Blog

  • สหประชาชาติคาดใช้งบฯฟื้นฟูฉนวนกาซาสูงกว่า 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สหประชาชาติคาดใช้งบฯฟื้นฟูฉนวนกาซาสูงกว่า 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    วันนี้, 05:50น.

              องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เผยแพร่รายงานในการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 73 ระบุว่าเศรษฐกิจของฉนวนกาซาเผชิญกับวิกฤตที่มีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คาดว่าการฟื้นฟูฉนวนกาซาจะต้องใช้งบประมาณ 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก

              รายงานระบุว่า ผลกระทบจากการยึดครองของอิสราเอลเป็นเวลา 59 ปีสร้างข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ ทำให้ผลิตภาพลดลง ความยากจนทวีความรุนแรงขึ้น และบังคับให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่หลังจากที่อิสราเอลเริ่มสงครามในเดือนตุลาคม 2566 ผลกระทบจากการยึดครองก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากปฏิบัติการทางทหารสร้างความเสียหายหรือทำลายสถานประกอบการทางเศรษฐกิจในฉนวนกาซาไปแล้วถึงร้อยละ 92 ประชากรวัยทำงานมากกว่าร้อยละ 90 ตกงาน รายได้จากแรงงานหายไปถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของฉนวนกาซาเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 212 ดอลลาร์สหรัฐ (0.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน) ซึ่งลดลงร้อยละ 83 นับตั้งแต่ปี 2565

              ภาคที่อยู่อาศัยเป็นส่วนที่ได้รับความเสียหายและต้องการการบูรณะมากที่สุดในฉนวนกาซา ขณะที่โรงพยาบาลและคลินิกมากกว่าครึ่งยังคงใช้งานไม่ได้ และพื้นที่เพาะปลูกเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1.5 มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิคจากนานาชาติในวงกว้างเพื่อฟื้นฟูภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การก่อสร้าง พลังงาน และเทคโนโลยี และเรียกร้องให้มีการโอนรายได้ของปาเลสไตน์ที่ถูกระงับไว้ การปกป้องระบบธนาคาร และการจัดสรรการสนับสนุนการฟื้นฟูให้สอดคล้องกับขนาดความเสียหายที่บันทึกไว้เป็นลำดับความสำคัญเร่งด่วน

    …

    #ฉนวนกาซา

    #สหประชาชาติ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIpcEzGi-BBXkRHbrrLCt

  • “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี – สยามรัฐ

    “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี – สยามรัฐ

    “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเสริมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานและต้นทุนการดำรงชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

    การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนจะช่วยสร้างแรงส่งต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และภาคบริการ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังมีความเปราะบาง

    การเติมกำลังซื้อในช่วงนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชน แต่ยังช่วยให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ หากยอดขายกลับมา จะช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และช่วยรักษาการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังมีความผันผวน

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนในระบบ และส่งผ่านจากภาคการบริโภคไปสู่ SMEs ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการเสริมโดยเชื่อมโยงการกระตุ้นการบริโภคกับสินค้าไทยและสินค้า SMEs ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ การจัดทำหมวดสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยและสร้างแรงส่งต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาขยายขอบเขตร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขายและทางเลือกให้ประชาชน โดยสำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมให้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้การขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทย และลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า

    ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน และรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน โดยหากมีการจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ก็จะช่วยส่งต่อเม็ดเงินจากมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทานไทยได้กว้างขึ้น

    นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี โดยต่อยอดรูปแบบ Easy E-Receipt และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อสินค้าไทย สินค้า SMEs และสินค้า OTOP ในพื้นที่ต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเสริมว่า นอกจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อแล้ว ภาครัฐควรนำมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมาแล้วกลับมาต่อยอด เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงานในช่วงนี้ เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงานและเห็นผลโดยตรงในบิลค่าไฟ การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ผ่านคูปองส่วนลด โดยเน้นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เป็นต้น

    นอกจากนี้ ควรเร่งขยายโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยพัฒนากลไกสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านเงินลงทุน เงื่อนไขสินเชื่อ และกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ควบคู่กับการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้กระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานทางเลือกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันต้นทุน เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการที่สามารถผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้

    #ไทยช่วยไทยพลัส #สอท #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บัตรคนจน #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #EasyEReceipt #ลดหย่อนภาษี #SMEsไทย #สินค้าไทย #สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ประหยัดพลังงาน #ลดค่าไฟ #SolarRooftop #ข่าววันนี้ #ข่าวสด #การเงินการลงทุน #เศรษฐกิจไทย #โซลาร์เซลล์ #OTOP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lE24fimTXb0uW4rsC8ivt

  • “สุชาติ” สรุปผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทย สู่ความถูกต้องตามกฎหมาย ยั่งยืน และเชื่อมโยงตลาดโลก

    “สุชาติ” สรุปผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทย สู่ความถูกต้องตามกฎหมาย ยั่งยืน และเชื่อมโยงตลาดโลก

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ระหว่างวันที่ 22–23 กันยายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เวที GLSTF 2026 เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมไม้โลก และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ให้มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Innovation and Transformation – Pursuing Avenues for Resilient and Sustainable Global Timber Industries”

    รมว.ทส. กล่าวว่า ผลจากการประชุมสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมไม้โลกที่ต้องให้ความสำคัญกับ “ไม้ถูกกฎหมาย ความยั่งยืน ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การปลูกไม้ การแปรรูป การค้า ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยที่ประชุมได้เผยแพร่ Action Framework 2026 for Promoting Legal and Sustainable Timber Supply Chains ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินงานครอบคลุมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับ ตลาด การเงินและการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ไม้ โดยมีการนำเสนอ Blockchain-based Timber Traceability System–Trading Platform (BTTS-TP) สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับและเชื่อมโยงการค้าไม้ รวมถึงการพัฒนา Global Timber Index (GTI) ให้มีดัชนีราคาผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านตลาดและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ตลอดจนการจัดตั้ง Global Timber Association Network (GTAN) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมไม้จากประเทศต่าง ๆ

    สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำองค์ความรู้และแนวทางจากเวที GLSTF 2026 มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ไม้ที่ปลูกสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้มีแหล่งที่มาที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างกฎกระทรวงและปรับปรุงบัญชีพันธุ์ไม้ตามกฎหมายว่าด้วยสวนป่าโดยเพิ่มชนิดพันธุ์ไม้ที่สามารถขึ้นทะเบียนสวนป่าจากเดิม 58 ชนิด เป็น 211 ชนิด เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมสามารถปลูก ตัด และซื้อขายไม้ได้อย่างถูกกฎหมายง่ายขึ้น นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังมีการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าของไม้ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงสายพันธุ์การจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไม้โครงสร้าง และพลังงานชีวภาพ มีการพัฒนาระบบรับรองไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย สนับสนุนการรับรองการจัดการไม้ตามมาตรฐานสากล และมีการจัดทำเกณฑ์และตัวชี้วัดการจัดการป่าไม้และป่าชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนระบบรับรองตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยสามารถตรวจสอบที่มาได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    แนวทางการขับเคลื่อนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของตลาด กลางน้ำส่งเสริมการแปรรูปและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าของไม้ ส่วนปลายน้ำมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาด และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร ชุมชน และภาคเอกชน

    ขณะเดียวกัน ทส. จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูล การตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการปลูก การใช้ประโยชน์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจ โดยยังคงรักษาหลักการสำคัญด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน

    “ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาไม้เศรษฐกิจให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลจึงมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ทส. จะเดินหน้าส่งเสริมไม้เศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับไม้และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

    รมว.ทส. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วม GLSTF 2026 ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสในการนำแนวคิด เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ มาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนา “ไม้เศรษฐกิจจากแหล่งปลูก สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและตลาดโลก” ให้เกิดขึ้นควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างรายได้ให้ประชาชน และการรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1058253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066IIqUX1ITS4uZu2Zh58W

  • ซินโครตรอน 3 GeV: เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยที่ EECi

    ซินโครตรอน 3 GeV: เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยที่ EECi

    ณ วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ภายในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ประเทศไทยกำลังเตรียมการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งที่สอง หรือ Siam Photon Source-II (SPS-II) โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงนี้จะทำหน้าที่เร่งอิเล็กตรอนให้มีความเร็วใกล้เคียงแสงในวงแหวนที่มีเส้นรอบวงกว่า 320 เมตร เพื่อผลิตแสงที่มีความละเอียดสูงจนสามารถส่องดูโครงสร้างของวัสดุได้ลึกถึงระดับอะตอม

    หากมองเพียงผิวเผิน นี่อาจดูเหมือนการอัปเกรดเครื่องมือวิจัยระดับประเทศ แต่รัฐบาลได้วางโจทย์ของโครงการนี้ให้มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่านั้น โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุผ่านช่องทางสื่อสารส่วนตัวว่า ซินโครตรอนต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือวิจัย แต่ต้องเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Growth Engine) ใหม่ของประเทศ

    สำหรับความคืบหน้า ณ ปลายเดือนกันยายน 2569 โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ก่อนจะมีการลงนามในสัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกรกฎาคม 2577

    ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางด้วยนวัตกรรม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. อธิบายถึงเหตุผลสำคัญในการลงทุนครั้งนี้ว่า ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงเกินกว่าจะแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือการผลิตเชิงปริมาณแบบเดิมได้ ทางออกที่ยั่งยืนคือการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ EECi ประเมินว่าเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่าปีละ 6,000 ล้านบาทเมื่อเปิดใช้งานจริง โดยกรอบวงเงินงบประมาณที่เคยเสนอไว้ในช่วงปลายปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 9,220 ล้านบาท ขณะที่รายละเอียดของวงเงินกู้จาก JICA ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

    สิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ในบริบทนี้ คือการเปลี่ยนฐานการแข่งขันของประเทศ จากการผลิตตามแบบที่ผู้อื่นออกแบบไว้ ไปสู่การเป็นเจ้าของความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวสินค้า ความรู้ระดับโครงสร้างของวัสดุคือจุดที่มูลค่าส่วนเพิ่มเกิดขึ้น เพราะเป็นตัวกำหนดว่าวัสดุชนิดหนึ่งจะทนได้นานเพียงใด เก็บประจุได้มากเท่าใด หรือรักษาคุณสมบัติไว้ได้ภายใต้เงื่อนไขใด โครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลระดับนี้ได้จึงทำหน้าที่คล้ายสาธารณูปโภคของเศรษฐกิจแบบดังกล่าว ไม่ต่างจากถนนหรือไฟฟ้าในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยุคก่อนหน้า

    นิยามใหม่ของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนยุคที่ 4

    เครื่องซินโครตรอนที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันที่จังหวัดนครราชสีมามีระดับพลังงานอยู่ที่ 1.2 GeV แต่เครื่องใหม่ที่จะสร้างขึ้นนี้จะมีระดับพลังงานสูงถึง 3 GeV และใช้เทคโนโลยีการออกแบบวงแหวนแบบ Double Triple Bend Achromat (DTBA) ซึ่งจะให้แสงที่มีความสว่างกว่าเครื่องเดิมถึง 1 ล้านเท่า

    ภาพระบบแม่เหล็กและท่อสุญญากาศภายในเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนที่โค้งเป็นวงกลม

    โครงการนี้ถูกออกแบบให้รองรับสถานีทดลองได้สูงสุดถึง 22 สถานี โดยในระยะแรกภายใต้ความร่วมมือกับ JICA จะดำเนินการก่อสร้างก่อน 7 สถานี ทั้งนี้ SPS-II จะถือเป็นเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนยุคที่ 4 เครื่องแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะเป็นศูนย์วิจัยแสงซินโครตรอนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังระบุว่าการลงทุนครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อความเลิศทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในด้านทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยจากทั้งในไทย อาเซียน และนานาชาติได้เข้าใช้บริการ

    เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมใน EECi

    การตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้ง ณ วังจันทร์วัลเลย์ ในเขต EECi มีจุดประสงค์เพื่อให้เครื่องมือนี้อยู่ใกล้กับพื้นที่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวก ลดช่องว่างและระยะเวลาจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยจะเปิดกว้างให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ และนักวิจัยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานนี้ได้อย่างทั่วถึง

    ทัศนียภาพมุมกว้างของวังจันทร์วัลเลย์ที่รวบรวมนวัตกรรมและธรรมชาติเข้าด้วยกัน

    การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายมิติ

    ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แสงซินโครตรอนจะช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้ลึกถึงระดับอิเล็กตรอน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเชิงลึกในกระบวนการผลิตชิป

    ภาพถ่ายระยะใกล้ของแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ที่มีลวดลายวงจรซับซ้อนและสะท้อนแสงเงางาม

    สำหรับภาคการเกษตร มีการวางแผนใช้แสงซินโครตรอนเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างผลผลิตในระดับโมเลกุล เพื่อสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และเครื่องสำอาง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging) นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงงานด้านพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม ยา และแม้แต่การศึกษาวิจัยทางโบราณคดี

    นอกจากนี้ การนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากเครื่องซินโครตรอนไปประมวลผลร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการหาคำตอบงานวิจัย และย่นระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากที่เคยต้องใช้เวลาหลายปีให้สั้นลงอย่างมาก

    ภารกิจที่มากกว่าการก่อสร้าง

    แม้กำหนดการของโครงการจะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิม โดยล่าสุดตั้งเป้าการลงนามสัญญาเงินกู้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 แต่หัวใจสำคัญของโครงการตามรายงานของ JICA ไม่ได้มีเพียงการสร้างตัวเครื่องและอาคารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    ประเด็นสำคัญคือเครื่องมือราคาแพงจะสร้างมูลค่าได้จริงก็ต่อเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่สามารถดึงศักยภาพของเครื่องออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงต้องมีกลไกที่เอื้อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้จริง

    ในทางปฏิบัติ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยสามส่วนไปพร้อมกัน คือเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง บุคลากรที่ใช้เครื่องมือนั้นได้เต็มศักยภาพ และกลไกที่ทำให้ภาคเอกชนซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงได้ในต้นทุนและระยะเวลาที่คุ้มกับการลงทุน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง เครื่องมือมูลค่าหลายพันล้านบาทก็มีความเสี่ยงที่จะถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพที่ออกแบบไว้

    เป้าหมายสูงสุดที่กระทรวง อว. วางไว้คือการเปลี่ยนจากเพียงการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ไปสู่การสร้างบริษัทเทคโนโลยีรายใหม่ การสร้างงานคุณภาพ และการดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงให้กลับมาทำงานในประเทศไทย ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเครื่องให้เสร็จตามกำหนดในปี 2577 แต่คือการเติบโตของธุรกิจและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญานี้ในอนาคต

    Post Views: 0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/09/24/thailand-synchrotron-3gev-economic-growth-engine/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q9ohRewOcFXFXlCKCviHP

  • “NT” ผนึกภาคีเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก | เดลินิวส์

    “NT” ผนึกภาคีเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก | เดลินิวส์

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ได้ร่วมประชุมหารือและติดตามการเตรียมความพร้อมด้านระบบสื่อสารและระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับการจัดงานการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2569 หรือ IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026   พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการตลอดช่วงประชุม IMF 2026 – World Bank 2026 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

    “ NT ได้เตรียมรองรับการประชุมระดับโลกทั้งด้านเสถียรภาพของโครงข่าย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการประชุมสำคัญในระดับนานาชาติของประเทศ”

    พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน NT ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมโยงโครงข่ายผ่านสาย Fiber Optic และเดินสาย LAN ครอบคลุมพื้นที่ใช้งาน ให้บริการอินเทอร์เน็ตพร้อมระบบป้องกัน DDoS นอกจากนี้ ยังจัดเตรียม Voice Solution รองรับการติดต่อสื่อสารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ติดตั้ง IP Phone  และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตลอดจนระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ Firewall และ Cybersecurity Monitoring ควบคู่กับการทดสอบและประเมินความปลอดภัยของระบบ ทั้ง Vulnerability Assessment และ Penetration Testing โดยเชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบ 

    ขณะเดียวกัน NT เตรียมเฝ้าระวัง ตรวจสอบ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ Network Operations Center (NOC) ดูแลระบบเน็ตเวิร์กทั้งภายในและภายนอกสถานที่จัดงาน และศูนย์ Security Operations Center (SOC) ดูแลการวิเคราะห์ แก้ไข และตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ ซึ่งปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง 

    นอกจากนี้ NT ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดิน บริเวณถนนพระราม 4 ถนนสาทร และถนนวิทยุ โดยมีระยะทางการนำสายสื่อสารลงใต้ดินรวม 11.3 กิโลเมตร และสายไฟฟ้าลงใต้ดินรวม 1.8 กิโลเมตร เพื่อปรับปรุบภูมิทัศน์โดยรอบสถานที่จัดการประชุมให้มีความเป็นระเบียบและสวยงามพร้อมรองรับภารกิจสำคัญของประเทศในวาระนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6218428/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjdprVdaUIFnhwrvUr3A4

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ – สยามรัฐ

    จับตา “พรรคประชาชน” บุก ป.ป.ช. เช็กบิล กกต. ลุ้นคดีประธาน กสทช. เปิดตัวเลขส่งออกไทย จับตา UNGA-สหรัฐฯ จีน-ไฟดับ กทม.

    เข้าสู่วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ทั้งประเด็นการเมืองไทย การตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนโลก รวมถึงประเด็นต่างประเทศและกระแสโซเชียลที่ได้รับความสนใจจากประชาชน

    พรรคประชาชนยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ 7 กกต.

    พรรคประชาชนเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในวันที่ 25 กันยายน 2569 เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทั้ง 7 คน กรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยพรรคประชาชนระบุประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอ้างถึงกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    จับตาการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ปม กกต. และคดีเลือก สว.

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการนัดหมายของเครือข่ายภาคประชาชนที่เตรียมเคลื่อนไหวบริเวณศูนย์ราชการฯ โดยมีการเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีการได้มาซึ่ง สว. ประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. และบทบาทของ กกต.

    ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีประธาน กสทช.

    อีกหนึ่งคดีสำคัญที่ต้องจับตาในวันที่ 25 กันยายน คือคดีของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่วินิจฉัยว่าเจ้าตัวขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง

    ศาลปกครองกลางกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. หลังจากก่อนหน้านี้มีการไต่สวนคดี โดยประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

    จับตาตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม

    ตลาดและภาคธุรกิจยังติดตามทิศทางการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าและภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม กำหนดการเผยแพร่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยในส่วนข้อมูลเดือนสิงหาคมไม่ได้อยู่ในวันที่ 25 กันยายน โดยปฏิทินของสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมจะออกวันที่ 30 กันยายน ขณะที่ข้อมูลส่งออกไทยต้องติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์โดยตรง

    เงินบาทยังผันผวนตามปัจจัยเศรษฐกิจโลก

    ค่าเงินบาทยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา โดยทิศทางเงินบาทได้รับอิทธิพลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมัน ภาวะตลาดการเงินโลก และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    ส่วนข้าราชการที่เลือกรับเงินเดือนแบบ 2 รอบ มีกำหนดรับเงินเดือนรอบที่ 2 ในวันที่ 25 กันยายน 2569 ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เลือกแบ่งจ่าย 2 รอบจะได้รับเงินเดือนตามกำหนดการจ่ายรอบดังกล่าวเช่นกัน

    สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

    ตลาดการเงินโลกจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันที่ 25 กันยายน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าคงทน หรือ Durable Goods Orders เดือนสิงหาคม เวลา 08.30 น. ตามเวลาสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยมิชิแกนมีกำหนดเผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฉบับสุดท้ายเดือนกันยายน เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ตลาดใช้ประเมินภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

    UNGA 81 เดินหน้าถกวิกฤตโลก

    การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 หรือ UNGA 81 ยังคงเป็นเวทีสำคัญของผู้นำโลก โดยการอภิปรายทั่วไปกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กันยายน และวันที่ 28 กันยายน 2569 ขณะที่วันที่ 25 กันยายน มีการประชุมระดับสูงว่าด้วยการป้องกัน การเตรียมความพร้อม และการรับมือโรคระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

    ประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์กาซา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค ยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการประชุมระดับโลกครั้งนี้

    สหรัฐฯ-จีน ขยายเวลาพักรบทางการค้า

    อีกประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ และจีนเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาพักรบทางการค้า ขณะที่ประเด็นภาษีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

    ศึกเพจสภาพอากาศและการเตือนภัยพิบัติ

    อีกหนึ่งกระแสที่ได้รับความสนใจคือข้อถกเถียงระหว่างเพจด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ กรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพายุและสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีการออกมาชี้แจงและตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

    เตือนภัยลิงก์ปลอม พร้อมติดตามประกาศดับไฟ กทม.

    ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังมีการเตือนประชาชนให้ระวังลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง และเว็บไซต์ที่อาจใช้สำหรับขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน ขณะเดียวกัน การไฟฟ้านครหลวงมีประกาศดับไฟฟ้าชั่วคราวในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินงานบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบไฟฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/323928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mY2NUj7GGo-qR-tFABb9f

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ๋การส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ๋การส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
    เพื่อจัดทำประกาศการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ 

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ 

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260924.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QAlAOmDFJ6UwUDbceNyS7

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 41.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 41.44 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KRIBF8nMbxDLeiUBLH7JC

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Financial Strategies for New Economy” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น Economic Resilience จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    rn

     

    rn

    โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs พร้อมการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนป้องกันการไหลของเงินไปสู่เศรษฐกิจใต้ดินและการคอร์รัปชัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    rn”}}” id=”text-dc31805d61″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Financial Strategies for New Economy” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น Economic Resilience จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs พร้อมการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนป้องกันการไหลของเงินไปสู่เศรษฐกิจใต้ดินและการคอร์รัปชัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260924.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vd9ksZ5icM4pSm5wapbdp

  • รวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

    รวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

    ก่อนจะบอกว่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นการลงทุนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ สำหรับประเทศ ลองหยุดคิดสักนิด แล้วถามตัวเองก่อนว่า เรารู้จักธุรกิจนี้ดีพอแล้วหรือยัง?

    เพราะดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งไม่ได้มีแค่ตัวเลขเงินลงทุน แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI และคลาวด์ ไปจนถึงไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน การจ้างงาน ซัพพลายเชน และข้อมูลที่ถูกนำเข้ามาประมวลผล

    เมื่อประเทศไทยกำลังมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนเยอะขึ้น สิ่งที่ต้องมองต่อคือ โครงสร้างพื้นฐานนี้มีความสำคัญอย่างไร ประเทศไทยจะได้อะไรจากมัน และต้องแลกกับอะไรบ้าง

    ทำไมประเทศไทยถึงต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์?

    อย่างแรก หลายคนอาจยังสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยถึงต้องมี ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ และโครงสร้างพื้นฐานนี้สำคัญอย่างไร?

    ‘จูน-จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

    ‘จรีพร’ เล่าว่า เธอพยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ต้นทุน และปัญหาเรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน ‘สิงคโปร์’ และ ‘มาเลเซีย’

    จูน-จรีพร จารุกรสกุล ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

    แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ‘จรีพร’ มองว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานนี้ยิ่งชัดขึ้น เพราะ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ แต่ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เรื่องอธิปไตยทาง AI ความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ยิ่งทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นมากขึ้น

    สำหรับ ‘จรีพร’ ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้จบอยู่แค่การสร้างอาคารหรือการจ้างงานในช่วงแรก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ ได้ในระยะยาว

    ในมุมของ ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ ‘Thailand AI Readiness Index’ ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง ตั้งแต่เซนเซอร์สำหรับเก็บข้อมูล ชิป แผงวงจร สายไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ

    เมื่อมีความต้องการจากภาคเอกชนแล้ว ไทยมีโอกาสใช้ความต้องการเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศ ตั้งแต่การดึงองค์ความรู้และงานวิจัยเข้ามา ไปจนถึงการต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนบางอย่างในประเทศ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างคน

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ Thailand AI Readiness Index

    ขณะที่ ‘เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ มองว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วประมาณ 30-40 แห่ง แต่เท่าที่เขาทราบ ยังไม่มีแห่งไหนมีความจุเกิน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจำเป็นสำหรับรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะที่การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นมีขนาดตั้งแต่หลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงระดับกิกะวัตต์ ซึ่งเป็นคนละสเกลกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม

    เขาอธิบายว่า แอปพลิเคชันบางประเภทต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมาก หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ห่างจากผู้ใช้งานมากเกินไป ก็จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคจากระยะทาง ‘ธนวัฒน์’ ยกตัวอย่างโมบายแบงก์กิ้ง ระบบในโรงพยาบาล และแอปพลิเคชันสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

    เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

    นอกจากนี้ ข้อมูลบางประเภทก็ไม่ต้องการให้อยู่ในประเทศอื่น ทำให้เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ขนาดหรือมูลค่าการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับการรองรับบริการและการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในประเทศด้วย

    ‘ธนวัฒน์’ เปรียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เหมือน “หัวใจ” เพราะหากระบบยังทำงาน ทุกอย่างก็เดินหน้าตามปกติ แต่ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหาเมื่อไร บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

    เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาแล้ว ไทยต้องรับต้นทุนอะไรบ้าง?

    เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น คำถามอีกด้านที่ตามมาคือ ไทยต้องใช้ทรัพยากรอะไรแลกกับการลงทุนเหล่านี้บ้าง และผลประโยชน์ที่กลับมาคุ้มค่าหรือไม่

    เรื่องแรกที่เห็นชัดคือ ‘ไฟฟ้า’ และ ‘น้ำ’ โดย ‘ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า การประมวลผล AI ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และการมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอาจกระทบการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและต้องใช้น้ำกับภาคเกษตรด้วย

    สำหรับไฟฟ้า ‘ณัฐ’ ระบุว่า มีคำขอใช้ไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และหากทั้งหมดถูกใช้งานจริง ก็หมายถึงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

    คำขอเหล่านี้ไม่ได้มาจากศูนย์ที่เน้นเก็บข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีโครงการที่ต้องการกำลังประมวลผลสูงเพื่อรองรับ AI โดย ‘ณัฐ’ มองว่า ความต้องการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้าน AI ระหว่างประเทศ

    และเมื่อโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่การเก็บข้อมูลทั่วไป แต่รวมถึงการประมวลผล AI โครงสร้างพื้นฐานที่ไทยกำลังสร้างขึ้นก็อาจไม่ได้รองรับความต้องการจากในประเทศเท่านั้น

    ‘อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์’ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านสายเคเบิลใต้น้ำเท่าจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค แต่หากไทยรองรับความต้องการใช้งานในประเทศได้ ก็มีโอกาสที่จะมีข้อมูลหรือการประมวลผลจากต่างประเทศเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานในไทยด้วย

    ประเด็นนี้ทำให้เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ทรัพยากรเหล่านั้นกำลังถูกใช้เพื่อรองรับกิจกรรมอะไร และสุดท้ายแล้วไทยได้อะไรกลับมาจากการลงทุนเหล่านี้

    อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย, และ สาโรจน์ อริวิทวัส ภายในงานเสวนา Renew-able Thailand (จากซ้ายไปขวา)

    เงินลงทุนอาจสูงถึงหลายแสนล้านบาท แต่ไม่ได้แปลว่า เงินทั้งหมดจะหมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทย

    ‘สาโรจน์ อริวิทวัส’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ เช่นกันว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมักพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ในฐานะ ‘ฮีโร่ทางเศรษฐกิจ’ แต่หากการลงทุนเหล่านี้ดีจริง เงินก็ควรสะพัดและกระจายไปทั่วประเทศมากกว่านี้

    หนึ่งในประเด็นที่ ‘สาโรจน์’ ตั้งข้อสังเกตคือ อุปกรณ์สำคัญจำนวนมาก ทั้งเซิร์ฟเวอร์ แร็ก สายไฟ ระบบทำความเย็น ชิป และแผงวงจร ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเขาระบุว่า สัดส่วนของสิ่งที่ผลิตในประเทศมีไม่ถึง 30% ทำให้การลงทุนส่วนหนึ่งไหลออกไปกับการนำเข้า แทนที่จะกลายเป็นรายได้ของผู้ผลิตไทย

    ขณะที่รายได้จากค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ส่วนนี้ก็กระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

    ‘สาโรจน์’ มองว่า เมื่อไฟฟ้ามีจำกัด ไทยควรประเมิน ‘ผลประโยชน์สุทธิ’ ของแต่ละโครงการ โดยดูทั้งสิ่งที่ประเทศได้และทรัพยากรที่ต้องใช้ไป

    แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มองว่า เงื่อนไขการลงทุนไม่ควรจบแค่การใช้ที่ดินหรือการก่อสร้าง แต่ควรทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและซัพพลายเชนเทคโนโลยีของไทย

    ‘สาโรจน์’ ยก ‘สิงคโปร์’ เป็นตัวอย่างว่า เคยหยุดการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเวลา 3 ปี ก่อนเปิดให้ผู้ลงทุนแข่งขันกันว่า โครงการใดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากกว่าเมื่อเทียบกับไฟฟ้าที่ใช้ โดยใช้แนวคิด ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไฟ 1 เมกะวัตต์

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร

    อีกเรื่องที่ต้องคิดให้รอบด้านคือ พื้นที่ที่จะใช้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์

    ‘ธนวัฒน์’ ระบุว่า สำหรับ Microsoft การเลือกพื้นที่ไม่ได้ดูแค่ว่ามีที่ดินและไฟฟ้าหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ไม่ควรอยู่ติดกับชุมชน ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และต้องตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างละเอียด

    Microsoft มองว่า ประเทศไทยควรเห็นภาพรวมของโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์เข้ามา ควรตั้งอยู่ที่ไหน มีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบสายส่งรองรับหรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอะไรเพิ่มเติมบ้าง

    ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย ‘กติกา’ แต่ไทยมีกติกาพอหรือยัง?

    เมื่อทั้งไฟ น้ำ พื้นที่ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน คำถามต่อมาคือ ไทยควรวางกติกาอย่างไรเพื่อเลือกรับการลงทุนเหล่านี้

    ที่ผ่านมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีช่องว่างอยู่หลายจุด ทั้งเรื่องนิยาม การก่อสร้าง EIA และกฎหมายโรงงาน นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนบางกรณีที่ถูกอธิบายว่าเป็น ‘ดาต้าโฮสติ้ง’ และไม่ได้ถูกรวมอยู่ในข้อมูลของ BOI

    ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว โดย ‘กทม.’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมนำไปใช้ประกอบการทบทวนกฎหมาย ทั้งเรื่องควบคุมอาคาร EIA และผังเมือง

    แต่สำหรับ ‘ผศ.นนท์ นุชหมอน’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันไทยยังเป็นเหมือน ‘ประตูที่เปิดกว้าง’ สำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่านักลงทุนต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้างก่อนเข้ามาลงทุน

    เขาเสนอให้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางกรอบนโยบาย และปรับกฎระเบียบให้ชัดเจนขึ้น หรือพิจารณาออก ‘พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์’ โดยเฉพาะ พร้อมจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แหล่งที่ตั้ง ความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงความต้องการด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตไทยที่สามารถผลิตชิ้นส่วนให้กับอุตสาหกรรมนี้ได้

    ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐเห็นว่า นักลงทุนควรใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยเท่าไร และจะเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้อย่างไร

    ‘นนท์’ มองว่า แม้การกำหนดเงื่อนไขอาจทำให้จำนวนผู้ลงทุนลดลง แต่ไทยก็ควรยอมรับเรื่องนี้

    ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    “การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม”

    มุมมองนี้ทำให้การวัดความสำเร็จของนโยบายอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่ดึงเข้ามาได้ แต่อยู่ที่คุณภาพและเงื่อนไขของการลงทุน

    แล้วไทยควรเลือกการลงทุนแบบไหน?

    ประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ในวันที่ 4 กันยายน โดยมี ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

    ‘วีระยุทธ’ ระบุว่า ปัจจุบัน BOI อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 57 โครงการ มูลค่ารวม 8.11 แสนล้านบาท โดยประเด็นสำคัญคือ กฎเกณฑ์ใหม่จะสามารถนำไปใช้กับโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วได้หรือไม่

    ล่าสุด ‘พรรคประชาชน’ ออกมาเสนอแนวทางต่อ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ให้แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ตามการใช้ไฟเป็น S, M, และ L เพื่อให้กำกับดูแลได้ตรงกับขนาดของโครงการ พร้อมกำหนดให้โครงการขนาด M และ L ต้องทำ EIA เปิดทางให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็น

    ในด้านการก่อสร้าง ยังเสนอให้ติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์เพื่อติดตามฝุ่น เสียง ขยะ และเวลาก่อสร้าง รวมถึงจัด Zoning และผังเมืองให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐวางแผนเรื่องน้ำและไฟฟ้าได้ตรงกับพื้นที่ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ควรมีข้อกำหนดด้านพลังงานหมุนเวียน การประหยัดน้ำ และความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลหากเกิดเหตุถูกโจมตี

    อีกด้านหนึ่ง ‘พรรคประชาชน’ เสนอให้เปิดเผยข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ต่อสาธารณะ และปรับสิทธิประโยชน์ BOI โดยเลือกสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศจริง พร้อมเปลี่ยนจากการที่รัฐเป็นฝ่ายเสนอสิทธิประโยชน์ มาเป็นการให้ผู้ลงทุนเสนอว่า โครงการจะสร้างประโยชน์อะไรกลับคืนให้ประเทศไทย

    ด้าน ‘ธนวัฒน์’ มองว่า การลงทุนไม่ควรวัดจากจำนวนหรือมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า บริษัทที่เข้ามาลงทุนต้องทำอะไร และประเทศไทยจะได้อะไรกลับมา ทั้งทักษะของคนไทย ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจไทย และความยั่งยืน ก่อนวัดผลทั้งทางตรงอย่างเงินลงทุน ภาษี และการจ้างงาน และทางอ้อมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับบริษัท คน และอีโคซิสเต็มของไทยได้หรือไม่

    ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินแค่ว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ ‘ขาว’ หรือ ‘ดำ’ เพราะเป็นเรื่องที่มีต้นทุนและประโยชน์

    สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้าประเทศ แต่เป็นการเลือกว่าจะรับการลงทุนแบบไหน และวางกติกาอย่างไรให้เหมาะกับทรัพยากรและเศรษฐกิจของไทย

    ที่มา: งานเสวนา Renew-able Thailand, โครงการ Thailand AI Readiness Index, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, พรรคประชาชน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-weighs-pros-and-cons-of-data-center-boom/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ef9pBtK6IJZm7-Uhfg6z