Blog

  • สศช.เตือนวิกฤติค่าครองชีพ ‘คลัง’ ห่วงผู้ผลิตแบกต้นทุนพุ่ง

    สศช.เตือนวิกฤติค่าครองชีพ ‘คลัง’ ห่วงผู้ผลิตแบกต้นทุนพุ่ง

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 โดยจีดีพีขยายตัว 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.5% 

    เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมขยายตัวถึง 9.9% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้นถึง 10.1% ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักร และเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4% 

    ขณะที่การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว17.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 9.4% ตามความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในตลาดโลก โดย สศช.ปรับประมาณการส่งออกทั้งปีเป็น 9.6% สูงกว่าเดิมที่ 2% จากการผ่อนคลายมาตรการภาษีของสหรัฐ และแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ประเด็นการส่งออกไปสหรัฐต้องเฝ้าระวังการบังคับใช้มาตรา 301 การกีดกันการค้าไทย และกระทรวงพาณิชย์ กำลังชี้แจง โดย สศช.ระบุว่าข้อมูลที่ต้องเฝ้าระวังคือ การนำเข้าสินค้ากลับขยายตัวสูงถึง 33.1% เป็นการขยายตัวสูงสุดรอบ 18 ไตรมาส ผลให้ขาดดุลการค้าครั้งแรกรอบ 14 ไตรมาส ที่มูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6.9 หมื่นล้านบาท 

    สำหรับการขาดดุลส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าทองคำ โดยไตรมาส 1 ปี 2569 นำเข้าทองคำ 3 แสนล้านบาท หากหักรายการนี้ออกดุลการค้าไทยยังเกินดุล โดยช่วงที่ผ่านมาปริมาณซื้อขายทองคำในไทยสูงมากบางวันมากกว่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกิดจากพฤติกรรมซื้อขาย และเก็งกำไรมากขึ้น

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์ 

    พ.ร.ก.เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.0% เท่ากับประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยรวมปัจจัยผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมทั้งการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท 

    ส่วน พ.ร.ก.เงินกู้นั้น สศช.ได้คำนวณว่าหากไม่ออก พ.ร.ก.ส่วนนี้ตัวเลขจีดีพีจะลดลง 0.4% ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 2% โดยผลการออก พ.ร.ก.ต่อเศรษฐกิจจะทำให้มีเม็ดเงินทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.7-2.0 แสนล้านบาทในปีนี้ ขณะที่อีก 2 แสนล้านบาท จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจปี 2570 

    ทั้งนี้กรณีที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มาจากปัจจัยตะวันออกกลางที่กระทบต่อประชาชนในระยะต่อไปเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ออกแบบให้สามารถโยกวงเงินจากรายการเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาสู่การเยียวยาประชาชนได้ตามความจำเป็น 

    เตือนไทยเผชิญวิกฤติค่าครองชีพ

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปีนี้มีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบราคาพลังงาน ภาคขนส่ง และต้นทุนสินค้า โดยทำให้เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่จะเป็นวิกฤติที่ตามมาได้ในอนาคต 

    ทั้งนี้แม้ไตรมาส 1 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.5 % แต่เริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตไปผู้บริโภคในเดือนเม.ย.2569 ที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 2.8% และบางเดือนที่เหลืออาจเป็นเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อทั้งปีที่คาดไว้ 2-3% เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าติดลบ 0.3% 

    “ไทยไม่ได้เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ต้องระวังวิกฤติค่าครองชีพที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน และการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ อิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งมาตรการที่ลงไปคือ มาตรการในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนมีภาระลดลงในช่วงที่ราคาสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น” นายดนุชา กล่าว 

    แนะจับตา 6 ประเด็นกระทบเศรษฐกิจ

    สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจที่ สศช.แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ ได้แก่ 

    1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

    2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนเร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก

    3.รักษาแรงส่งภาคส่งออกเตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ

    4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%

    5.ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้งเตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง

    6.แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อเร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

    สศช.เตือนวิกฤติค่าครองชีพ ‘คลัง’ ห่วงผู้ผลิตแบกต้นทุนพุ่ง

    “เอกนิติ” ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จีพีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมขยายถึง 9.9% ที่โดดเด่นสุดเป็นการลงทุนภาคเอกชนสูงถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ครั้งแรกรอบ 11 ปี

    ทั้งนี้ จีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความขรุขระ และมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามในช่วงเดือนมี.ค.เต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรขณะนั้น

    “คลัง” เตือนผู้ผลิตแบกต้นทุน

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทย และทั่วโลก กำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลกที่คาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่ออีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับต่ำ

    ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อ และค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.2569 สูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พลิกมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังติดลบในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกต้นทุน และถูกบีบกำไร (Margin) ซึ่งเมื่อธุรกิจแบกรับต้นทุนไม่ไหว และส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคจะเกิดปัญหาค่าครองชีพ และสภาพคล่องประชาชน

    “สภาวการณ์ ดังกล่าว จะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้ และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    ทุ่ม 2 แสนล้าน “ไทยช่วยไทยพลัส”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยดึงเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาดำเนินการโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อย และคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BdUhdqra7SpGBRsxp0flT

  • นายกฯสั่ง ครม.รับลูกเจ้าสัว ดันเศรษฐกิจ 4 ด้าน

    นายกฯสั่ง ครม.รับลูกเจ้าสัว ดันเศรษฐกิจ 4 ด้าน

    หลังเวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้นำภาคธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ หรือวงหารือ ‘เจ้าสัว’ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย การแข่งขันโลก ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน และข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ล่าสุดรัฐบาลเริ่มเดินหน้ารับลูกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่การปฏิบัติ

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างมาก และยืนยันว่าการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ไม่ได้เป็นการดำเนินนโยบายเพื่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาศักยภาพของภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และประคองเศรษฐกิจโดยรวม

    “นายกรัฐมนตรีมองว่า หากภาคธุรกิจอยู่ได้ ก็จะเกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ และเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง ดังนั้นข้อเสนอจากภาคเอกชนจึงต้องถูกผลักดันให้เกิดผลจริง” นางรัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าทุก 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ผ่านกลไกคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

    สำหรับประเด็นหลักที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อน มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    ด้านแรก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ

    ด้านที่สอง การพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เร่งออกแบบแนวทางยกระดับแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมยุคใหม่

    ด้านที่สาม การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตที่จะสร้างการลงทุนและรายได้ใหม่ให้ประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานหลัก

    ส่วนด้านสุดท้าย คือ การลดอุปสรรคด้านการอนุญาต การลดขั้นตอนราชการ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ร่วมกันผลักดัน

    การสั่งการครั้งนี้สะท้อนทิศทางของรัฐบาลที่พยายามเปลี่ยน ‘วงหารือ’ ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจ ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติ หลังภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อความสามารถแข่งขันของไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ แต่คือความสามารถของภาครัฐในการผลักดันให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งเรื่องกฎระเบียบ การอนุญาต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gov-business-economic-drive&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EcaerMfXCVBq-KvVHE8IQ

  • ห่วงสงครามยืดเยื้อจบยากฉุดเศรษฐกิจไทยโตช้า

    ห่วงสงครามยืดเยื้อจบยากฉุดเศรษฐกิจไทยโตช้า


    กกร.คงเป้าจีดีพีไว้ที่ 1.2-1.6% เศรษฐกิจยังเสี่ยงจากปัญหาตะวันออกกลาง ส่งออกกระจุกตัวไม่สะท้อนภาคการผลิตจี้รัฐปลดล็อกปัญหาแรงงานขาดแคลน

    นางพิมพ์ใจ  ลี้อิสสระนุกูล .ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน(กกร.) ว่า  ที่ประชุมได้ประเมิน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับผลกระทบต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการซ่อมแซม ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ขยายตัวที่ 2.8%YoY แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตได้ดี ภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่าย ประกอบกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงจากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่ม tech ขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส. อย่างไรก็ตาม การส่งออกกระจุกตัวสูงและไม่ได้ส่งผลดีไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง

    สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดย กกร. ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.2% – 1.6% โดยเศรษฐกิจระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่

    อย่างไรก็ตามประเทศไทยควรเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ  และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้ Reinvent Thailand จะยิ่งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    นางเพียงใจ กล่าวว่า กกร. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที

     ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ

    ทางกกร. จะมีการนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

      อย่างไรก็ตาม กกร. ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

    ทั้งนี้ กกร. เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลยพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0roMHg_GKLYOvP-tjI8l4E

  • ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง

    ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง

    ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง


    19/05/2569 | 58 |

    หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 68.03 ไม่เกินกรอบร้อยละ 70 รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่เสถียรภาพการเงินประเทศ

    วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  วันที่ 19 พ.ค. 2569 ได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล 

    “การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ 

    โดยภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ ได้มีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท 

    พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท  เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท 

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164243


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05QA3aW6uIVuPKnyxKPK3Z

  • นายกฯ พอใจ GDP ไทยไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง สะท้อนมาตรการรัฐบาลมาถูกทาง แก้ปากท้อง-ค่าครองชีพ

    นายกฯ พอใจ GDP ไทยไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง สะท้อนมาตรการรัฐบาลมาถูกทาง แก้ปากท้อง-ค่าครองชีพ

    โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ พอใจ GDP ไทยไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง ขยายตัวร้อยละ 2.8 สะท้อนมาตรการรัฐบาลมาถูกทาง เดินหน้าแก้ปากท้อง-ฝ่ามรสุมค่าครองชีพ เตรียมขยายตลาดใหม่ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง

    วันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พอใจเศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่สมัยแรกดำเนินมาถูกทิศทาง และมาตรการที่ทยอยออกมาเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ การเร่งรัดรายจ่ายภาครัฐ การกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน การปรับปรุงกลไกภาครัฐและกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุน รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และแนวโน้มเชิงบวกด้านอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากสถาบันจัดอันดับระดับโลก อย่างเช่น Moody’s ที่ปรับความน่าเชื่อถือของไทย จากเชิงลบ (Negative Outlook) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) และวิเคราะห์ว่า ไทยเป็น 1 ในประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น

    การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.9 สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 10.1 จากการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยี   ภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลเตรียมเดินหน้าขยายตลาดใหม่เพิ่มเติมในภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    มากไปกว่านั้น การดูแลเศรษฐกิจฐานรากทำควบคู่กัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก รัฐบาลจะเร่งดูแลเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ ผ่านมาตรการลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการน้ำ การดูแลราคาสินค้า และการขยายตลาด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพและเศรษฐกิจโลก  ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    รัฐบาลยังเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พลังงาน ราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมกำชับการดูแลเศรษฐกิจระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ค่าครองชีพอันเป็นผลกระทบจากราคาพลังงาน ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่ได้ปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ 

    “ช่วงเวลาที่นายกฯอนุทิน ได้เข้ามาบริหารประเทศ สมัยแรกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปี 2569  ไทยต้องเผชิญกับวิกฤตภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภาษีศุลกากรของสหรัฐ ฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนกลายเป็นวิกฤตพลังงานทั่วโลก แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน  รัฐบาลได้นำความต้องการและความเดือดร้อนของประเทศ ผู้ประกอบการ ประชาชน มาเป็นโจทย์จากนี้ โครงการต่างๆ ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน  รวมทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทยอยออกมา  จะเป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองการเติบโตเศรษฐกิจถึงปลายปีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตทั้งปีที่ร้อยละ 2”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ecsQ9IKkFDv912yKqtxUY

  • RS แจงผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ 317.37 ล้านบาท เหตุเศรษฐกิจชะลอ กระทบสภาพคล่อง เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ยันธุรกิจไม่สะดุด

    RS แจงผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ 317.37 ล้านบาท เหตุเศรษฐกิจชะลอ กระทบสภาพคล่อง เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ยันธุรกิจไม่สะดุด

    บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ชี้แจงกรณีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นเครื่องหมาย CB (Caution – Business) บนหลักทรัพย์ของบริษัท หลังงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่าบริษัทและบริษัทย่อยเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มูลค่ารวม 317.37 ล้านบาท

    บริษัทเปิดเผยว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนภายในกลุ่มบริษัทเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องชั่วคราว ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนดชำระกับสถาบันการเงิน ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินรวมมูลค่า 317.37 ล้านบาท

    พร้อมระบุว่า รายการดังกล่าวได้ถูกบันทึกเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินและดอกเบี้ยค้างจ่ายไว้ในงบฐานะการเงินรวมและงบเฉพาะกิจการแล้ว

    สำหรับแนวทางแก้ไข บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้เพื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระคืนใหม่ โดยฝ่ายบริหารเชื่อว่าจะสามารถเจรจาได้สำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ พร้อมเดินหน้าปรับทั้งกลยุทธ์ธุรกิจและแผนการเงินควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาความสามารถในการชำระหนี้

    อย่างไรก็ตาม RS ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทและบริษัทย่อยยังเปิดดำเนินงานตามปกติ รวมถึงไม่มีผลต่อการให้บริการลูกค้าและคู่ค้าหลัก พร้อมเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียต่อไป

    ภาพประกอบข่าว RS ผิดนัดชำระหนี้ เร่งปรับโครงสร้างหนี้รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว 1

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/rs-debt-default-restructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nuO4PFzj3d-FO7ARInoMo

  • “เอกนิติ” เผย GDP โต 2.8% ไตรมาสแรกดีกว่าคาด ผลจากเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส

    “เอกนิติ” เผย GDP โต 2.8% ไตรมาสแรกดีกว่าคาด ผลจากเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส

    “รองนายกฯ เอกนิติ” เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 แสนล้าน  ชี้ GDP โต 2.8% ดีกว่าคาด ลงทุนเอกชนพุ่ง 10.1% สูงสุดในรอบ 11 ปี เผยเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยเกษตรกร

    วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการแถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า ขยายตัวที่ระดับ 2.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหลักคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมของทั้งประเทศขยายตัวถึง 9.9% ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดคือการลงทุนของภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี

    “ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดำเนินการมาก่อนเกิดวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การปลดล็อกข้อจำกัดผ่านโครงการ BOI Fast Pass ยังช่วยเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่บวกขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพจากการลงทุนของเอกชนที่กลับมาฟื้นตัวหลังจากที่ประเทศไทยขาดการลงทุนขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน 

    ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกก็ยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบังคับใช้มาตรการ 301 ในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองไปที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมอย่างเต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้าตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรในขณะนั้น

    ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป

    ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย. ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ โครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    นอกจากการเยียวยาระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ด้านพลังงานและต้นทุน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันกลุ่มรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศให้มากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวอย่างไม่สิ้นสุด

    ส่วนในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

    ในมิติของนโยบายการเงินและการคลัง รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และนโยบายการคลังเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้

    สำหรับข้อกังวลด้านหนี้สาธารณะ นายเอกนิติระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ จีดีพีของประเทศจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางคณิตศาสตร์ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุ 70% ได้โดยอัตโนมัติ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 68% และจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 69% ในช่วงปี 2571-2572 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ

    รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ส่งออกพังทลาย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมอาจไม่ได้ดูแย่ แต่จะสะท้อนความรุนแรงออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนแทน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายเยียวยาควบคู่ไปกับการรักษาเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rsCjZijwMPGQ5q9hVE3dh

  • คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92% “ห่วงใช้ผิด-ไม่ไว้ใจกู้” ชี้ เศรษฐกิจยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อ “หนี้ผูกพันก้อนโต”

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92% “ห่วงใช้ผิด-ไม่ไว้ใจกู้” ชี้ เศรษฐกิจยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อ “หนี้ผูกพันก้อนโต”

    เปิดตัวเลขผลสำรวจทุกมิติ จากการสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็นว่า เศรษฐกิจไทยวิกฤตถึงขั้นต้องกู้ 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนระบุว่า:

    -ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน ยังไม่ต้องกู้ฉุกเฉิน 36.79%

    -ถ้าจะกู้ ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69%

    -ไม่ควรกู้เลย 22.61%

    -ยังไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 10.94%

    -จำเป็น ต้องกู้เต็ม 4 แสนล้าน 6.97%

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92%

    เมื่อถามว่า ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนตอบว่า:

    -เห็นด้วยมาก: ต้องตรวจสอบเข้ม 48.78%

    -เห็นด้วยบ้าง: แต่กลัวช่วยช้า 17.91%

    -ควรให้รัฐสภา ไม่ต้องถึงศาล 15.15%

    -ไม่เห็นด้วย: รัฐบาลควรตัดสินใจเรื่องปากท้องได้ ไม่ควรติดเรื่องกฎหมาย 11.59%

    -ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.56%

    ส่วนประเด็นความเห็น หากรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไปก่อนรัฐสภาอนุมัติ ประชาชนระบุว่า:

    -ไม่เห็นด้วย ควรผ่านรัฐสภาก่อน ไม่ด่วนทำ 66.13%

    -เห็นด้วย ปากท้องรอไม่ได้ 14.18%

    -เป็นเกมการเมือง: รัฐบาลมั่นใจว่าคุมเสียง ส.ส. ให้โหวตผ่านได้ 12.72%

    -ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.97%

    ส่วน สิ่งความห่วงกังวลมากที่สุดกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประชาชนระบุว่า:

    -เอื้อทุนใหญ่ ชาวบ้าน/คนไทยไม่ได้ประโยชน์มากนัก 30.06%

    -ทุจริต/มีเงินทอน ไม่โปร่งใส 26.99%

    -ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72%

    -หวังผลการเมือง หาเสียง/ประชานิยม 15.15%

    -ไม่กังวล (มั่นใจรัฐบาล) เชื่อว่าจะใช้เงินแก้วิกฤตได้คุ้มค่า 3.08%

    เมื่อถามว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ควรใช้ทำอะไรมากที่สุด ประชาชนเห็นว่า:

    -ควรนำไปสร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07%

    -ลดค่าครองชีพทันที 19.37%

    -ลงทุนระยะยาว พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจใหม่ 18.56%

    -ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48%

    -ทำโครงการคนละครึ่งพลัส / ร่วมจ่าย 9.00%

    -ช่วย SMEs / ร้านค้ารายเล็ก 8.67%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 4.86%

    ในประเด็น โครงการคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส ควรตัดสิทธิคนรายได้สูงออกหรือไม่ ประชาชนตอบว่า:

    -เห็นด้วยมาก 34.04%

    -ค่อนข้างเห็นด้วย 31.20%

    -ไม่ค่อยเห็นด้วย 17.75%

    -ไม่เห็นด้วยเลย 10.13%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 6.88%

    หากรัฐบาลต้องช่วยกลุ่มคนเปราะบางควรหาเงินด้วยวิธีใด ประชาชนระบุว่า:

    -โยกจากงบเดิมก่อน ตัด-ลดงบที่ยังไม่จำเป็น ไม่สร้างหนี้เพิ่ม 38.11%

    -ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โยกงบเดิมก่อน หากไม่พอค่อยกู้เท่าที่จำเป็น 37.24%

    -กู้เงินก้อนใหม่ ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อช่วยเหลือโดยตรง 16.52%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 8.13%

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92%

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์นัยยะเพิ่มเติมจากผลไอเอฟดีโพลไว้ดังนี้:

    1) ห่วงใช้ผิด โดย 96.92%: ประชาชนกังวลว่าเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเอื้อทุนใหญ่ 30.06% ทุจริต/มีเงินทอน 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% และ หวังผลการเมือง 15.15% รวมเป็น 96.92% สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “กู้ได้ไหม” แต่คือ เงินจะไปถึงใคร

    2) ไม่ชอบให้กู้ 82.09%: กลุ่มที่เห็นว่า ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน 36.79% ถ้าจะกู้ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% และ ไม่ควรกู้เลย 22.61% รวมเป็น 82.09% สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่ยอมรับเหตุผลของการกู้เต็ม 4 แสนล้านบาท

    3) ให้ช่วยคนตัวเล็ก 76.59%: ประชาชนอยากให้เงินลงสู่เศรษฐกิจฐานล่าง ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลดค่าครองชีพ 19.37% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% คนละครึ่ง/ร่วมจ่าย 9.00% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% รวมเป็น 76.59%

    4) อย่ากู้มาแจกคนตัวเล็ก 75.35%: ประชาชนเห็นว่าควร โยกงบเดิมก่อน 38.11% หรือ โยกงบเดิมให้มากที่สุด หากไม่พอค่อยกู้ 37.24% รวมเป็น 75.35% สะท้อนว่า คนไทยอยากช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากให้ใช้เป็นเหตุผลกู้ใหม่ทันที

    5) สร้างผลลัพธ์จริง 54.30%: ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลงทุนระยะยาวด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจใหม่ 18.56% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น แต่ต้องการให้เงินรัฐสร้าง กำลังซื้อใหม่ ฐานรายได้ใหม่ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้จริง

    6) ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาตรวจสอบ 81.84%: ประชาชนต้องการให้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทผ่านด่านตรวจสอบก่อนใช้เงิน ทั้งเห็นด้วยมากให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ 48.78% เห็นด้วยบ้างแต่กลัวช่วยช้า 17.91% และ เห็นว่าควรให้รัฐสภาตรวจสอบ 15.15% สะท้อนว่าเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรอยู่ในมือรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องมีทั้งด่านกฎหมายและด่านรัฐสภา

    7) ทำเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภา ไม่ใช่เป็นพระราชกำหนด 66.13%: ประชาชนไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลใช้เงินกู้ก่อนสภาอนุมัติ 66.13% สะท้อนว่าคนยังต้องการให้เงินก้อนใหญ่ผ่านสภาแบบ พ.ร.บ. ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก. เป็นทางลัดกู้ก่อน ตรวจทีหลัง

    8) หากกู้แบบนี้ รัฐบาลเสียมากกว่าได้: หากเทียบกรอบนโยบายรัฐบาล คือ 2 แสนล้านลงทุนพลังงานระยะยาว 18.56% และอีก 2 แสนล้านจากไทยช่วยไทยพลัส ได้แก่ คนละครึ่งพลัส 9.00% และ ช่วยกลุ่มเปราะบาง/บัตรคนจน 12.48% รวมแรงหนุนเพียง 40.04% สะท้อนว่าฐานรองรับยังไม่ถึงครึ่ง หากเดินหน้าโดยไม่ลดวงเงิน ไม่เปิดแผน และไม่พิสูจน์ความคุ้มค่า อาจได้เม็ดเงิน แต่เสียความชอบธรรมทางการเมือง

    #กู้เงิน4แสนล้าน #ไอเอฟดีโพล #เศรษฐกิจไทย #งบประมาณปี2569 #คนละครึ่งพลัส #ดรแดน #เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์ #การเมืองไทย #ตรวจสอบเงินกู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yabInvUXweBU5KvbppAtC

  • ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจใช้เงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร  รัฐบาลอนุทินประกาศเดินหน้าต่อภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569  ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์เคยผลักดันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลประยุทธ์เริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในหลายด้านตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2564 เป็นต้นมา

    ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังขาดความชัดเจนเรื่องเส้นทางเดินเรือทั้งฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) และฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน และไม่โปร่งใสมากพอที่จะเริ่มดำเนินโครงการได้จริง ทั้งที่เรื่องระบบนิเวศและวิถีชุมชนมีความสำคัญไม่น้อยกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่งผลให้นักวิชาการนักอนุรักษ์ทางทะเล และภาคประชาชนต่างออกมาแสดงข้อห่วงใยและความเสี่ยงผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากแลนด์บริดจ์สองฝั่งเริ่มดำเนินการ

    สุภาภรณ์  มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  กล่าวว่า รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร เป็นโครงการขนาดใหญ่และปฏิเสธไม่ได้ว่า เชื่อมโยง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC กฎหมายฉบับนี้จะบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ เปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนเช่าที่ดิน ครอบครองที่ดิน เอาแรงงานตนเองเข้ามา ใช้สกึลเงินตัวเองได้ การเปิดช่องครั้งนี้ของรัฐบาลเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมและโครงการต่อเนื่องแลนด์บริดใช่หรือไม่  ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ เปิดเพียงแค่กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน  ขณะนี้พูดถึงเพียงผลกระทบจากการก่อสร่างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนองเป็นหลัก แต่โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีรถไฟทางคู่ 2  เส้นที่มาคู่ขนานกัน  รวมถึงมอเตอร์เวย์ระยะ 109 กิโลเมตร เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ต่างๆ  รวมถึงระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ   เรียกร้องให้เปิดข้อมูลของโครงการทั้งหมด ความเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่เป็นเสียงสำคัญประกอบการตัดสินใจ

    “ ชาวบ้านตั้งคำถามการถมทะเลสองฝั่ง ระนองมีศักยภาพเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะดอนตาแพ้ว ชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นแหล่งประกอบอาชีพที่สำคัญ ความสมบูรณ์ไม่เพียงหล่อเลี้ยงอาชีพประมง ผู้ประกอบการรายเล็ก แพปลา มีรายได้ต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งขายทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ ระนองศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ   เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่จะพัฒนา ต่อยอด ศักยภาพของชุมชน  ชาวบ้านในพื้นที่ ท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระนอง นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาพักผ่อนกับธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ต่างกันชุมพร ใต้ทะเลสวยงาม ปะการังสมบูรณ์ ระนองมีการศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในร่างรายงาน EHIA ของทั้งสองฝั่งทะเลไทย “ สุภาภรณ์ กล่าว

    ผู้จัดการ EnLAW ย้ำเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วน ผิดพลาดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)ยังยืนยันเดินหน้ายื่นเล่มรายงาน EHIA ให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. ) ซึ่งต้องทบทวน ไทยมีบทเรียนการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นำมาสู่หายนะอย่างรวดเร็ว  

    ส่วนความเคลื่อนไหวจาก กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กลุ่ม Beach For Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมเปิดข้อมูลผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินให้กับชุมชนในพื้นที่ระนองและชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร พร้อมถกทิศทางการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมชนมอแกน เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ และชุมชนชายฝั่งปากน้ำหลังสวน เมื่อวันที่ 10-11 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

    การเก็บตัวอย่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมือง ดำเนินการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2568 บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร รวมถึงบริเวณดอนตาแพ้ว แม้พื้นที่ดอนตาแพ้วจะอยู่นอกขอบเขตการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการฯ แต่เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและการทำประมงพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดระนอง

    การสำรวจครั้งนี้เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่  บริเวณแหลมอ่าวอ่าง บริเวณดอนตาแพ้ว ในจังหวัดระนอง และบริเวณแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร ในแต่ละบริเวณจะมีการเก็บตัวอย่างบริเวณละ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล

    ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ศึกษามีสัตว์ทะเลหน้าดินหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และบทบาทสำคัญของสัตว์หน้าดินในฐานะฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงพื้นบ้าน

    อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างร่างรายงาน EHIA กับผลสำรวจภาคประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองชุดข้อมูลมีจำนวนสถานี วิธีการเก็บตัวอย่าง และขอบเขตพื้นที่สำรวจแตกต่างกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนรวมแบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อนำข้อมูลจากจุดสำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาพิจารณา พบว่า ผลสำรวจภาคประชาชนแสดงจำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่าค่าที่ปรากฏในร่าง EHIA ในหลายจุด ความแตกต่างนี้ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทบทวน ตรวจสอบ และสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

    สำหรับข้อค้นพบสำคัญ ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง ดอนตาแพ้ว และแหลมริ่ว ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง

    ในพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งครอบคลุมบริเวณอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 447 ชนิด โดยบริเวณพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายและความหนาแน่นสูดที่สุดใการสำรวจครั้งนี้ คือพบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 333 ชนิด

    ในพื้นที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฝั่งอ่าวไทย พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 8 ไฟลัม รวม 107 ชนิด และค่าดัชนีความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนว่าทะเลบริเวณแหลมริ่วยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหน้าดิน

    ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมวิจัย  กล่าวว่า  วันที่ตนลงพื้นที่ไปสำรวจมีเรือประมงเป็นร้อยลำอยู่ตรงนั้น แม้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีหญ้าทะเล แต่เพราะพื้นใต้ทะเลคือพื้นโคลนที่มีสัตว์หน้าดินเต็มไปหมด ระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำ เป็นแหล่งก่อกำเนิดสัตว์อีกหลากหลายชนิด ทุกปีมีสัตว์เข้า ๆ ออก ๆ มาวางไข่ในป่าชายเลน สัตว์เหล่านี้ในระบบนิเวศนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน และเป็นระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของระนอง   ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่ง นอกดอนตาแพ้วเข้ามาหาอาหารบริเวณนี้ 

    สำหรับที่ชุมพร ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า รูปแบบการทำประมงของจังหวัดชุมพรแตกต่างจากจังหวัดระนองส่วนใหญ่จับปลากลางน้ำมากกว่า เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ขณะที่ระนองเป็นประมงชายฝั่งมากกว่า จึงพบปริมาณสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการไปสำรวจเพิ่มเติมบริเวณกองหินปากน้ำหลังสวนที่เป็นแหล่งทำประมงสำคัญของชุมพร อาจพบความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสูงกว่าพื้นที่ที่สำรวจในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    นักวิจัยทางทะเล กล่าวด้วยว่า หากท่าเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้นที่เเหลมริ่ว เเละ เเหลมอ่าวอ่างตามที่ได้มีการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยว่า เส้นทางเดินเรือสมุทรที่จะเข้าท่าเรือจะผ่านเเนวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เเละกองหินริเชอริวในฝั่งทะเลอันดามันเหนือ ส่วนฝั่งอ่าวไทย ถ้าวิ่งตรงจากเเหลมริ่วจะไปพบกับหินใบ เกาะเต่า เเละกองหินชุมพร  ทั้งหมด คือ เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก ริเชอริวร็อค คือ จุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก เกาะเต่าคือโรงเรียนของนักดำน้ำ ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างเเน่นอนจากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร ในรายงาน EHIA เเต่ผลกระทบตลอดเเนวเส้นทางเดินเรือไม่ได้ถูกศึกษาเเละพูดถึง

    เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร  กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าวว่า  จุดประสงค์หลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคือการเสริมพลังอำนาจให้ชุมชน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วแปลมันออกมาเป็นนโยบายที่มีทั้งความรู้ชุมชนและหลักวิชาการรองรับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากฐานรากอย่างแท้จริง จากผลวิจัยสัตว์หน้าดินและการคุยกับชุมชนในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นมีค่ามาก จำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินที่ดอนตาแพ้ว คือ เครื่องยืนยันความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม การจดจำภูเขา เกาะแก่ง และร่องน้ำเพื่อหาแหล่งจับสัตว์น้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

    “ ผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง  กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำการศึกษารายงาน EHIA ใหม่ทั้งหมด โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใช้วิธีการศึกษาที่รอบด้าน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรและอาจได้รับผลกระทบจากโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ เกตน์สิรี กล่าว

    ส่วน ไพบูลย์ สวาทนันท์ จากบ้านหาดทรายดำ จ.ระนอง กล่าวว่า งบประมาณที่ลงทุนไปในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำวิจัยร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในระนอง อาจเสียเปล่าเพราะธรรมชาติที่รักษาไว้อาจถูกทำลายโดยโครงการแลนด์บริดจ์  มีหน่วยงานที่อุตส่าห์ทำป่าชายเลน ทำชีวมณฑลระนอง ทำทุกอย่างเลย ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ งานวิจัยต่าง ๆ เลย ที่มาทำวิจัยร่วมกับชุมชน เขาทำเพื่อทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ เจริญ และเป็นเมืองที่ดีขึ้น งบประมาณเหล่านั้นมีมหาศาล แต่สุดท้ายถูกทำลายด้วยโครงการพัฒนาของภาครัฐแบบนี้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

    อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life กล่าวว่า การสำรวจสัตว์หน้าดินที่ทำร่วมกับนักวิชาการเเละชุมชน เพื่อตรวจสอบการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ซึ่งบอกว่าทะเลในพื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เจอสัตว์หน้าดินต่ำมาก เเต่ผลการศึกษาของภาคประชาชน นักวิชาการ กลับตรงกันข้าม พบสัตว์หน้าดินที่มีความหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในประเทศ อย่างตรงพื้นที่ดอนตาเเพ้ว ที่พบมากกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร สะท้อนว่าการศึกษาเเละประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ อย่างเเลนด์บริดจ์อาจเป็นเท็จ เราอยากส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เเสดงความจริงใจเเละความถูกต้องโดยการศึกษาใหม่ทั้งหมด

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน จะเดินหน้าหรือถอยหลังต้องตัดสินบนข้อเท็จจริงและชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าทุกมิติ ทั้งสังคม  สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคง  ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/environment-news/998926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vqp0zhVOp5s3qfxw2FK_o

  • ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BuItqeVzqA5YwMGnJZvBe