Blog

  • ภัยพิบัติซ้ำเติมคนจน ดึงติดบ่วง วัฏจักรความยากจน

    ภัยพิบัติซ้ำเติมคนจน ดึงติดบ่วง วัฏจักรความยากจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L7nMs6491P406KKBWVZyq

  • กรมการค้าต่างประเทศเร่งหารือสองยานยนต์ยักษ์ใหญ่ในจีน เพิ่มการลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนรถ EV ในไทย ตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมพร้อมให้ไทยก้าวสู่ HUB การผลิตรถ EV ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    กรมการค้าต่างประเทศเร่งหารือสองยานยนต์ยักษ์ใหญ่ในจีน เพิ่มการลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนรถ EV ในไทย ตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมพร้อมให้ไทยก้าวสู่ HUB การผลิตรถ EV ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (นางชนินทร หริ่มเจริญ) พร้อมด้วยคณะผู้แทนกรมฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และมหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงวันที่ 21 – 24 กันยายน 2569 เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับ Great Wall Motor Co., Ltd. (GWM) และ SAIC Motor Co., Ltd. สองผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในจีน ตลอดจนโอกาสการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และแนวทางการลดอุปสรรคทางการค้าในตลาดเป้าหมาย

    นางอารดาฯ กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างใกล้ชิด และจีนเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ผลิตรถ EV ในภูมิภาค โดยการเดินทางไปจีนในครั้งนี้กรมฯ ได้ชื่นชมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญด้านการผลิตที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และขอบคุณบริษัทฯ ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยและสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต และได้เชิญชวนทั้งสองบริษัทขยายการลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนวัตถุดิบหลักที่เป็นหัวใจในการผลิตรถ EV อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัจฉริยะ การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการออกแบบ เป็นต้น ซึ่งกรมฯ แสดงความพร้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีศักยภาพและมีการผลิตในระดับมาตรฐานสากล เพื่อนำพาไปสู่การค้าที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกมองเป็นทางผ่านสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม

    นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ในการสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศให้เข้าใจถึงความสำคัญด้านถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงตลาดประเทศของคู่ค้า ดังนั้น หากนักลงทุนให้ความร่วมมือในการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) จะทำให้มีการเชื่อมโยงพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศร่วมกัน (Win-Win Co-Creation) นำไปสู่การเติบโตพร้อมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการค้า World Trade Atlas พบว่า ในปี 2568 ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มูลค่า 478.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มูลค่า 266.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1058621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lZc1ZvpfU4_uTGreyX411

  • เปิดงาน “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์” รวม 70 บูธ OTOP ดันเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    เปิดงาน “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์” รวม 70 บูธ OTOP ดันเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการส่งเสริมช่องทางการตลาดและแสดงสินค้าของดีจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ธีม “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี” ตามโครงการพัฒนายกระดับสินค้าและบริการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีนายพิชัย มณีลาภ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน โดยนายวิทศักดิ์กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP ได้พัฒนาศักยภาพ เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกรมการพัฒนาชุมชน โดยมุ่งส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ควบคู่กับการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผ่านการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า และขยายช่องทางการตลาด รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลและการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ด้านนายพิชัย มณีลาภ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงทางธุรกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายในงานมีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึงชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า จำนวน 70 ราย/บูธ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และของดีจากชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    สำหรับกิจกรรม “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น. ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมชม ชิม ช้อป สินค้าของดีจากชุมชน พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดการจัดงาน จังหวัดสุราษฎร์ธานีขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าของผู้ประกอบการ OTOP เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมรายได้ และขับเคลื่อน “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1701738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rd1U_imbV_TZM4BDWf4gi

  • กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนก.ค. หดตัว 1.4% หลังภาคค้าปลีก-การผลิตชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนก.ค. หดตัว 1.4% หลังภาคค้าปลีก-การผลิตชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอาร์เจนตินา (INDEC) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในเดือนก.ค. ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. ที่มีการขยายตัว 2.7%

    ดัชนีประมาณการกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายเดือน (EMAE) ซึ่งเก็บข้อมูลภาคเศรษฐกิจรวม 15 ภาคส่วน ระบุว่า มี 8 ภาคส่วนที่การเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยภาคการค้าส่ง การค้าปลีก และบริการซ่อมแซม ซึ่งลดลง 5.1% และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งลดลง 4.6%

    ส่วนอีก 7 ภาคส่วนที่เหลือขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. นำโดยภาคการประมง ซึ่งเพิ่มขึ้น 425.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภาคการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.4%

    ทั้งนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2570 ได้ปรับลดรายจ่ายภาครัฐลงอย่างมากเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ พร้อมกับดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริโภค และภาคการก่อสร้าง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/654370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TctTklG1j9zlzZqRoUjba

  • SCGC ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารธุรกิจต่อเนื่อง | เดลินิวส์

    SCGC ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารธุรกิจต่อเนื่อง | เดลินิวส์

    เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC และ 12 บริษัทในกลุ่มธุรกิจ SCGC ได้ผ่านมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก. 9999 โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมอก. 9999 เป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมในการบริหารและการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและประสิทธิภาพ ความเสี่ยง สังคม สิ่งแวดล้อม และเสริมภูมิคุ้มกันให้องค์กร พร้อมทั้งรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน โดยมี นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI เป็นผู้มอบประกาศนียบัตรรับรอง และนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC พร้อมทั้งกรรมการผู้จัดการทั้ง 12 บริษัท เป็นผู้รับมอบ

    มอก.9999 หรือมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ผ่านหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 จะสามารถรู้เท่าทัน เตรียมพร้อม ปรับตัว และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในโลกที่มีความเสี่ยงและมีความผันผวนมากขึ้น การมี “ภูมิคุ้มกัน” จะทำให้องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน มองเห็นโอกาสใหม่ และเดินหน้าธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อนำมาใช้ในการบริหารธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงการหยุดเติบโตหรือไม่ต้องแข่งขัน แต่คือการเติบโตอย่างมีเหตุผล รอบคอบ และมีภูมิคุ้มกัน หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการโดยประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รู้ศักยภาพของตนเอง มองเห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพื่อให้องค์กรเดินหน้าอย่างรอบคอบ เท่าทันสถานการณ์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างมั่นคง”

    “ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การไม่ปรับตัวนับเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจเช่นกัน SCGC จึงให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการวางแผนและตัดสินใจ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ เพื่อให้องค์กรรู้เท่าทันทั้งโอกาสและความเสี่ยง ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมเติบโตอย่างสมดุล มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายศักดิ์ชัยกล่าวเสริม

    โดยบริษัทที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 ในครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัททีพีซี เพสต์ เรซิน จำกัด บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัทมาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริษัทระยอง เทอร์มินัล จำกัด บริษัทระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด บริษัทเร็ปโก เมนเทนแนนซ์ จำกัด บริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด บริษัทระยองไปป์ไลน์ จำกัด บริษัทนวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6220449/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00dFY8HNOu20LCXGqC3W2u

  • “สันติธาร” ชี้ไทยเข้า OECD ยกเครื่องกติกา ชูคุณภาพแทนแข่งลดภาษี

    “สันติธาร” ชี้ไทยเข้า OECD ยกเครื่องกติกา ชูคุณภาพแทนแข่งลดภาษี

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในบทสัมภาษณ์พิเศษ ว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นวาระระดับประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสปฏิรูปกฎกติกาและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย

    ทั้งนี้ การเข้า OECD เปรียบเสมือนประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ การวางแผนกลยุทธ์ และการจัดการองค์กรในระดับสากล โดยไทยจะเริ่มพัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ได้รับการรับรอง

    ขณะเดียวกัน กติกาภาษีโลกยุคใหม่ภายใต้กรอบ OECD ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันลดภาษี มาเป็นการแข่งขันด้วยคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนามักเสียเปรียบและถูกกดดันจากทุนข้ามชาติให้ลดหย่อนภาษีลงอย่างต่อเนื่อง

    ดร.สันติธารกล่าวว่า กติกาดังกล่าวจะเป็น “หลังพิง” ให้ภาครัฐในการกำหนดนโยบายภาษีตามเกณฑ์สากล ขณะที่ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การลดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพได้

    “สิ่งที่กลุ่มทุนระดับโลกต้องการอย่างแท้จริง คือ กฎหมายที่โปร่งใส แรงงานที่มีทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม เพื่อร่วมสร้างการเติบโตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศระยะยาว” ดร.สันติธาร กล่าว

    สำหรับศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นพื้นที่เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ “Trusted Connector” ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงได้คล่องตัว และแรงงานฝีมือที่สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นฐานการผลิตระดับโลก

    ส่วนจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ คุณภาพของกฎหมายและกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน หากไทยปรับปรุงให้ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD จะช่วยลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการจูงใจทางภาษีเช่นในอดีต

    ในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การปรับตัวสู่มาตรฐานสากลจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับกลุ่มทุนสีเทา และช่วยรับมือสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน โดย OECD มีความยืดหยุ่นและคำนึงถึงข้อจำกัดของ SMEs

    ผู้ประกอบการรายย่อยยังมีโอกาสเข้าถึงระบบการเงินที่มีคุณภาพและโปร่งใสมากขึ้น ได้รับความคุ้มครองจากการเอารัดเอาเปรียบ และมีเครื่องมือปรับตัวเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

    สำหรับประชาชนทั่วไป การยกระดับสู่มาตรฐาน OECD จะส่งผลเชิงบวกใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพภาครัฐ การติดต่อขอใบอนุญาตต่าง ๆ จะโปร่งใส สะดวก และรวดเร็วขึ้น พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล 2. คุณภาพการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาทักษะเดิม (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI

    และ 3. โอกาสการมีงานทำและอำนาจต่อรองในการจ้างงาน จากการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติชั้นนำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเพิ่มจำนวนนายจ้างที่มีคุณภาพและช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นเครื่องหมายสร้างความเชื่อมั่น หรือ “OECD Stamp” ให้คนไทยและธุรกิจไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/866504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iij2FEYQN_HDW4hmaNX-S

  • เศรษฐกิจตึง คนควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากเทรนด์ผู้ประกอบการ ต่อยอดธุรกิจ ในยุคสินเชื่อปล่อยยาก

    เศรษฐกิจตึง คนควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากเทรนด์ผู้ประกอบการ ต่อยอดธุรกิจ ในยุคสินเชื่อปล่อยยาก

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความตึงตัว ทำให้ผู้คนและธุรกิจพากันควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากดีมานด์ผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเป็นหลัก

    ชลารัตน์ พินิจเบญจพล Executive Chairman บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KIV) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เงินให้ใจ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน แต่ความต้องการใช้เงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพ เสริมสภาพคล่อง และสร้างโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบอาชีพยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากพอร์ตสินเชื่อของเงินให้ใจที่ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 23,900 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2569 เติบโตขึ้น 8.8% จากเดือนธันวาคม 2568

    ชลารัตน์ยังกล่าวว่า ‘เงินให้ใจ’ จะรักษาทิศทางการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) ทั้งปี 2569 นี้อาจแตะระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หรือราว 10% ต้นๆ ซึ่งนับเป็นอัตราสูงกว่าตลาดในภาพรวมซึ่งปัจจุบันขยายตัวราว 4-5% เท่านั้น

    “เรามองว่าสินเชื่อรถแลกเงินมีโอกาสเติบโตเยอะ แต่คนปล่อยอาจจะไม่ได้เยอะมาก เห็นได้จากช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ สินเชื่อรถแลกเงินโตเป็นเลขสองหลัก (Double Digit) แต่ปัจจุบัน ภาพรวมตลาดอยู่ราว 4-5% เท่านั้น”

    รถยนต์และกราฟแสดงการเติบโต สื่อถึงสินเชื่อรถแลกเงินเพื่อธุรกิจ 1

    นอกจากนี้ ท่ามกลางการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ชลารัตน์เปิดเผยว่าหนี้เสีย (NPL) ของบริษัทอยู่ระดับราว 2% เท่านั้น และยังกำหนดเป้าหมายหนี้เสียทั้งปีนี้ไม่ให้เกิน 2 5%

    อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยความท้าทายของอุตสาหกรรมภาพรวม ได้แก่ ภาระหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับ และ ความสามารถในการชำระหนี้ยังมีความเสี่ยง เป็นการสร้างความกังวลให้ผู้ปล่อยกู้ในแง่ของคุณภาพหนี้

    รวมไปถึงความผันผวนของราคารถยนต์มือสอง จากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูก ส่งผลกระทบต่อราคารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเดิม ทำให้ราคารถยนต์มือสองในตลาดเกิดความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มที่น่ากังวลด้านความสามารถในการชำระหนี้ ได้แก่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไปจนถึงกลุ่มที่นำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ และการกู้เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายบริโภค หรือใช้เงินแบบไม่มีแผนงานต่อยอดธุรกิจที่ชัดเจน

    ‘เงินให้ใจ’ เปิดข้อมูลรถ 45 ล้านคันในไทย ชี้นำมากู้อยู่แค่หยิบมือ

    อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ‘เงินให้ใจ’ ยังมองเห็นช่องโหว่และโอกาสอีกมากในอุตสาหกรรมการเงินไทยที่ยังคงมีกลุ่มผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินยากอยู่ ท่ามกลางภาวะที่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินชะลอตัว

    ชลารัตน์กล่าว “ในภาคการเงินยังคงมีกลุ่มผู้ที่เข้าถึงบริการทางการเงินหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากอยู่ (Underserved) จึงนับเป็นภารกิจระดับชาติที่ทุกสถาบันการเงินต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากกลุ่ม Underserved ถือเป็นอีกกลุ่มที่ขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อย และ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามองว่า จริงๆ ยังมีโอกาส (Opportunity) อีกเยอะ”

    โดยเฉพาะในตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน เนื่องจากตามข้อมูลของเงินให้ใจพบว่า ในประเทศไทยมีรถยนต์อยู่ราว 45 ล้านคัน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นรถที่อายุไม่เยอะ โดยรถที่มีอายุไม่ถึง 10 ปีมีอยู่มากกว่า 20 ล้านคัน และมีการกู้อยู่แค่ 2-3 ล้านคันเท่านั้น

    ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าว ‘เงินให้ใจ’ จึงเห็นว่ายังมี ‘ช่องโหว่’ และ ‘โอกาส’ อยู่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่อยากแปลงสินทรัพย์เป็นเงินทุนเพื่อขยายกิจการและเติบโต

    พลิกมุมมองสินเชื่อรถแลกเงิน ชี้ลูกค้ากว่า 80% คือผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่กู้ฉุกเฉิน

    ชลารัตน์กล่าวต่อว่า “บางคนอาจจะมองว่า ‘รถแลกเงิน’ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ต้องการ ‘เงินด่วน’ มากๆ หรือเดือดร้อนจริงๆ อยากให้เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เพราะเราก็เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกหลายกลุ่มมาก ทั้งลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่ได้อยากได้เงินฉุกเฉินอย่างเดียว แต่อยากกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ หลังจากในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อยากขึ้น ‘รถแลกเงิน’ จึงเป็นอีกทางเลือก”

    ‘เงินให้ใจ’ ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้า 80-90% เป็นผู้ประกอบการที่เข้ามาพร้อมแผนการใช้เงินต่อยอดเงินธุรกิจ ขณะที่อีก 10% จะเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อเนื่องจากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการเงินทุน

    โดยผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของ ‘เงินให้ใจ’ มีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ เริ่มตั้งแต่ผู้ประกอบการที่มีรถกระบะ 1 คัน ไปจนถึงรายที่มีรถบรรทุกแบบ 10 คัน เป็นต้น

    รถยนต์และกราฟแสดงการเติบโต สื่อถึงสินเชื่อรถแลกเงินเพื่อธุรกิจ 2

    เศรษฐกิจตึง ดัน ‘สินเชื่อรถแลกเงิน’ เปิดมุมมองภาพรวมตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

    ชลารัตน์กล่าวต่อว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘ตึงสำหรับทุกคน’ ทำให้ความต้องการสินเชื่อในตลาดภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังปล่อยยากอยู่ เนื่องจากภาระหนี้สินครัวเรือนภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์มองว่า สินเชื่อ ‘รถแลกเงิน’ ยีงมีโอกาสมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากให้ความคล่องตัวใกล้เคียงกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่มีจุดแข็งคือ มีรถยนต์เข้ามาเป็น ‘หลักประกัน’ ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ปล่อยกู้ได้

    นอกจากนี้ ลักษณะของผู้มีรถยนต์ (Character) ยังสะท้อนว่าเป็นผู้มีวินัยทางการเงินในอดีต เช่น จากการที่ลูกค้าผ่อนชำระรถยนต์จนได้เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีความหวงแหนทรัพย์สิน เหตุรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินสร้างรายได้ ลูกค้าจึงมีความตั้งใจและหวงแหนที่จะชำระหนี้เพื่อรักษารถไว้

    “มองว่าปัจจุบันตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน ‘ใหญ่มาก’ เนื่องจากมีลูกค้าที่มีรถตั้ง 45 ล้านคันในปัจจุบัน แต่กู้อยู่แค่ 2 ล้านคันเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์จึงอยู่ที่ว่า ใครเลือกลูกค้าได้ถูกต้อง ใครให้ราคาลูกค้าได้เหมาะสม ให้ลูกค้าอยู่ได้ แล้วก็ทำธุรกิจเพื่อนำเงินกลับมาชำระได้ ใครได้ลูกค้าดีกว่า ก็น่าจะโตกว่า”

    เปิดแผนการขยายธุรกิจของ ‘เงินให้ใจ’ ในระยะต่อไป

    ชลารันต์ยังกล่าวว่า ในระยะต่อไป ‘เงินให้ใจ’ ยังต้องการเพิ่มช่องทางของตัวเองมากขึ้น โดยมีการวางแผนเปิดสาขาของเงินให้ใจเอง ผสมกับช่องทางออนไลน์ จากเดิมที่เน้นเสนอขายผ่านเครือข่ายสาขาของธนาคารกสิกรไทยเป็นหลัก เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงลูกค้ายุคใหม่ ควบคู่กับการให้พนักงานเข้าไปพูดคุยและดูแล เนื่องจากสินเชื่อยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการการบริการและทำความเข้าใจรายบุคคล

    นอกจากนี้ ยังวางแผนการขยายกลุ่มเป้าหมาย ขยายขอบเขตประเภทรถ ผ่านการพิจารณาขยายการรับจำนำหรือโอนเล่มไปยังกลุ่มรถที่ผู้ให้บริการรายอื่นอาจจะไม่ค่อยรับ เช่น รถเก่า

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ‘เงินให้ใจ’ ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ธุรกิจปี 2569 เปิดสาขาเงินให้ใจรูปแบบสแตนด์อโลนเป็นครั้งแรก นำร่อง 2 สาขาหลักไตรมาสแรกปี 2569 “บางบัวทองและลาดกระบัง” และขยายเป็น 250 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ป่าล้อมเมือง”

    ชลารันต์ยังทิ้งท้ายว่า ‘เงินให้ใจ’ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในเชิงปริมาณ (Volume) หรือตัวเลขส่วนแบ่งตลาด (Market Share) แต่เน้นบริหารผลตอบแทนพร้อมๆ กับคุมความเสี่ยง โดยเน้นขยายตัวในกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรได้จริงและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี แทนการเน้นเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

    สำหรับบริษัท เงินให้ใจ จำกัดก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 และถือหุ้น 100% โดยบริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด บริษัทโฮลดิ้งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (จำนำเล่มทะเบียนรถ) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (โอนเล่มทะเบียนรถ) เป็นหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ngen-hai-jai-car-loan-growth-entrepreneurs/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W13yDFKJj2ibaVFPK0FnR

  • ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569) กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกและสร้างพันธมิตรการค้า ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 

    พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

    ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้นำมาสู่การขับเคลื่อนแนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” เพื่อยกระดับขององค์กรครั้งใหญ่ ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดภารกิจเดิมจากการเป็นเพียงหน่วยจัดเก็บภาษี สู่การเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

    ผ่าน 3 บทบาทสำคัญ ได้แก่ 1) REVENUE COLLECTOR (ผู้จัดเก็บรายได้รัฐ) สร้างกลไกการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม 2) SOCIAL PROTECTOR (ผู้ปกป้องสังคม) คุ้มครองความปลอดภัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ และ 3) TRADE ENABLER (ผู้ส่งเสริมการค้า) ใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS  

    ด้านจัดเก็บรายได้ REVENUE COLLECTOR ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569 การค้าระหว่างประเทศของไทยมีมูลค่ากว่า 24 ล้านล้านบาท โดยกรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 เป็นรายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1,358 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.2 และจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น รวม 518,883 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 55,666 ล้านบาท หรือร้อยละ 12

    โดยจัดเก็บแทนกรมสรรพากร 411,131 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 56,428 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 51,324 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นธรรม และช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    สำหรับบทบาทด้านการปกป้องสังคม หรือ SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้บังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมและตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจพบการกระทำความผิดกรณีหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร รวม 58,705 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,750 ล้านบาท โดยมีผลงานสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน และโคเคน รวม 282 คดี ปริมาณกว่า 1,221.14 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท ตลอดจนการตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 3,519 คดี จำนวนกว่า 94 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 530 ล้านบาท นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้เพิ่มบทลงโทษกรณีลักลอบส่งออกกัญชาและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เพื่อยับยั้งและป้องปรามการกระทำความผิด ตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจของกรมศุลกากรมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บรายได้ หากยังมีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการปกป้องประชาชน สังคม และความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    สำหรับบทบาทด้านการส่งเสริมการค้า หรือ TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองสินค้า ลดการเปิดตรวจในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ และมุ่งใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างตรงเป้าหมาย ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงระบบ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว ควบคู่กับการพัฒนาระบบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Delivery Order: e-D/O) และโครงการ Customs e-Invoicing Plus เพื่อลดขั้นตอนและภาระของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางรากฐานระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลของประเทศ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินพิธีการ พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรือที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางแม่น้ำที่บรรจุของขาออก (เรือเฉพาะเขต) ให้สามารถแวะรับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า รวมถึงการยกระดับการให้บริการระบบ Tariff e-Service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการศุลกากรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส อันเป็นการลดต้นทุนทางการค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    กรมศุลกากรเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเตรียมนำระบบ AI-Driven Risk Management มาใช้สนับสนุนการคัดกรองและตรวจสอบสินค้าให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจ ลดความจำเป็นในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่การยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กร เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง พร้อมเดินหน้าผลักดันการยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต
     
    นอกเหนือจากการดำเนินงานดังกล่าว กรมศุลกากรยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานและให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ การสนับสนุนข้อมูลในการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ให้สามารถสะท้อนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมยิ่งขึ้น

    การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเพื่อปิดช่องว่างและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในระยะยาว การปลดล๊อค ICD ลาดกระบังให้เป็นท่าส่งออกแบบเต็มรูปแบบ การสนับสนุนมาตรการศุลกากรสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปรับปรุงหลักเกณฑ์และบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผิดกฎหมายให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ปราบปราม และยับยั้งการกระทำความผิดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    กรมศุลกากรจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง ทั้งการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งสู่องค์กรศุลกากรแห่งอนาคตที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปกป้องสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิด “ศุลกากรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ใส่ใจสังคม THAI CUSTOMS : Driving the Economy, Protecting Society”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983847&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BCZnipYtsF6Q0voB5MIqr

  • ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก   | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    การพบกันครั้งสำคัญของสองมหาอำนาจโลก เป็นการหารือร่วมกันครั้งที่ 2 ในรอบปี โดยประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งจีนยกให้เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันภายในเวลาเพียง 6 เดือน

    สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการหารือครั้งนี้อย่างมาก สะท้อนจากการตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีผู้นำโลกเข้าร่วมเกือบ 130 ประเทศ แต่เลือกเดินทางไปพบหารือกับทรัมป์แทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/36161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h_UHKiNd7abrPAQIT0LMw

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.7% แตะ 94.61 ดอลลาร์ ดันดาวโจนส์ร่วง 161.61 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 25/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.7% แตะ 94.61 ดอลลาร์ ดันดาวโจนส์ร่วง 161.61 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 25/09/69 – สยามรัฐ

    ตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยวันที่ 25 กันยายน 2569 ยังคงมีการอัปเดตตามราคาประกาศของแต่ละสถานีบริการ

    ตลาดน้ำมันนิวยอร์กในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 ปรับตัวขึ้นแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.52 ดอลลาร์ หรือ 3.4% ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ในซาอุดีอาระเบีย โดยมีรายงานเกี่ยวกับเป้าหมายในจังหวัดตาอิฟ รวมถึงพื้นที่เมืองยันบูบริเวณชายฝั่งทะเลแดง

    ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 6 ลูก ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายในกรุงริยาดและโรงงานของบริษัท Saudi Aramco ในเมืองยันบู อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยังไม่มีการยืนยันความเสียหายหรือการโจมตีในกรุงริยาดตามคำกล่าวอ้างดังกล่าว

    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรายสำคัญของโลก

    ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในการซื้อขายวันที่ 24 กันยายน 2569

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด หรือ 0.31% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด หรือ 0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด หรือ 0.01%

    การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาดหุ้น เนื่องจากทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้นักลงทุนจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ลดช่วงบวกลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน หลังมีรายงานถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะหารือเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจะหยุดชะงักลงบางส่วน

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 25 กันยายน 2569 ข้อมูลอัปเดตจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่ประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ue6xD4XwyxyPlRrgIjJC9