Blog

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    วันที่ 14 ส.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงแนวคิดเรื่องภารกิจของ ธปท. (แบงก์ชาติ) โดยระบุว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินลดลงมาก – เงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ และแบงก์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ)

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย 

    ท้ายที่สุดจะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน และจะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน

    นายวิทัย ย้ำว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยน แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.การแก้หนี้ครัวเรือน 

    2.Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 

    3.การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย)

    4.การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    “ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง”

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากนี้ไป จะเข้ากำกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Nonbank ทั้งด้าน Lending (สินเชื่อ) และ Payment (ชำระเงิน) มากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติ

    “เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัว ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม”

    นายวิทัย ได้ทิ้งทายไว้ว่า โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริงๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6106484/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aJklR2ftXVQE4hZpS7r3K

  • คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    Loading…

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sI38MJr5B8RZMBlh46gVK

  • “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น

    แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอนครับ 

    จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงค์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอนครับ 

    ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ 

    แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว  แบงค์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.) การแก้หนี้ครัวเรือน 
    2.) Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 
    3.) การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย) และ 
    4.) การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง 

    จากนี้ไป จะเข้ากำกับ Nonbank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้นนะครับ

    เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวนะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม

    แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ 

    เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้ ช่วยกันนะครับ

    ยืนตรงมองไกลยื่นมือติดดิน

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oGjfvCm50AMyxGlWbzc9F

  • ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    สหรัฐขู่คงการปิดล้อมทางทะเลอิหร่านต่อไปไม่มีกำหนด เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะการเจรจาหยุดยิงล้มเหลว อุปทานน้ำมันลดสวนทางความตึงเครียดในภูมิภาค

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า กองทัพสหรัฐอาจคงกำลังทางทะเลไว้ในภูมิภาคเพื่อปิดล้อมอิหร่านต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างรุนแรง

    “กองทัพเรือสหรัฐสามารถปิดล้อมแบบนั้นได้ไม่มีกำหนด เพราะเราสับเปลี่ยนเรือเข้าออกอย่างที่เราทำ และจะทำต่อไป” นายเฮกเซธกล่าวระหว่างเดินทางไปปานามา

    ทั้งนี้ หลังจากข้อตกลงเบื้องต้นในเดือน มิ.ย.เพื่อยุติสงครามได้พังทลายลง อิหร่านก็พยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยโจมตีเรือบางลำที่พยายามแล่นฝ่าเข้ามา เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้เคยใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในห้าของโลกก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นในเดือน ก.พ.

    ล่าสุดสำนักข่าว WAM ของทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รายงานว่า เรือสองลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี รัฐวิสาหกิจน้ำมันของยูเออี ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี รัฐบาลยูเออีประณามว่าเป็นการโจมตีของอิหร่าน

    ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 8 ลำในวันอังคาร (11 ส.ค.) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 วันที่ประมาณ 12 ลำ และ 130 ถึง 140 ลำก่อนสงคราม

    ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างเสมอมาว่า สหรัฐ “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้ทั้งหมด” แต่ฝ่ายอิหร่านโพสต์ X สวนกลับว่า คำอ้างเหล่านั้น “ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดและจะไม่มีวันเปิดจนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ” เงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการยกเลิกคว่ำบาตรและปล่อยสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัดไว้

    สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมการขนส่งทางเรือและท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลาหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิ.ย. แต่กลับมาปิดล้อมอีกครั้งในภายหลัง ส่งผลให้รัฐบาลเตหะรานขาดแหล่งรายได้หลักจากเงินตราต่างประเทศ และยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงสงคราม

    ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยกล่าวว่า จะยกเลิกปิดล้อมอิหร่านหากอิหร่านและโอมานซึ่งอยู่คนละฝั่งช่องแคบ บรรลุข้อตกลงฟื้นฟูการขนส่งสินค้าได้

    ความตึงเครียดกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ปีนี้อุปทานน้ำมันโลกจะลดลง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% จากที่เดือนก่อนเคยคาดการณ์ว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ส่วนราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดีลดลงกว่า 2% หลังจากขึ้นมาหนึ่งสัปดาห์ นักลงทุนสนใจสัญญาณความต้องการโลกอ่อนแอและน้ำมันดิบสำรองสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    แต่รายงานข่าวที่ว่า ฮูตีของเยเมนที่มีอิหร่านหนุนหลังใช้โดรนเล่นงานโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอารัมโคก็สั่นสะเทือนตลอด ก่อให้เกิดความวิตกรอบใหม่เรื่องสงครามขยายวงถึงระดับภูมิภาค

    นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงอย่างมากผลจากสงคราม และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางพื้นที่ โดยเตือนว่าผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นหากสงครามไม่ยุติลงในเร็ววัน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1247372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uDWDFHAifX7Wu8S3Z8x1q

  • เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ  ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของรอยเตอร์ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายเมื่อตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล

        โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7%  ลดลงอย่างมากจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซ้ำร้ายกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังมองว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากพิจารณาปัจจัยตามฤดูกาล นี่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียแรงส่งในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
        ต้นตอของความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นปัญหาภายในที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนที่ซบเซากลายเป็นตัวฉุดรั้งหลัก นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุชัดเจนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมัน (Oil shock) ได้ลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและการขนส่ง บีบให้ครัวเรือนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อผนวกกับกับดักเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

        แม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังมาตลอด ก็ยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อที่ลดลงในตลาดหลัก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นเดือน ส.ค.ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในมิติของการค้าโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา แม้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการนำเงื่อนไขด้านการทหารไปแลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่การรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์ทางการค้ายังคงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน ปัจจุบันสินค้าไทยได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แล้วประมาณ 72% แต่ยังมีสินค้าอีก 28% ที่ยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายไทยที่จะต้องเร่งเจรจาเทคนิคในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

        ท่ามกลางเมฆหมอกของเศรษฐกิจฐานเดิม “เศรษฐกิจดิจิทัล” กำลังฉายแสงในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยพยุงประเทศ สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประเมินว่าดิจิทัลจีดีพีในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 5.7 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวมถึง 2.2 เท่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4  ผู้ส่งออกเอไอฮาร์ดแวร์ รายใหญ่ของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยมีการขยายตัวของการส่งออกสินค้าดิจิทัลสูงถึง 45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
        ดังนั้นถึงเวลาที่ไทยจะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศต้องเร่งปรับโครงสร้างแรงงานและแก้ไขหนี้สินอย่างจริงจัง อาศัยวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเอไอ   ยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่กำลังขยายตัว ส่วนการเจรจาการค้าต้องทำด้วยความแยบยลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่น่าห่วงนี้ไปสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1247329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nWrpfwSUX-YW_O35xCyXE

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หุ้นเหมืองแร่ร่วง แม้เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) และแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หลัง Antofagasta ปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลงอย่างหนัก และบดบังปัจจัยบวกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษในเดือนมิ.ย.ที่แข็งแกร่งกว่าคาด

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด หรือ -0.56%

    FTSE 100 ปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. ขณะที่เงินปอนด์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดไม่ได้เปลี่ยนแปลงคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้มากนัก

    ข้อมูลทางการระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัวอย่างไม่คาดคิดในเดือนมิ.ย. โดยบริษัทต่าง ๆ ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่านลดลง ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกชายและสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย. หลังจากไม่มีการขยายตัวในเดือนพ.ค. ส่งผลให้อังกฤษมีแนวโน้มเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว G7 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเติบโตอย่างเฟื่องฟู เนื่องจากการขยายตัวรายไตรมาสชะลอลงจาก 0.6% แต่อังกฤษกำลังแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสามารถรับมือกับปัจจัยกดดันต่าง ๆ ได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล

    ปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นมาจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ โดยหุ้น Antofagasta ร่วง 6.8% หลังปรับลดคาดการณ์การผลิตทองแดงในปี 2569 เนื่องจากต้องหยุดดำเนินงานที่เหมือง Los Pelambres ในเดือนก.ค. ขณะที่หุ้น Rio Tinto และหุ้น Anglo American ร่วงลง 4.8% และ 3.5% ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่สูงมากในวันพุธ ส่งผลให้ตลาดลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างถาวร ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวลงเพิ่มเติม ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกที่อ่อนแอลงและสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

    ในบรรดาหุ้นขนาดกลาง หุ้น Costain เพิ่มขึ้น 4.6% หลังบริษัทให้บริการโซลูชันด้านโครงสร้างพื้นฐานรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง

    ส่วนหุ้น Savills บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ พุ่งขึ้น 10.9% หลังรายงานกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 47% โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจในอเมริกาเหนือและธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HUOW7T4K2LKeAtgQ2K0SN

  • แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    แรงหนุนไทยช่วยไทยพลัสดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ปรับขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

         รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(Consumer Confidence Index: CCI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 51.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลต่อภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลายลงในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง

    ในขณะเดียวกันการที่ภาครัฐเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรหลักที่ยังยืนอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกและช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.3 จาก 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 จาก 48.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.5 จาก 59.3 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับขึ้นจากระดับ 34.5 มาอยู่ที่ 35.5 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับขึ้นจากระดับ 58.7 มาอยู่ที่ 59.9 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เช่นกัน

    “การที่ดัชนีทุกรายการยังเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เนื่องจากยังกังวลต่อภาวะสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวได้ช้าในระยะข้างหน้า และทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็นความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะคลี่คลายลงอย่างถาวรหรือไม่ ซึ่งยังมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้”รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ แต่จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ปี 2569 หรือช่วงเดือนกันยายน 2569 จากแรงกระตุ้นของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 และหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลงอย่างถาวร ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักยังยืนสูงกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/983217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjSJoWw41QvCEqa31A2pV

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    | 41 view

    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายอเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Novak) รองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย – รัสเซียด้านการค้า การลงทุน การเกษตร และพลังงาน พร้อมผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการผลักดันการเริ่มต้นเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai – EAEU FTA)

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจพหุภาคี อาทิ BRICS ที่ไทยเป็นประเทศหุ้นส่วน

    รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 36 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-meets-dpm-russia-13082026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HGLxK6EbhdGknvOW447__

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    13 สิงหาคม 2569, 15:55น.

          กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

          เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

          อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

          ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

          โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/163666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lcKpYrex28U2d2VldA7od

  • กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ

    กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ

    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future” ของ กฟผ. ซึ่งร่วมกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โรงงานอุตสาหกรรม องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) Taisei (Thailand) Co.,Ltd. สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co.,Ltd. ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม และตลาด สู่การใช้งานจริงและโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร่วมแถลงทิศทางโครงการฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเปิดมุมมองด้าน ESG ณ หอประชุมออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry)  ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน 
    ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้

    ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change

    โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/77246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r19S52iQ9ubC0y6tgyiNA