Blog

  • ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    ไทย-ฝรั่งเศส เตรียมเซ็นแผนปฏิบัติการร่วม ดันพลังงานสะอาด

    วันนี้ (20 พ.ค. 69) รัฐบาลไทยประกาศเดินหน้ายกระดับ ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า

    ผู้แทนจากไทยและฝรั่งเศสเตรียมลงนามในร่าง แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส (ปี ค.ศ. 2026-2028 / พ.ศ. 2569-2571) ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างสองประเทศในระยะ 3 ปีข้างหน้า

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไทยและฝรั่งเศสเตรียมลงนามร่างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย–ฝรั่งเศส

    เป้าหมายหลักของ ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส ในระยะ 3 ปี

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ร่างแผนปฏิบัติการฉบับใหม่นี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในหลายมิติ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ก้าวขึ้นเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างสมบูรณ์

    นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังเพิ่มน้ำหนักในประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนพลังงานสะอาด ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไร้คาร์บอน (Decarbonized Energy) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีสากล โดยเน้นเจาะกลุ่มสาขาแฟชั่น ภาพยนตร์ และอาหาร

    4 กรอบการทำงานภายใต้ แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส

    สำหรับกรอบการทำงานหลักที่ระบุใน แผนปฏิบัติการร่วมไทยฝรั่งเศส ฉบับนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง: การเสริมสร้างการหารือเชิงการเมือง ความมั่นคง และการร่วมจัดการประเด็นระดับโลก
    2. ด้านกลาโหม: การยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกันประเทศ
    3. ด้านเศรษฐกิจ: การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการพัฒนาความร่วมมือในระยะยาว
    4. ด้านงานวิจัยและประชาชน: ความร่วมมือด้านการวิจัย และการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน

    การเตรียมลงนามในสัปดาห์หน้า นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนา ความร่วมมือไทยฝรั่งเศส อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ และต่อยอดความสำเร็จทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพของประชาชน เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาวที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/742681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LD6Anse3c0gM-fGxgfSGg

  • กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569


    20/05/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 5/2569

    ​วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำข้าราชการกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมประชุม”เตรียมความพร้อมรองรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อวางแนวทางจัดสรรระบบข้อมูลและการลงทะเบียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่หน่วยงานหลัก ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุม

    โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางดังนี้:

    🔹 การบูรณาการข้อมูลเชิงรุก (Data Integration): กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ กรมการปกครองและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการพัฒนาเชื่อมโยงฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบาง ผู้ตกเกณฑ์ จปฐ. และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมระบบรองรับรายใหม่ โดยเน้นย้ำความถูกต้อง ชัดเจน และสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้อย่างเป็นระบบ

    🔹 ระบบความปลอดภัยและความเป็นลับขั้นสูง : ในการวางมาตรการกำกับดูแลกระบวนการจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนในพื้นที่ให้เป็นความลับขั้นสูงสุด เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

    🔹 เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่: วางแนวทางการซักซ้อมความเข้าใจแก่พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทันทีเมื่อเกณฑ์คุณสมบัติได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกระจายสวัสดิการให้ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

    การเตรียมระบบข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เราต้องใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่แม่นยำมาช่วยในการบริหารจัดการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน โดยกลไกของกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนในระดับฐานราก จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานนี้ให้สำเร็จลุล่วง โปร่งใส และสมบูรณ์ที่สุด

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/365811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d4iIekljHev9I0Ds2GV4H

  • ‘ศก.ไทย’ ความสงบก่อนพายุลูกใหญ่มาเยือน

    ‘ศก.ไทย’ ความสงบก่อนพายุลูกใหญ่มาเยือน

    ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์(18พ.ค.) ซึ่งเติบโตได้ถึง 2.8% นับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนัก และยังเป็นตัวเลขที่ทำให้ “รัฐบาล” พอจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง

        โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตการลงทุนภาคเอกชนที่โตแรงถึง 10.1% เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง จากอานิสงส์การลงทุนในดาต้าเซนเตอร์และกระแส AI ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบสามไตรมาส
        อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว ยังเป็นเพียงภาพลวงตา โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ให้มุมมองว่า สถานการณ์นี้เปรียบเสมือน “ความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถล่ม” เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้

        ดร.พิพัฒน์ มองว่า ประเด็นที่ต้องจับตาประการแรก คือ โครงสร้างการค้าที่ดูเติบโตสูงแต่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มที่ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 17.8% แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าก็พุ่งสูงถึง 21.1%  ซึ่ง ดร.พิพัฒน์ วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจไทยมากนัก นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อไตรมาสแรกแม้จะติดลบ 0.5% แต่เป็นเพียงภาพลวงตาจากช่วงเวลาก่อนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทำให้ต้นทุนพลังงานที่แท้จริงเหล่านี้กำลังจะเริ่มบดบังกำไรของภาคธุรกิจตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป

        ความน่ากังวลถัดมา คือ สภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เติบโตได้ดี แต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ กลับหดตัวต่อเนื่อง 0.7% ซ้ำร้ายรายได้เกษตรกรยังดิ่งลงถึง 6.3% สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของฐานรากเศรษฐกิจไทยที่ต้องรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ท่ามกลางพายุต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อระลอกใหม่ ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไต้หวัน หรือ เวียดนาม ที่เติบโต 13% และ 7.8% ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าไทยยังคงฟื้นตัวช้าและมีความยืดหยุ่นต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด
        แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร การบริหารนโยบายมหภาคจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน การดูแลสภาพคล่องให้ SMEs และการบริหารจัดการงบประมาณปี 2569 ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
        ดร.พิพัฒน์ ยังได้เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน บ้านที่ยังไม่ทันซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องเตรียมตัวดับไฟวิกฤติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกระลอก …เรามองว่าการเติบโตที่ 2.8% อาจเป็นกันชนได้เพียงชั่วคราว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่สะสมมานานและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก คือมรสุมลูกใหญ่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อนในอนาคต!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xBz2hsBFC3RIkxYoL3AdS

  • เชื่อมโยงเครือข่ายแมลงเศรษฐกิจไทย สู่เกษตรยั่งยืนและตลาดมูลค่าสูง | เดลินิวส์

    เชื่อมโยงเครือข่ายแมลงเศรษฐกิจไทย สู่เกษตรยั่งยืนและตลาดมูลค่าสูง | เดลินิวส์

    นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วันผึ้งโลกถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่ช่วยสะท้อนบทบาทของผึ้งและแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลผลิตพืชอาหาร รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ โดยงานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้บริโภค เพื่อผลักดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรไทย

    กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนประชาชน ผู้สนใจด้านเกษตรปลอดภัย ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแมลงเศรษฐกิจและระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในงาน “World Bee Day 2026” ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5876702/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02kJ3j3SkLmOp2CKeg13y8

  • จีนปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    จีนปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    ปักกิ่ง, 20 พ.ค. ซินหัว รายงานว่า — กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนได้จับกุมผู้หลบหนีในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลบหนีไปต่างประเทศมากกว่า 880 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้หลบหนีที่อยู่ในหมายแดงขององค์การตำรวจสากล (Interpol) 38 ราย

    วันพุธ (20 พ.ค.) ฮว่าเลี่ยปิง ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของกระทรวงฯ เปิดเผยว่าการจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2025 จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2026 ภายใต้ “ปฏิบัติการล่าสุนัขจิ้งจอก” (Fox Hunt) ซึ่งเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจของจีนที่มุ่งปราบปรามผู้หลบหนีคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจไปยังต่างประเทศ

    ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนสามารถคลี่คลายคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ 1.28 แสนคดี และสามารถกู้คืนทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3.75 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท)

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถคลี่คลายคดีกว่า 1,600 คดี และทลายเครือข่ายธนาคารใต้ดินข้ามภูมิภาคมากกว่า 100 เครือข่าย ในการปราบปรามการใช้บริษัทนอกอาณาเขตและธนาคารใต้ดิน เพื่อเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายออกนอกประเทศ

    กระทรวงฯ ยังได้เผยแพร่คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจตัวอย่าง 20 คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งครอบคลุมความผิดในด้านต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการปลอมแปลงสกุลเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GaB3rhOnpkZfZcfW75Gfi

  • คลังตอบแล้ว! ทำไมคนกลุ่มนี้ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้!

    คลังตอบแล้ว! ทำไมคนกลุ่มนี้ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้!

    มีเพียง 1 กลุ่มเท่านั้นที่ไม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ชิงเงิน 4,000 บาท ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะอะไร ล่าสุด คลังเฉลยแล้ว

    หลังจากที่ประชุม ครม. เคาะไฟเขียวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มาตรการเยียวยาค่าครองชีพครั้งใหญ่ วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน จนกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่คนตั้งตารอลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

    ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยถึงเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มี “ประชาชน 1 กลุ่มใหญ่” ไม่สามารถลงทะเบียนรับเงิน 4,000 บาท ในรอบนี้ได้เหมือนโครงการในอดีต พร้อมแจงเหตุผลไว้ดังนี้

    กลุ่มไหนหมดสิทธิ์ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ?

    ปลัดกระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่า กลุ่มที่ไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ก็คือ “กลุ่มวัยรุ่น/นักศึกษา ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์” (เช่น ผู้ที่มีอายุ 16-17 ปี) > ทำไมรอบนี้เด็กอายุ 16-17 ปีถึงวืดสิทธิ์?

    กระทรวงการคลังชี้แจงว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส ในครั้งนี้ มีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ โดยกำหนดตัดเกณฑ์อายุที่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากต้องการอ้างอิงเกณฑ์อายุตาม “ตลาดแรงงาน” เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งในอดีตบางเฟสที่เคยเปิดโอกาสให้กลุ่มนี้

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนแอปฯ “เป๋าตัง” (กลุ่มทั่วไป 30 ล้านคน)

    หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ ลองมาเช็ก 5 เงื่อนไขหลักก่อนกดลงทะเบียนจริง วันที่ 25 – 29 พ.ค. 2569 นี้:

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน (ยึดตามอายุตลาดแรงงาน)

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (อ้างอิงฐานข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569)

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐที่ผ่านมา ได้แก่:

      • โครงการคนละครึ่ง เฟส 1 – 5

      • โครงการคนละครึ่ง พลัส

    ล็อกเป้าเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริกโภค! สั่งห้าม “ร้านทำผม-นวดสปา” เข้าร่วม

    ไม่ใช่แค่ฝั่งประชาชนเท่านั้น แต่ฝั่งผู้ประกอบการร้านค้าก็มีข้อจำกัดเช่นกัน โดยคลังย้ำว่า ร้านค้ากลุ่มบริการเสริมความงาม เช่น ร้านทำผม, ร้านทำเล็บ, ร้านนวด และร้านสปา “ไม่สามารถ” เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้

    เหตุผลคือ: โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “บรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างเร่งด่วน” จากวิกฤตพลังงาน รัฐบาลจึงต้องการโฟกัสและจำกัดวงเงินให้สะพัดอยู่เฉพาะในกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค (ของกิน-ของใช้จำเป็น) และบริการขนส่งสาธารณะเท่านั้น ไม่ใช่โครงการเพื่อเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคบริการฟุ่มเฟือยเหมือนแต่ก่อน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zw7JR3buYmRbR1oTCY6nk

  • UN หั่นคาดการณ์ GDP โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    UN หั่นคาดการณ์ GDP โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยรายงาน “World Economic Situation and Prospects 2026” ฉบับกลางปีในวันอังคาร (19 พ.ค.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ตลอดจนทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และทำให้ตลาดการเงินเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น

    นักเศรษฐศาสตร์ของ UN คาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 2.5% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 2.7% พร้อมกับเตือนว่าการเติบโตของ GDP อาจลดลงเหลือเพียง 2.1% “ในกรณีที่สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก”

    ส่วนในปี 2570 นั้น UN คาดการณ์ว่า การขยายตัวของ GDP โลกจะขยับขึ้นเล็กน้อย สู่ระดับ 2.8%

    รายงานของ UN ระบุว่า ภาวะช็อกที่เกิดจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานเป็นหลัก โดยทำให้อุปทานพลังงานอยู่ในภาวะตึงตัว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลกระทบลุกลามไปยังห่วงโซ่อุปทานและทำให้ต้นทุนการผลิตทั่วโลกสูงขึ้น โดยแม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้บริษัทพลังงานมีกำไรจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานของ UN บ่งชี้ว่า สิ่งที่เป็นข้อกังวลมากเป็นพิเศษคือราคาอาหาร เนื่องจากอุปทานปุ๋ยได้หยุดชะงักลงและผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และสร้างแรงกดดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น

    รายงานระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้แนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ต้องหยุดชะงักลง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.9% ในปี 2569 จากระดับ 2.6% ในปี 2568 และคาดว่าเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2% จากระดับ 4.2%

    ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่น รวมถึงการค้าและการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ก็ไม่น่าจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบที่ลุกลามเป็นวงกว้างได้ทั้งหมด โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหารมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความท้าทายมากที่สุด

    นอกจากนี้ รายงานของ UN ยังแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เสมอภาคกัน โดยความเสียหายรุนแรงที่สุดกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ซึ่งคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะลดลงเหลือเพียง 1.4% ในปี 2569 จากระดับ 3.6% ในปี 2568 โดยสาเหตุนั้นไม่เพียงเกิดจากผลกระทบด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของการผลิตน้ำมัน การค้า และการท่องเที่ยว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eoqKA5GkDkVBjzzicOW8h

  • สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์เริ่มนัดหยุดงานหลังเจรจาโบนัสไม่สำเร็จ

    สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์เริ่มนัดหยุดงานหลังเจรจาโบนัสไม่สำเร็จ

    สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ชิปเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ประกาศเริ่มนัดหยุดงานตามแผนหลังการเจรจาเรื่องการจ่ายโบนัสไม่สำเร็จ โดยการหยุดงานครั้งนี้จะเริ่มในวันพฤหัสบดีนี้ และคาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าการนัดหยุดงานเมื่อปี 2024 ที่มีแรงงานประมาณ 6,000 คนเข้าร่วม

    ทนายความของสหภาพแรงงานเปิดเผยว่าแรงงานประมาณ 50,500 คนจะหยุดงานออกจากสายการผลิตเป็นเวลา 18 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ หลังจากการเจรจากับฝ่ายบริหารล้มเหลว สหภาพแรงงานระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า “เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม สหภาพแรงงานตกลงรับข้อเสนอการไกล่เกลี่ยจากคณะกรรมการความสัมพันธ์แรงงานแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารแสดงการปฏิเสธ”

    ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

    สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่กำหนดไว้ที่ 50% ของเงินเดือนประจำปี และจัดสรร 15% ของกำไรจากการดำเนินงานประจำปีเป็นโบนัส ซัมซุงรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้นประมาณ 750% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าตลาดของบริษัทแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม จากความคึกคักของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ทำให้แรงงานเรียกร้องให้บริษัทแบ่งปันกำไรสถิติใหม่ส่วนหนึ่งเป็นโบนัสแก่พวกเขา

    ฝ่ายบริหารของซัมซุงตอบโต้ว่า การเจรจาล้มเหลวเนื่องจาก “การยอมรับข้อเรียกร้องที่มากเกินไปของสหภาพแรงงานจะเสี่ยงต่อการบั่นทอนหลักการพื้นฐานของการบริหารจัดการของบริษัท”

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้

    ข้อพิพาทนี้ทำให้เกิดความกังวลในเกาหลีใต้ เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นประมาณ 35% ของการส่งออกและเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ

    สำนักงานประธานาธิบดีได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความล้มเหลวของการเจรจาในครั้งก่อน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเจรจาต่อ เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการประท้วงหยุดงาน

    ประธานาธิบดี อีแจ-มยอง ยังกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การดำเนินการร่วมกันของแรงงานควรอยู่ภายใน “ขอบเขตที่เหมาะสม”

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า แม้แต่การหยุดดำเนินงานของซัมซุงบางส่วนก็อาจก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ว่าสหภาพแรงงานจะโต้แย้งว่า การหยุดการผลิตเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเพื่อเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาและการตรวจสอบอุปกรณ์

    รัฐบาลสามารถใช้อำนาจการไกล่เกลี่ยฉุกเฉินเพื่อยุติการประท้วงและเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยหากเห็นว่าเป็นการคุกคามเศรษฐกิจของประเทศ

    ปัญญาประดิษฐ์บูมและความสำคัญของซัมซุง

    ซัมซุงเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่ใช้ในทุกอย่างตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค บริษัทแถลงในปีนี้ว่า ได้เริ่มการผลิตขนาดใหญ่ของชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นใหม่ HBM4 ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขยายศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/samsung-electronics-union-strike-bonus-dispute&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o5u4Uob7ay2hDJyrMKxRo

  • “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รายละเอียด วิธีการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐบาล ช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ผ่านแอปเป๋าตัง ใช้ได้ทั้งร้านค้าและฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้สิทธิ มิ.ย.–ก.ย. 2569

    รัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรัฐจะร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    ประชาชนจะได้รับสิทธิช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หรือรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยสิทธิที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือนจะไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้

    โครงการเปิดลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน ขณะที่ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569

    สำหรับการใช้จ่าย จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 และรองรับการใช้บริการ Food Delivery ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง  

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

             1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า

                   1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569

                   2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569

    2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน

    3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

    1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3) มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่

    (1) โครงการคนละครึ่ง

    (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2

    (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3

    (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4

    (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ

    (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส

    และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

    ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/742692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17RH5riHUXBJPz26cKpv-N

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ยุคความเร็ว’ อย่างชัดเจน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคปรับจาก ‘ค้นหา-เปรียบเทียบ’ ไปสู่ ‘ดู-เชื่อ-ซื้อ’ ในเวลาไม่กี่วินาที ส่งผลให้กลไกการแข่งขันในอีคอมเมิร์ซ การตลาดและการสร้างรายได้ของคนทำงานยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยความเร็วควบคู่กับความเชื่อมั่น อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ‘เคทีซี’ ร่วมกับ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย จัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ ‘Speed Economy: โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซ และคนทำคอนเทนต์’ เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

    20 พ.ค. 2569 – นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า วันนี้เราอยู่ในยุคของ ‘Speed Economy’ ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง ‘ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์ / KOL แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ ข้อมูลจาก Priceza ระบุว่า ตลาด E-Commerce ไทยในปี 2026 จะมีมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 10–20% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ส่วนในระดับสากล United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) มองว่า Asia-Pacific เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน E-Commerce/ Digital Trade และ Cross-border E-Commerce โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย (Thai e-Commerce Association: THECA) จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย ไทยช้อปไทย’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมฯ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊าและจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือ ความสามารถ ‘Double AI‘ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    สมาคมครีเอเตอร์ยกระดับ “Trust Economy” สู่มาตรฐานอาชีพ

    นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล”

    “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพของอุตสาหกรรม ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับคนทำงานใน Ecosystem นี้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้”

    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”

     เคทีซีชี้คนไทย “ซื้อบ่อยขึ้น” ธุรกรรมโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย

    นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”กล่าวว่า “ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลของเคทีซีพบว่าจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 25% สะท้อนการเติบโตของ Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน ที่ไม่ได้แค่ซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ชีวิตผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเคทีซีทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood เป็นต้น ด้วยการสร้างแคมเปญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความครอบคลุมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับผู้ขายและครีเอเตอร์”

    ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย  การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเอง ผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้ 

    Speed Economy เปลี่ยนทั้งระบบ และ “Trust” คือสินทรัพย์ใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามภาคส่วนจากเคทีซี สมาคมอีคอมเมิร์ซฯ และสมาคมครีเอเตอร์ฯ เห็นตรงกันว่า Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และ“Trust” (ความเชื่อมั่น) กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว (Speed Economy) อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/999853/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OJJXMkFvGnwUCTyOUpCr4