Blog

  • ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี

    ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี

    ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี


    21/05/2569 | 48 |

    เมื่อสายลมหนาวพัดมาเยือนในเดือนธันวาคม บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและการส่งมอบความสุขก็เริ่มต้นขึ้น สำหรับหลายคน ช่วงเวลานี้คือหมุดหมายของการพักผ่อนและการเลือกซื้อ “ของขวัญ” เพื่อแทนคำขอบคุณแก่คนสำคัญ แต่ในมิติของสังคมและประเทศชาติ นี่คือช่วงเวลาทองที่เราทุกคนสามารถร่วมกันส่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ นั่นคือการสร้าง “เศรษฐกิจของทุกคน” (Inclusive Economy) ให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการสนับสนุนผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากชุมชนและการท่องเที่ยวท้องถิ่น

    การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงศูนย์การค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าแบรนด์เนมเสมอไป แต่การหันกลับมามอง “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ในระดับฐานราก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    1. การมีส่วนร่วมของประชาชน: เปลี่ยนผู้บริโภคเป็นผู้ขับเคลื่อน
    “เศรษฐกิจของทุกคน” จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ในฐานะผู้บริโภค ทุกการตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยคือการลงคะแนนเสียงให้กับรูปแบบเศรษฐกิจที่เราอยากเห็น

    การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่เป็นสินค้าจากชุมชน งานคราฟต์ งานหัตถกรรม หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูป ไม่ใช่เพียงการได้ของขวัญที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แต่คือการกระจายเม็ดเงินลงสู่เส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้ เม็ดเงินเหล่านั้นจะหมุนเวียนเกิดการจ้างงาน การซื้อขายวัตถุดิบ และการบริโภคในระดับภูมิภาคต่อไป สร้างความเข้มแข็งจากฐานรากอย่างแท้จริง

    2. โอกาสและพื้นที่ของคนรุ่นใหม่: นักสร้างสรรค์ผู้เชื่อมโลก
    หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สินค้าชุมชนในปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ คือ “คนรุ่นใหม่” (New Generation) ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด หรือนำทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการออกแบบมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    เยาวชนและคนทำงานรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการรีแบรนดิ้งแพ็กเกจจิ้งให้ดูทันสมัย การขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือการใช้ Soft Power ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อเล่าเรื่องราว (Storytelling) ของผลิตภัณฑ์ การสนับสนุนสินค้าเหล่านี้จึงเท่ากับการ “สร้างโอกาสและงานให้คนรุ่นใหม่” ทำให้พวกเขาไม่ต้องกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่สามารถเติบโตและสร้างความมั่นคงในภูมิลำเนาของตนเองได้

    3. ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง: สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
    ภาพของ “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (Public-Private-People Partnership)

    ภาครัฐ: มีบทบาทในการปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย สนับสนุนแหล่งเงินทุน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

    ภาคเอกชน: สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentorship) ช่วยพัฒนาทักษะทางธุรกิจ หรือเปิดพื้นที่ช่องทางการจัดจำหน่ายให้สินค้าชุมชนเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น

    ภาคประชาชนและสังคม: คือแรงสนับสนุนหลักที่ช่วยอุดหนุนและส่งต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์

    เมื่อทุกภาคส่วนสอดประสานกัน เศรษฐกิจไทยก็จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น เพราะรากฐานของเราหยั่งลึกและมั่นคงจากภายใน

    บทสรุป
    เดือนธันวาคมนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย การส่งมอบ “ของขวัญจากชุมชน” คือการส่งต่อรอยยิ้มที่ไม่หยุดอยู่แค่ผู้รับ แต่ยังทอดยาวไปถึงเกษตรกร ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในทุกภูมิภาค

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือพลังของพวกเราทุกคนที่ช่วยกันพิสูจน์ให้เห็นว่า “เศรษฐกิจไทย คือ เศรษฐกิจของทุกคน” อย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/505552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AI3TTLxDF6jdza7rDcyyf

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.24 น.

    กลยุทธ์ : เพดานล่องหน ชนแล้วร่วง

    แนวรับ : $4,500 , 69,700 บาท

    แนวต้าน : $4,600 , 70,700 บาท

    .

    ทองคำพักฐานเพราะอะไร? จับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน, Bond Yield และทิศทางดอกเบี้ย Fed กดดันตลาดทอง

    .
    ทำไมราคาทองคำยังไม่กลับเป็นขาขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง และนักลงทุนควรจับตาปัจจัยใดต่อจากนี้? ราคาทองคำยังถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความคืบหน้าเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ความกังวลว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย และความเสี่ยง Bond Yield โลกสูงขึ้นจากนโยบาย BOJ แม้ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ย่อตัวลงยังช่วยพยุงราคาไว้ ทำให้ทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway สะสมพลังอยู่ในตอนนี้
    .
    ราคาทองคำช่วงนี้ยังถูกกดดันจากสัญญาณบวกของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลและลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ร่วงลงยังสะท้อนว่าตลาดเริ่มมองความเสี่ยงด้านพลังงานลดลงด้วย
    .
    อย่างไรก็ตาม การย่อตัวของ Bond Yield สหรัฐฯ ยังช่วยพยุงราคาทองคำไว้ได้บางส่วน เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองก็ลดลงตาม แต่ตลาดยังต้องจับตาความเสี่ยงใหม่จากฝั่งญี่ปุ่น หลัง BOJ มีแนวโน้มลด QE ซึ่งอาจดัน Bond Yield โลกให้ปรับตัวสูงขึ้น และกลับมากดดันทองคำในระยะกลาง
    .
    อีกปัจจัยสำคัญคือความกังวลว่า Fed อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากปัญหาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อทองคำโดยตรง เพราะทำให้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่า ในเชิงเทคนิค ราคาทองยังอยู่ในกรอบ Sideway โดยมีแนวรับสำคัญที่ $4,500 และแนวต้านสำคัญที่ $4,600 ที่ตลาดกำลังรอการเลือกทางรอบใหม่
    .
    ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงมีผลต่อราคาทองคำ? เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียด นักลงทุนมักซื้อทองเพื่อลดความเสี่ยง
    Bond Yield สูงขึ้น ส่งผลลบต่อทองคำเสมอหรือไม่? ส่วนใหญ่มักกดดันทองคำ เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน แต่หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทองคำก็ยังอาจได้แรงซื้อ Safe Haven ได้เช่นกัน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-22-5-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rqu8MCd-BEJ21XENCSj37

  • วิกฤตสารปนเปื้อนแม่น้ำกก สั่นคลอนเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงทางอาหาร

    วิกฤตสารปนเปื้อนแม่น้ำกก สั่นคลอนเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงทางอาหาร

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/utjeupjfhxmeihhjr8yx0rxt-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OEDkyKCRE0YLWlFkmPIfC

  • IMF คาด GDP ฝรั่งเศสปี 69 โต 0.7% เหตุสงครามตอ.กลาง-การเมืองกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    IMF คาด GDP ฝรั่งเศสปี 69 โต 0.7% เหตุสงครามตอ.กลาง-การเมืองกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสจะขยายตัว 0.7% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 0.9% ในปี 2568

    IMF ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในระดับจำกัด จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และกระทบอุปสงค์ภายในประเทศ

    แม้ฝรั่งเศสมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ IMF ชี้ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง อาจกระทบการค้า โดยเฉพาะอุปทานพลังงาน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน IMF เสริมว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2570 อาจทำให้แผนการลดการขาดดุลงบประมาณและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างล่าช้าออกไป

    แม้ทางการฝรั่งเศสยังคงยืนยันเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และตัวเลขขาดดุลงบประมาณในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 5.1% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิม แต่ IMF มองว่า การปรับฐานการคลังยังดำเนินไปช้ากว่าที่วางแผนไว้ และยังเผชิญความเสี่ยงด้านการดำเนินงานอยู่มาก

    ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ว่า GDP ฝรั่งเศสในไตรมาสแรกของปี 2569 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หรือไม่มีการขยายตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/595191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0na6H3HbzuBGV6y3tMoJso

  • แม่ค้าเมืองสองแควประชดเศรษฐกิจแย่ จัดโปรโมชันขายข้าวแกง-ขนมหวาน 10 บาท

    แม่ค้าเมืองสองแควประชดเศรษฐกิจแย่ จัดโปรโมชันขายข้าวแกง-ขนมหวาน 10 บาท

    แม่ค้า จ.พิษณุโลก ติดป้าย จัดโปรโมชันขายข้าวแกง-ขนมหวาน 10 บาท ประชดเศรษฐกิจแย่ กำไรน้อยแต่ไม่ขาดทุน

    เมื่อเวลา 07.00 น วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลกลงพื้นที่ร้านค้าขายข้าวแกงติดป้ายสู้กับเศรษฐกิจยุคนี้ อิ่มอร่อยสะอาด 10 บาททุกเมนู อยู่ริมถนนสายมิตรภาพ ปากซอยชุมชนชาวแพ ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นางสมสกุล อายุ 49 ปี ชาวชุมชนชาวแพ ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นเจ้าของร้าน

    นางสมสกุล อายุ 49 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตนเองมีอาชีพขายผักสด และเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขายอาหารตามสั่ง ส้มตำ อยู่ริมถนนปากซอยชุมชนชาวแพ ซึ่งช่วงเช้าจะขายข้าวราดแกงราคา 20 บาท และช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของราคาแพงขึ้น น้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพงขึ้น จึงขายข้าวแกง 10 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกค้าและประชดเศรษฐกิจเวลานี้ที่แย่ลงทุกวัน ตนเองขายข้าวแกงเมนูละ 10 บาท ได้กำไรน้อยลงก็จริงแต่ก็ไม่ขาดทุนเพราะตนเองมีวัตถุดิบที่สามารถหมุนเวียนมาประกอบอาหารขายได้ โดยเป็นการจัดโปรโมชั่นทุกเมนู 10 บาทวันละ 2 รอบ รอบเช้า 07.00-10.00 น. รอบเย็น 15.00-18.00 น. มีบริการข้าวกล่อง กับข้าวถุง วันละ 7 เมนู และ ขนมหวาน ราคา 10 บาทเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/463464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00JvZAlPqm8mMP7qDFegc7

  • ‘ปิยะรัฐชย์’ รมช.เกษตรฯ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก คู่สินค้าเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ‘ปิยะรัฐชย์’ รมช.เกษตรฯ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก คู่สินค้าเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ‘ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช’ รมช.เกษตรฯ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก ควบคู่การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก “World Bee Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Bee together for people and the planet A partnership that sustains us all : ผึ้ง…เคียงคู่ผู้คนและโลก เพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2569 ณ ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก (World Bee Day 2026) เป็นโอกาสสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรต่อระบบเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันผึ้งโลก” พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตสู่ตลาดคุณภาพ 

    “ภายในงานได้แสดงถึงศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจในทุกมิติ อาทิ องค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมงาน“World Bee Day 2026” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    สินค้าแมลงแมลงปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สินค้าแมลงปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช  สินค้าแมลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/84lHTa4Y4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kv1tC0b6vgS7osJhoMP8s

  • จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประสบปัญหาหลายประการจนทำให้ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ขยายตัวในอัตราต่ำลงมาอยู่ในระดับ 1-2% ต่อปี หลายฝ่ายคงมีข้อสงสัยที่คล้ายกันหลายประการ

    เช่น สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร และช่องทางใดจะช่วยแก้ไขพื้นฐานของปัญหาเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน 

    บทความนี้ต้องการตอบคำถามเหล่านี้ จึงเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวรายปีของ Real GDP ของแต่ละประเทศในกลุ่ม ASEAN ตามข้อมูลจาก World Bank ที่แสดงในตารางที่ 1 ปรากฏว่าในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000-2025)

    แม้ว่า Real GDP Growth โดยเฉลี่ยของไทยและเพื่อนบ้านใน ASEAN จะลดลงไปพร้อม ๆ กัน แต่ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม ในขณะที่ของเวียดนามอยู่ในระดับสูงสุด

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ตารางที่ 2 เจาะลึกลงไปใน Real Investment Growth ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะกาารลงทุนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ GDP เนื่องจากค่าใช้จ่ายประเภทนี้จะช่วยสร้างศักยภาพการขยายตัวของ GDP ในอนาคต

    พบว่า การลงทุนในไทยได้อ่อนแรงลงเสมอมาจนอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดใน ASEAN จึงกดดันให้ Real GDP Growth ของไทยตกต่ำลง คำถามต่อไปคือ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่มาเหนี่ยวรั้งการลงทุนในไทยให้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ตามผลการสำรวจของหลายหน่วยงาน ธุรกิจเอกชนมักลังเลหรือตัดสินใจไม่ลงทุนในไทยเป็นเพราะ 4 สาเหตุหลัก (1) สภาวะทางการเมืองผันแปรอยู่บ่อยครั้ง (2) ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยมีน้อยที่ใช้งานและก่อประโยชน์ได้จริง (3) ประสิทธิภาพของการบริหารงานของหน่วยงานรัฐ 

    และ (4) แรงงานหรือบุคลากรของไทยมีคุณภาพต่ำในหลายแง่มุม เช่น ขาดทักษะในการอ่านและจับใจความที่สำคัญ (โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ) ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อ่อนแอ ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผล ไม่มีแนวคิดริเริ่มหรือแก้ไขปัญหาได้ รวมทั้งขาดความสามารถในการประสานงานและสื่อสารกับผู้อื่น 

    คุณภาพที่ต่ำเหล่านี้ตรงกับผลการสอบ PISA ของนักเรียนไทยวัย 15 ปี ในปี 2022 ซึ่งลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี และยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนี้ส่อความหมายทันทีว่า

    จุดอ่อนที่สำคัญอันหนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ การศึกษาที่เน้นการท่องจำ ในขณะที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงต้องการทักษะที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

    ควบคู่กับปัญหาเรื่องหลักสูตร คือ ปัญหาเรื่องครู ในขณะที่งบประมาณของกระทรวงศึกษาสูงถึง 3.28 แสนล้านบาทต่อปี 73% ของเงินจำนวนนี้เป็นงบบุคลากร งบประมาณที่เหลือสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ที่แท้จริง (เช่น สื่อการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้) จึงอยู่ในสัดส่วนที่จำกัดมาก 

    นอกจากนั้น รัฐยังไม่มีการประเมินผลงานของครูที่ถูกต้อง กล่าวคือ ตามปกติถ้าเราต้องการประเมินผลงานของใครก็ตาม เราก็น่าจะดูจากผลลัพธ์หรือผลงานโดยตรงของเขา ในกรณีของครู เราจึงควรพิจารณาคุณภาพของเด็กหลังการเรียนแล้วว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่ในปัจจุบัน รัฐกลับไปให้ความสำคัญแก่โครงการต่าง ๆ ที่กระทรวงศึกษากำหนดให้ครูทำ 

    กล่าวโดยย่อคือ แม้ไทยจะได้ลงทุนทางด้านการศึกษาไปค่อนข้างสูงแล้วเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

    สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ ตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ในการปรับปรุงการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย หลักการที่สำคัญอันหนึ่งคือ เน้นให้เด็กคิด (ซึ่งรวมถึงความช่างสังเกต การให้เหตุผล และการคิดข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา) มากกว่าท่องจำ (เช่น จำคำตอบไปใช้ แต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด)

    ในช่วงอายุ 0-6 ปี รัฐควรเพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเด็กจากกลุ่มที่มีฐานะยากจนหรือตกต่ำทางเศรษฐกิจ 

    ในช่วงอายุ 6-12 ปี หรือประถมศึกษาควรปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐานไปในทิศทางที่เน้น Science, Technology, English, Mathematics (STEM) การอ่านจับใจความ สอนทักษะในการสื่อสารพร้อมกับมีมนุษยสัมพันธ์ที่เหมาะสม กระตุ้นการคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหนุนหลังให้กล้าแสดงความคิดเห็นส่วนตัวทั้งภายในและนอกห้องเรียน 

    ในช่วงอายุ 12-15 ปี ฝึกให้เด็กรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้า นอกจากนั้นควรแนะแนวทางประกอบอาชีพต่าง ๆ แก่เด็ก เพื่อให้เด็กพิจารณาถึงความชอบและความสามารถของตน ในช่วงอายุ 15-18 ปี เด็กจะเตรียมตัวสอบเข้าอุดมศึกษาในสายที่ตนสนใจและมีทักษะ ซึ่งรวมถึง ปวช. ปวส. และ(มหา) วิทยาลัย  

    ในช่วงอายุ 18-22 ปี เมื่อเด็กเข้าสู่อุดมศึกษาแล้ว ควรอนุญาตให้เด็กมีวิชาเลือกได้อย่างอิสระใน 2 ปีแรก โดยให้คลุมทั้งสาขาสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และในช่วงวันหยุดฤดูร้อนก็ควรเปิดโอกาสให้เข้าไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยในสายธุรกิจที่เด็กแสดงความสนใจ เพื่อจะได้ทราบถึงความสนใจที่แท้จริงของตน และใน 2 ปีหลัง เด็กจึงจะกลับมาเรียนในวิชาหลักอย่างเข้มข้นขึ้น

    จากตัวอย่างของวงจรการศึกษาที่กล่าวข้างต้น คงเห็นได้ว่าควรให้ธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐในหลายแง่มุม เช่น ร่วมวางหลักสูตร จัดโครงการฝึกงานให้แก่นักศึกษา และฝึกวิธีการสอนให้แก่ครู การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชนนี้ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่การศึกษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่ผันแปรอยู่เสมอ 

    กล่าวโดยสรุป การปฏิรูประบบการศึกษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วในทุกแง่มุม จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งเพิ่ม “ศักยภาพของการเจริญเติบโต” ให้แก่ ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถลดความเปราะบางต่อความปั่นป่วนในตลาดโลกได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1235046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E_sSK63sfxOZGVhYF0tMS

  • ผลการเลือกตั้งของรัฐทมิฬนาฑู ทิศทางการเมือง และแนวโน้มเศรษฐกิจการลงทุนในอินเดียตอนใต้

    ผลการเลือกตั้งของรัฐทมิฬนาฑู ทิศทางการเมือง และแนวโน้มเศรษฐกิจการลงทุนในอินเดียตอนใต้

    การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐทมิฬนาฑู ปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของอินเดียตอนใต้ ภายหลังจากผลการนับคะแนนปรากฏว่า พรรค Tamilaga Vettri Kazhagam (TVK) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้การนำของนาย C. Joseph Vijay นักแสดงชื่อดังที่ผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมือง สามารถชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแห่งรัฐทมิฬนาฑูได้สำเร็จ ถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองของสองพรรคการเมืองหลักดั้งเดิม ได้แก่ พรรค Dravida Munnetra Kazhagam (DMK) และพรรค All India Anna Dravida Munnetra Kazhagam (AIADMK) ซึ่งครองอำนาจทางการเมืองของรัฐมาอย่างยาวนาน และผลัดเปลี่ยนกันบริหารรัฐในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

    ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ชนชั้นกลาง และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การต่อต้านคอร์รัปชัน การสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรค TVK ได้แก่

    • การได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่
    • ความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชน
    • ความคาดหวังด้านความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน  
    • ความต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงาน
    • กระแสความนิยมในตัวนาย C. Joseph Vijay ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ 

    ทั้งนี้ รัฐบาลชุดก่อนภายใต้การนำของนาย M. K. Stalin ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายสวัสดิการ การดึงดูดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่งผลให้รัฐทมิฬนาฑูกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการผลิตยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของอินเดีย

    อย่างไรก็ดี แม้จะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มที่จะสานต่อนโยบายนับสนุนภาคอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสารสนเทศ โลจิสติกส์ สิ่งทอ และอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑู

    นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารภาครัฐ การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยมุ่งเน้นการสร้างงานสำหรับเยาวชน และการสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพ

    การดำเนินมาตรการสำคัญภายหลังเข้ารับตำแหน่ง

    1. มาตรการไฟฟ้าฟรีสำหรับภาคครัวเรือน

      รัฐบาลประกาศให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 200 หน่วย สำหรับครัวเรือนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนรายได้น้อย เสริมสร้างสวัสดิการภาคครัวเรือน และกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ 

    2. การปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ

      รัฐบาลได้ดำเนินการโยกย้ายและปรับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการระดับสูง (IAS Officers) ในหลายหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยว การบริหารรายได้ โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน เร่งรัดกระบวนการตัดสินใจ และส่งเสริมระบบบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ 

    3. มาตรการต่อต้านยาเสพติดและเสริมสร้างความปลอดภัยสาธารณะ

      รัฐบาลได้ประกาศจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด ระบบติดตามและเฝ้าระวังในสถานศึกษา มาตรการส่งเสริมความปลอดภัยของสตรี และการพัฒนาศักยภาพรวมถึงเทคโนโลยีของตำรวจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างเสถียรภาพทางสังคม 

    นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า แนวทางการบริหารภายใต้รัฐบาลของนาย Vijay จะเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายสวัสดิการ การบริหารที่มุ่งเน้นคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนและภาคอุตสาหกรรมตลอดจนการบริหารราชการที่โปร่งใส โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงาน การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

    แนวโน้มเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑู

    ในภาพรวม รัฐทมิฬนาฑูยังคงเป็นหนึ่งในรัฐเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของอินเดีย โดยมีจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ การเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกที่มีประสิทธิภาพ แรงงานทักษะสูง และระดับความเป็นเมืองที่สูง

    สำหรับอุตสาหกรรมสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมทางทะเลและการต่อเรือ รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

    ทั้งนี้ คาดว่ารัฐทมิฬนาฑูจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อการส่งออก และความร่วมมือทางธุรกิจกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับรัฐทมิฬนาฑู เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    แหล่งที่มา 

    1. Reuters

    2. The Economic Times

    3. The Hindu

    4. Times of India

    5. Business Line

    6. Tamil Nadu Government Economic Survey 2025–26

    7. Tamil Nadu Budget Documents 2025–26

    8. Election Commission of India

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c3m7piq0fyd0h6iv9393zcc1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38-95TeQjMKRSMKi4mPXX0

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้, 04:04น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 22,765 ล้านบาท แต่ยอดการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) รวม 29,679 ราย ลดลงร้อยละ 1.56 รวมทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 81,341 ล้านบาท 3 ประเภทธุรกิจ ที่ขยายตัวน่าสนใจ ได้แก่ 1) ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.99 มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,121 ล้านบาท 2) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 139.57 และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.82 (YoY)

              สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเมษายน 2569 มี 981 ราย ลดลงร้อยละ 11.70 แต่ภาพรวมในช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีการจดเลิกจำนวน 4,217 ราย ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.55

              ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,079,756 ราย โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 992,420 ราย

              ส่วนการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยเดือนเมษายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 91 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวม 438 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รวมเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 124 โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ ฮ่องกง

              ขณะที่ การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็นร้อยละ 31 ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 49,957 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39 ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยสูงสุด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท รองลงมา ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท และสิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท

    #เศรษฐกิจ

    #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PgshqoKxs1lYK7SRdSnb9

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.62

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.62

    วิกฤตราคาพลังงานส่งผลให้เกิด ภาวะ Stagflation EP.62

    ออกอากาศ พฤหัสที่ 21 พฤษภาคม 2569

    กำลังจะลาจอ

    รับชมได้ถึง 20 มิถุนายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    คุณน่าจะชอบ

    ตอนใหม่ EP.5

    ตอนใหม่ EP.14

    ตอนใหม่ EP.8

    ตอนใหม่ EP.1993

    ตอนใหม่ EP.2376

    ตอนใหม่ EP.1486

    ตอนใหม่ EP.4

    ตอนใหม่ EP.10

    ตอนใหม่ EP.14

    ตอนใหม่ EP.1642

    ปิดการแจ้งเตือน

    ปิดการแจ้งเตือน แก้เกมเศรษฐกิจ ใช่หรือไม่?

    ยกเลิกปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    เลิกติดตาม แก้เกมเศรษฐกิจ ใช่หรือไม่?

    ยกเลิกเลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/274830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17iH_TqQqXorng3BPkZEWQ