Blog

  • คลัง G7 เห็นพ้องแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที

    คลัง G7 เห็นพ้องแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที

    วันนี้, 22:53น.

              ที่ประชุมของรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G7 เห็นพ้องถึงความจำเป็นในการแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าในเศรษฐกิจโลก แต่ยังไม่มีแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรม โดยในการประชุมที่กรุงปารีสเป็นวันที่ 2 มีวาระสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนในตลาดพันธบัตรโลก สมาชิกเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที และย้ำถึงความจำเป็นในการกดดันรัสเซียให้ยุติการทำสงครามโจมตียูเครน

              นายโรลองด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศส เจ้าภาพจัดการประชุมกล่าวว่า สมาชิกมีการหารือเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญของการประชุม เขากล่าวว่าความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางการค้าและเสี่ยงต่อการผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน โดยชี้ถึงรูปแบบที่จีนบริโภคน้อยเกินไป สหรัฐอเมริกาบริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป ซึ่งรัฐมนตรีกลุ่ม G7 เห็นพ้องกันว่าประเทศของพวกเขาจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และควบคุมนโยบายที่บิดเบือนตลาด

              ในการหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งกับอิหร่านและแรงกดดันต่อรัสเซีย รัฐมนตรีกลุ่ม G7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเสรีและปลอดภัยอีกครั้ง เพื่อบรรเทาความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน อาหาร และปุ๋ย พร้อมเรียกร้องให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกให้การสนับสนุนประเทศที่เปราะบางที่สุดจากผลกระทบของความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดหาอาหาร

              แถลงการณ์ร่วมยังระบุด้วยว่า ประเทศกลุ่ม G7 เป็นเอกภาพในการประณามรัสเซียและให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะขยายเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรออกไปอีก 30 วัน เพื่อให้มีการซื้อน้ำมันขนส่งทางทะเลจากรัสเซียเพื่อช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางด้านพลังงาน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในกลุ่ม

              นายวัลดิส ดอมบรอฟสกิส กรรมาธิการเศรษฐกิจยุโรป กล่าวว่า ความตึงเครียดจากประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม G7 ไม่ได้เห็นพ้องต้องกันเสมอไป

              ในส่วนของแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก รัฐบาลกลุ่ม G7 กำลังพยายามประสานความพยายามเพื่อลดการพึ่งพาจีน ซึ่งครอบงำห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญสำหรับเทคโนโลยีต่างๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และระบบป้องกันประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีให้คำมั่นว่าจะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก G7 และกับพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกันในด้านแร่ธาตุที่สำคัญ รวมถึงการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น

    ….

    #G7

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dm1DC1zpH8nAhKA25cZQn

  • ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

    ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

    วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.48 น.

    19 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า

    ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569 นั้น

    เพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีต่อทางราชการ จึงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

    1. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    3. รศ.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    5. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    6. นายยรรยง ไทยเจริญ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    7. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    8. นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    9. นางสาวอาจารี ตราชูกุล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    10. นางสาวอนัญญา แก้วนิล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    11. นายอดิศร์ หะริณสุต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    12. นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

    เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ และติดตามการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของรองนายกรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

    สั่ง ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2569

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ql5GOUSMgDfPir9MlkopY

  • นับหนึ่งร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    นับหนึ่งร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยที่สูงทะลุ 27 ล้านตันต่อปี ขณะที่ สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศที่มีอยู่ 2,057 แห่ง มีเพียงแค่ 6% เท่านั้นที่จัดการได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนอีก 94% ที่เหลือใช้วิธีเทกองและเผากลางแจ้ง กลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM 2.5 รวมถึงน้ำชะขยะปนเปื้อนโลหะหนักที่ซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน

    เครือข่าย Thailand Circular Economy นำโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายรวม 28 องค์กร ได้เดินทางเข้ายื่น “ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน” ต่อรัฐสภา โดยมี พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบเมื่อวันที่ 18 พ.ค.69

    กฎหมายฉบับนี้ใช้การศึกษาและวิจัยอย่างเข้มข้นยาวนานกว่า 6 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นวงจร “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ผ่านกลไกการบริหารและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ 2 ตัว คือ

    • EPR (Extended Producer Responsibility): กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากสินค้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
    • PAYT (Pay-As-You-Throw): ใครทิ้งมาก ต้องจ่ายมาก ตามหลักการสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ”

    ทวงคืน 3 สิทธิขั้นพื้นฐานให้คนไทย

    หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาชนนี้ คือการคืนสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน 3 ข้อหลัก ได้แก่

    1. 1.Right to Repair (สิทธิในการซ่อม) ห้ามผู้ผลิตออกแบบสินค้าให้พังง่ายหรือซ่อมยาก เพื่อบังคับให้เกิดความคงทนและลดการเพิ่มขยะในหลุมฝังกลบ
    2. 2.Right to Refuse (สิทธิในการลดใช้บรรจุภัณฑ์) สนับสนุนให้มีจุดเติมสินค้า (Refill) ทั่วไป โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อบรรจุภัณฑ์ใหม่
    3. 3.Right to Know (สิทธิในการรับรู้ข้อมูล) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสารเคมีและวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าได้อย่างโปร่งใส

    ทำไมไทยต้องรีบเปลี่ยน?

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า บ่อขยะที่จัดการไม่ถูกต้องสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่าสูงถึง387,000ล้านบาท และต้องใช้งบฟื้นฟูอีก114,000ล้านบาท ขณะที่กองทุนสิ่งแวดล้อมไทยเหลือเงินเพียง873ล้านบาทยิ่งไปกว่านั้น ท้องถิ่น(อปท.)ต้องแบกรับค่าเก็บขนขยะกว่า20,000ล้านบาทต่อปี แต่เก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง2,800ล้านบาท ส่วนต่างทั้งหมดกลายเป็นภาระภาษีของประชาชน

    นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังบีบให้ไทยต้องปรับ คู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปได้ออกกฎข้อบังคับเข้มงวด เช่น กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และข้อบังคับการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) หากไทยไม่มีกฎหมายแม่บทรองรับ สินค้าส่งออกของไทยจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    หากร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับนี้ผ่านการพิจารณา ธนาคารโลกประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้สูงถึง 1% ของ GDP และเกิดการจ้างงานสีเขียว (Green Jobs) เพิ่มขึ้นอีก 160,000 ตำแหน่ง

    ขั้นตอนต่อจากนี้คือการเดินหน้าเล็งรวบรวม 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อสภาอย่างเป็นทางการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5874544/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b7YpB2mrVYOt1LMiI8-u0

  • กกร.หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือโต 1.2-1.6% เซ่นพิษสงครามตอ.กลาง เงินเฟ้อพุ่งแตะ 2-3% : อินโฟเควสท์

    กกร.หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือโต 1.2-1.6% เซ่นพิษสงครามตอ.กลาง เงินเฟ้อพุ่งแตะ 2-3% : อินโฟเควสท์

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยที่ประชุม กกร. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.2-1.6% (จากเดิม 1.6-2.0%) และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ มาอยู่ที่ 2.0-3.0% (จากเดิม 0.2-0.7%) ส่วนประมาณการส่งออก ยังคงเดิมที่ -1.5 ถึง -0.5%

    ทั้งนี้ เนื่องจาก กกร. มองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ พร้อมเห็นว่า ประเทศไทยควรเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้ Reinvent Thailand ซึ่งจะยิ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมแซม ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1/69 ขยายตัวที่ 2.8% แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตได้ดี ภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่าย ประกอบกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูง จากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่ม tech ขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การส่งออกกระจุกตัวสูง และไม่ได้ส่งผลดีไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง

    นางพิมพ์ใจ ระบุว่า กกร. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิตการส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ทั้งนี้ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนัก และทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ

    “กกร. จะนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรมว.แรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    พร้อมกันนี้ กกร. ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

    ทั้งนี้ กกร. เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลยพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20vHYsf2gL2sc1afzaDUQ9

  • เตือนโลกเทขายพันธบัตร ซ้ำเติมเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบาง

    เตือนโลกเทขายพันธบัตร ซ้ำเติมเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบาง

    นักวิเคราะห์เตือนแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลก เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3 ชาติเอเชียที่เปราะบางอยู่แล้ว ถอดบทเรียนจากอดีต ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง-Taper Tantrum’ เอเชียต้องตั้งรับให้ดี

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางที่สุด 3 แห่งของเอเชีย คือ “อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย” ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้อาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น แม้จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาน้ำมันอยู่แล้วก็ตาม

    อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย กำลังเผชิญทั้งภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนค่าหนักอยู่แล้ว หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ และขณะนี้ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรโลกก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นไปอีก

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้นทำให้ “ค่าเงินดอลลาร์” แข็งค่า และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากเอเชีย ซึ่งเพิ่มภาระการชำระหนี้ในสกุลดอลลาร์ และกดดันให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินและเพิ่มความน่าสนใจของตราสารหนี้ท้องถิ่น แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะมีแนวโน้มอ่อนแอลงก็ตาม ทำให้ผู้กำหนดนโยบายตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
     

    “การเติบโตของหลายประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากว่าจะรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอย่างไร” เฟรเดอริก นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว “สถานการณ์อาจยิ่งยากขึ้นอีก เรายังไม่พ้นช่วงอันตราย”

    ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและความกังวลด้านเงินเฟ้อ ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 5% และเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

    การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยนอกจาก “เงินหยวน” ของจีนแล้ว ค่าเงินเอเชียหลักๆ ทั้งหมดต่างอ่อนค่าลงนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น โดยเปโซฟิลิปปินส์ รูปีอินเดีย และรูเปียห์อินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาค

    ตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในวันพุธที่ 20 พ.ค. นี้ หลังเร่งเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดใหม่ 

    ส่วนในฟิลิปปินส์ บรรดานักค้าและนักเศรษฐศาสตร์เริ่มคุยถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยขนานใหญ่ หรือขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หากแรงกดดันต่อค่าเงินเปโซรุนแรงขึ้นอีก ขณะที่อินเดียนั้นใช้การแทรกแซงค่าเงินและมาตรการจำกัดการนำเข้าทองคำและเงิน 

    นักเศรษฐศาสตร์มองว่า มาตรการลักษณะเดียวกันนี้อาจแพร่กระจายไปยัง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะหากราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

    บลูมเบิร์กระบุว่า ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับตลาดเกิดใหม่เอเชีย เพราะ “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา” แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด เมื่อสภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น

    ในช่วงวิกฤติการเงินเอเชียปี 1997-1998 หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เผชิญวิกฤติการณ์ค่าเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศหายไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อความสามารถของประเทศเหล่านั้น ในการปกป้องค่าเงินและการหาเงินทุนมาแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก่อนที่วิกฤติดังกล่าวนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง เงินเฟ้อพุ่งสูง และความปั่นป่วนทางการเมือง

    ขณะที่เหตุการณ์ “Taper Tantrum” ในปี 2013 ซึ่งเกิดจากสัญญาณว่าเฟดจะเริ่มลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลด QE) ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูง โดยอินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในครั้งนั้น

    ส่วนในรอบนี้ ธนาคารกลางในภูมิภาคต่างเร่งแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินก็ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

    ซานเจย์ มาธูร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของธนาคาร ANZ ระบุในบันทึกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “การแทรกแซงค่าเงินในระดับนี้จะยิ่งยากต่อการพยุงไว้ เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศถูกใช้ไปมากแล้ว ขณะที่แรงกดดันจากราคาพลังงานยังไม่ลดลง”  และคาดว่าอินเดียกับอินโดนีเซียจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 1.9% และ 1.1% ของจีดีพีในปีนี้ ขณะที่ฟิลิปปินส์จะขาดดุลถึง 4%

    “บทเรียนจาก Taper Tantrum และวิกฤติต้มยำกุ้งคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสามารถพุ่งขึ้นได้รวดเร็วมาก และทุนสำรองที่ดูเหมือนจะเพียงพอ อาจลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน” ร็อบ ซับบารามัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ โฮลดิงส์ กล่าว

    “ค่าครองชีพที่สูงขึ้นสามารถนำไปสู่ความไม่พอใจทางการเมืองมากขึ้น เพราะประชาชนมักจะโทษรัฐบาล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aNSbkAJnic3qIswUicroI

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 19/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 19/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05lSPO103QkC0-JHWxQ-lG

  • ชาวบ้านเฮ!”ไทยช่วยไทยพลัส ได้เงินเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนรากหญ้า

    ชาวบ้านเฮ!”ไทยช่วยไทยพลัส ได้เงินเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนรากหญ้า

    (19พ.ค.69) ที่ อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” โดยโครงการนี้จะรวมมาตรการช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน 2 มาตรการไว้ด้วยกัน คือ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีกลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และ สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่ 13.8 ล้านคน รวมรับสิทธิกว่า 43 ล้านคน 

    จากการสอบถาม นางน้อย อายุ 77 ปี ชาวบ้าน กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่รัฐบาลมีโครงการคนละครึ่งพลัส ตนเองมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวงเงินต่อเดือนแค่ 300 บาท ถือว่าไม่เพียงพอ เงินโครงการ“คนละครึ่งพลัส” ที่เพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 1,300 บาท จะนำมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง และหมากพลู มาตุนไว้ทั้งนี้ อยากฝากขอบคุณถึงรัฐบาลที่มีโครงการดี ๆ มาให้กับชาวบ้าน

    ด้าน นายอุดม อายุ 54 ปี พ่อค้าขายผักตลาดนัดคลองถมในเทศบาลตำบลบ้านด่าน กล่าวว่า หลังจากทราบการอนุมัติตนเองจะเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน เพราะว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนรากหญ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NTWaQsqz7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TFI438Sx3Zh-oFAgPoEU3

  • พ.ร.ก.กู้เงิน เสี่ยงไม่รอด อดีตผู้พิพากษา เปิด 3 ข้อ ศาล รธน. จ่อตีตกงบพลังงาน 2 แสนล้าน

    พ.ร.ก.กู้เงิน เสี่ยงไม่รอด อดีตผู้พิพากษา เปิด 3 ข้อ ศาล รธน. จ่อตีตกงบพลังงาน 2 แสนล้าน

    วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.15 น.

    วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกถึงคดีประวัติศาสตร์ที่ สส. ฝ่ายค้าน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งศาลได้สั่งรับคำร้องและให้ ครม. แจงกลับใน 7 วันแล้ว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กับ “แผนงานที่ 2”: ศาลรัฐธรรมนูญจะตีตกได้อย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ สส. ฝ่ายค้าน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ และศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และให้คณะรัฐมนตรีจัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลกำหนดและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลภายใน 7 วัน ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อวินัยการเงินการคลังอย่างยิ่ง

    คดีนี้ไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงเรื่อง “พลังงานสะอาด” แต่เป็นคดีหลักหมุดที่จะกำหนด “เส้นแบ่ง” ระหว่างอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหารในการออก พ.ร.ก. กับอำนาจของรัฐสภาในการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน และจะกลายเป็นบรรทัดฐานการตีความคำว่า “ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” ในอนาคต

    วัส ติงสมิตร

    ประเด็นสำคัญ: เจาะจงโต้แย้งเฉพาะ “แผนงานที่ 2” ฝ่ายค้านมิได้ร้องขอให้ศาลล้ม พ.ร.ก. ทั้งฉบับ แต่ใช้สิทธิโต้แย้งเฉพาะเจาะจง (Severable Challenge) ไปที่ “แผนงานที่ 2” ในบัญชีท้าย พ.ร.ก. วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งครอบคลุมเรื่อง:

    • การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน

    • การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

    • การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV Infrastructure)

    • การพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรมพลังงานสะอาด

    วัส ติงสมิตร

    ฝ่ายค้านชี้ว่า แผนงานนี้มีลักษณะเป็น “นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว” ไม่ใช่มาตรการเชิงรับเพื่อรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้า พูดง่าย ๆ คือ เรื่องนี้สำคัญและมีประโยชน์จริง แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะออกเป็น พ.ร.ก. ได้

    จุดเปลี่ยนทางเทคนิค: รัฐธรรมนูญ 2560 จำกัดขอบเขตศาลไว้แคบลง ความแตกต่างสำคัญระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และ 2560 มีดังนี้:

    • รัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 185): ศาลมีอำนาจตรวจสอบได้กว้างขวาง ทั้งในแง่วัตถุประสงค์และดูว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” หรือไม่

    • รัฐธรรมนูญ 2560 (มาตรา 173): ตัดอำนาจตรวจสอบเรื่อง “ความฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน” ออกไป โดยให้ศาลวินิจฉัยได้เฉพาะกรณีที่โต้แย้งว่า พ.ร.ก. นั้นเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เท่านั้น

    สรุปคือ รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ศาลตรวจสอบได้เพียงมิติเดียว คือ พ.ร.ก. นั้นทำเพื่อรักษาความปลอดภัยประเทศ, ความปลอดภัยสาธารณะ, ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือป้องปัดภัยพิบัติ ส่วนความ “ฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน” ถือเป็น “ดุลพินิจเด็ดขาดของฝ่ายบริหาร” ที่ศาลจะไม่ก้าวล่วง (Judicial Restraint)

    ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เหตุผลใดในการ “ตีตก” แผนงานที่ 2? เมื่อไม่สามารถอ้างเรื่อง “ไม่ฉุกเฉิน” ได้โดยตรง ศาลจึงต้องหันมาพิจารณา “เนื้อหาแท้ของมาตรการ” (Nature and Subject Matter) ว่า แผนงานที่ 2 ไม่เข้าองค์ประกอบการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตั้งแต่ต้น โดยมี 3 แนวทางเหตุผลดังนี้

    1.เป็น “นโยบายพัฒนา” มากกว่า “มาตรการรักษาความมั่นคง”: “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หมายถึงการยับยั้งภัยคุกคามเฉียบพลันที่กระทบระบบการเงินรุนแรง แต่โครงการ Smart Grid หรือ EV เป็นการพัฒนาสู่อนาคต การที่ประเทศยังไม่มีโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจปัจจุบันล่มสลาย จึงไม่เข้าข่ายการ “รักษา” ความมั่นคง

    2. เป็นเพียง “นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม”: แม้รัฐจะอ้างวิกฤตพลังงาน แต่ไส้ในของแผนงานคือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมิใช่ข้อยกเว้นพิเศษที่จะให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตรากฎหมายเอง

    3. สภาพเทคนิคชี้ชัดว่าเป็น “โครงการลงทุนระยะยาว”: ข้อมูลเชิงประจักษ์ (เช่น แผนแม่บทสมาร์ทกริดที่ต้องใช้เวลาทำไม่น้อยกว่า 4 ปี) ชี้ว่าโครงการเหล่านี้ไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ด้วยเงินกู้ฉุกเฉินทันที แต่ต้องทยอยลงทุนต่อเนื่อง การออก

    พ.ร.ก. จึงขัดต่อความเป็นจริงและเข้าข่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจ

    ผลทางกฎหมาย: ประชาธิปไตยไม่ได้ห้ามทำ แต่ต้องโปร่งใส หากศาลสั่งตีตก แผนงานที่ 2 จะไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้น (Void) แต่นี่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลถูกห้ามทำโครงการพลังงานสะอาด รัฐบาลยังดำเนินนโยบาย Green Transition ต่อไปได้เต็มที่ เพียงแต่ต้องกลับเข้าสู่ “ประตูบานปกติ” คือการตราเป็น “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)” หรือใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ผ่านกลไกตรวจสอบ:

    1.การพิจารณาจากผู้แทนราษฎรในสภา

    2. การอภิปรายถกเถียงอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ

    3. การอนุมัติงบประมาณรายรายการอย่างจำเพาะเจาะจง

    กระบวนการนี้คือหัวใจของหลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักความยินยอมของปวงชนในระบอบประชาธิปไตย

    บทสรุป: คดีนี้เป็นเรื่องของ “ขอบเขตอำนาจ” บรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้จะตอบคำถามสำคัญว่า ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจพิเศษได้กว้างขวางเพียงใด

    • ถ้าศาลตีความกว้างเกินไป: จนรวม “นโยบายพัฒนาระยะยาว” เข้ามาได้ ในอนาคตรัฐบาลใด ๆ ก็จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา แล้วหันมาออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนโตทำโครงการตามใจชอบ ซึ่งจะทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล

    • ถ้าศาลตีความอย่างเคร่งครัด: แยก “การรักษาความมั่นคง” (แก้พิษวิกฤต) ออกจาก “การพัฒนาเศรษฐกิจ” (วางรากฐานระยะยาว) อย่างเด็ดขาด ก็จะเป็นการยืนยันหลักการสำคัญว่า เงินแผ่นดินในโครงการระยะยาวขนาดใหญ่ ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้แทนราษฎรภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยปกติเท่านั้น

    วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 19/5/69″

    วัส ติงสมิตร

    วัส ติงสมิตร

    วัส ติงสมิตร

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/965352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m4G1lT456gZ63rsZ8y5N1

  • โครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน


    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)

    กระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

    2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    2.1 ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    2.1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า

    1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569

    2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569

    2.1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน

    2.1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    2.2 กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

    2.3 การใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569

    (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

    ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

    นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    1.1 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345

    1.2 Call Center กรมบัญชีกลาง โทร. 0 2270 6400

    1.3 สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 0 2126 5800

    1.4 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3509 และ 3548

    ตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

    2.1 เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40): ติดตามรายละเอียดโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

    และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.ไทยช่วยไทยพลัส.th

    2.2 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:

    2.2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

    และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.3 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:

    2.3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1122 กด 3

    ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.4 สอบถามข้อมูลโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40):

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 08 5842 7102, 08 5842 7103, 08 5842 7104, 08 5842 7105, 08 5842 7106,

    08 5842 7107, 08 5842 7108, 08 5842 7109 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504593&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OBZZFHLtDSWzQNWfsNAOZ

  • กกร.คาด GDPไทยปี69จะขยายตัวเพียง1.2% – 1.6% เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0-3.0%

    กกร.คาด GDPไทยปี69จะขยายตัวเพียง1.2% – 1.6% เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0-3.0%

    วันนี้, 16:34น.

              นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการร่วม ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยที่ประชุม กกร. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.2-1.6% (จากเดิม 1.6- 2.0%) และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ มาอยู่ที่ 2.0-3.0% (จากเดิม 0.2-0.7%) ส่วนประมาณการส่งออก ยังคงเดิมที่ -1.5 ถึง – 0.5%  เนื่องจาก กกร. มองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่ เห็นในปัจจุบัน โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อ ราคาวัตถุดิบ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ พร้อมเห็นว่า ประเทศไทยควรเร่งการลงทุน ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ ภายใต้ Reinvent Thailand ซึ่งจะยิ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

               อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้เวลา ระยะหนึ่งในการซ่อมแซม ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทาง เศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

                สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1/69 ขยายตัวที่ 2.8% แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตได้ ดี ภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่าย ประกอบกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูง จากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้ สินค้ากลุ่ม tech ขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การส่งออกกระจุกตัวสูง และไม่ได้ส่งผลดี ไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง

               กกร. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

                รัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนในระยะเร่งด่วน การ ต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนัก และทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงาน จำนวนมากหายไปจากระบบในทันที  ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้อง กับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ

                กกร. ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการ ทุจริต เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

    #กกร

    #GDPปี69

    Cr:คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yA00bgh_9SceiMT_wj4uX