Blog

  • กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    24 กันยายน 2569, 15:18น.

          กฟผ. เดินหน้าเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า เปิดใช้งานสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานี เสริมความมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

          วันนี้ (24 กันยายน 2569) นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคกจ.ปทุมธานี เพื่อเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ โดยมี นายกฤษดา เชยคาน พลังงานจังหวัดปทุมธานี และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

          นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นที่มีการขยายตัวทั้งด้านเศรษฐกิจและชุมชน ซึ่งจะสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน ตลอดจนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปทุมธานีต่อไป

          นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มุ่งดูแลความมั่นคงและเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาคประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ระดับแรงดัน 115  230 และ 500 กิโลโวลต์ ซึ่งเป็นแรงดันสูงสุดของประเทศไทย ถือเป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคง และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งและจ่ายไฟฟ้า รองรับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต อีกทั้งยังรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในระบบไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นของโครงข่ายระบบส่ง โดยเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่และพลังงานหมุนเวียนจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ระบบ รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี และพื้นที่อื่นในอนาคต นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมเสถียรภาพและลดความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต

          สำหรับสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มีพื้นที่รวม 208 ไร่ ดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี 2565 –2569 โดยเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ สามโคก –ท่าตะโก สามโคก – แจ้งวัฒนะ และ ไทรน้อย – สามโคก ขนาด 230 กิโลโวลต์ สามโคก – รังสิต และ สามโคก – นวนคร และขนาด 115 กิโลโวลต์ สามโคก – PEA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/164677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e2sttws2f5XTr5NUFZ2hH

  • “กรุงเทพฯ กำลังเสียศักยภาพการแข่งขัน” ธนาคารโลกเผย ไทยต้องเน้นการลงทุนเมืองรอง เปลี่ยนเมืองโตเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์

    “กรุงเทพฯ กำลังเสียศักยภาพการแข่งขัน” ธนาคารโลกเผย ไทยต้องเน้นการลงทุนเมืองรอง เปลี่ยนเมืองโตเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์

    ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน ‘เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย’ ที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเน้นการลงทุนกับ ‘เมืองรอง’ มากกว่าแค่กรุงเทพฯ เพราะมหานครแห่งนี้มีศักยภาพการแข่งขันที่น้อยลง จากปัจจัยด้านการจราจร ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่กระจุกตัว ขณะที่เมืองรองของไทยยังมีศักยภาพด้านการผลิตรอการปลดล็อกอยู่

    หลังจากที่ประเทศไทยจัดการประชุม IMF and World Bank Group Annual Meetings เมื่อปี 1991 ประเทศไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรม ซึ่งเป็นประเทศรายได้กลางค่อนต่ำ (Lower Middle Income Country) มาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    อดีต ‘กรุงเทพฯ’ เคยเป็นตัวแรง

    ในทศวรรษต่อมา ประเทศไทยสร้างงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนกว่า 10.7 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้ประชากรในกรุงเทพฯ ก้าวกระโดดจากประมาณ 5 ล้านคน (ในปี 1991) มาเป็นกว่า 18 ล้านคนในปัจจุบัน

    ธนาคารโลกรายงานว่า กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ โดย GDP กว่าครึ่งของประเทศไทยถูกผลิตขึ้นที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ราว 7.1 ล้านล้านบาทในปี 2019 เป็นแหล่งรวมธุรกิจภาคบริการ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงค้าส่งและค้าปลีก

    จุดเด่นสำคัญของกรุงเทพฯ คือเป็นเมืองโตเดี่ยว มีขนาดใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองอันดับ 2 ของประเทศไทยถึง 27 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศรายได้สูง (High Income Country: HIC) เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 4-6 เท่าเท่านั้น

    ทว่าธนาคารโลกคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของกรุงเทพฯ ไว้ว่า ในช่วงทศวรรษ 2030 อัตราการเติบโตของเมืองหลวงจะลดลงจากร้อยละ 3.5-3.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย GDP ที่ร้อยละ 5.4 หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037

    อีกทั้งรายงาน Kearney’s 2025 Global Cities Index จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองอันดับที่ 33 ของโลก อย่างไรก็ตามจากดัชนี Global Cities Outlook ซึ่งสะท้อนศักยภาพการแข่งขันในอนาคต กรุงเทพฯ กลับอยู่ที่อันดับ 105 จากความต่างของดัชนีนี้เอง ธนาคารโลกมองว่า กรุงเทพฯ อาจ ‘ตามไม่ทัน’ เมืองในระดับเดียวกันในด้านขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คุณภาพการบริหารจัดการ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความน่าอยู่

    ‘รถติด-โลกร้อน-การกระจุกตัว’ 3 ความเสี่ยงใหญ่ของกรุงเทพฯ 

    ธนาคารโลกประเมินว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญคือ ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และปัญหาการกระจุกตัวของกรุงเทพฯ

    สำหรับปัญหาการจราจรติดขัด ธนาคารโลกมองว่า กรุงเทพฯ เป็นมหานครอันดับ 2 ของโลกที่มีจราจรติดขัดมากที่สุด โดยเฉลี่ยประชาชนต้องอยู่บนท้องถนนเป็นเวลากว่า 96 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมีการศึกษาออกมาว่า ปัญหาการจราจรนั้นสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจและเมืองคิดเป็นร้อยละ 7-10 ของ GDP ต่อปี และจากการศึกษา Bangkok’s locked-in traffic jam: Price congestion or regulate parking? ในปี 2022 ประเมินไว้ว่า กรุงเทพฯ มีภาระต้นทุนรวมจากปัญหาการจราจรติดขัดสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.01 แสนล้านบาท)

    ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการเติบโตของกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นในรูปแบบ ‘ซูเปอร์บล็อก’ (Superblock) ที่พื้นที่ขนาดใหญ่ของเมืองเข้าถึงถนนสายหลักเพียงไม่กี่เส้นทาง ขณะที่ถนนและซอยย่อยๆ ของเมืองมีสภาพเป็นซอยตัน ส่งผลต่อความสามารถในการเชื่อมต่อและความต่อเนื่อง จึงทำให้การจราจรเกิดการกระจุกตัวอยู่ในถนนสายหลัก

    ส่วนประเด็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ธนาคารโลกมองว่า เมืองหลวงของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนวันที่มีอากาศร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส) จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2050 จะมีวันที่ร้อนมากถึง 300 วันต่อปี

    ทั้งนี้ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะทำให้ผลิตภาพของแรงงานกลางแจ้งลดลงถึงร้อยละ 3.4 ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 1 ล้านคน และก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้มากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1 ของ GDP กรุงเทพฯ 

    และปัจจัยสุดท้ายอย่างความกระจุกตัวของกรุงเทพฯ ธนาคารโลกมองว่า ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญระดับชาติ เนื่องจากระบบการผลิตของไทยมีการกระจุกตัวสูง ส่งผลให้เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ยกตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2011 แม้ว่าน้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง แต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวมากอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มูลค่ารวมกว่า 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของ GDP ในปี 2011

    ธนาคารโลกแนะ ‘ต้องลงทุน’ กับเมืองรองให้มากขึ้น

    ธนาคารโลกหยิบผลการวิเคราะห์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) มาเผยแพร่ต่อว่า แม้เมืองในระบบเมืองโตเดี่ยวอาจสร้างรายได้เฉลี่ยของเมืองสูงขึ้น แต่ในระดับประเทศ ‘ระบบเมืองหลายศูนย์’ (Multi-Nodal Urban System) มีความสัมพันธ์กับ GDP ต่อหัวสูงกว่า เพราะระบบเมืองจะรักษาผลประโยชน์จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกันได้

    ในหลายประเทศมีการเปลี่ยนผ่านเมืองเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์ เช่น เยอรมนี ที่มีเบอร์ลิน (Berlin) เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นแกนของเครือข่าย ควบคู่ไปกับมิวนิก (Munich) ฮัมบวร์ค (Hamburg) และแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) 

    เมื่อมองกลับมาที่กรุงเทพฯ เมืองแห่งนี้ทำหน้าที่หลัก 3 บทบาท เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายใต้รูปแบบเมืองหลายศูนย์ได้ ดังนี้

     1. ทำหน้าที่เป็นศูนย์การเชื่อมโยงทางอากาศและทางทะเลระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมต่อกับนักลงทุน นักท่องเที่ยวและห่วงโซ่มูลค่าโลก

     2. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านความรู้ นวัตกรรม และการประสานงานระดับประเทศ ใช้ประโยชน์จากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ

     3. ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนอุปสงค์ (Demand) และกลไกกระจายการเติบโตด้านการเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

    จากแบบจำลองของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูง ต้องอาศัยการลงทุนในระดับที่มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่เมืองรอง ธนาคารโลกยก 3 โมเดลภายใต้การลงทุนรวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.68 แสนล้านบาท) โดยแบ่งจัดสรรเป็นเงินลงทุนในสัดส่วน 80:20, 50:50 และ 20:80 (กรุงเทพฯ:เมืองรอง)

    ซึ่งโมเดลที่สะท้อนผลตอบแทนการลงทุนออกมาได้ดีที่สุดคือโมเดล 20:80 โดยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ถึงร้อยละ 12.38 ภายในปี 2593 ขณะที่โมเดล 80:20 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 11.62 และโมเดล 50:50 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 10.85

    ข้อสรุปจากรายงานของธนาคารโลกมองว่า หากไทยต้องการลงทุนในระดับที่เพียงพอ ควรมุ่งเน้นไปที่ ‘เมืองรอง’ เพื่อให้แต่ละเมืองได้รับเงินลงทุนมากพอที่จะกระตุ้นทั้งความหนาแน่นและผลิตภาพที่เมืองรองยังขาดอยู่ ขณะที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนทิศทางจากการขยายขีดความสามารถไปสู่การบรรเทาปัญหาจราจร เพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความยืดหยุ่นของเมือง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    แนวทางการสร้างความพร้อมให้ ‘เมืองรอง’

    รายงานของธนาคารโลกเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมของเมืองรองให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละเมือง เนื่องจากเมืองรองของไทยมีความแตกต่างทางโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่แล้ว ดังนั้นภารกิจสำคัญคือ การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ลึกมากยิ่งขึ้น ผ่านการปรับการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ที่มีบริการรองรับให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของแต่ละเมือง ขณะที่บทบาทของส่วนกลางคือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและปรับกฎระเบียบที่จำเป็น

    ขณะเดียวกัน เมืองรองต่างๆ ของไทยต้องการการสนับสนุนแบบเจาะจงเพื่อสร้างและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมของแต่ละเมือง ผ่านการลงทุนที่ประสานกันทั้งที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะเจาะจง และการพัฒนาทักษะแรงงาน

    นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังมองด้วยว่า การปรับปรุงความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระบบเมืองของไทย โดยธนาคารโลกเสนอว่า ระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) มีความเหมาะสมกับเมืองรองของไทยเป็นอย่างมาก ด้วยต้นทุนการลงทุนเพียง 1.4-12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 47-418 ล้านบาท) ต่อกิโลเมตร นอกจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น BRT ยังสามารถสร้างฐานผู้โดยสาร รวมถึงพัฒนารูปแบบการให้บริการ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางการคลังได้

    หากกล่าวโดยสรุป ธนาคารโลกมองว่า การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงจะสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ ‘เมือง’ แม้ว่ากรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ แต่ศักยภาพการเติบโตนั้นกำลังถูกจำกัดให้ลดลงเรื่อยๆ 

    ดังนั้นธนาคารโลกชี้ว่า การลงทุนในทศวรรษหน้า ประเทศไทยควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบเมืองหลายศูนย์ให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เมืองระดับภูมิภาคมีศักยภาพในการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และรองรับการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

    Tags: , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-world-bank-thailand-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38WQF4ysz4arifdve3z-WQ

  • จีนเร่งกระตุ้นบริโภคชุมชน จัด “เดือนบริการ 15 นาที” ต.ค. ดัน 37 กิจกรรมทั่วประเทศ

    จีนเร่งกระตุ้นบริโภคชุมชน จัด “เดือนบริการ 15 นาที” ต.ค. ดัน 37 กิจกรรมทั่วประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีนเตรียมจัด “เดือนบริการอำนวยความสะดวกชีวิตประจำวัน 15 นาทีแห่งชาติ” ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคมนี้ เดินหน้าขยายกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคเข้าสู่ระดับชุมชน พร้อมผลักดันกิจกรรมสนับสนุนสำคัญ 37 รายการ หวังเพิ่มอุปทานสินค้าและบริการ ต่อยอดธุรกิจค้าปลีก และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบริโภคภายในประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า กิจกรรมปีนี้จะเชื่อมโยงกับมาตรการและโครงการด้านการบริโภคที่ดำเนินอยู่ อาทิ ชุดกิจกรรม “ช้อปในจีน” ฤดูกาลบริโภคบริการ และโครงการยกระดับนวัตกรรมค้าปลีก โดยใช้ช่วงวันหยุดวันชาติและเทศกาลฉงหยาง (เทศกาลผู้สูงอายุของจีน) เป็นจังหวะสำคัญในการจัดกิจกรรมกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน

    แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการขยายบริการและสร้างรูปแบบการบริโภคใหม่ ๆ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ได้มากขึ้น

    สำหรับกิจกรรมหลักแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ การนำบริการสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็กเข้าสู่ชุมชน การนำร้านค้าเก่าแก่และแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเข้าสู่ชุมชน การขยายบริการอาหารและเครื่องดื่ม การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การส่งเสริมการบริโภคสีเขียว ตลอดจนการให้บริการอำนวยความสะดวกและจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์

    กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดทางให้แต่ละพื้นที่ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการของตลาดในท้องถิ่นรวมถึงสามารถขยายระยะเวลาการจัดงานได้ตามสถานการณ์ โดยจะระดมสมาคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และ China Union Pay เข้ามาร่วมสนับสนุน เพื่อเพิ่มช่องทางและรูปแบบการบริโภคให้กับประชาชน

    ขณะเดียวกัน พื้นที่นำร่องระดับชาติและระดับมณฑลด้านวงจรบริการชีวิตประจำวัน 15 นาที รวมถึงพื้นที่นำร่องที่ดำเนินการครอบคลุมทั้งพื้นที่ จะต้องจัดกิจกรรมสนับสนุนสำคัญ 37 รายการอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    หน่วยงานพาณิชย์ท้องถิ่นยังได้รับมอบหมายให้บูรณาการทรัพยากรจากหน่วยงานและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และการเข้าร่วมของประชาชน

    กจากนี้ ระหว่างการจัดกิจกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มการกำกับดูแลระเบียบตลาด ความปลอดภัยด้านอาหาร และสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กิจกรรมส่งเสริมการบริโภคดำเนินไปอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ

    การจัด “เดือนบริการอำนวยความสะดวกชีวิตประจำวัน 15 นาที” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของจีนในการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากระดับเมืองลงสู่ชุมชน โดยอาศัยภาคค้าปลีก ร้านอาหาร บริการชุมชน สถาบันการเงิน และแพลตฟอร์มการชำระเงินเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสการบริโภคของประชาชน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    มาตรการ “เดือนบริการ 15 นาที” เป็นอีกกลไกของจีนในการกระตุ้นการบริโภคจากระดับชุมชน โดยเน้นเพิ่มกิจกรรมการจับจ่ายและบริการใกล้ที่อยู่อาศัย เชื่อมโยงกับเทศกาลวันชาติและโครงการส่งเสริมการบริโภคของภาครัฐ

    วิเคราะห์ผลต่อเศรษฐกิจจีน คาดว่าจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาล และกระจายเม็ดเงินสู่ธุรกิจท้องถิ่น ในขณะที่ผลต่อการบริโภค การเพิ่มสินค้า บริการ และโปรโมชั่นในชุมชน อาจช่วยกระตุ้นความถี่ในการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ครอบครัว และผู้บริโภคในเมือง และผลต่อภาคค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร แบรนด์ท้องถิ่น และธุรกิจบริการมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะที่การผลักดันบริการควบคู่กับสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการบริโภคของจีนที่ให้ความสำคัญกับภาคบริการมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงช่วงเทศกาล ผลกระทบอาจเป็นเพียงระยะสั้น แต่หากสามารถสร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น

                                             ———————————————

                                                    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

     กันยายน 2569

    แหล่งข้อมูล : 

     Ministry of Commerce’s website

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/od98cvccaq4xlk5iou087dit&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Eo-ndD5hWWCcqjwAPk9-9

  • หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    วันนี้ (24 ก.ย.2569) นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเสริมกำลังซื้อของประชาชน ในช่วงที่ราคาพลังงาน และต้นทุนการดำรงชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และภาคบริการ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังมีความเปราะบาง

    การเติมกำลังซื้อในช่วงนี้ ไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชน แต่ยังช่วยให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ หากยอดขายกลับมา จะช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และช่วยรักษาการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังมีความผันผวน

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    อย่างไรก็ตาม การทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถหมุนเวียนในระบบ และส่งผ่านจากภาคการบริโภคไปสู่ SMEs ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการเสริม โดยเชื่อมโยงการกระตุ้นการบริโภคกับสินค้าไทยและสินค้า SMEs ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม สำหรับการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ การจัดทำหมวดสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทย และสร้างแรงส่งต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาขยายขอบเขตร้านค้า ที่สามารถเข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขาย และทางเลือกให้ประชาชน โดยสำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมให้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้การขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทย และลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    ประธานส.อ.ท. กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้น กลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน และรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน โดยหากมีการจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ก็จะช่วยส่งต่อเม็ดเงินจากมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทานไทยได้กว้างขึ้น นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี

    โดยต่อยอดรูปแบบ Easy E-Receipt และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อสินค้าไทย สินค้า SMEs และสินค้า OTOP ในพื้นที่ต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อแล้ว ภาครัฐควรนำมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ที่เคยดำเนินการมาแล้วกลับมาต่อยอด เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงานในช่วงนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงาน และเห็นผลโดยตรงในบิลค่าไฟ

    นอกจากนี้ ควรเร่งขยายโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยพัฒนากลไกสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านเงินลงทุน เงื่อนไขสินเชื่อ และกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ควบคู่กับการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้กระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานทางเลือกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันต้นทุน เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการ ที่สามารถผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    ทั้งนี้ ในภาคการผลิตควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับกระบวนการผลิตให้ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานได้

    อ่านข่าว:

    ส.อ.ท.ชี้สงครามยังไม่ยุติ แนะโรงงาน รับมือราคาน้ำมันผันผวน

    ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีรถยนต์ ดึงลงทุน–เพิ่มผลิตไทย เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

    ส.อ.ท.ชี้ยานยนต์ไทยจุดเปลี่ยน เร่งรักษาฐานผลิตเดิม–ต่อยอด EV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O2d_IJ5DZFypf-4Kr5WRr

  • คนไทย ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เที่ยวเมืองนอก สูงเป็นประวัติการณ์ ไปจีนพุ่ง-เกาหลีลด

    คนไทย ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เที่ยวเมืองนอก สูงเป็นประวัติการณ์ ไปจีนพุ่ง-เกาหลีลด

    ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาด้านความเหลื่อมล้ำที่ชี้ว่า การกระจายรายได้และทรัพย์สินของไทยยังมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยอธิบายลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ว่าไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกภาคส่วน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มผู้มีรายได้สูงสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้

    เมื่อมองมาที่พฤติกรรมการเดินทางของคนไทย ภาพความแตกต่างด้านกำลังซื้อยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น โดยข้อมูลจากทีมวิจัย Bnomics ภายใต้ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ปี 2568 คนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศรวม 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4% จากปีก่อน และมีการใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท ทั้งจำนวนผู้เดินทางและมูลค่าการใช้จ่ายทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

    จีนเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุด จำนวน 3.06 ล้านคน หรือเกือบหนึ่งในสี่ของผู้เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด และมีการใช้จ่ายรวม 120,253 ล้านบาท เฉลี่ย 39,317 บาทต่อทริป หรือ 5,670 บาทต่อวัน ตามด้วยมาเลเซีย ลาว ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

    อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะตัวเลขการใช้จ่าย จะพบความแตกต่างระหว่างแต่ละปลายทางค่อนข้างมาก สหราชอาณาจักรซึ่งมีจำนวนผู้เดินทางอยู่ในอันดับ 5 กลับมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 131,089 บาทต่อทริป หรือ 9,619 บาทต่อวัน ขณะที่ญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 51,558 บาทต่อทริป สูงกว่าจีนประมาณ 24%

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมดเป็นกลุ่มคนรายได้สูง หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลความยากจน รายได้ และภาระค่าครองชีพ ก็ช่วยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของเศรษฐกิจไทยว่า แม้กำลังซื้อของคนบางกลุ่มจะฟื้นตัวจนสามารถใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศในระดับสูง แต่ยังมีกลุ่มประชากรอีกจำนวนมากที่ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

    โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่า ผลของการเติบโตดังกล่าวกระจายไปถึงคนแต่ละกลุ่มมากน้อยเพียงใด เพราะตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจสะท้อนการฟื้นตัว ขณะที่ชีวิตของประชาชนแต่ละกลุ่มยังเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก

    เมื่อมองผ่านทั้งข้อมูลความยากจน ช่องว่างรายได้ และพฤติกรรมการใช้จ่าย จึงสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการกระจายโอกาสและกำลังซื้อไปยังประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KJKjdpbGOeilbKZHl2kX3

  • 16ปี สวธ.ยกระดับทุนวัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก

    16ปี สวธ.ยกระดับทุนวัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก

    ครบ 16 ปี สวธ. ‘โชติกา’ชูเดินหน้า’ส่งเสริม สร้างสรรค์ สร้างมูลค่า’ ยกระดับทุนวัฒนธรรมรับสังคมยุคใหม่ เพิ่มมูลค่า กระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก เตรียมจัดเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยกลางกรุง

    24 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมวัฒนธรรม ปีที่ 16 ภายใต้แนวคิด Cultural Power “ส่งเสริม สร้างสรรค์ สร้างมูลค่า” โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภาคีเครือข่ายส่งเสริมวัฒนธรรม ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ครบรอบ 16 ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) มุ่งเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างสรรค์ พลังชุมชน และพลังเศรษฐกิจ ครอบคลุมทั้งอาหาร ผ้าไทย แฟชั่น ดนตรี ภาพยนตร์ ศิลปะ การแสดง ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งส่งเสริมการรักษาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ให้สามารถพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมเพิ่มโอกาสในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก เดินหน้าขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมให้เข้าถึงชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ การต่อยอด และการสร้างโอกาส พร้อมเร่งเครื่องผลักดันนโยบาย Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หวังใช้ทุนทางวัฒนธรรมสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ฐานราก

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า สวธ. ให้ความสำคัญกับการทำงานที่ใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับชุมชน ยึดหลัก 3 ประการ คือ 1. การอนุรักษ์ รักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ทั้งวิถีชีวิต ประเพณี อาหาร และการแต่งกาย 2. การต่อยอด นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การสร้างโอกาส โดยเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้คนทุกกลุ่ม พร้อมดูแลสวัสดิการของบุคลากร ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ และครูภูมิปัญญา เพื่อให้เกิดการส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน ส่วนมิติของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สวธ.มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ ซีรีส์แนวตั้ง และสารคดี เพื่อใช้เป็นหัวหอกสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล

    นอกจากนี้ เตรียมจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมครั้งใหญ่ “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   รวบรวมเมนูอาหารถิ่น 77 จังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนประจำปี 2569 มาออกบูธ จัดนิทรรศการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาธิตการทำอาหาร  มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาอาหารถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญหาญ มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญหาย โดยเปิดเวทีให้นำวัตถุดิบและเมนูท้องถิ่นมาพัฒนาสูตรร่วมกับเชฟชื่อดังและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับสู่เมนูในร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำต่อไป

    “ สำหรับภารกิจสำคัญในการเสนอรายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO)  ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล สมัยที่ 21 ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีการเผยแพร่องค์ความรู้ชุดไทย วันที่ 4 ตุลาคมนี้ กับกิจกรรมเสวนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยแก่ประชาชน โดยผู้เชี่ยวชาญชุดไทย ร่วมงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ สวธ.ไม่ใช่เพียงการได้รับการรับรองจากยูเนสโก แต่คือยกระดับชุดไทย มรดกภูมิปัญญา สร้างงานและรายได้ที่หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ช่างทอผ้า และช่างย้อมผ้า ไปจนถึงกลางน้ำ และปลายน้ำ”นางโชติกา กล่าว

    อธิบดี สวธ. กล่าวว่า สวธ.ยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่และศักยภาพบุคลากรให้สอดรับกับยุคดิจิทัล และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จัดเก็บองค์ความรู้ ตลอดจนอำนวยความสะดวก เป็นเครื่องมือในการสืบค้น เผยแพร่ และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/1075495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_j8Gd7uQ3r_WfOUG30EiQ

  • ปตท. ผนึกกรุงไทย เชื่อมคาร์บอนเครดิต-ตลาดเงินรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    ปตท. ผนึกกรุงไทย เชื่อมคาร์บอนเครดิต-ตลาดเงินรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    กลุ่ม ปตท. ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ต่อยอดความร่วมมือด้านโซลูชันทางการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สนับสนุนโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project) ของกลุ่มธนาคารโลก โดยพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ‘คาร์บอนเครดิตลิงก์เดริเวทีฟส์’ (Carbon Credit Linked Derivatives) ที่นำคาร์บอนเครดิตมาเชื่อมกับธุรกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    การต่อยอดความร่วมมือครั้งนี้มีผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ ‘ภัทรลดา สง่าแสง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ ‘จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา’ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. พร้อมด้วย ‘ธนันต์พร ตั้งพิทักษ์กุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด (PTTT) และ ‘รวินทร์ บุญญานุสาสน์’ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย

    สำหรับเครื่องมือคาร์บอนเครดิตลิงก์เดริเวทีฟส์ จะนำคาร์บอนเครดิตมาเชื่อมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับราคาคาร์บอน และเตรียมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ในส่วนของการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ธนาคารกรุงไทยนำความเชี่ยวชาญด้านตลาดเงินและตลาดทุนเข้ามาใช้ ขณะที่ ปตท. สนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านธุรกิจอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่วน PTTT สนับสนุนการจัดหาคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่ายจึงเชื่อมภาคการเงิน ภาคพลังงาน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวางรากฐานระบบนิเวศการเงินเพื่อคาร์บอนของประเทศไทย

    แนวทางดังกล่าวมุ่งพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทยให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6218296/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hz1qBreOAs_pTX4I8GMSv

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน และงานเลี้ยงอาหารค่ำจัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนและหอการค้าสหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์ผู้นำของของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81  – กระทรวงการต

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน และงานเลี้ยงอาหารค่ำจัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนและหอการค้าสหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์ผู้นำของของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81  – กระทรวงการต

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ก.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 ก.ย. 2569

    | 86 view

    ​เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก โดยมีเอกอัครราชทูต Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน และนาย Joshua Walker ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ หอการค้าสหรัฐฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ และมีนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าร่วมกว่า 20 บริษัท

    ​ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงทางการค้าไทย-สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งในไทยและสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน เกษตรและอาหารแปรรูป เพื่อยกระดับมูลค่าของห่วงโซ่อุปทานไทย และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในระยะยาวต่อไป

    ​นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็กระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บริหารบริษัทสมาชิก ได้แก่ Apple Chevron Glenfarne Group PepsiCo ServiceNow Siemens Healthineers และ Western Digital เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตลอดจนโอกาสในการยกระดับการค้า การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างไทยและสหรัฐฯ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/unga81-usabc-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xmR9JwYacrJi2fKzCNJqz

  • ดีเซลทะลุ 41 บาท ลากต้นทุนทั้งระบบ

    ดีเซลทะลุ 41 บาท ลากต้นทุนทั้งระบบ

    ราคาดีเซลกำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดการชดเชย ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซลเพิ่มขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 โดยดีเซล B7 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร ขณะที่ B20 อยู่ที่ 36.44 บาทต่อลิตร

    ตัวเลข 41.44 บาทอาจดูเหมือนเป็นเพียงราคาบนป้ายหน้าปั๊ม แต่สำหรับระบบเศรษฐกิจ ดีเซลมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะเป็นต้นทุนพื้นฐานของภาคขนส่ง การกระจายสินค้า ภาคเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ดีเซลแพงขึ้นกี่สตางค์’ แต่คือ ‘ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปในระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายใครเป็นคนรับภาระ’

    ดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่งรับแรงกระแทกก่อน

    หลักฐานที่เห็นได้ชัด คือ ต้นทุนของภาคขนส่งเริ่มตอบสนองต่อราคาพลังงานแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย สนค. ระบุว่าราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นตามสถานการณ์พลังงานโลกเป็นปัจจัยสำคัญ และคาดว่าค่าบริการขนส่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อในไตรมาสถัดไป หากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    นั่นหมายความว่า แม้ราคาดีเซลจะขยับขึ้นครั้งละไม่มาก แต่เมื่อประกอบเข้ากับต้นทุนอื่น ๆ ผลกระทบต่อธุรกิจขนส่งสามารถสะสมจนกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าบริการได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘โดมิโนต้นทุน’

    น้ำมันแพง → ต้นทุนรถขนส่งเพิ่ม → ค่าขนส่งสูงขึ้น → ต้นทุนสินค้าเพิ่ม

    ไม่ใช่แค่รถบรรทุก แต่กระทบตั้งแต่ต้นน้ำ ผลกระทบของดีเซลไม่ได้หยุดอยู่ที่รถบรรทุก ภาคเกษตรต้องใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และขนส่งผลผลิต ขณะที่กิจการประมงก็มีต้นทุนน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ

    เมื่อเชื้อเพลิงแพงขึ้น ธุรกิจจึงต้องเลือกระหว่างขึ้นค่าบริการ ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง โดยเฉพาะ SME ที่มีเงินทุนจำกัด การเปลี่ยนรถหรือระบบขนส่งไปใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในทันทีอาจทำได้ยาก จึงเกิดโจทย์สำคัญว่า หากน้ำมันแพงต่อเนื่อง ใครจะเป็นคนรับต้นทุน

    จากค่าขนส่ง สู่ราคาสินค้า Pass-through Effect

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ การส่งผ่านต้นทุน หรือ Pass-through Effect กลไกสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ เป็น 3 ขั้น

    ขั้นแรก – ต้นทุนพลังงานเพิ่ม

    ราคาดีเซลสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งและการดำเนินงานของธุรกิจเพิ่มขึ้น

    ขั้นที่สอง – ธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะรับต้นทุนหรือส่งต่อ

    ผู้ประกอบการมีทางเลือกหลัก ๆ คือ ปรับค่าขนส่ง ปรับราคาสินค้า ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง

    ขั้นสุดท้าย – ผลกระทบถึงผู้บริโภค

    หากต้นทุนถูกส่งต่อ ราคาสินค้าและบริการก็มีโอกาสปรับขึ้น แต่หากการแข่งขันสูงหรือกำลังซื้ออ่อนแอ ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถขึ้นราคาได้เต็มที่ และต้องแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เอง ดังนั้น ดีเซลขึ้นไม่ได้แปลว่าราคาสินค้าทุกชนิดจะขึ้นทันทีในสัดส่วนเดียวกัน

    สนค. เคยชี้ว่าแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันสามารถส่งผลต่อค่าบริการขนส่ง แต่การแข่งขันในตลาดก็เป็นปัจจัยที่จำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการขึ้นราคาได้เช่นกัน

    ผลกระทบจึงอาจเกิดขึ้นสองทางพร้อมกัน ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น หรือ ผู้ประกอบการกำไรลดลงและหากต้นทุนสูงอยู่นาน ทั้งสองทางก็อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้

    เงินเฟ้ออาจไม่ได้พุ่งทันที แต่กำลังซื้อถูกบีบ

    เมื่อค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือแรงกดดันต่อราคาสินค้าและบริการ แต่การส่งผ่านต้นทุนไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในทันที ผู้ประกอบการอาจเลือกแบกต้นทุนไว้ก่อน ขณะที่สินค้าบางประเภทมีการแข่งขันสูงจนไม่สามารถขึ้นราคาได้มาก

    สำหรับประชาชน หากค่าเดินทาง อาหาร หรือสินค้าในชีวิตประจำวันทยอยเพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ก็หมายถึงรายได้เท่าเดิมแต่ต้องใช้เงินมากขึ้น นี่คือแรงกดดันต่อ กำลังซื้อที่แท้จริง

    เมื่อเงินจำนวนเท่าเดิมถูกใช้ไปกับค่าเดินทางและอาหารมากขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการซื้อสินค้าอื่น การท่องเที่ยว หรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็มีโอกาสลดลง จึงเกิดผลกระทบอีกทอดหนึ่ง

    น้ำมันแพง → ต้นทุนเพิ่ม → ค่าครองชีพเพิ่ม → กำลังซื้อถูกบีบ → ธุรกิจขายยากขึ้น

    โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินเฟ้อ แต่เกี่ยวข้องกับ แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวม ด้วย

    ทางออกต้องแก้ 3 ชั้น ไม่ใช่แค่ตรึงราคาดีเซล

    หากราคาน้ำมันโลกยังผันผวน การแก้ปัญหาไม่ควรมีเพียงการเลือกว่าจะ ‘ตรึงราคาดีเซล’ หรือ ‘ปล่อยให้ราคาขึ้นตามตลาด’ เพราะการตรึงราคานานเกินไปอาจเพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันฯ ขณะที่การปล่อยให้ต้นทุนส่งผ่านเร็วเกินไปก็อาจกระแทกค่าขนส่งและค่าครองชีพ

    ทางออกจึงควรแบ่งเป็น 3 ระยะ

    1. ระยะสั้น ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่อุ้มทั้งระบบ

    เมื่อดีเซลแพงขึ้น สิ่งที่รัฐควรจับตาคือผู้ประกอบการที่มีต้นทุนน้ำมันสูงและไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะ รถบรรทุกขนาดเล็ก ผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย และรถสาธารณ มาตรการช่วยเหลือจึงควรเป็นแบบ เฉพาะกลุ่มและมีกรอบเวลา มากกว่าการตรึงราคาน้ำมันทั้งระบบ เช่น

    • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ
    • มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพรถและระบบขนส่ง
    • สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ว่าจ้าง
    • หากจำเป็นต้องอุดหนุน ควรพิจารณาช่วยเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นและได้รับผลกระทบสูง

    แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ สนค. ที่ให้สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการภาษี การฝึกอบรมด้านการบริหารต้นทุน และการรวมกลุ่มพันธมิตรโลจิสติกส์

    หลักคิดสำคัญคือ รัฐควรใช้งบเพื่อซื้อเวลาให้คนปรับตัวมากกว่าจ่ายเงินเพื่ออุดหนุนต้นทุนไปเรื่อย ๆ

    2. ระยะกลาง ตัดวงจร ‘น้ำมันแพง = ขนส่งแพง’

    โจทย์ที่ใหญ่กว่าราคาดีเซลคือโครงสร้างโลจิสติกส์ของประเทศ หากระบบขนส่งพึ่งพารถบรรทุกและน้ำมันมากเกินไป ทุกครั้งที่น้ำมันโลกผันผวน ต้นทุนไทยก็จะถูกกระแทกตาม ทางออกคือเร่งสร้างระบบขนส่งที่ ใช้พลังงานน้อยลงและมีทางเลือกมากขึ้น สิ่งที่ควรเร่ง ได้แก่

    หนึ่ง – ขนส่งหลายรูปแบบ

    เชื่อมรถบรรทุกกับรถไฟ ท่าเรือ และระบบขนส่งอื่น เพื่อลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในระยะทางไกล

    สอง – เพิ่มประสิทธิภาพรถบรรทุก

    สนับสนุนเทคโนโลยีจัดเส้นทาง ลดเที่ยวรถเปล่า เพิ่มอัตราการบรรทุก และบริหารน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ

    สาม – เปิดทางให้พลังงานทางเลือก

    สนับสนุน EV เชิงพาณิชย์ รถบรรทุกไฟฟ้า และเชื้อเพลิงทางเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละประเภทการขนส่ง

    สนค. เองเสนอให้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและพัฒนาการขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

    3. ระยะยาว เปลี่ยนจาก ‘บริหารราคาน้ำมัน’ เป็น ‘บริหารความเสี่ยงพลังงาน’

    โจทย์ใหญ่ที่สุดคือ ไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ สิ่งที่ทำได้คือ ลดความเสียหายเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันฯ จึงควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ กันกระแทกในภาวะวิกฤต มากกว่าการตรึงราคาเป็นการถาวร

    สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงระบุว่าแนวทางของกองทุนคือใช้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงวิกฤตระยะสั้น และหากเกิดวิกฤตที่ยืดเยื้อจนกระทบสภาพคล่องของกองทุน ต้องพิจารณาการอุดหนุนอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือรักษาความสามารถของกองทุนในการรับมือวิกฤตในอนาคต ดังนั้น ระยะยาวไทยควรมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดขึ้น เช่น

    • กำหนดกรอบการใช้กองทุนน้ำมันฯ ในภาวะวิกฤตให้ชัดเจน
    • สะสมสภาพคล่องในช่วงที่ราคาพลังงานลดลง
    • กระจายแหล่งนำเข้าและโครงสร้างพลังงาน
    • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
    • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวในระบบเศรษฐกิจ

    เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ราคาน้ำมันไทย ‘ถูกที่สุด’ แต่คือทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง เศรษฐกิจไทยไม่ถูกกระแทกแรงเกินไป ที่สำคัญ รัฐต้องจับตาราคาสินค้าแบบมีข้อมูล

    อีกมาตรการที่ควรทำควบคู่กันคือ ติดตามการส่งผ่านต้นทุนอย่างโปร่งใสไม่ใช่การห้ามผู้ประกอบการขึ้นราคา แต่ควรทำให้เห็นว่า ดีเซลขึ้นเท่าไร → ค่าขนส่งเพิ่มเท่าไร → ต้นทุนสินค้าเพิ่มเท่าไร → ราคาขายปลีกควรเปลี่ยนแค่ไหน เพราะหากการแข่งขันยังทำงาน ผู้ประกอบการที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงควรสามารถปรับราคาได้อย่างเหมาะสม ขณะที่การขึ้นราคาเกินกว่าต้นทุนควรได้รับการตรวจสอบ

    กลไกนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่าง ผู้ประกอบการที่ต้องอยู่รอด กับ ผู้บริโภคที่ต้องได้รับความเป็นธรรม

    ดีเซล 41.44 บาท จึงเป็นโจทย์มากกว่าราคาหน้าปั๊ม

    ราคาดีเซลที่ 41.44 บาทต่อลิตรจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายสถานีบริการ แต่เป็นจุดหนึ่งของห่วงโซ่ต้นทุนที่เริ่มจากตลาดน้ำมันโลก ผ่านรถบรรทุกและระบบโลจิสติกส์ ไปสู่โรงงาน เกษตรกร ผู้ค้า และอาจจบลงที่ราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชน

    ทางออกจึงไม่ควรเป็นเพียงการถามว่าจะตรึงดีเซลหรือไม่ แต่ควรถามให้ครบ 3 ข้อ

    ระยะสั้น — จะช่วยใครให้ผ่านต้นทุนช็อกครั้งนี้?

    ระยะกลาง — จะลดการพึ่งพาน้ำมันในระบบขนส่งอย่างไร?

    ระยะยาว — จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนได้โดยไม่ต้องพึ่งการอุดหนุนราคาเป็นหลัก?

    เพราะถ้ารัฐแก้เพียง ‘ราคาดีเซล’ ปัญหาอาจกลับมาอีกทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกพุ่ง แต่ถ้าแก้ที่ โครงสร้างต้นทุนและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ การขึ้นราคาน้ำมันครั้งต่อไปก็อาจไม่สามารถส่งแรงกระแทกไปถึงค่าขนส่ง ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชนได้รุนแรงเหมือนเดิม

    และนี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าการพยายามทำให้ดีเซล ‘ถูก’ ในระยะสั้น นั่นคือการทำให้เศรษฐกิจไทย ‘ทนต่อน้ำมันแพง’ ได้มากขึ้นในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-diesel-transport-cost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tU_HEgEwlajcgno0hJsSY

  • กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


    23/09/2569 | 57 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านงบประมาณและการก่อสร้างอาคารภายในศูนย์ฯ เพื่อกำชับและขับเคลื่อนการบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานที่กำหนด โดยมี ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการศูนย์ฯและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฯ ร่วมลงพื้นที่และนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง

    การลงพื้นที่ติดตามงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อกำกับดูแล ติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามสัญญา ระเบียบ กฎหมาย และหนังสือสั่งการอย่างเคร่งครัด รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่และอาคารสถานที่ ให้สามารถรองรับการดำเนินกิจกรรมการฝึกอบรม และเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด

    นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เน้นย้ำให้ผู้รับจ้างและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ควบคุมการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม มีความปลอดภัย และเสร็จสิ้นทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งกำชับให้บริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากฯ แห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงให้แก่ประชาชนต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    อ้างอิงวันที่ : 23/09/2569 11:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/423627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrZ5q2C25rTMrpoloLym9