Blog

  • โบรกลุ้น ‘2 มาตรการภาครัฐ’ จุดพลุกำลังซื้อ ไตรมาสสุดท้ายปี 69 

    โบรกลุ้น ‘2 มาตรการภาครัฐ’ จุดพลุกำลังซื้อ ไตรมาสสุดท้ายปี 69 

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้ง “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” และ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ถูกจับตาว่าจะเข้ามาช่วยเสริมกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะ “การบริโภคและท่องเที่ยว” ส่งผลบวกต่อ “ตลาดหุ้น” จะเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม รวมถึงไฟแนนซ์

    โบรกลุ้น ‘2 มาตรการภาครัฐ’ จุดพลุกำลังซื้อ ไตรมาสสุดท้ายปี 69 

    “พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 และ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” มีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อ “เศรษฐกิจและตลาดหุ้น” ในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 คาดจะใช้เม็ดเงินจากงบประมาณที่เหลือของวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท โดยมาตรการในเฟสแรกช่วยหนุน GDP ราว 0.3% ขณะที่เฟส 2 คาดจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 0.2-0.3% ขึ้นอยู่ว่าวงเงินที่รัฐจะประกาศอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการในไตรมาส 4 ปี 2569 ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม

    สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและอาหารเครื่องดื่มน่าสนใจ โดยเฉพาะ CRC  และ CPALL ที่มีเครือข่ายร้านค้าครอบคลุม ขณะที่ ICHI และ CBG ได้แรงหนุนไฮซีซันไตรมาส 4 และความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นจากเอลนีโญ ด้าน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” คาดหนุนกลุ่มโรงแรม

    “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คาดมีผู้เข้าร่วมราว 26 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แบ่งเป็นเงินประชาชน 1.8 หมื่นล้านบาท รัฐสนับสนุน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินราว 50% อยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม  23% ในร้านค้าทั่วไป มาตรการดังกล่าวช่วยหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยดัชนีมิ.ย. ฟื้นตัวจากพ.ค. สะท้อนกำลังซื้อและมุมมองเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

    ด้านเศรษฐกิจมหภาคหากสามารถรักษาระดับใช้จ่ายผ่านโครงการได้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี คาดจะช่วยเพิ่มการเติบโตเศรษฐกิจได้ราว 0.3% เดิมประเมินไว้ประมาณ 2% ส่งผลให้มีโอกาสปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 2.2-2.3% มีแรงขับเคลื่อนหลักการบริโภคเอกชนและการลงทุน

    สำหรับผลกระทบต่อตลาดทุน แม้มาตรการจะไม่สามารถใช้จ่ายกับบจ. ได้โดยตรง แต่จะส่งผลดีในลักษณะทางอ้อม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าดั้งเดิม และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับเม็ดเงินจากโครงการมากที่สุด

    หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ คาดผลเชิงบวกต่อผลประกอบการบจ. จะเริ่มเห็นชัดช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 จากไตรมาส 2 ปี 2569 ได้รับผลจากมาตรการเพียงเดือน มิ.ย. เดือนแรก ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของปีจะเป็นช่วงที่เม็ดเงินโครงการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเต็มที่มากขึ้น

    “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะ “ไทยช่วยไทย เฟส 2” และ “ไทยเที่ยวไทย” จะช่วยประคับประคองการบริโภคในประเทศ ท่ามกลางค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยมาตรการ “ไทยช่วยไทย” มีบทบาทช่วยพยุงกำลังซื้อและลดแรงกดดันต่อรายได้ประชาชน

    แม้ยังไม่มีการประเมินผลต่อ GDP จากมาตรการโดยตรง แต่คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ส่วนใหญ่ปรับขึ้นมาเหนือ 2% แล้ว ขณะที่ “ไทยเที่ยวไทย” แม้ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ แต่ตลาดยังมองการฟื้นตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นปัจจัยหลักสร้างแรงส่งต่อ GDP

    ทั้งนี้ “ไทยช่วยไทย เฟส 2” มีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐต่ออายุมาตรการหลังเฟสแรกสิ้นสุด โดยคาดว่ามาตรการจะมีระยะเวลา 3-4 เดือน และจุดเด่นคือภาครัฐสนับสนุนวงเงินสูงถึง 60% ส่วน “ไทยเที่ยวไทย” ยังรอรายละเอียดที่ชัดเจน คาดใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ และมีเป้าหมายผลักดันให้เริ่มใช้ภายในปีนี้

    โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นทางอ้อม เนื่องจากผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่อยู่นอกตลาดฯ โดยกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่งน่าจับตา ขณะที่ภาพรวมค้าปลีกมีแนวโน้มฟื้นตามกำลังซื้อที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ กลุ่มไฟแนนซ์มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สถานะทางการเงินของลูกหนี้ดีขึ้น มีส่วนทำให้คุณภาพหนี้ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1247309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-UKmR2l1dd9HumTv8MGsM

  • “ท่องเที่ยว” เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    “ท่องเที่ยว” เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงวัฒนธรรม และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เพื่อรับทราบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน ตลอดจนร่วมกันพิจารณาปัญหา อุปสรรค และแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ

    นางศุภจีฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญต่อการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนแผนงานฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรม 2) การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และ 3) การพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสะสม 2.12 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.5 ล้านล้านบาท

    โดยตลาดต่างประเทศยังมีความท้าทาย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย 156 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 9.16 แสนล้านบาท

    ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะการขยายตลาดศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป และการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) และชุมชน เพื่อผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด

    ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ ภาพรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผลการใช้จ่ายแล้ว 5,173.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.11 สูงกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ร้อยละ 87 อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการที่ต้องเร่งรัด การเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเป็นสำคัญ

    นางศุภจีฯ ยังได้เน้นย้ำว่า แม้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะไม่มีแผนงานบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบดังกล่าวแล้ว แต่ทุกหน่วยงานควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดทำคำของบประมาณในอนาคตให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/77308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HO80VUqUP3vB-7D2JFBPP

  • NEO โตสวนกระแสเศรษฐกิจ ขยายส่วนแบ่งตลาดทุกหมวด ดันกำไร Q2 โตเท่าตัว พร้อมอัพเป้ารายได้ปี 69 โต Double-digit : อินโฟเควสท์

    NEO โตสวนกระแสเศรษฐกิจ ขยายส่วนแบ่งตลาดทุกหมวด ดันกำไร Q2 โตเท่าตัว พร้อมอัพเป้ารายได้ปี 69 โต Double-digit : อินโฟเควสท์

    บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท [NEO] ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 แข็งแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจ ด้วยกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดกว่าเท่าตัว หรือ 161.3% YoY ควบคู่กับการเติบโตมากกว่าตลาด ส่งผลให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ชูความสำเร็จจากการดำเนินการตามแผนเพิ่มกำลังการผลิตล่วงหน้าเพื่อรองรับดีมานด์ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์นวัตกรรมต่อเนื่อง เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างกำไรด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEO เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 ถือเป็นอีกความสำเร็จที่โดดเด่นของ NEO ด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 18.0% YoY ผลักดันกำไรสุทธิให้โตอย่างก้าวกระโดด 161.3% YoY และ 120.0% QoQ ทะลุ 209 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกที่แม่นยำและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างตรงจุด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคจะยังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ด้วยจุดแข็งของ NEO ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า จึงสามารถครองใจผู้บริโภคอย่างเหนียวแน่นต่อเนื่อง และขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า

    สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2/69 NEO เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและรอบด้าน โดยมียอดขายรวมรายไตรมาสสูงที่สุด แตะ 3,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักในประเทศคือแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุนของภาครัฐ การตอบรับที่ดีต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่นำเสนอสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 1 ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการรุกหนักบนช่องทางจำหน่ายออนไลน์

    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน: เติบโต 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวดีในทุกแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ Fineline ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม และผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้า
    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล: เติบโต 22.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากแบรนด์ BeNice ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และครีมบำรุงผิว รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้กลุ่มครีมอาบน้ำสำหรับวัยสาว (Young Adult) ของแบรนด์ D-nee ที่ช่วยขยายฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่ง
    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก: พลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกที่ 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นอย่างเด่นชัดจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 24.4% เติบโตได้ดีจากผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และครีมบำรุงผิวของแบรนด์ D-nee รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ แบรนด์ D-nee Deluxe ที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้สูงวัย (Silver Age) ยังสร้างการเติบโตได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์

    ขณะเดียวกัน NEO ยังคงรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในเป้าหมายทั้งปีที่ปรับเพิ่มเป็น37%-39%ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นกว่าเท่าตัว หรือกว่า 161.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่เติบโตสูง ร่วมกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    NEO ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด FMCG ด้วยการขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ตลอดระยะ 6 เดือน ในปี 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นเลือกซื้อสินค้าคุณภาพคุ้มค่าคุ้มราคา

    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ: เติบโตสูงถึง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าภาพรวมตลาดที่โต 10% ดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 25.6% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในช่วง 6เดือนที่ผ่านมา
    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ:เติบโต 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหนือกว่าตลาดที่โต 20% ครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 30.9% รักษาอันดับ 2 พร้อมลดช่องว่างระยะห่างจากผู้นำตลาดลงได้อย่างชัดเจน
    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม: เติบโต 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในกลุ่มผู้นำตลาดปรับผ้านุ่ม 5 อันดับแรกของไทย ดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 13.3% รักษาอันดับ 4 ในตลาด มองเห็นโอกาสเติบโตได้อีกไกล
    • กลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว (Moisturizer): เติบโตโดดเด่นถึง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  สวนทางภาพรวมตลาดที่ติดลบ 3% จากการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงวัยสาวและผู้สูงวัย

    สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาส 2  เกิดจากกลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย

    • การบริหารความเสี่ยงและต้นทุนเชิงรุก: ปรับโครงสร้างบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในต่างประเทศ โดยการมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ พร้อมปรับจังหวะการเปิดตัวสินค้าใหม่ (NPD) ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด ซึ่งในไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมาเปิดตัวสินค้าเพียง 46 SKU จากแผนเดิมกว่า 100 SKU เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดและโปรโมชันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    • การขยายกำลังการผลิตล่วงหน้า:ดำเนินการขยายโรงงาน เพิ่มเครื่องจักร และเปิดโรงงานใหม่ล่วงหน้า ทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เพียงพอและพร้อมรองรับการเติบโตของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทันท่วงที และเตรียมพร้อมขยายผลต่อในไตรมาส 4/69 ด้วยการเปิดดำเนินการโรงงานกลุ่ม Household เฟส 1 ซึ่งจะช่วยรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของ NEO ในระยะยาว  
    • การขยายสู่เซกเมนต์ใหม่และสินค้านวัตกรรมพรีเมียม: ต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์เดิม สู่ตลาดใหม่ๆ เช่น แบรนด์ Tomi ขยายสู่ผลิตภัณฑ์ผงขจัดท่ออุดตันและน้ำยาเช็ดกระจก รวมถึงความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม D-nee Deluxe ที่สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้สูงวัยได้อย่างแข็งแกร่งในทุกหมวดสินค้า โดยในครึ่งปีหลัง จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเปิดตัวสินค้าใหม่รวมกว่า 200 SKUs ตลอดทั้งปี
    • การรุกตลาดต่างประเทศด้วย Social Commerce: สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ผ่านการรุกตลาด E-Commerce, Live Streaming และการใช้ KOLs ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของปี มีแผนต่อยอดด้วยการนำผลิตภัณฑ์ BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติม เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Personal Care ในระดับภูมิภาคให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    “สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้จะยังต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผันผวน NEO ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ๆ พร้อมสร้างการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน การลงทุนในโรงงานใหม่ การขยายพอร์ตสินค้าเข้าสู่กลุ่ม Premium & Wellness รวมถึงแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีความต้องการสินค้าเพิ่มสูงขึ้น (High Season) ของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ จึงได้ปรับเป้าหมายอัตราการเติบโตของยอดขายจากเดิม 6 – 8% สู่ตัวเลขสองหลักหรือ Double-digit ในปีนี้” นายสุทธิเดชกล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i-45hrNwM8vNXaVUygU73

  • “พูลพัฒน์” แจงปมสรรหา กกพ. ล่าช้า หลือแค่ 4 ไม่มีวิกฤต ผลงานชัด หนุนเศรษฐกิจโต

    “พูลพัฒน์” แจงปมสรรหา กกพ. ล่าช้า หลือแค่ 4 ไม่มีวิกฤต ผลงานชัด หนุนเศรษฐกิจโต

    “พูลพัฒน์” โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ. )แจงปมสรรหา กกพ. ล่าช้า เหลือแค่ 4 คน ไม่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ยัน “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน สั่งเร่งดำเนินการสรรหา กกพ.

    14 สิงหาคม 2569  ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้แจงกรณีการเสนอข่าว การสรรหา กกพ. ล่าช้าจนปัจจุบันเหลือแค่ 4 คน มีผลต่อฉุดเศรษฐกิจประเทศ ว่า การสรรหา กกพ. มีความล่าช้าจริง 2 ปี แต่เมื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานเข้ารับตำแหน่ง ก็เร่งดำเนินการสรรหา กกพ. อย่างต่อเนื่อง แต่ความล่าช้าในอดีตไม่ได้มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกพ. เพียงแต่ยังมีความสับสนเรื่องหน้าที่ของ กกพ. ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ 2 ส่วนคือ ส่วนที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐ และส่วนของการกำกับกิจการพลังงาน

    โฆษก กกพ. ชี้แจงอีกว่า การจัดทำแผน PDP 2026 เป็นงานในส่วนนโยบาย ซึ่ง กกพ. เกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้เสนอความเห็นและไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ฉะนั้น กกพ. มีเพียง 4 คน ก็ไม่มีผลต่อการจัดทำแผน PDP 2026 ส่วนการลงทุน Smart Grid และตลาดไฟฟ้า Direct PPA กกพ. ได้ศึกษาอัตราค่าบริการที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อรอความชัดเจนในระดับนโยบาย

    กระทั่งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้เปิดตลาด Direct PPA ที่เคยจำกัดไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ให้เปิดกว้างแบบไม่จำกัด และไม่จำกัดผู้ซื้อไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม Data Center ต่อมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)  มีมติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เห็นชอบหลักการ จากนั้น กกพ. จึงนำหลักการรับซื้อไฟฟ้าที่ปรับปรุงแล้ว ไปรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนกฎหมาย

    สรุปแล้ว Direct PPA ไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด อีกทั้งการลงทุนของกลุ่ม Data center มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ล่าสุด ครม. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ นโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว เพื่อพิจารณาการลงทุน Data Center เพราะเป็นกิจการที่มีผลกระทบจึงต้องพิจารณารอบคอบ สรุปแล้วการลงทุนในกิจการ Data Center จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กกพ.

    ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

    ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

     “ส่วนหน้าที่ของ กกพ. ด้านการกำกับกิจการพลังงาน ไม่มีส่วนใดฉุดประเทศ ในทางตรงกันข้ามกลับเกื้อหนุนเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการพลังงานระหว่างที่ กกพ. เหลืออยู่ 4 คน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน มียอดรวม 6,015 ใบ แยกเป็น ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ตามมาตรา 47 จำนวน 343 ใบ ใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้า 39 ใบ ใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า 136 ใบ ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) จำนวน 256 ใบ ใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) จำนวน 273 ใบ และใบอนุญาตพลังงานควบคุม (พค.2) จำนวน 4,968 ใบ” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว 
     

    โฆษก กกพ. ระบุในตอนท้ายว่า งานการกำกับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้านั้น กกพ. มีคำสั่งทางปกครอง 24 ครั้งกับผู้รับใบอนุญาต 23 ราย ประกอบด้วย สั่งพักใบอนุญาต 8 ครั้ง สั่งหยุดการปล่อยมลพิษ  3 ครั้ง และสั่งแก้ไขปรับปรุงโรงไฟฟ้า 13 ครั้ง อันจะเห็นได้ว่า ในระยะหลังความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับโรงไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการแล้วมีแนวโน้มลดลงหรือแทบไม่เห็นเลย เพราะ กกพ. กำกับด้วยความเข้มงวด เพื่อไม่ให้โรงไฟฟ้าทุกแห่งปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/378981700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGilqZLoYjWlRaEY2P-4y

  • ก.ท่องเที่ยวฯ เปิดรับฟังความเห็นเก็บ ค่าเหยียบแผ่นดิน ต่างชาติ 450 บ. ก่อนชง

    ก.ท่องเที่ยวฯ เปิดรับฟังความเห็นเก็บ ค่าเหยียบแผ่นดิน ต่างชาติ 450 บ. ก่อนชง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า วันนี้มีการประชุมคณะใหญ่ 2 คณะ คณะแรกคือการติดตามงบประมาณบูรณาการของปีงบประมาณที่ผ่านมา เพื่อดูผลสัมฤทธิ์และสิ่งที่ต้องปรับแก้ โดยในปี 69 มีความท้าทายเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องภาวะพลังงาน และสงคราม ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นางศุภจี กล่าวว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการค้า บริการ และการท่องเที่ยว จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และ SMEs เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    โดยแนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยว ทั้งทางตรง และทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลา และใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน

    สำหรับการประชุมคณะที่ 2 คือ คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยที่ประชุมวางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยระยะต่อไป มุ่งสร้าง คุณค่า มากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน และวางระบบการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    โดยในที่ประชุม ได้มีการพูดคุยเรื่องการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการทบทวนนโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    * เปิดรับฟังความเห็น เก็บ ค่าเหยียบแผ่นดิน ต่างชาติเข้าไทย 450 บาท

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ท.ท.ช. มีมติอนุมัติวิธีการและอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน จากนั้นจะนำผลกลับมาเสนอ ท.ท.ช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป โดยเบื้องต้นมีการเสนอแนวทางจัดเก็บหลายช่องทาง เช่น ผ่านตั๋วเครื่องบิน, เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, ตู้คีออส หรือรวมกับค่าโรงแรมที่พัก

    สำหรับอัตราค่าจัดเก็บที่เสนอเบื้องต้น คือ 450 บาท โดยย้ำว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเก็บค่าธรรมเนียมนี้เพื่อนำเงินเข้ากองทุนไปพัฒนาการท่องเที่ยวในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และหากไม่มีกลไกนี้ ไทยอาจถึงจุดอิ่มตัวและสู้ประเทศอื่นไม่ได้ เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด

    ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเก็บได้อย่างเร็วที่สุด คือ ต้นปี 70 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการกฎหมาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีระยะเวลาอีก 180 วัน ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มใช้นี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงที่จะมีการแยกกระทรวงท่องเที่ยว และกระทรวงกีฬาออกจากกัน

    ด้าน น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในเฟสแรกจะเริ่มเก็บจากทาง อากาศก่อน ส่วนทางบกและทางน้ำ จะใช้เวลาศึกษาเพิ่มอีก 360 วัน (1 ปี) เนื่องจากมีความซับซ้อนและปัจจุบันมีปัญหาความหนาแน่นที่ด่านชายแดน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เข้าออกบ่อย

    สำหรับตัวเลข 450 บาทนั้น เป็นผลจากการศึกษาใหม่ที่ปรับปรุงจากฐานเดิม 300 บาท (ปี 2566) โดยใช้สูตรมาตรฐานคำนวณปัจจัยทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งผลการศึกษาจริงสูงถึง 490 บาทขึ้นไป แต่เห็นว่าอัตราประมาณ 15 เหรียญสหรัฐ หรือ 450 บาท เป็นระดับที่เหมาะสม และไม่กระทบนักท่องเที่ยวมากเกินไป

    ทั้งนี้ หากกระบวนการดำเนินไปตามระยะเวลาที่วางไว้โดยไม่มีอะไรติดขัด คาดว่าจะสามารถเริ่มการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ประมาณเดือนเม.ย. 70

    สำหรับเงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุน นอกจากจะนำไปใช้เป็นประกันภัยนักท่องเที่ยวแล้ว จะใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงประกันภัยและการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยว

    * ลุ้น ก.คลัง ไฟเขียว ไทยเที่ยวไทยพลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงินฯ

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กำลังหารือเรื่องงบประมาณกับกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังมองว่าอาจเข้าเงื่อนไขการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ในก้อนที่เยียวยาผู้ประกอบการไทยได้

    ส่วนจำนวนเงินต่อสิทธิและรูปแบบการจ่าย ขอให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความตั้งใจอยากให้เริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ เพื่อให้ต่อเนื่องจากโครงการเดิม (ไทยช่วยไทย) แต่ต้องรอความพร้อมของระบบหลังบ้านจากกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคอขวดในการใช้งานเหมือนครั้งก่อน ๆ อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถใช้เงินกู้ได้ จะต้องรองบกลางปี 2570 หรือต้องหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง หลังจากวันที่ 1 ต.ค. 69

    ความตั้งใจ คืออยากให้ต่อจากโครงการไทยช่วยไทยเลย ถ้าระบบหลังบ้านพร้อม เป็นไปได้วันที่ 1 ต.ค. ก็ต่อด้วยโครงการนี้เลย เราจะทำให้เร็วที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดเพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา นายสุรศักดิ์ กล่าว

    สำหรับแพลตฟอร์มหลักที่จะใช้คือแอปพลิเคชัน เป๋าตัง โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น คือ สนับสนุนค่าที่พัก และสนับสนุนค่าคูปองมูลค่า 1,000 บาท ซึ่งเปิดกว้างให้ใช้ได้มากกว่าแค่ร้านอาหาร แต่รวมถึงภาคบริการอื่น ๆ ด้วย สิทธิจำนวน 1 คนต่อ 5 สิทธิ โดยเป้าหมายเบื้องต้นคือ 5 ล้านสิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้

    *ยกระดับมาตรฐานที่พัก แก้ปัญหานอกระบบ

    อีกวาระสำคัญคือ การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่อยู่นอกระบบกฎหมาย

    แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุม Camping, Glamping และรถบ้าน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมแคนู/คายัค

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน

    *ดัน 4 พื้นที่พิเศษ เชื่อมแผนพัฒนาสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน

    สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นนโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    พร้อมกันนี้ ยังผลักดันพื้นที่สุโขทัยศรีสัชนาลัยกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tllhbAUx1fp9Y65G4NSSJ

  • ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย 5 ปีขอส่งเสริมลงทุน 3.96 แสนล้าน แต่เงินก้อนใหม่มุ่งไปที่การอัปเกรดโรงงานเดิม

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย 5 ปีขอส่งเสริมลงทุน 3.96 แสนล้าน แต่เงินก้อนใหม่มุ่งไปที่การอัปเกรดโรงงานเดิม

    บีโอไอหารือเจโทร – หอการค้าญี่ปุ่น สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นขยายฐานต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – ครึ่งแรกปี 2569) มีคำขอรับการส่งเสริม 1,380 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 396,000 ล้านบาท ล่าสุดผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทยสะท้อนทิศทางการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งยกระดับฐานการผลิตผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทันสมัย การปรับปรุงประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ (JCC) และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ และนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจจำนวน 504 บริษัท ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แนวโน้มการลงทุน และทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

    ผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรยังคงแข็งแกร่ง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าดัชนี DI ยังคงทรงตัว เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลยังมีแนวโน้มขยายตัว

    ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม โดยทิศทาง การลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิมร้อยละ 59 ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรร้อยละ 31 และลงทุนด้าน Digital Transformation ร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น

    ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นได้สะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุด (ร้อยละ 29) รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ (ร้อยละ 26) และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) (ร้อยละ 24) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด โดยร้อยละ 42 ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 39 ได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยใช้กลไกต่าง ๆ อาทิ Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเอกชนในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ตลอดจนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การส่งเสริมให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (BOI to IPO) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ด้วยกลไกเครดิตภาษี (QRTC) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถยกระดับฐานธุรกิจเดิมและขยายการลงทุนใหม่ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

    “ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว 

    ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับที่ 130/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-jetro-jcc-japanese-investment-thailand-upgrade-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ehPjmqX5EWlm_C2o03VUa

  • หนุน“ไทยเที่ยวไทยพลัส”ต่อยอดเพิ่มกำลังซื้อฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    หนุน“ไทยเที่ยวไทยพลัส”ต่อยอดเพิ่มกำลังซื้อฟื้นเศรษฐกิจปลายปี


    รัฐบาลเร่งต่อยอดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว หวังให้ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เดินหน้าต่อ ชี้เป้า 5 แสนสิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม“เป๋าตัง”กระจายรายได้สู่ธุรกิจบริการ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 และตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเร่งมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว 

    ทั้งนี้ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานด้านการค้า บริการ และการท่องเที่ยว จะใช้กลไก กรอ. ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และเอสเอ็มอี เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน

    ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่อยู่นอกระบบกฎหมาย แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุม Camping, Glamping และรถบ้าน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมแคนู/คายัค

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน

    สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นนโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ยังผลักดันพื้นที่ สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป จะมุ่งสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ พร้อมมีกลไกทางการเงินสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางและข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาจาก ท.ท.ช. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันสู่การเห็นชอบในระดับนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มาตรการสำคัญที่ได้หารือในที่ประชุมคือ“ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกระทรวงการคลังถึงแหล่งเงินและรายละเอียดระบบ โดยตั้งเป้าหากมีความพร้อมจะเริ่มต่อเนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2569 เบื้องต้นวางกรอบไว้ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” สนับสนุนค่าที่พักและคูปอง เปิดกว้างให้ใช้กับธุรกิจบริการมากกว่าร้านอาหาร เพื่อกระจายเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ส่วนวงเงินสนับสนุนค่าที่พักต่อสิทธิ์และรูปแบบการจ่ายยังรอข้อสรุปจากกระทรวงการคลัง

    “ความตั้งใจคืออยากให้ต่อจากโครงการไทยช่วยไทยเลย ถ้าระบบหลังบ้านพร้อม เป็นไปได้วันที่ 1 ตุลาคมก็ต่อด้วยโครงการนี้เลย เราจะทำให้เร็วที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดเพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา” นายสุรศักดิ์กล่าว

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถใช้เงินกู้ในส่วนเยียวยาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้หรือไม่ หากใช้ได้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันทีเมื่อระบบพร้อม แต่หากไม่สามารถใช้แหล่งเงินดังกล่าวได้ จะต้องพิจารณางบกลางหลังวันที่ 1 ต.ค. 2569

    ขณะที่จำนวนประมาณ 540,000 สิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้

    นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเห็นชอบให้นำวิธีการจัดเก็บและอัตราที่เสนอเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น เบื้องต้นอยู่ที่ 400-450 บาท พร้อมศึกษาช่องทางจัดเก็บหลายรูปแบบ ทั้งผ่านสายการบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จุดชำระเงิน รวมถึงการเชื่อมกับระบบที่พัก ก่อนรวบรวมผลประชาพิจารณ์กลับเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติอีกครั้ง และจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน

    “เรื่องค่าธรรมเนียมยังต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เรานำกรอบเดิมมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดูทั้งอัตราที่เหมาะสมและวิธีจัดเก็บ โดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ก่อนเดินตามกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง” นางศุภจีกล่าว

    ด้านนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อคำนวณจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง พบอัตราฐานที่เหมาะสมมากกว่า 490 บาท แต่ประเมินว่า 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป โดยหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มจัดเก็บทางอากาศภายใน 180 วัน ส่วนทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาอีก 360 วัน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงความหนาแน่นบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดาเงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและการประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HlqubzdYSo1BkTg4K3Fn1

  • ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

    ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

    ตัวเลขส่งออกที่พุ่งแรงอาจเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจไทย แต่เบื้องหลังกลับซ่อนภาพที่น่ากังวล เมื่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศไม่ได้ปลุกเครื่องจักรในโรงงานให้เดินเต็มกำลัง ทั้งยังส่งผ่านไปสู่การจ้างงานและรายได้ในประเทศอย่างจำกัด เกิดคำถามสำคัญว่า มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างประโยชน์ให้ใคร และเหตุใดภาคการผลิตไทยจึงยังไม่ฟื้นตาม

    คำตอบอยู่ที่โครงสร้างการส่งออกซึ่งเปลี่ยนไปสู่สินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องเผชิญทั้งกำลังซื้ออ่อนแอและสินค้านำเข้าราคาถูก ส่งผลให้การฟื้นตัวกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่ม และทำให้นักลงทุนต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขส่งออกที่สวยงาม เพื่อแยกให้ออกว่าอุตสาหกรรมใดกำลังฟื้นจริง และกลุ่มใดยังเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content

    นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เปิดมุมมองการส่งออกไทยว่า แม้การส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านไปสู่ภาคการผลิตในประเทศได้เต็มที่ โดยสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตลดลงเหลือ 23.6% ของ Nominal GDP ในไตรมาส 1/2569 จาก 32.8% ใน 1Q08

    ขณะที่ MPI ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ หดตัว 0.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สวนทางมูลค่าส่งออกที่ 1.97 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการส่งออกกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศที่อ่อนลง

    โดยมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content ที่จำกัด การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าสูง อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และ Transshipment ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิต การจ้างงาน และรายได้ในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน

    การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัว

    ทั้งนี้ โครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดขึ้น โดยกลุ่ม Computers & Components, Telephones & Related Equipment, ICs, PCBs, Semiconductors และ Transformers & Components รวมกันคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าส่งออกไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก

    แต่การผลิตยังใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าขั้นกลางจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงสร้าง Domestic Value-added และการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศได้จำกัด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต

    ดังนั้นแล้ว การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัวและไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มที่การผลิตขยายตัวและโมเมนตัมเร่งขึ้น ได้แก่ Semiconductors และ Furniture ในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกสูง, Pet Food, Tires และ Motorcycles ในกลุ่มที่พึ่งพาทั้งตลาดส่งออกและในประเทศ และ Synthetic Rubber ในกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ซึ่งโดดเด่นด้วย MPI เฉลี่ย 12 เดือนขยายตัว 28%

    ขณะที่ Computers & Components, ICs และ PCBs ยังเติบโต แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอลง สะท้อนว่า AI Tech Upcycle ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ฐานที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราการเติบโตบางกลุ่มชะลอลงในระยะถัดไป

    ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วน ได้แก่ Rubber Gloves, Apparel & Footwear และ Textile Fibers ยังหดตัวและยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม Canned Tuna, Non-alcoholic Beverages และ Plastic Products เริ่มมีโมเมนตัมดีขึ้น แม้ระดับการผลิตบางกลุ่มยังหดตัว สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มบรรเทาลงและมีโอกาสฟื้นตัวหากอุปสงค์ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง

    โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ Local Content

    อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทยคือ การทำให้การเติบโตของการส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่ม Local Content, เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่กับ Supply Chain ในประเทศ, ยกระดับเทคโนโลยีและ Productivity

    ตลอดจนการเพิ่มทักษะแรงงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม มิฉะนั้น แม้ตัวเลขส่งออกและ FDI ยังแข็งแกร่ง แต่ผลบวกต่อการผลิต การจ้างงาน รายได้ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังจำกัด

    ท้ายที่สุด ตัวเลขส่งออกที่เติบโตอาจสะท้อนว่าไทยยังยืนอยู่บนเส้นทางการค้าโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จะไหลกลับสู่โรงงาน แรงงาน และรายได้ในประเทศโดยอัตโนมัติ โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “ส่งออกให้มากขึ้น” แต่ต้อง “สร้างคุณค่าในประเทศให้มากกว่าเดิม” ผ่านการเพิ่ม Local Content ยกระดับเทคโนโลยี ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน พร้อมเชื่อมอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับนักลงทุน ตัวเลขส่งออกจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องมองให้ลึกคือ บริษัทใดมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศแข็งแกร่ง มีอำนาจกำหนดราคา และเปลี่ยนยอดขายที่เติบโตให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ได้วัดจากมูลค่าสินค้าที่ผ่านชายแดนเท่านั้น หากวัดจากมูลค่าที่เหลืออยู่และงอกเงยภายในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/666443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aPlc4Gf_QIws0MxNB6AJY

  • เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ออกโรงเตือนว่า “ความต้องการเงินทุนในระบบกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการระดมเงินฝาก” ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเวียดนามกำลังกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายและธนาคารต่างๆ เร่งขยายสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ “เลขสองหลัก”

    ปัจจุบัน ยอดสินเชื่อคงค้างสกุลเงินดองสูงกว่ายอดเงินฝากอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านล้านดอง หรือประมาณ 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.55 ล้านล้านบาท)

    SBV ระบุว่าความไม่สมดุลดังกล่าว “อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคุกคามความมั่นคงของสถาบันการเงิน รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงินและการธนาคาร” ในเวียดนาม

    เปิดสัญญาณเตือนจากแบงก์ชาติ

    รายงานดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่นานก่อนที่นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง จะพบกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เมื่อวันพฤหัสบดี ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวเกือบ 12% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026

    อย่างไรก็ตาม “เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากเวียดนามต้องรับมือกับแนวโน้มการค้าโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลอดจนความตึงเครียดด้านภาษีที่ยังดำเนินอยู่กับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

    รายงานของแบงก์ชาติเวียดนาม ระบุว่า “นโยบายการเงินเหลือพื้นที่น้อยมาก” ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากภายนอก และผลกระทบจากความสามารถในการระดมเงินทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปีนี้ ส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย

    นายกฯ วอนแบงก์ลดต้นทุนเพิ่ม

    นายกรัฐมนตรีเวียดนามแสดงความเห็นว่า ธนาคารกลางควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน พร้อมเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง

    นอกจากนี้ SBV ควรบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น และเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังเรียกร้องให้ธนาคารต่างๆ ลดต้นทุนเพิ่มเติม รักษาเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแท้จริง

    ผู้นำเวียดนามมองว่า SBV จำเป็นต้องหา “จุดสมดุล” ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารนโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง และสินเชื่อ

    แบงก์รับแรงกดดันหนัก

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินในประเทศเปิดตัว “โครงการสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต

    ภายใต้นโยบายดังกล่าว สถาบันการเงินจะเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละธนาคารสำหรับสินเชื่อที่มีระยะเวลาครบกำหนดเท่ากัน อย่างน้อย 1 จุดเปอร์เซ็นต์

    ธนาคารของรัฐรายใหญ่ที่สุด 4 แห่งของเวียดนามได้ตอบรับมาตรการดังกล่าวแล้ว โดย Vietnam Bank for Agriculture and Rural Development ระบุว่า จะเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ SMEs รวมถึงภาคธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เช่น การเกษตร การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงสิ้นปี 2028

    ส่วนธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ เช่น Nam A Bank และ BVBank ก็ได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าวเช่นกัน

    จีดีพี 10% สัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี?

    กาเร็ธ เลเธอร์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของ Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า แม้ว่าเวียดนามน่าจะยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แต่หากเศรษฐกิจเติบโตถึง 10% จริง อาจเป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าเหตุผลที่ควรเฉลิมฉลอง 

    “การผลักดันอุปสงค์ให้สูงเกินกว่าศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจ จะสร้างความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเพิ่มความเปราะบางในระบบการเงิน” เลเธอร์ระบุ

    เวียดนามเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไปเคยเป็นชนวนให้เกิด “ภาวะเฟื่องฟูในตลาดอสังหาริมทรัพย์” ก่อนลงเอยด้วยวิกฤติในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2022

    ธนาคารกลางเวียดนามจึงมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ และบริหารการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อโดยไม่ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น

    SBV ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 15% แต่ก็ย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะเศรษฐกิจ

    นอกจากจีดีพีแล้ว “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 4.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงหลังเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ SBV มีพื้นที่จำกัดในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย

    “เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.5% ดัชนี CPI รายเดือนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34%” รายงานระบุ

    แบงก์ต่างชาติรุกอุดช่องโหว่เงินทุน

    ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บรรดา “ธนาคารต่างชาติ” กำลังเล็งเพิ่มบทบาทในเวียดนาม หลังเป้าหมายเร่งเครื่องจีดีพีเลขสองหลักกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินทุนในประเทศ ทำให้แบงก์ต่างชาติมองหาโอกาส “ปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศ” ให้ธนาคารท้องถิ่นที่กำลังเจอแรงกดดันทั้งต้นทุนการระดมเงินทุนในประเทศที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากรัฐบาลให้เร่งขยายสินเชื่อ

    ภายใต้เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนามภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ธนาคารต่างๆ ถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่วางแผนไว้รวมมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    วิลลี ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า มีรายงานว่าธนาคารจาก “จีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง”  เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงินต่างชาติที่แสดงความสนใจ ในขณะที่ธนาคารเวียดนามหันไปหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยการออกสินเชื่อร่วม (syndicated loan) ที่มีการหารือกันนั้นมีมูลค่าราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อดีล

    ปัจจุบันธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และนักวิเคราะห์มองว่าอาจมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเปิดในเวียดนามเพิ่มอีก ภายใต้แผนของรัฐบาลในการจัดตั้ง “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ” แม้รายละเอียดสำคัญของแผนดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม

    ขณะที่ธนาคารจาก “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ได้เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารรายใหญ่บางแห่งของเวียดนามอยู่แล้ว

    เมื่อเดือนที่แล้ว HDBank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถระดมสินเชื่อร่วมจากต่างประเทศได้มูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยกลุ่มผู้ให้กู้ประกอบด้วย Standard Chartered จากสหราชอาณาจักร, Commerzbank จากเยอรมนี และ MUFG Bank จากญี่ปุ่น

    ก่อนหน้านั้นในเดือนมิ.ย. VPBank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้ลงนามในข้อตกลงสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ โดย Sumitomo Mitsui ของญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในดีลดังกล่าว

    ด้าน Techcombank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกราย ก็กำลังดำเนินการขอสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล 

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางเวียดนามระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 5.9-7.8% ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 4.8-7.1% เมื่อหนึ่งปีก่อน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    ที่ปรึกษารายหนึ่งจากบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนาม เปิดเผยว่า สินเชื่อจากต่างประเทศที่ปล่อยให้แก่ธนาคารเวียดนามมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารต้องจ่ายสำหรับเงินฝากในประเทศ

    ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า การกู้ยืมจากต่างประเทศดูเหมือนกำลังเพิ่มขึ้น แต่ธุรกรรมจำนวนมากเป็นการกู้ยืมแบบทวิภาคี จึงทำให้ยากที่จะประเมินมูลค่ารวมของเงินทุนที่ระดมได้

    จับตาความเสี่ยงการเงินเวียดนาม

    นักวิเคราะห์และนายธนาคารระบุว่า การเร่งหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศมีแรงผลักดันมาจากวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนาม

    ในช่วงต้นปี ธนาคารกลางเวียดนามได้ลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารลงเหลือ 15% จาก 20% ในปี 2025 หลังการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์”

    ในเวียดนาม ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ธนาคารกลางจะกำหนดโควตาการเติบโตของสินเชื่อประจำปีให้แก่ธนาคารแต่ละแห่ง

    อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิ.ย. สินเชื่อขยายตัวมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีรายงานว่ามีโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัท Vingroup ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว

    ในขณะที่ธนาคารต่างๆ พยายามรับมือกับ “ช่องว่าง” ระหว่างแหล่งเงินทุนระยะสั้นกับความต้องการเงินทุนระยะยาวของโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารกลางได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินในเดือนก.ค.

    อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินฝากยังทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ต้นทุนการระดมเงินทุนสูงขึ้น ยอดสินเชื่อสูงกว่าเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2021-2025 ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแบงก์ชาติเวียดนามเพิ่งเตือนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

    ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (loan-to-deposit ratio) ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ธนาคารต่างๆ มีพื้นที่ในการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น

    “แม้การที่ธนาคารกระจายแหล่งเงินทุนจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะหากธนาคารมีวินัยเพียงพอในการกระจายกำหนดอายุของหนี้ และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนเงินฝากในระบบภายในประเทศ” ทานาโตจาก Fitch กล่าว และยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เวียดนาม “พึ่งพาระบบธนาคารมากเกินไป” ในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    ที่มา: Bloomberg, Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwqkAcctdHu_8NjrEg1tI

  • “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า 

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จัด Growth Forum ในธีม “Renewable Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์”

    เปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของกรรมาธิการฯ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ “สูงเกินไป” อย่างสังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ “ต่ำเกินไป” เช่น อัตราการเติบโตและผลิตภาพ

    นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรตื่นตระหนกจนดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ทุกรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ ชี้ต้องไปให้ไกลกว่า Wellness Center ที่เป็นเพียงบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ลดภาระนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย

    โลกก้าวสู่ยุค No Green, No Growth

    สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาในความร่วมมือระหว่างทางวิชาการ ระหว่าง กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) ดร. วีระยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค “No Green, No Growth” หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้

    จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 หน่วย และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

    “หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน” นายวีระยุทธ กล่าว

    นโยบายต้อง “คราฟต์” ความต้องการที่แตกต่างกัน

    อีกประเด็นที่ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมีการ “คราฟต์” (Craft) โดยออกแบบให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต

    นาย วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน “ไฟฟ้าสะอาด” ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2952781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ru4li4R_eznEICM2FoBAY