Blog

  • วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

    “วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

    21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

    ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    “เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

    “ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

    “เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IBVrjM66yCGvfPTvzC53-

  • “คริส” นำทีมสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ”

    “คริส” นำทีมสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ”

    “คริส” นำทีมแกนนำ-สส.พรรคเศรษฐกิจ ขานรับนายกฯ ปราบโกง ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ” ยันไม่เคยต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล รองเลขาธิการพรรคและ สส. ตลอดจนคณะแกนนำและสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรค ต่อกรณีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน

    นายคริส ระบุว่าจากกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน ทางพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ที่มีความต้องการและแน่วแน่ในการขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป พรรคเศรษฐกิจจึงพร้อมตอบรับและสนับสนุนความตั้งใจดังกล่าว โดยในขณะนี้ทางพรรคได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อเดินหน้าตรวจสอบความโปร่งใสอย่างจริงจัง

    โดยยืนยันว่าพรรคมีจุดยืนสำคัญ  ขอทำหน้าที่เป็นพรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ  พร้อมทั้งชี้แจงข้อสงสัยของสังคมที่ว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะสามารถตรวจสอบกันเองได้อย่างไรด้วยว่า พรรคเศรษฐกิจสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคไม่เคยตั้งเงื่อนไขในการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีหรือโควตากระทรวงใดๆ ทั้งสิ้น

    “เมื่อเราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีโควตากระทรวงที่ต้องปกป้อง เราจึงพร้อมที่จะทำการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราต้องนิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง ในเมื่อท่านนายกฯ มีความตั้งใจจริงที่จะปราบปรามการทุจริต พรรคเศรษฐกิจก็พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและเงินภาษีของพี่น้องประชาชน โดยยึดหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เกรงใจใคร” นายคริส ระบุ

    ในช่วงท้าย แกนนำและสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ยังย้ำว่า การประกาศทำหน้าที่เป็นรัฐบาลฝ่ายตรวจสอบในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อสร้างความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นการทำหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใสสูงสุดตามที่ประชาชนคาดหวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CguXiDKeuu-a1iON6zSeg

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับ อยุธยา เมืองอู่ข้าวลุ่มน้ำเจ้าพระยา หนุนชุมชนเติบโตสู่เกษตรดิจิทัล | เดลินิวส์

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับ อยุธยา เมืองอู่ข้าวลุ่มน้ำเจ้าพระยา หนุนชุมชนเติบโตสู่เกษตรดิจิทัล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่  21 พฤษภาคม ที่โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรม “OTOD #3 Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day” ภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital : OTOD #3) เดินหน้าขยายผลสู่จังหวัดที่ 4 เพื่อผลักดันชุมชนและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    โดยมี นายวรวิทย์ ยอแสง รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายบุญทวี ดวงนิราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ดีป้า  และ นายวิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า  หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรกร  ร่วมในพิธีเปิด และกลุ่มชุมชนในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา -สุพรรณบุรี เข้าร่วม ในกิจกรรม

    การเลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของจังหวัดในฐานะ “อู่ข้าวอู่น้ำ” สำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีศักยภาพด้านการเกษตรควบคู่กับการเป็นเมืองมรดกโลก โดยดีป้ามุ่งนำเทคโนโลยี เช่น โดรนการเกษตร เครื่องจักรอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ เข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรจากรูปแบบดั้งเดิมสู่เกษตรยุคใหม่   กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 พร้อมด้วยผู้บริหารดีป้า หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนมาก

    ด้าน นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาเกษตรกรรมไม่ได้มองเพียงผลผลิตต่อไร่ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุน คุณภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้แม่นยำ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และเชื่อมต่อกับตลาดได้ดีขึ้น

    นายบุญทวี ดวงนิราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ดีป้า กล่าวว่า โครงการ OTOD #3 ไม่ใช่เพียงการอบรมหรือสนับสนุนงบประมาณ แต่เป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการของชุมชนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรลดข้อจำกัดด้านต้นทุนแรงงาน การบริหารจัดการพื้นที่ และความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

    พร้อมระบุว่า พระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเกษตรดิจิทัล เพราะมีฐานการเกษตรที่แข็งแรง หากนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและต่อยอดสู่เกษตรมูลค่าสูงได้ในอนาคต

    โดย ภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมเข้มข้นในหัวข้อเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล การสร้างรายได้ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ การเตรียมความพร้อมเข้าถึงแหล่งทุน และแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนสีเขียว รวมถึงกิจกรรม AgriTech Showcase แสดงนวัตกรรมด้านการเกษตร และ Business Matching เชื่อมโยงชุมชนกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ได้รับมาตรฐาน dSURE

    นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรและเกษตรกรต้นแบบร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ อาทิ ผู้ใหญ่บ้านณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้นำชุมชนพลังงานสะอาดเกาะจิก, คุณต่อลาภ สมัครัตน์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านคลิปสั้น, คุณสนธยา ตรีสุทธิผล เจ้าของ “ไร่สนธยา พาเพลิน” และคุณประเสริฐ พุ่มพวง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน “ข้าวตาจุก”

    อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือเวที “Digital Agriculture Pitching Day” เปิดโอกาสให้กลุ่มชุมชนและผู้ประกอบการนำเสนอแนวคิดเพื่อขอรับการสนับสนุนจากดีป้า โดยปัจจุบันมีชุมชนและเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 500 ราย และมีผู้ผ่านการคัดเลือกในประเภท d-community จำนวน 139 ราย และประเภท d-startup จำนวน 15 ราย

    สำหรับโครงการ OTOD #3 ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยหลังจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการจะเดินหน้าจัดกิจกรรมต่อในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี และขอนแก่น เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ดีป้าเปิดรับสมัครกลุ่มชุมชน เกษตรกร และช่างชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ OTOD #3 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ผ่าน LINE OA และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page “depa Thailand”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5879918/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24hrKSKbRP1BDnY5isV0aB

  • ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก | เดลินิวส์

    ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก | เดลินิวส์

     น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก “World Bee Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Bee together for people and the planet A partnership that sustains us all : ผึ้ง…เคียงคู่ผู้คนและ และโลก เพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก (World Bee Day 2026) เป็นโอกาสสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรต่อระบบเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันผึ้งโลก” พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตสู่ตลาดคุณภาพ

     “ภายในงานได้แสดงถึงศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจในทุกมิติ อาทิ องค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมงาน“World Bee Day 2026” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5879433/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pQ6KjIvmTpJHyRHJzNVwa

  • โรงงานปิดตัวสวนทางเปิดใหม่สัญญาณเตือนภัย SMEs ไทย

    โรงงานปิดตัวสวนทางเปิดใหม่สัญญาณเตือนภัย SMEs ไทย

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรง สะท้อนจากรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบสัญญาณเตือนภัยสำคัญ เมื่อจำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงกว่าโรงงานเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส

        ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า มียอดปิดกิจการถึง 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% สวนทางกับการเปิดกิจการใหม่ที่มีเพียง 139 แห่ง ซึ่งดิ่งลงรุนแรงถึง 63.9% สอดคล้องกับภาพรวมของภาคการผลิตที่หดตัวลง 1.6% ในช่วงก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ถดถอย ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังก่อตัวขึ้นในระบบเศรษฐกิจฐานราก
        กลุ่มที่บอบช้ำที่สุดในสมรภูมินี้คือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืช สาเหตุหลักมาจากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และถูกซ้ำเติมจากการทะลักเข้ามาทุ่มตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูก รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูง ยิ่งไปกว่านั้น ภาคการผลิตยังต้องแบกรับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ทำให้ SMEs หลายรายแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว

        ทว่าสถิติการปิดกิจการที่ปรากฏอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยระบุว่า วิกฤติที่แท้จริงคือภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” ของ SMEs จำนวนมากที่ไม่สามารถแข่งขันและบริหารต้นทุนซัพพลายเชนได้ นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของรัฐอาจยังมีช่องว่าง เนื่องจากมีกลุ่ม Micro SMEs ภาคการผลิตอีกกว่า 4.2 แสนรายที่อาจอยู่นอกระบบ ความเปราะบางนี้สอดคล้องกับยอดการปล่อยสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องมาถึง 13 ไตรมาส และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจฐานรากกำลังเผชิญความเสี่ยงระดับวิกฤติและขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

        ในทางตรงกันข้าม กลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่กลับสามารถขยายกิจการได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 1.525 แสนล้านบาท สิ่งที่น่ากังวลคือ การจ้างงานใหม่ถึง 99.3% กระจุกตัวอยู่เพียงในโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลางเท่านั้น สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ว่าแม้ไทยจะมีแรงงานทักษะสูง แต่โอกาสในการทำงานและโอกาสทางเศรษฐกิจกลับมีไม่เพียงพอ การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระจายตัวลงสู่ภาคธุรกิจขนาดเล็ก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างอุตสาหกรรม EV และระบบ AI ที่กำลังเข้ามาทดแทนและกดดันให้ธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัวอยู่รอดได้ยาก
        เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยสูญเสียสมดุลไปมากกว่านี้ ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องเร่งหาทางออกให้ SMEs อย่างเร่งด่วน โดยสภาพัฒน์และนักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ใช้มาตรการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับทักษะ (Upskilling/Reskilling) ให้แรงงานและผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) ตลอดจนการลดอุปสรรคด้านต้นทุน บริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) อย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างแท้จริง เพื่อประคองให้กลไกเศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32F37QFJKQTrZjeWzz2hyc

  • สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว  ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

    สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

    ท่ามกลางแรงกดดันจาก สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ วิกฤติความมั่นคงพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังกลายเป็นพายุซ้อนพายุ ที่เขย่าภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญทั้งต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหด คำสั่งซื้อลด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จนเกิดภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในห่วงโซ่เศรษฐกิจยุคใหม่จะมีทั้ง “เอสเอ็มอีที่ไปต่อได้” และ “เอสเอ็มอีที่ต้องยุติเส้นทางธุรกิจ”

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขการปิดกิจการถาวร แต่รวมถึงธุรกิจที่ยังไม่ปิด แต่หยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลเชิงลึกที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ประเมิน วิเคราะห์ และออกแบบนโยบายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือจำนวนมากยังไม่ตรงจุด และไม่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ไม่ปิดกิจการ” แต่ “หยุดชั่วคราว” รัฐมองไม่เห็น

    นายแสงชัย กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราว แทนการปิดกิจการถาวร เพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนซัปพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือตลาดได้

    สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง และยังไม่ถูกสะท้อนครบถ้วนในฐานข้อมูลภาครัฐ

    ปัจจุบัน เอสเอ็มอีภาคการผลิตของไทยมีจำนวนรวม 516,234 ราย จ้างงานกว่า 2.849 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นรายย่อยหรือ Micro SME มากถึง 426,339 ราย

    หากจำแนกตามประเภท พบว่า เป็นวิสาหกิจชุมชนภาคการผลิต 23,954 ราย บุคคลธรรมดาภาคการผลิต 379,487 ราย และนิติบุคคลภาคการผลิต 112,793 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปิดกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูลโรงงานส่วนใหญ่ครอบคลุมเพียงโรงงานรายย่อม รายกลาง และรายใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Micro SME จำนวนมากอาจอยู่นอกระบบการติดตาม ทำให้มีช่องว่างข้อมูล ที่อาจซ่อนตัวเลขการปิดกิจการจริงไว้มากกว่าที่รายงาน

    TFP เอสเอ็มอีติดลบครั้งแรก ภาคผลิตอ่อนแรง

    อีกหนึ่งสัญญาณอันตราย คือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP) ของเอสเอ็มอีไทย ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า TFP ของเอสเอ็มอีไทยปี 2565 อยู่ที่ 2.36 ก่อนลดลงเหลือ 1.97 ในปี 2566 และปี 2567 ลดลงจนติดลบครั้งแรกที่ -0.27 ขณะที่ปี 2568 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้ออ่อนแรง และต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    “เอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ค้า เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้ อีกทั้งยังเข้าถึงแหล่งทุนยาก การลงทุนเทคโนโลยี และนวัตกรรมก็มีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน และความคุ้มค่า ขณะเดียวกันแรงงาน และผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ” นายแสงชัย กล่าว

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มี TFP ติดลบสูง ได้แก่ 1. กลุ่มพึ่งพาแรงงานสูง แต่บริหารต้นทุนแรงงานไม่ทัน เช่น ธุรกิจผลิตเครื่องจักร และเครื่องมือ (-1.67) และผลิตเคมีภัณฑ์ (-1.54) 2. กลุ่มรายได้ลดลง แต่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจสถานที่พักแรม (-0.47) และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม (-0.28) 3. กลุ่มต้นทุนวัตถุดิบ และเครื่องจักรสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เช่น ธุรกิจการเกษตร (-4.48) และผลิตเครื่องดื่ม (-2.48)

    เตือน “ทุนเทา-นอมินี” บิดเบือนข้อมูลลงทุนไทย

    นายแสงชัย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจเปิดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นนอมินี ทุนเทา และการร่วมทุนอำพราง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เป็นผู้ประกอบการไทยแท้จริงมากน้อยเพียงใด

    “การวิเคราะห์ตัวเลขเปิดกิจการใหม่ ขยายการลงทุน หรือปิดกิจการ ต้องลงลึกมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ เพราะวันนี้มีคำถามสำคัญว่า ธุรกิจที่เปิดใหม่จำนวนเท่าไรเป็นของคนไทยจริง และเท่าไรเป็นทุนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยโครงสร้างทางกฎหมาย” นายแสงชัย กล่าว

    ชง 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน ปลดล็อกเอสเอ็มอีไทย

    นายแสงชัย กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก 5 ด้าน เพื่อหยุดวงจรการปิดกิจการ การเลิกจ้าง และผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แบ่งเป็น

    1. ปฏิรูปต้นทุนพลังงานต้นน้ำการแข่งขัน โดยรัฐต้องเร่งแก้โครงสร้างต้นทุนพลังงาน ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลต่อราคาสินค้า และบริการทั้งระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ถ้าไม่แก้ต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง เอสเอ็มอีจะยิ่งแข่งขันลำบาก และสุดท้ายต้นทุนจะถูกส่งต่อไปถึงประชาชน

    2. เร่งเพิ่มขีดแข่งขันด้วย AI-ดิจิทัล-ESG เอสเอ็มอี และแรงงานต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

    3. ปลดล็อกสภาพคล่อง เติมท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจ ภาคการเงินต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตั้งกำแพงมาเป็นผู้สร้างโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่เอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจอุดตัน

    “ต้องใช้นวัตกรรมนโยบายทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น มากกว่าการออกกฎเกณฑ์ที่ยิ่งทำให้เข้าถึงยาก” นายแสงชัย กล่าว

    4. เปิดตลาดน่านน้ำสีครามให้เอสเอ็มอีไทย ทั้งนี้ รัฐต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ทั้งใน และต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงท้องถิ่น การจับคู่ธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับเอสเอ็มอี พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    5. ระเบียบรัฐต้องลัด ลดอุปสรรคธุรกิจสุจริต โดยภาครัฐต้องปรับบทบาทเป็นทางลัดของสุจริตชน ด้วยการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตควบคู่กันไป

    เตือนรายย่อยเสี่ยงสูง ต้องช่วย “ทันที”

    นายแสงชัย กล่าวว่า กลุ่มรายย่อยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางสูง และเสี่ยงปิดกิจการมากที่สุด หากรัฐไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงาน และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    “วันนี้หน่วยงานรัฐเริ่มเข้าใจเอสเอ็มอีมากขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิดใจ เปิดทาง เปิดพื้นที่ และเปิดโอกาส เพื่อสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน” นายแสงชัย กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n-yE8JcUJ_ErclPv5B2D_

  • ญี่ปุ่นเลิกเก็บภาษีของกิน เวียดนามขึ้นเงินเดือนข้าราชการยกแผง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นเลิกเก็บภาษีของกิน เวียดนามขึ้นเงินเดือนข้าราชการยกแผง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘เวียดนาม’ จ่อขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพิ่มบำนาญประกันสังคม

    สำนักข่าว www.vietnam.vn สื่อของเวียดนาม รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อดำเนินการปรับเพิ่มเงินเดือนพื้นฐาน (Base Salary) สำหรับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และกองทัพ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับรายได้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    สูตรคำนวณ ฐานเงินเดือนใหม่เพิ่มทั้งระบบ

    หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือการปรับ “เงินเดือนพื้นฐาน” ขึ้นเป็น 2.53 ล้านดองต่อเดือน  หรือประมาณ 3,542 บาท ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในสูตรคำนวณเงินเดือนข้าราชการพลเรือนคือ ‘เงินเดือนพื้นฐาน x สัมประสิทธิ์เงินเดือน’

    • ข้าราชการระดับสูง : กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด 10.0 จะได้รับเงินเดือนพุ่งแตะ 25.3 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 35,420 บาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 1.9 ล้านดอง
    • ข้าราชการระดับกลาง : กลุ่มประเภท A3 ระดับ 1 จะมีรายได้เริ่มต้นที่ 15.68 ล้านดอง (ประมาณ 21,952 บาท)
    • กลุ่มรายได้น้อย : ข้าราชการประเภท C (กลุ่ม 3) จะมีฐานเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 3.415 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 4,781 บาท)

    รัฐบาลเวียดนามยังได้อนุมัติการปรับเพิ่มเงินบำนาญ สวัสดิการประกันสังคม และเงินช่วยเหลือรายเดือนขึ้นอีก 8% สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานพาร์ทไทม์ระดับท้องถิ่น และบุคลากรทางการทหารที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสงคราม

    โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีรายได้น้อยซึ่งเกษียณก่อนปี 1995 หากหลังปรับเพิ่ม 8% แล้วรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด รัฐบาลจะอัดฉีดเพิ่มให้เป็น 3.8 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 5,320 บาท) เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i6RYyCGi5PidSA3IML0WK

  • สหรัฐฯ หวังบรรลุข้อตกลงเขตเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เร็ว ๆ นี้ หนุนห่วงโซ่เทคโนโลยี : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ หวังบรรลุข้อตกลงเขตเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เร็ว ๆ นี้ หนุนห่วงโซ่เทคโนโลยี : อินโฟเควสท์

    สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะบรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือระยะยาวเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับฟิลิปปินส์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดว่าการเจรจาจะเดินหน้าไปสู่ข้อตกลงอย่างรวดเร็ว

    เจคอบ เฮลเบิร์ก เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยในวันนี้ (21 พ.ค.) ว่า การผลักดันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีภายใต้โครงการ “Pax Silica” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและคอมพิวติง

    เขาระบุว่า ภายใต้ความร่วมมือที่ลงนามเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งสองประเทศมีระยะเวลา 2 ปีในการจัดทำรายละเอียดของกรอบข้อตกลง ตลอดจนร่วมกันกำหนดลำดับความสำคัญเชิงอุตสาหกรรมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเขตดังกล่าว โดยย้ำว่ามีแรงผลักดันค่อนข้างมาก และคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ “ในเร็ว ๆ นี้”

    เฮลเบิร์กกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศลำดับที่ 13 ที่เข้าร่วมโครงการ Pax Silica ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว มีการขยายสมาชิกอย่างรวดเร็ว จากสมาชิกที่ร่วมก่อตั้ง 7 ประเทศ เป็น 15 ประเทศในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 16 ประเทศภายในสิ้นเดือนหน้า เนื่องจากอาจมีสมาชิกใหม่เพิ่มอีก 1-2 ประเทศในช่วง 4 สัปดาห์ข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้ความร่วมมือจะมีความคืบหน้า แต่ฟิลิปปินส์ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในประเด็นการให้เอกสิทธิ์ทางการทูตสำหรับเขตเศรษฐกิจดังกล่าว ตามข้อมูลจากหัวหน้าหน่วยงานด้านการพัฒนาของฟิลิปปินส์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/595087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0So1TtFuWVK-2lesuqKJDH

  • “ศุภจี” มองขาดพายุเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว ต้องสู้ – แจงกู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ทำให้สะดุด | TOPNEWS

    “ศุภจี” มองขาดพายุเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว ต้องสู้ – แจงกู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ทำให้สะดุด | TOPNEWS

    “ศุภจี” มองขาดพายุเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว ต้องสู้ – แจงกู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ทำให้งานรัฐบาลสะดุด

    #topnewstv #ศุภจี #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1579819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zMHUgWZ5jYl2JFxbUiE2n

  • สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยลึกกว่าที่คิด

    สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยลึกกว่าที่คิด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-108&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VoABocu3etFAMy1SGg8fK