกิจโลก จากการเป็นหมุดหมายสำคัญที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก 2 เมกะเทรนด์ใหญ่อย่างกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration) ที่ทุนข้ามชาติพากันโยกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    บทวิเคราะห์แรกมีหัวข้อว่า Thailand Emerges as Southeast Asia’s Surprise AI Stock Winner ซึ่งทาง Bloomberg ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นผู้ชนะที่สร้างความประหลาดใจให้กับภูมิภาค โดยในปี 2026 นี้ ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 20% ครองแชมป์ตลาดหุ้นที่ทำผลงานได้ดีสุดในอาเซียน

    ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงานไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีหัวหอกสำคัญคือ ‘บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)’ หรือ DELTA ผู้ผลิตระบบจ่ายไฟและอุปกรณ์สำหรับ AI Data Center ซึ่งราคาหุ้นพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 80% ส่งผลให้เดลต้าสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทจดทะเบียนไทยแห่งแรกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แม้ไทยจะไม่มีโรงงานผลิตชิปขั้นสูงขนาดใหญ่เหมือนไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ก็สามารถปักหมุดใน Supply Chain ของ AI ได้อย่างเหนียวแน่น ผ่านจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานที่มั่นคง ทำให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มปรับมุมมองและหันมาสะสมหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและบลูชิพของไทยเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากหุ้นใหญ่อื่น ๆ เช่น ADVANC, GULF, PTT และ AOT

    ขณะที่บทวิเคราะห์ที่ 2 ของ Bloomberg ในหัวข้อ Thailand, Argentina Primed as Next Supply Chain ‘Rising Stars โดย Bloomberg จัดอันดับให้ไทย อาร์เจนตินา และฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มประเทศเนื้อหอมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตใหม่แทนที่จีน

    โดยจุดแข็งที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่ไทย เกิดจากความพร้อมของระบบโลจิสติกส์เดิมที่มีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผนวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยุคใหม่ที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูงในสายตาของทุนข้ามชาติเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม Bloomberg ได้ทิ้งท้ายถึงโจทย์หินที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องเร่งแก้ในระยะยาว คือ การแปรเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ให้กลายเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ผ่านการสร้างงานที่มีทักษะสูงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการเพิ่มผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ ของทุนโลก แต่เป็น ‘ผู้รับประโยชน์’ อย่างแท้จริง

    .

    ที่มา

    .

    https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-25/thailand-emerges-as-southeast-asia-s-surprise-ai-stock-winner

    .

    https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-24/thailand-argentina-primed-as-next-supply-chain-rising-stars

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/114029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ho85SIFI_PdERKP4OAdcb

  • แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69

    แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69

    แบงก์ชาติภาคเหนือ เผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 69″หดตัวจากเดือนก่อน” ตามการบริโภคและการท่องเที่ยวหดตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    30 มิถุนายน 2569 เศรษฐกิจภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569 หดตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคที่ลดลงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับรายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ด้านการท่องเที่ยวหดตัวเล็กน้อยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวจากชาวจีนในช่วงหยุดยาววันแรงงาน การลงทุนหดตัวจากหมวดก่อสร้างและการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ อย่างไรก็ดี การผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

    รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่อง จากด้านราคาหดตัว ตามความต้องการส่งออกข้าวเปลือกเจ้าที่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลก ราคาสับปะรดและสุกรที่ลดลงตามอุปทานที่อยู่ในระดับสูง ด้านผลผลิตหดตัว จากผลผลิตข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และลิ้นจี่ เนื่องจากราคาในช่วงก่อนหน้าไม่จูงใจให้ผลิต และบางรายหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน

    การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหาร อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เส้นสำเร็จรูป และการผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การผลิตในหลายหมวดลดลง ตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลงและการแข่งขันสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากไม้ เซรามิก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีทิศทางดี

    ภาคบริการท่องเที่ยวหดตัวเล็กน้อย ตามรายรับผู้เยี่ยมเยือนรวมที่ลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นสัดส่วนหลัก จากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่ลดลง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน เนื่องจากมีวันหยุดยาวแรงงาน

    การบริโภคภาคเอกชนหดตัว ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการลดลง จากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งได้เร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อน และบางส่วนรอซื้อในช่วงมาตรการกระตุ้นเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี หมวดยานยนต์แม้หดตัวเล็กน้อย แต่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ตามสภาพอากาศที่ร้อนและมาตรการทำงานที่บ้าน

    การลงทุนภาคเอกชนหดตัว จากการลงทุนหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ลดลง หลังมีการเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นราคา ประกอบกับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างกลับมาหดตัว ด้านหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัว แม้การนำเข้าสินค้าทุนยังขยายตัวได้ ตามการนำเข้าสินค้าทุนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถแทรกเตอร์หดตัว

    การค้าผ่านด่านศุลกากรขยายตัว ตามมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวจากการส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปเมียนมายังหดตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการของทางการเมียนมาที่ปิดสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (ตั้งแต่สิงหาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) ด้านการนำเข้ากลับมาขยายตัว ตามการนำเข้าผักจากจีนเพิ่มขึ้น

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ใกล้เคียงเดือนก่อน ราคาหมวดพลังงานปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ลดลงสะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ลดลงในจังหวัดหลัก อย่างไรก็ดี มีการจ้างงานเพิ่ม
    ในโรงงานน้ำตาลเพื่อซ่อมบำรุงหลังฤดูหีบอ้อย

     ประเด็นที่ตัองติดตาม ผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
    รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3960690/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gWBJuU7iiwQUg5jIM9K1J

  • 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส จากมิตรภาพทางการทูต สู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    ประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2228 (ค.ศ.1685)

    ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยไทยจะเป็นประตูสู่เอเชียและอาเซียน เปิดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU ปูทางสู่ OECD

    เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

    ศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

    โดยปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ

    ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี

    อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ปูทางสู่ OECD

    จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย

    “ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

    ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

    ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 1

    รุกเจรจา FTA ไทย-EU

    ขณะเดียวกันกรอบการเจรจาคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่างๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจา และปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป

    พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่นายคริสตอฟ ฮันเซน แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้การเจรจา FTA ไทย–EU มีความคืบหน้าโดยเร็ว

    ทั้งนี้ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย 40%

    ชูจุดแข็งไทย ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’

    ศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ ‘ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย’ (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกของภูมิภาค

    จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด

    นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น

    ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    “ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” ศุภจี กล่าว

    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า รัฐบาลยังได้หารือ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS เพื่อต่อยอดในการลงทุนระหว่างกัน

    ชี้จังหวะแห่งการลงทุน EEC

    ในการเยือน นายกรัฐมนตรี พบบริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมาก ซึ่งให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย

    โดยระบุว่า นี่เป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น ‘ช่วงเวลาต่อการเข้าการลงทุนในไทย’ (Moment to invest in Thailand) รวมทั้งศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญ สู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไทยมีความศักยภาพ

    ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร พร้อมเชิญชวน 4 ด้าน

    ภาพสื่อถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2

    ชู Thailand FastPass ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    • เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
    • สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต
    • ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย
    • การผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุกๆด้าน

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ สถิติมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2568 อยู่ที่ 160,194.20 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 93,819.34 ล้านบาท และการส่งออก 66,374.86 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 27,444.49 ล้านบาท

    ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 38,743.24 ล้านบาท แบ่งเป็นการนำเข้า 20,457.96 ล้านบาท และการส่งออก 18,285.28 ล้านบาท คิดเป็นขาดดุลการค้า 2,172.68 ล้านบาท

    เปิด 5 อันดับสินค้านำเข้า-ส่งออกสูงสุด ไทย-ฝรั่งเศส

    สินค้านำเข้า

    1. ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,066.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,450.05 ล้านบาท
    2. สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,010.18 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 7,427.09 ล้านบาท
    3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,919.11 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 10,358.69 ล้านบาท
    4. เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,750.72 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 5,832.05 ล้านบาท
    5. แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่าการนำเข้าไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,457.04 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ 3,205.20 ล้านบาท

    สินค้าส่งออก

    1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 4,355.52 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 9,150.27 ล้านบาท
    2. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 2,430.91 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 7,990.07 ล้านบาท
    3. ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,193.25 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 3,450.02 ล้านบาท
    4. เลนส์ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,169.81 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 4,884.12 ล้านบาท
    5. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,053.02 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 5,572.40 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-france-economic-alliance/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLkhHcaYH1PhDRmxl6Y-b

  • กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  กรมฯได้ดำเนินการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ 

    ทั้งนี้ ล่าสุดได้ดำเนินการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงสร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทย รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่าย การกระจายสินค้าให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในตลาดชุมชน

    กรมการค้าภายในหนุนไทยช่วยไทย ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้านจากตลาดชุมชน

    และผู้ประกอบการสินค้าเกษตร/เกษตรอินทรีย์ ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ประกอบด้วย โครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย ตลาดต้องชม ภายใต้ Village to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมืองผ่านแนวคิด ไทยช่วยไทย

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดให้สินค้าและร้านค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาดในลักษณะออฟไลน์ทูออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้โดยตรง ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำ สร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

    โดนนำเสนอสินค้าชุมชน ผลผลิตทางการเกษตรเกรดพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน จากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ค้าในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย  และ ตลาดต้องชมจากทั่วประเทศกว่า 50 บูธมาจำหน่าย เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มช่องทางการจําหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

    สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นายจิรวุฒิ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวจัดจะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนภายในงานไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท 

    รวมถึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายเครือข่าย ผลักดันให้มีร้านค้า เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย – ตลาดต้องชมเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายโอกาสและรายได้สู่ท้องถิ่นให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกกลไกในการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PdgLgUn5Auwe5E-R9wIPF

  • มุมมองเครดิตไทยดีขึ้น แต่ของจริงอยู่ที่ ปฏิรูปการคลัง-ลดหนี้ภาครัฐ

    มุมมองเครดิตไทยดีขึ้น แต่ของจริงอยู่ที่ ปฏิรูปการคลัง-ลดหนี้ภาครัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cGLeSysSTKX3dqh9aKxhq