Blog

  • นพ.สสจ.อุบลฯ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ  “สานพลังอย.น้อยและ บวร.ร. เสริมความมั่นคงทางอาหาร หนุนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี ประจําปี 2569”

    นพ.สสจ.อุบลฯ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “สานพลังอย.น้อยและ บวร.ร. เสริมความมั่นคงทางอาหาร หนุนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี ประจําปี 2569”

    วันที่ 25 กันยายน 2569
    นายแพทย์พิทักษ์พงษ์ จันทร์แดง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
    “สานพลังอย.น้อยและ บวร.ร. เสริมความมั่นคงทางอาหาร หนุนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี ประจําปี 2569”
    โดยมี ภญ.นันทิกร จําปาสา หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข กล่าวรายงาน ซึ่งภายในงานมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : สุดยอดผลงาน อย.น้อย ประจําปี 2569 และ พิธีมอบเกียรติบัตร ให้กับโรงเรียนที่เป็นตัวแทนระดับจังหวัด การประกวดโครงงานนักเรียน อย.น้อย Smart
    Project : รอบรู้เท่าทันผลิตภัณฑ์สุขภาพในรั้วโรงเรียนประเภทระดับมัธยมศึกษา ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จํานวน 6 โรงเรียน
    และ โรงเรียนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโรงเรียน อย.น้อย โรงเรียน อย.น้อย พลัส จาก สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประจําปี 2569 จํานวน 67 โรงเรียน ณ ห้องประชุมจิตตสปา 1 โรงแรมบ้านสวนคุณตา กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ท อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี

    นางสาวสุจิตรา จันทชิด  ข่าว/ส่งข่าว ตำแหน่งเจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษาชำนาญงาน งานประชาสัมพันธ์ กลุ่มงานบริหารทั่วไป สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/348429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xUw8eAd4a-hgnULsmzaUD

  • เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวเกินคาดช่วง 6 เดือนแรกปี 2026 โอกาสไทยเร่งรุกตลาดสินค้าอาหารและแฟชั่น?

    เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวเกินคาดช่วง 6 เดือนแรกปี 2026 โอกาสไทยเร่งรุกตลาดสินค้าอาหารและแฟชั่น?

    จากการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายด้านของอิสราเอลโดยธนาคารกลางอิสราเอล หรือ Bank Of Israel (BOI) เมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมานั้น มีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการฟื้นตัวหรือขยายตัวของเศรษฐกิจของอิสราเอลในมุมบวก หรือ เกินคาดเป็นอย่างมาก โดยมีข้อบ่งชี้พอสรุปได้ดังนี้

    1. อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และการบริโภคในประเทศ

    ภาพรวมเศรษฐกิจอิสราเอลในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวและตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 4.0% ซึ่งแสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในเชิงบวกที่แข็งแกร่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ เดิมว่าจะเติบโตเพียง +3.2-+3.5% โดยมีปัจจัยที่ขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศ ที่กลับมาคึกคักและการส่งออกที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าไฮเทคต่างๆ ส่งผลให้รายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัว (Nominal GDP per capita) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    2. สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) อยู่ในระดับต่ำและควบคุมได้

    ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด (ปัจจุบันประมาณ 1.5%) และธนาคารกลางสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำได้ ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตลอดปี 2569 จะอยู่ท่ระดับต่ำเพียง 1.8%เท่านั้น (เดิมมองว่าจะอยู่ในระดับ 3-4%) ซึ่งถือว่าอยู่ในขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่มีเสถียรภาพ (กรอบเป้าหมาย 1% – 3%) การชะลอตัวของเงินเฟ้อนี้ มีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของภาคครัวเรือน ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดค้าปลีกอิสราเอลเริ่มทรงตัวและเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาด

    3. นโยบายการเงินและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (Bank of Israel)

    เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและตอบสนองต่อแรงกดดันของค่าเงินเชเกล (Shekel) ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน หลังผ่านพ้นช่วงการควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน จากปัญหาสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมานั้น ธนาคารกลางอิสราเอล (BoI) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 3.25% (กันยายน 2569) เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในปี 2026 นี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ทุนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำเข้าในประเทศให้มีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ที่ผ่อนคลายขึ้น

    4. ดุลการคลังและการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ (Government Budget)

    รัฐบาลอิสราเอลยังคงเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณต่อเนื่อง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณคาดว่าจะแตะระดับ 4.9% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการทางการคลังที่พยายามรักษาสมดุลในการฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ผันผวน

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ที่ผ่านมานี้ ได้แก่ “ดอกเบี้ยขาลง เงินเฟ้อต่ำ และGDP ขยายตัวเกินคาด” จะส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้าและผู้บริโภคอิสราเอล จึงอยากขอแนะนำแนวทางการปรับตัวและเจาะตลาดแก่นักธุรกิจไทยดังนี้ครับ

    1. โอกาสจากสภาพคล่องของผู้นำเข้าที่สูงขึ้น – การลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 3.25% ช่วยให้ผู้นำเข้าอิสราเอลมีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ที่ต่ำลง และเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น ผู้ส่งออกไทยควรใช้จังหวะนี้ในการเสนอสัญญาซื้อขายระยะยาว (Long-term contracts) หรือเจรจาขยายปริมาณการจัดส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทุน อะไหล่ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้างที่กำลังฟื้นตัวตามภาคอสังหาริมทรัพย์

    2. กลยุทธ์ราคากลาง-บน รองรับกำลังซื้อที่ฟื้นตัว – อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเหลือ 1.5% ประกอบกับ GDP Per Capita ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มผ่อนคลายความกังวลด้านค่าครองชีพ และเริ่มกลับมามองหาสินค้าที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Premium & Value-driven) แนะนำให้ผู้ส่งออกไทยยกระดับสินค้าจากเดิมที่สู้ด้วยราคา (Cost-competitiveness) มาเน้นเรื่อง Value for Money หรือสินค้ากลุ่มพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly packaging) รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูปและอาหารนวัตกรรม

    3. เร่งสปีดกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหารไทย – ตัวเลขการบริโภคในประเทศที่พุ่งสูงดัน GDP โต 3.2% สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า/ซูเปอร์มาร์เก็ตกลับมาคึกคักเต็มรูปแบบ ส่งผลบวกให้มีโอกาสทำตลาดในสินค้า 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแฟชั่นและสิ่งทอ สคต. มองว่า เป็นโอกาสดีในการขยายตลาด B2B Matchmaking กับกลุ่มทุนค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่ในอิสราเอล และกลุ่มอาหาร สคต. เห็นว่า ผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ซอสเครื่องปรุง ผลไม้อบแห้ง ควรชูจุดขายเรื่องความสะอาด ปลอดภัย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในเอเชียอย่างอินเดียหรือเวียดนามที่มีความได้เปรียบทางภาษีจาก FTA อื่นๆ

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

    ที่มา 

    1. ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel – BoI)

    1. สำนักงานสถิติแห่งชาติอิสราเอล (Central Bureau of Statistics – CBS)

    1. กระทรวงการคลังอิสราเอล (Ministry of Finance)

    1. www.oecd.org

    1. https://tradingeconomics.com/israel/news

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/il1fvzmjogm6qke9d0memexj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iBK9MHU5yAZgw0YBHnAZc

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 41.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 41.44 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (25 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p5PXXH1rLvgN_tXDO0NiB

  • บอนด์ยีลด์ดีดตัว รับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง, เจ้าหน้าที่เฟดหนุนขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    บอนด์ยีลด์ดีดตัว รับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง, เจ้าหน้าที่เฟดหนุนขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตร หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด และเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด

    ณ เวลา 22.56 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.200% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 5.512%

    นายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    “ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”

    “ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว” นายบาร์กล่าว และเสริมว่า “ในกรณีพื้นฐานที่ผมคาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มว่าเราจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เราต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานเต็มศักยภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายดังกล่าว”

    นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/654862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22qgcQGUhH4UpcTZaXDUf1

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 26 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 26 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    เข้าสู่วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ท่ามกลางความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และกระแสสังคมออนไลน์ หลายประเด็นยังต้องติดตามต่อเนื่องตลอดวัน

    “สรุปข่าวเด่นรอบวัน” รวบรวมประเด็นสำคัญที่น่าจับตา ทั้งเวทีการเมืองที่หาดใหญ่ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภารกิจผู้นำไทยบนเวทีนานาชาติ ไปจนถึงข่าวใกล้ตัวอย่างไฟฟ้าดับในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงกระแส “เนเน่ รอยัล” หลังสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026

    1. การเมืองร้อน จับตาเวที “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ที่หาดใหญ่
    การเมืองนอกสภายังคงมีความเคลื่อนไหว โดยวันที่ 26 กันยายน 2569 มีนัดจัดเวทีปราศรัย “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” บริเวณหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

    แกนนำที่มีกำหนดร่วมเวที ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนิติธร ล้ำเหลือ โดยประเด็นที่กลุ่มเตรียมนำเสนอเกี่ยวข้องกับปัญหาทุนต่างชาติ เครือข่ายนอมินี และการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต.

    ก่อนหน้านี้ กลุ่มดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง สว. และการทำงานของ กกต. ทำให้เวทีหาดใหญ่เป็นอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองที่ต้องติดตามในวันนี้

    2. เศรษฐกิจโลกผันผวน จับตาน้ำมัน ทองคำ และบอนด์ยีลด์
    ด้านเศรษฐกิจยังต้องติดตามปัจจัยจากตลาดโลก ทั้งทิศทางราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อทิศทางเงินทุน ค่าเงิน และตลาดการเงินในภูมิภาค

    สำหรับไทย นักลงทุนยังจับตาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนของตลาดโลก รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท ขณะที่ภาคธุรกิจต้องประเมินต้นทุนและกำลังซื้อภายในประเทศควบคู่กัน

    3. ต่างประเทศจับตาภารกิจผู้นำไทยบนเวที UNGA81
    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือภารกิจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 และมีกำหนดเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569

    กำหนดการครอบคลุมทั้งการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงการพบภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของไทย

    วันที่ 26 กันยายน นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางออกจากกรุงลอนดอนกลับประเทศไทย และมีกำหนดถึงไทยในช่วงเช้าของวันที่ 27 กันยายน 2569

    4. ข่าวใกล้ตัว กฟน.แจ้งไฟดับ 29 จุด กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ
    ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องตรวจสอบพื้นที่กันด้วย โดย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แจ้งงดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวในวันที่ 26 กันยายน 2569 รวม 29 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เพื่อพัฒนาและบำรุงรักษาระบบจ่ายไฟฟ้า

    พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีทั้ง ถนนสุขสวัสดิ์ พระราม 3 นวมินทร์ คู้บอน เพชรเกษม ลาดพร้าว พหลโยธิน สายไหม รัชดาภิเษก รวมถึงพื้นที่ในนนทบุรีและสมุทรปราการ โดยแต่ละจุดมีช่วงเวลางดจ่ายไฟแตกต่างกัน ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่าย จึงควรตรวจสอบพิกัดก่อนออกจากบ้านหรือวางแผนใช้ไฟฟ้าในวันดังกล่าว

    5. โซเชียลเดือด! “เนเน่ รอยัล” สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ AGT 2026
    กระแสบนโลกออนไลน์ยังคงพูดถึง “เนเน่ รอยัล” ศิลปินสาวไทยวัย 16 ปี หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็น คนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026

    หลังประกาศผลการแข่งขัน กระแสแสดงความยินดีจากแฟนๆ และคนไทยในสหรัฐฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เนเน่เปิดเผยความตั้งใจเกี่ยวกับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ และการเดินหน้าสานฝันด้านดนตรีต่อไป

    ทั้งหมดนี้คือ 5 ประเด็นข่าวเด่นประจำวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หาดใหญ่ ทิศทางเศรษฐกิจโลก ภารกิจไทยบนเวที UNGA81 ข่าวไฟดับในพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล ไปจนถึงกระแส “เนเน่ รอยัล” ที่ยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/324187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S1qfsgRfr-Ta6KmRPncBa

  • นายกฯ ถึงลอนดอน ลุยโรดโชว์หารือการเงิน-การบิน-อุตสาหกรรมอังกฤษ

    นายกฯ ถึงลอนดอน ลุยโรดโชว์หารือการเงิน-การบิน-อุตสาหกรรมอังกฤษ

    วันนี้ (25 ก.ย.2569) เวลา 09.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะทำงานระดับสูง เดินทางถึงกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการ

    นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ จะเริ่มต้นภารกิจโรดโชว์ทันที โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของสหราชอาณาจักร ทั้งด้านการลงทุน การเงิน การบิน และการท่องเที่ยว ตบเท้าเข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือ โดยประเดิมด้วยการประชุมร่วมกับบุคคลสำคัญ 5 ท่าน ได้แก่

    1. แม็ต เวสเทิร์น ผู้แทนการค้าสหราชอาณาจักรที่ดูแลประเทศไทย
    2. มาร์ก กุดดิง อธิบดีกรมยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์กับเอเชีย-แปซิฟิก
    3. แมทธิว เดวีส์ อธิบดีกรมยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการค้า
    4. เดวิด โทมัส อัครราชทูตสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย
    5. รูเพิร์ต กู๊ดแมน ประธานสภาธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร

    หลังจากเสร็จสิ้นการหารือช่วงแรก นายกฯ มีกำหนดการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองช่วงบ่าย (Afternoon Reception) ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนของสหราชอาณาจักร

    งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่นายอนุทินจะใช้สื่อสารและชูนโยบายความพร้อมของประเทศไทย โชว์ศักยภาพความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดประตูส่งเสริมโอกาสในการเชื่อมโยงทางธุรกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    นัดถก 3 ยักษ์ใหญ่โลก UBS – Virgin Atlantic – Rolls-Royce

    ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างของภารกิจครั้งนี้ นายกฯ จะร่วมหารือในรูปแบบภาครัฐ-เอกชน (Public-Private Dialogue) กับผู้บริหารระดับสูงจาก 3 บิ๊กองค์กรระดับโลก ประกอบด้วย

    1. บริษัท UBS Group AG สถาบันทางการเงินชั้นนำ
    2. สายการบิน Virgin Atlantic
    3. บริษัท Rolls-Royce ผู้ผลิตเครื่องยนต์และอุตสาหกรรมการบินยักษ์ใหญ่

    เพื่อขยายความร่วมมือทางการเงิน การบิน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโอกาสของไทยออกสู่สายตาชาวโลก เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    อ่านข่าว :

    “บิว ภูริพล” คว้าเหรียญทอง วิ่ง 100 เมตรเอเชียนเกมส์ 2026 สถิติ 9.90 วินาที

    สรุปเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 วันที่ 25 ก.ย.69 จีน 97 ทอง, ไทย 6 ทอง

    กรมประมงลุยเขื่อนลำปาว เตรียมตรวจ DNA น้ำ ตามรอย “ปลาหมอคางดำ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n8tGXh61PuWkiHnkzke5C

  • การเคหะฯ เดินหน้า 125 โครงการทั่วประเทศ ปั้นทักษะสู่รายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก – สยามรัฐ

    การเคหะฯ เดินหน้า 125 โครงการทั่วประเทศ ปั้นทักษะสู่รายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก – สยามรัฐ

    การเคหะแห่งชาติยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เดินหน้าพัฒนาทักษะอาชีพ 125 โครงการทั่วประเทศ เชื่อมโยงการฝึกอบรมสู่การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และการมีเครื่องมือประกอบอาชีพ พร้อมขับเคลื่อน 35 ชุมชน ภายใต้โครงการ Smart Sustainable Community ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยต้องเดินควบคู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพมาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยสามารถนำความรู้ไปต่อยอดประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย และพึ่งพาตนเองได้

    แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการจัดฝึกอบรม แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับศักยภาพของคนและบริบทของแต่ละชุมชน รวมถึงโอกาสทางการตลาด เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การขายสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ผ่าน TikTok Facebook และตลาดนัดชุมชน การทำขนมและเบเกอรี่ การแปรรูปอาหาร การทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ การผลิตน้ำยาทำความสะอาด ไปจนถึงงานหัตถกรรม งานจักสาน งานตัดเย็บ และทักษะงานช่าง ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

    ในปี 2569 การเคหะแห่งชาติต่อยอดแนวทางดังกล่าวสู่การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชน จำนวน 125 โครงการทั่วประเทศ ภายใต้งบประมาณตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ขณะเดียวกันการเคหะแห่งชาติยังขยายการพัฒนาจากระดับบุคคลไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ผ่านโครงการยกระดับชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Smart Sustainable Community) ปี 2569 ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 35 ชุมชน ปัจจุบันดำเนินการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน โดยมุ่งส่งเสริมให้แต่ละชุมชนค้นหาศักยภาพของตนเอง เชื่อมโยงคน อาชีพ สินค้า และตลาด เพื่อให้เกิดกิจกรรมและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในพื้นที่มากขึ้น

    นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมการจัดหางาน เพื่อเชื่อมการพัฒนาทักษะเข้ากับโอกาสในการประกอบอาชีพ รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นทำงานหรือสร้างรายได้ ความร่วมมือดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ การพัฒนาทักษะด้านสตรีทฟู้ดให้แก่ผู้อยู่อาศัยในชุมชนการเคหะแห่งชาติดินแดงและห้วยขวาง การฝึกตัดเย็บผลิตภัณฑ์จากผ้าในจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนการพัฒนาทักษะช่างซ่อมไฟฟ้าและช่างอเนกประสงค์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนอกจากการเสริมทักษะแล้ว ยังมีการสนับสนุนอุปกรณ์และ “ชุดเครื่องมือทำมาหากิน” จำนวน 5 รุ่น ได้แก่ โครงการในจังหวัดสมุทรปราการ 2 รุ่น นครศรีธรรมราช 1 รุ่น และดินแดง ห้วยขวาง 2 รุ่น เพื่อช่วยให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดประกอบอาชีพได้จริง

    ผลการประเมินภายหลังการอบรมรอบที่ 2 สะท้อนผลลัพธ์ในทิศทางที่ชัดเจน โดยพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมากกว่าร้อยละ 70 มีแนวโน้มเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย จากการนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประกอบอาชีพหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะอาชีพสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายสำคัญของการเคหะแห่งชาติ คือ การทำให้การพัฒนาอาชีพไม่สิ้นสุดเมื่อจบหลักสูตร เกิดการพัฒนา “มีทักษะ” สู่ “มีเครื่องมือ มีอาชีพ และมีรายได้” พร้อมพัฒนาเครือข่ายทางเศรษฐกิจภายในชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถสร้างโอกาสและพึ่งพากันเองได้มากขึ้น

    “การมีบ้านที่มั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต แต่การทำให้คนสามารถสร้างรายได้ ดูแลครอบครัว และพึ่งพาตนเองได้ จะทำให้ความมั่นคงนั้นเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน การพัฒนาทักษะอาชีพจึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรม แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนสามารถนำศักยภาพของตนเองไปสร้างอาชีพและรายได้ เมื่อคนในชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจในชุมชนก็จะเข้มแข็ง และนำไปสู่ชุมชนที่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง”

    นายทวีพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า การเคหะแห่งชาติจะติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำผลที่เกิดขึ้นมาพัฒนารูปแบบการส่งเสริมอาชีพให้ตอบโจทย์แต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ชุมชนที่อยู่อาศัยเป็นมากกว่า “พื้นที่ของบ้าน” แต่เป็น “พื้นที่ของโอกาส” ที่ประชาชนสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับภารกิจของการเคหะแห่งชาติในการ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/business/324059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_M3VE-P7ZyNcObb70W_WV

  • ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    นางสาวปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก ทีเส็บ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการส่งเสริมศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่อีอีซี (EEC) เข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ (EEC MICE Product Premium)

    ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยการใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการชุมชน ผู้ให้บริการ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้จัดงานและเมืองเจ้าภาพ ซึ่งทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก 

    และเป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่ชุมชนได้จริง ผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การจัดงานในประเทศไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 อุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ EEC สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในช่วงสามไตรมาสแรกได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท 

    “ตลาดของที่ระลึกสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดนักเดินทางชาวไทยประมาณ 1,700 ล้านบาท และนักเดินทางต่างชาติประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าชุมชนไทยยังมีโอกาสอีกมากในการก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ ความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และสถาบันอาหารในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสามารถเดินคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น แต่คือ ผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในตลาดใหม่”

    ต่อยอดผ่าน 4 แนวทาง

    ทีเส็บมุ่งต่อยอดโครงการผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย 

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    • ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่ตลาดไมซ์ ด้วยการพัฒนามาตรฐาน การออกแบบ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง 
    • เชื่อมโยงเมืองไมซ์กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้ทุกเมืองใช้วัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นจุดแข็งในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง 
    • ผลักดันความยั่งยืนให้เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของผู้จัดงานจากทั่วโลก 
    • สร้างความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพราะความสำเร็จที่แท้จริงเกิดจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และชุมชน

    นางสาวอรุณี อุสาหะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจผู้ประกอบการ สถาบันอาหาร กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้พร้อมเข้าสู่ตลาดไมซ์ โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ EEC เข้าร่วมจำนวน 40 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 17 ราย กลุ่มสิ่งทอ 9 ราย กลุ่มงานคราฟต์และหัตถกรรม 10 ราย และกลุ่มสมุนไพรและสุขภาพ 4 ราย

    การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแบ่งเป็น 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1.การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ EEC MICE Product Premium ,2.การประกวดแนวคิดผลิตภัณฑ์ EEC MICE Product Premium Award ,3การจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม กับผู้ซื้อในอุตสาหกรรมไมซ์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเกิดการเจรจามากกว่า 200 คู่ธุรกิจ ประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันทีไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fnNEsDVrU-QoOc4M04sYP

  • เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เตือนไทยรับมือวิกฤติ ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง | เดลินิวส์

    เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เตือนไทยรับมือวิกฤติ ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง | เดลินิวส์

    จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” สัญญาณเตือนภัยที่อาจรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งความแปรปรวนของฝน ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และผลกระทบต่อภาคเกษตร แหล่งน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และเศรษฐกิจ โดยไทม์ไลน์แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ไปจนถึงระยะที่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด

    ปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะรูปแบบฝนและอุณหภูมิ ซึ่งความกังวลไม่ได้อยู่เพียงช่วงที่อากาศร้อนหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น แต่คือการที่ผลกระทบอาจค่อย ๆ สะสมต่อเนื่อง หากไม่มีการบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะแรก

    ข้อมูลในภาพสรุปไทม์ไลน์สถานการณ์เป็น 4 ระยะ จากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุดของความรุนแรง ดังนี้

    ระยะที่ 1 มิถุนายน–กรกฎาคม 69 ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ในระยะแรก สภาพอากาศโดยรวมยังอาจอยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติ แต่เริ่มมีสัญญาณความแปรปรวนมากขึ้น โดยบางช่วงอาจเกิดอากาศร้อนหรือฝนตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    ระยะที่ 2  สิงหาคม–ตุลาคม 69 ความรุนแรงระดับ 2 เข้าสู่ช่วงที่ฝนเริ่มทิ้งช่วงและมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ขณะเดียวกันอุณหภูมิน้ำทะเลในบางพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาคการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ลดลง รวมถึงโอกาสเกิดสภาพอากาศร้อนและภัยแล้งในบางพื้นที่ หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น

    ระยะที่ 3 พฤศจิกายน 69–มกราคม 70 เข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จุดสูงสุดของปรากฏการณ์ ระยะนี้ถือเป็นช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลในภาพระบุว่าเป็นช่วงเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยอุณหภูมิของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงกว่าปกติ ขณะที่ปริมาณฝนอาจลดลงมากขึ้น ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อ ความแห้งแล้ง การขาดแคลนน้ำ และผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศและภาคเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำ

    ระยะที่ 4  กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 70 ความรุนแรงเริ่มผ่อนลง แต่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด แม้ความรุนแรงของปรากฏการณ์จะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบที่สะสมมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้อาจยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำและความเสียหายต่อภาคเกษตร

    อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความร้อนจัด โดยภาพเตือนว่าอุณหภูมิความรู้สึกอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 50 องศาเซลเซียสในบางสถานการณ์ ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน การใช้พลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    นอกจากผลกระทบบนบกแล้ว ระบบนิเวศทางทะเลยังเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาวะน้ำทะเลร้อนจัด ซึ่งอาจกระทบต่อ ปะการัง หญ้าทะเล การทำประมง และระบบนิเวศชายฝั่ง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล

    สาระสำคัญจากไทม์ไลน์ดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ว่าอากาศจะร้อนหรือฝนจะน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ต้องมองเป็น ห่วงโซ่ผลกระทบ ตั้งแต่สภาพอากาศ → น้ำ → เกษตรกรรม → ทรัพยากรธรรมชาติ → ระบบนิเวศ → เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรจำเป็นต้องวางแผนเรื่องน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการสำรองน้ำ การปรับแผนการเพาะปลูก และการเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ

    บทเรียนสำคัญของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือ วิกฤติอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง หากรอให้ผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ไข อาจสายเกินไป ดังนั้นการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6219361/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bzlz4XEqNNaK0WrUYY4zr

  • เต็ดตรา แพ้ค ต้อนรับคณะ SET ESG Experts Pool  เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า กรุงเทพฯ  แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

    เต็ดตรา แพ้ค ต้อนรับคณะ SET ESG Experts Pool เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า กรุงเทพฯ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

    เต็ดตรา แพ้ค บริษัทผู้นำด้านโซลูชันกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารระดับโลก ให้การต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญจาก SET ESG Experts Pool ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าเต็ดตรา แพ้ค กรุงเทพฯ (CIC Bangkok) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) ณ อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์

    SET ESG Experts Pool เครือข่ายบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ที่จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากบริษัทจดทะเบียนไทย สถาบันการเงิน และองค์กรต่าง ๆ โดยเครือข่ายมีบทบาทในการส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงปฏิบัติจากภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย

    การเยี่ยมชมศูนย์ CIC Bangkok ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนแนวทางที่ภาคธุรกิจสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบและนโยบายด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (PPWR) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้แนวทางการทำงานของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค ซึ่งผสานเทคโนโลยี ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนความรู้กับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม รวมถึงแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างผลดำเนินทางธุรกิจ ความต้องการของผู้บริโภค และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์

    CIC Bangkok เป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจผู้บริโภค การพัฒนาแนวคิดด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบและขยายการผลิตในเชิงพาณิชย์ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเต็ดตรา แพ้คในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสนับสนุนการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนขึ้น

    สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์ CIC Bangkok ติดตามได้ ที่เว็บไซต์เต็ดตรา แพ้ค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/115956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BFNRBCjbEkWpQmDumD60K