Blog

  • เอกชนหวังไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก หลังเชื่อมั่นภาคอุตฯ ยังหงอย | เดลินิวส์

    เอกชนหวังไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก หลังเชื่อมั่นภาคอุตฯ ยังหงอย | เดลินิวส์

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเม.ย. จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น ส่วนจะกระตุ้นได้เท่าไร อย่างไร จะมีการประเมินหลังมาตรการเริ่มใช้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 85.3 ลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว จากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลก ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนเม.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

    นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง เป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า ส่งผลให้เงินหมุนเวียนเงินในระบบล่าช้า

    ทั้งนี้ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9

    “ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้า และสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 69 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  ขอให้ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ , เสนอภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5876646/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SMeuU-d4KLcsoPLqUCVFo

  • อินโดฯ ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 70 โตสูงสุด 6.5% คุมขาดดุลงบต่ำกว่า 2.4% : อินโฟเควสท์

    อินโดฯ ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 70 โตสูงสุด 6.5% คุมขาดดุลงบต่ำกว่า 2.4% : อินโฟเควสท์

    ปราโบโว ซูเบียนโต (ภาพ: thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เปิดเผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและเป้าหมายการคลังสำหรับปี 2570 โดยตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด 6.5% พร้อมรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    ปราโบโวกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1.5-3.5% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ให้อยู่ที่ประมาณ 16,800-17,500 รูเปียห์/ดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลคาดว่าจะอยู่ในช่วง 6.5-7.3%

    ผู้นำอินโดนีเซียระบุว่า การขาดดุลงบประมาณในปี 2570 จะถูกควบคุมให้อยู่ในช่วง 1.8-2.4% ของ GDP พร้อมย้ำว่า นโยบายการคลังและการเงินจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของสกุลเงินรูเปียห์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำหรับภาคพลังงาน รัฐบาลประเมินราคาน้ำมันดิบปี 2570 ไว้ที่ 70-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นอกจากนี้ ผู้นำอินโดนีเซียยังเสริมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดอัตราความยากจนลงสู่ระดับ 6-6.5% และลดอัตราว่างงานลงสู่ระดับ 4.3-4.8% ภายในปี 2570 พร้อมย้ำว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องสะท้อนผ่านการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rO_1ZXICXBrVlQC2iSJD1

  • BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง”  สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

    BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง” สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

    BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง” สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน


    20/05/2569 | 43 |

    บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/504700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kuB6evKNwmhE4lahu9Y4N

  • ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับต้องเจรจากับสหรัฐฯ เพราะสภาพเศรษฐกิจบีบบังคับ

    ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับต้องเจรจากับสหรัฐฯ เพราะสภาพเศรษฐกิจบีบบังคับ

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอิหร่านได้ปกป้องการเจรจากับสหรัฐฯ โดยยอมรับถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนเชื้อเพลิง และความเสียหายจากสงครามที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ พร้อมทั้งโต้แย้งกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่คัดค้านการเจรจาต่อ

    ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเกียน เผยในการปราศรัยที่งานแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานว่า “สำหรับผู้ที่ตะโกนว่าเราไม่ควรเจรจา ถ้าเราไม่เจรจา แล้วเราควรทำอย่างไร สู้จนถึงที่สุดหรือ เราเจรจาอย่างมีศักดิ์ศรี”

    “มันไม่สมเหตุสมผลที่จะบอกว่าเราจะไม่เจรจา” เปเซชเกียนเผย “เราสามารถปกป้องสิทธิของชาติได้ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน เราต้องพูดคุยอย่างมีเหตุผลและได้รับการตอบกลับอย่างมีเหตุผล”

    คำกล่าวของประธานาธิบดีอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางการหยุดยิงที่เปราะบางในสงคราม 6 สัปดาห์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยความพยายามในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่นำโดยปากีสถานไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้วก็ตาม

    บุคคลสำคัญในกลุ่มฮาร์ดคอร์คัดค้านการเจรจาเพิ่มเติมหากสหรัฐฯ ไม่ยอมอ่อนข้ออย่างมาก โมฮัมหมัด อาลี จาฟารี อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เผยเมื่อวันจันทร์ว่า ไม่ควรมีการเจรจาเพิ่มเติมใดๆ นอกจากว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ

    อาลาเอ็ดดิน โบรุเจอร์ดี รองหัวหน้าคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน เผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า การเจรจาจะไร้ประโยชน์หากไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้

    เปเซชเกียนเชื่อมโยงการผลักดันการเจรจากับสหรัฐฯ เข้ากับการเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในชาติ โดยเตือนว่า ศัตรูของอิหร่านอาจใช้ประโยชน์จากความแตกแยกภายในได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการโจมตีทางทหาร

    “เรายืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีต่อต้านชาวต่างชาติ เราเจรจา และเราจะปกป้องสิทธิของชาติ” เปเซชเกียนเผย

    “เราจะต่อต้านการรุกรานใดๆ ด้วยความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกัน” เปเซชเกียนเผย “พวกเขาไม่สามารถยึดครองประเทศด้วยขีปนาวุธและระเบิดได้ แต่พวกเขาสามารถทำได้ด้วยความแตกแยกและความขัดแย้ง เราต้องพยายามทำให้แน่ใจว่าความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้จะไม่แตกสลาย”

    นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น มีรายงานเกี่ยวกับความแตกแยกในหมู่เจ้าหน้าที่ของอิหร่านปรากฏขึ้นหลายครั้ง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีรายงานชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเปเซชเกียนและอาหมัด วาฮิดี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันกล่าวกันว่าเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในกองกำลัง

    แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือบอกกับสำนักข่าว Iran International ในเวลานั้นว่า ความขัดแย้งเกิดจาก “การจัดการสงครามและผลกระทบที่ทำลายล้างต่อความเป็นอยู่ของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ”

    3 วันต่อมา Iran International ได้รับรายงานว่า เปเซชเกียนรู้สึกผิดหวังที่ถูกวางอยู่ใน “ทางตันทางการเมืองอย่างสมบูรณ์” และเขายังถูกถอดถอนอำนาจในการแต่งตั้งผู้แทนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามด้วย

    ยอมรับความเสียหายและความยากลำบากหลังสงคราม

    เปเซชเกียนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับแรงกดดันที่อิหร่านเผชิญ และไม่ควรอ้างว่าประเทศรอดพ้นจากอันตราย “ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้รับความเสียหาย”

    เปเซชเกียนเผยอีกว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของอิหร่านเสียหายหลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ

    “เราต้องเตรียมพร้อมรับมือสงคราม” เปเซชเกียนกล่าว “พวกเขาโจมตีแหล่งก๊าซของเรา 230 ล้านลูกบาศก์เมตร พวกเขาโจมตีโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเหล็กโมบาราเกห์”

    เปเซชเกียนเผยว่าอิหร่านจะไม่ยอมถอย แต่ต้องบริหารประเทศอย่างรอบคอบ

    “ไม่มีใครบอกได้ว่าศัตรูกำลังถูกทำลายและเรากำลังเจริญรุ่งเรือง” เขากล่าว “พวกเขามีปัญหาและเราก็มีปัญหาเช่นกัน เราจะไม่ยอมก้มหัวให้เราอย่างเด็ดขาด”

    การยอมรับดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของอิหร่านหลังการหยุดยิง แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเสียหายอย่างหนัก ราคาสินค้าสูงขึ้น และโรงงาน โรงไฟฟ้า ทางรถไฟ สนามบิน และสะพานถูกทำลายไปมากมายก็ตาม

    การส่งออกน้ำมันถูกจำกัดเนื่องจากภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

    เปเซชเกียนกล่าวว่า อิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยการส่งออกน้ำมันถูกจำกัด

    “พวกเขาปิดเส้นทาง และเราก็ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เช่นกัน” เขากล่าว “เราไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ง่ายๆ การบอกว่าเราไม่พบปัญหาใดๆ นั้นเป็นหนึ่งในคำกล่าวอ้างเหล่านั้น”

    เปเซชเกียนบอกอีกว่า การโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันเบนซินของอิหร่านทำให้ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงของประเทศรุนแรงขึ้น โดยผลผลิตรายวันอยู่ที่ 100 ล้านลิตร ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 150 ล้านลิตร

    “กำลังการผลิตน้ำมันเบนซินของเราลดลง พวกเขาโจมตีมัน” เปเซชเกียนกล่าว

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงมากกว่า 80% ในช่วงวันที่ 13-25 เมษายน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในเดือนมีนาคม ทำให้มีน้ำมันดิบจำนวนมากติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมัน

    ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปิดกั้นการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากท่าเรืออิหร่าน อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบ 1.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม

    Photo by – / IRANIAN PRESIDENCY / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/iran-president-negotiations-with-us-economic-pressure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WifYQDnm_yGBvAw5eXbR5

  • แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ของเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนการนัดหยุดงานประท้วงในวันที่ 21 พ.ค. นี้ หลังจากความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลงานร่วมกับฝ่ายบริหารล้มเหลว โดยคาดว่าจะมีพนักงานเกือบ 48,000 คนพร้อมใจกันผละงานเป็นเวลา 18 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

    นายชเว ซึงโฮ ผู้นำสหภาพแรงงาน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายสหภาพได้ยอมรับข้อเสนอสุดท้ายจากตัวกลางของภาครัฐแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว “เราขอแสดงความเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางสหภาพยืนยันที่จะเดินหน้านัดหยุดงานประท้วงตามกรอบของกฎหมายอย่างแน่นอน”

    ข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแรงงานและฝ่ายบริหารยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีจุดชนวนสำคัญมาจากเรื่อง “โบนัสตามผลงาน” ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของตลาดหน่วยความจำโลก

    แม้ว่ารายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง “การยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิม” ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนประจำปีได้แล้ว แต่ประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญคือโครงสร้างและสัดส่วนการกระจายเงินโบนัส

    โดยข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ต้องการให้จัดสรรเงินโบนัสในอัตราคงที่คิดเป็น 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกเลิกเพดานการจ่ายเงิน และต้องการให้ข้อตกลงนี้ถูกบรรจุเป็นระเบียบขององค์กรอย่างเป็นทางการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว รวมถึงเรียกร้องโบนัสให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังประสบภาวะขาดทุนด้วย

    ส่วนข้อเสนอของฝ่ายบริหารเสนอให้คงระบบสิ่งจูงใจจากกำไรส่วนเกินแบบเดิม แต่ปรับให้คำนวณโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน และเสนอให้มีระบบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มีความยืดหยุ่น

    ด้านแถลงการณ์ของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ระบุถึง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” โดยชี้ว่าบริษัทได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของสหภาพไปมากแล้ว แต่ทางสหภาพยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เนื่องจากขัดต่อหลักการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท

    หลังจากการประกาศล้มโต๊ะเจรจาดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ดิ่งลงทันทีประมาณ 3%

    การประท้วงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ เนื่องจาก ซัมซุง ถือเป็นฟันเฟืองหลักที่แบกรับสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 หรือ 25% ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่คิดเป็น 35% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมด ซึ่งหากการประท้วงยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเกาหลีใต้

    นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปจากเกาหลีใต้ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของสายการผลิตอาจทำให้ปัญหาชิปขาดแคลนในยุค AI บูมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

    ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ขู่ว่าจะใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่เคยนำมาใช้ เพื่อสั่งระงับการประท้วงชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันและบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวยังเร็วเกินไป และเชื่อว่ายังพอมีเวลาสำหรับการพูดคุย โดยนายพัค ซูคึน ประธานคณะกรรมการแรงงานที่เป็นตัวกลางระบุว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่อีกครั้ง “ได้ทุกเมื่อ” หากทั้งสองฝ่ายพร้อมเผชิญหน้ากันอีกครั้ง.

    ที่มา Yonhap / Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2934036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sSF9zu7dZHjsVEtNhZAuf

  • นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.ฝรั่งเศส องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย-ฝรั่งเศส ทีมประเทศไทย เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สายตานานาประเทศ

    เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.2569 

    โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนในครั้งนี้พบหารือกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่

    1. ระดับผู้นำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (working dinner) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน พลังงาน คมนาคม การทหาร และอากาศยาน

    2. องค์การระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือที่ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปลายปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

    3. ภาคเอกชนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับคณะนักธุรกิจฝรั่งเศสภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมทั้งพบปะภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้เข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    4. ทีมประเทศไทย ภาคเอกชนไทย และชุมชนไทยในฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความเห็นในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งพบปะชุมชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฝรั่งเศส รวมถึงภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ไทยในระดับสากล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965731&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R_cf9FYVndj1pOUj7KNBe

  • ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    Loading…

    ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-63&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cxj6513A2xMQaCXLew0d8

  • จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

    จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

    ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเติบโตของ GDP การขยายตัวของการค้า การเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน และการยกระดับนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐ โดยภาพรวมสะท้อนว่ายูเออี กำลังเดินหน้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและทนทานต่อความผันผวนจากภายนอกมากขึ้น

    รายงานข่าวฉบับนี้สรุปภายใต้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การส่งผ่านของการเติบโตทางการค้าไปสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ และผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยอ้างอิงจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญ พอสรุปได้ดังนี้

    แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

    ประเด็นราคาพลังงานยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะสั้น เนื่องจากยูเออีปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดย Super 98 อยู่ที่ 0.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร Special 95 อยู่ที่ 0.97 ต่อลิตร และ E-Plus 91 อยู่ที่ 0.95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร ขณะที่ดีเซลทรงตัวที่ 1.28 เหรียญสหรัฐฯต่อลิตร การปรับขึ้นครั้งนี้สะท้อนภาวะราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงาน

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้ระบบกระจายสินค้าหนักหรือใช้เชื้อเพลิงสูง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพในเขตเมืองสำคัญ เช่น ดูไบ อาบูดาบี และชาร์จาห์ เพิ่มขึ้นบางส่วน

     อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อเงินเฟ้อของยูเออี มีแนวโน้มได้รับการบรรเทาผลกระทบจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็ง การเติบโตของภาคนอกน้ำมัน (Non-oil)  และระบบธนาคารที่มีสภาพคล่องสูง โดยสินทรัพย์รวมของระบบธนาคารอยู่ที่มากกว่า 1.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินฝากอยู่ที่ 928 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินและการส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

    ในภาพรวม ราคาพลังงานน่าจะเป็นปัจจัยดันเงินเฟ้อระยะสั้นมากกว่าจะกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้าง หากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัวและต้นทุนโลจิสติกส์ได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศก็น่าจะอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

    การส่งผ่านการเติบโตทางการค้าสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ

    การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเศรษฐกิจยูเออี โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าต่างประเทศอยู่ที่ 1.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการค้าสินค้านอกภาคน้ำมันขยายตัว 27% เป็น 1.04 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเงินและบริการ แต่ได้ส่งผ่านแรงขับเคลื่อนไปสู่ภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และท่าเรืออย่างชัดเจน

    ข้อมูลจาก DP World ระบุว่า ผู้บริหารภาคการค้าในยูเออีกว่าเกือบสองในสามคาดว่าการเติบโตทางการค้าในปี 2569 จะทรงตัวหรือขยายตัวสูงกว่าปี 2568 โดยมองว่าคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ และระบบศุลกากรเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เชื่อมโยงเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

    การขยายตัวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคท่าเรือ เขตโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า โดยยูเออียังได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมโยงทางการค้ากับอินเดีย จีน และญี่ปุ่น ตลอดจนการเปิดตลาดใหม่ผ่านความตกลง CEPA และเครือข่ายการค้าใน Jebel Ali Free Zone ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของนครดูไบในฐานะศูนย์กลางการค้าโลก

    ในเชิงโครงสร้างภาคการค้าและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของยูเออี และเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในด้านคลังสินค้าท่าเรือและระบบขนส่งอัจฉริยะ

    โดยสรุปการเติบโตทางการค้าของยูเออีกำลังส่งผ่านไปสู่ความต้องการ ด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ ระบบศุลกากร และเทคโนโลยีบริหารห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    ผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    นโยบายอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ยูเออี ในปี 2026 โดยรัฐบาลเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Make it in the Emirates 2026” เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังอนุมัติกองทุนความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม (National Industrial Resilience Fund) มูลค่าประมาณ 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ เพิ่มความมั่นคงของสินค้ายุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา อุปกรณ์การแพทย์ อาหาร และเทคโนโลยีขั้นสูง เร่งการใช้ AI                  ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน นโยบายดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐต้องการยกระดับจากการเป็นศูนย์กลางการค้า ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้วย

    ผลต่อการจ้างงานคาดว่าจะเกิดในสองมิติ ได้แก่ การจ้างงานโดยตรงในภาคอุตสาหกรรม การผลิต     โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี และการจ้างงานทางอ้อมในบริการสนับสนุน เช่น วิศวกรรม ซ่อมบำรุง ซัพพลายเชน         และบริการธุรกิจ โดยเมื่อบริษัทจดทะเบียนในประเทศเพิ่มขึ้นเกิน 1.4–1.45 ล้านราย ย่อมสะท้อนถึงฐานธุรกิจที่ขยายตัวและความต้องการแรงงานที่หลากหลายมากขึ้น

    ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยูเออียังคงมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนทั่วโลก เนื่องจาก  มีฐานการค้าขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้าง และนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการเชื่อมโยงกับผู้ผลิต และนักลงทุนต่างประเทศโดยตรง รายงานของหนังสือพิมพ์ The National ระบุว่า FDI ของ ยูเออี ในปีก่อนอยู่ที่ 45.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 49% และทำให้ ยูเออี อยู่ในอันดับ 10 ของโลก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    โดยภาพรวม เศรษฐกิจ ยูเออี อยู่ในจังหวะการเติบโตที่เข้มแข็งและมีฐานสนับสนุนกว้าง ทั้งจากภาคนอกน้ำมัน การค้า ระบบธนาคาร และการลงทุนอุตสาหกรรม แม้ราคาพลังงานจะกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่แรงส่งจากการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐยังมีแนวโน้มช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมความสามารถแข่งขันของประเทศต่อเนื่อง

    ในเชิงนโยบายการขยายตัวของการลงทุนอุตสาหกรรมควบคู่กับความสามารถด้านการค้าและโลจิสติกส์ จะช่วยให้ยูเออี สร้างฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าบางประเภท และเพิ่มมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความต้องการแรงงานฝีมือและแรงงานเทคนิค ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อการจ้างงานในระยะกลางถึงระยะยาว

    ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มเป็นบวก โดยเศรษฐกิจยูเออีที่ยังขยายตัวและการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตช่วยหนุนความต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น สินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแรง  ส่วนนโยบายอุตสาหกรรม “Make it in the Emirates 2026” และกองทุนอุตสาหกรรม 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนขนส่งและต้นทุนกระจายสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงควรบริหารราคาและเส้นทางโลจิสติกส์อย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/joluo01ir0mt7lx9lqntoqc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZL9K48YNBUlBi6xs39lBz

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์: รอย่อทยอยซื้อ
    ราคาซื้อ: $4,350 = 68,500
    แนวต้าน: $4,650 = 71,100

    FOMC–อิหร่าน–จีน–รัสเซีย กำลังกำหนดทิศทางทองคำอย่างไร? นักลงทุนควรวางกลยุทธ์แบบไหนในช่วงตลาดผันผวน

    .
    ทำไมการประชุม FOMC ความขัดแย้งอิหร่าน–สหรัฐฯ และความร่วมมือจีน–รัสเซีย จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงที่ตลาดยังผันผวนสูง? ราคาทองคำในช่วงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยทั้งปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หาก Fed ยังใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลาย หรือความตึงเครียดโลกยกระดับขึ้น ทองคำมีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง นักลงทุนจึงควรเน้นรอจังหวะสะสมใกล้แนวรับมากกว่าการไล่ราคา

    .
    ตลาดยังจับตาการประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ หาก Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อ กดดันทองคำในระยะสั้น แต่หาก Fed เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือเปิดทางลดดอกเบี้ย ทองคำก็มีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง

    .

    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นของจีน–รัสเซีย ยังคงเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนจึงยังต้องติดตามประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพราะสามารถสร้างแรงเหวี่ยงให้ตลาดได้ตลอดเวลา

    .

    ด้านเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานและแกว่งผันผวน โดยแนวรับสำคัญอยู่บริเวณ $4,350 หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ $4,200–4,100 ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $4,650 หากกลับไปยืนเหนือโซนนี้ได้ จะเริ่มเป็นสัญญาณว่าฝั่งซื้อกลับมาคุมตลาดมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้ยังเน้น “รอสะสมใกล้แนวรับ” มากกว่าการไล่ราคา

    .

    ทำไมดอกเบี้ยของ Fed ถึงมีผลต่อราคาทองคำ? เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตร ทำให้ทองคำถูกกดดัน แต่เมื่อดอกเบี้ยลด ทองคำมักกลับมาน่าสนใจมากขึ้น
    ทองคำยังเป็น Safe Haven ที่ดีในปี 2026 หรือไม่? ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญ เพราะนักลงทุนทั่วโลกยังใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจผันผวน
    นักลงทุนควรไล่ราคาทองคำช่วงนี้หรือไม่? ไม่ควรไล่ราคาในช่วงตลาดผันผวนสูง ควรรอสะสมใกล้แนวรับ แบ่งไม้ลงทุน และติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-20-5-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ao18A_FG4vsWJoaUoUWp

  • แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    กระแสถกเถียงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบทุกมิติ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า โครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 1-1.4 ล้านล้านบาทนี้ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือกลายเป็นโครงการที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    โครงการแลนด์บริดจ์มีแนวคิดเชื่อมการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผ่านแนวคิด “ท่าเรือเดียว สองฝั่ง” เชื่อมระหว่างแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง กับแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ระยะทางประมาณ 90-109 กิโลเมตร ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ 6 ช่องจราจร และระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดเวลาขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาได้ 4-5 วัน ลดต้นทุนได้ราว 15% และเพิ่มจีดีพีไทยในระยะยาว

    มีโอกาสสูงไม่ได้ไปต่อ-หลากปัจจัยรุม

    อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่าโครงการนี้มีโอกาสสูงที่จะ “แท้ง” หรือไปต่อไม่ได้ เว้นแต่รัฐบาลจะเดินหน้าชนกระแสคัดค้านอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเผชิญแรงต้านมหาศาลจากประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวระนองที่ต้องการรักษาวิถีชีวิตแบบ Slow Life และเศรษฐกิจฐานธรรมชาติเอาไว้มากกว่า

    โดยจุดอ่อนสำคัญของแลนด์บริดจ์อยู่ที่ผลกระทบต่ออัตลักษณ์ของระนอง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างเกาะพยาม รวมถึงปะการังชายฝั่ง การก่อสร้างต้องใช้หินจำนวนมหาศาลจากการทุบภูเขาเพื่อนำไปถมทะเล ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงถาวร ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีดั้งเดิมของเมืองระนองอาจสูญหายไป

    นอกจากนี้ พื้นที่ฝั่งระนองยังเป็นพื้นที่เปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม มีทั้งป่าชายเลนที่อยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียนมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ข้อมูลจากภาควิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ และการขุดลอกร่องน้ำจะกระทบระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์หน้าดินซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของชุมชนประมงพื้นบ้าน

    รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ระบุว่าพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร แต่ภาคีนักวิชาการสำรวจพบสูงถึง 1,685 ตัวต่อตารางเมตร หากคำนวณตามพื้นที่ผลกระทบกว่า 32 ล้านตารางเมตร อาจเกิดความสูญเสียสัตว์หน้าดินมากกว่า 53,953 ล้านตัว ขณะที่ชุมชนยังวิตกเรื่องมลพิษ น้ำเสีย คราบน้ำมัน และเสียงจากนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    ดร.อัทธ์กล่าวว่า คนระนองไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ปัจจุบันจังหวัดมีการค้าชายแดนกับเมียนมาและเชื่อมการค้ากับอินเดียผ่านกรอบ BIMSTEC อยู่แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากกว่าคือรถไฟรางคู่เชื่อมระนองกับโครงข่ายรถไฟสายหลัก เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    ในมุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มองว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ นักเก็งกำไรที่ดินและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รอรับงานระดับแสนล้านบาท ขณะที่ชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพประมงและท่องเที่ยวชุมชน กลับแทบไม่ได้ประโยชน์โดยตรง จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนกับวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่

    อีกประเด็นสำคัญคือข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แม้หน่วยงานรัฐระบุว่าโครงการมีอัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR สูงถึง 17.43% และคืนทุนภายใน 24 ปี แต่ผลศึกษาหลายสำนักกลับให้ภาพตรงกันข้าม โดยเฉพาะข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุค่า BC Ratio เพียง 0.22 ต่ำกว่า 1 มาก สะท้อนว่าต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์

    ชี้เร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 4 ประเทศคุ้มค่ากว่า

    ดร.อัทธ์ ระบุว่า ยังไม่มีผลศึกษาจากสถาบันใดที่ยืนยันชัดว่าโครงการคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นผลศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ญี่ปุ่น หรือสถาบันยูโซฟ อิสซัค ของสิงคโปร์ ขณะที่จุดอ่อนสำคัญทางโลจิสติกส์คือปัญหา Double Handling หรือการยกตู้สินค้าขึ้นลงหลายรอบ ซึ่งทำให้ต้นทุนและเวลาสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

    ปัจจุบันท่าเรือระนองรองรับตู้สินค้าเพียงประมาณ 6,000 ตู้ต่อปี แต่โครงการตั้งเป้าสูงถึง 20 ล้านตู้ต่อปี ใกล้เคียงกับท่าเรือสิงคโปร์และพอร์ตกลางของมาเลเซีย จึงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในระยะยาว

    ดร.อัทธ์ เสนอว่า ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือการเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมสินค้าจากจีนสู่เอเชียใต้และยุโรป พร้อมยกระดับท่าเรือระนองในระดับเหมาะสมรองรับระบบราง ซึ่งใช้งบประมาณต่ำกว่าและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

    ขณะที่แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า รัฐบาลต้องพิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนที่แท้จริง เนื่องจากข้อมูลเชิงสถิติของแต่ละฝ่ายยังแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะประเด็นระยะเวลาขนส่งและต้นทุนที่ภาครัฐกับภาคเอกชนประเมินไม่ตรงกัน พร้อมมองว่าผลศึกษาของคณะกรรมการ 90 วันจะเป็นตัวชี้ชะตาสำคัญว่าแลนด์บริดจ์จะแจ้งเกิดหรือกลายเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็กต์ที่ต้องพับแผนในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/659499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mpUViAjZjYP19KBqYTF9z