Blog

  • ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BuItqeVzqA5YwMGnJZvBe

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    นักท่องเที่ยวข้ามทางแยกที่พลุกพล่านในเมืองชินจูกุ โตเกียว (Photo by Andrew CABALLERO-REYNOLDS / AFP)

    เอเอฟพีเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2026 นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกขยายตัว 0.5 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.4 เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลดังกล่าวออกมาในขณะที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ วางแผนที่จะจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาสินค้าทุกอย่างที่พุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่พลังงานไปจนถึงข้าว อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะรัฐมนตรีระบุว่า การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนของภาคธุรกิจ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสแรก

    ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรับลดลงจากตัวเลขก่อนหน้าที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025

    อย่างไรก็ตาม มาร์เซล ทีเลียนต์ จาก Capital Economics เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อข้อมูลในอนาคต

    “เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงสงครามกับอิหร่านด้วยแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่เราคิดว่าการเติบโตของ GDP จะชะงักงันในไตรมาสนี้และไตรมาสหน้า” เขาเขียนไว้ในบันทึก

    บริษัทเธียเลียนท์กล่าวว่า ญี่ปุ่นพยายามชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ประเทศนี้ต้องพึ่งพาภูมิภาคตะวันออกกลางในการนำเข้าน้ำมันถึงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

    นายเธียเลียนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มลดลงแล้ว

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) กล่าวว่าคาดการณ์ว่าราคาสินค้าผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 2.8 เปอร์เซ็นต์ในปีงบประมาณปัจจุบัน ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มการคาดการณ์สำหรับปีหน้าเป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2.0 เปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 1.0 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับปีหน้าก็ปรับลดคาดการณ์ลงเหลือ 0.7 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 0.8 เปอร์เซ็นต์

    เชื่อกันว่าญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยน ซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากความไม่แน่นอนทั่วโลก รวมถึงช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

    ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าในญี่ปุ่นสูงขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาต่างประเทศเป็นอย่างมากสำหรับความต้องการด้านพลังงานและอาหาร

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/998841/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NKtxyMSlNZJYp6F_tTr6w

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/69 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.8% YoY และ 0.7% QoQ จากการลงทุนเอกชนและรัฐรวมถึงการบริโภคทั้งรัฐและเอกชน 

    ซึ่งทั้งสองปัจจัยหนุนการเติบโตของ GDP ไตรมาสแรกถึง 4.3% การส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนที่โตในระดับสูงกว่าที่คาด ถูกชดเชยผลบวกจากการนำเข้าสินค้าที่โตสูงถึง 25.4% YoY 

    อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกและผลผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    ทั้งนี้ ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เดิมประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 69 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8-1.2% ซึ่งเป็นประมาณการเดือนเมษายน 69 จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%

    อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าไทยปี 69 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 

    ประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 69 เป็นต้นไป ขณะที่การนำเข้าในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2znWcrww_scnwzVks3U1g6

  • คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    “ภัทรพงศ์” หารือสมาคมสายการบินฯ ดันเพิ่มเที่ยวบินภูมิภาค กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง พร้อมสั่งกรมท่าอากาศยานลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เริ่ม 1 มิ.ย. 69

    นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร. ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด คณะผู้บริหาร และตัวแทนจากสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำการบินมายังท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม

    นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้กับสายการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเดินทางที่สะดวกและเข้าถึงง่ายให้กับประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากในระดับภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ขอให้สายการบินพิจารณาการเปิดเส้นทางบินใหม่ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ ขยายจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่จุดหมายปลายทางเมืองหลักและเมืองรองทั้งเที่ยวบินแบบประจำ (Regular fight) และเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สร้างทางเลือกให้ผู้โดยสารและกระตุ้นเศรษฐกิจการเดินทางทางอากาศ

    ทย. เตรียมขยายมาตรการลดค่าบริการ หนุนเปิดเส้นทางใหม่

    ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทย. มีมาตรการส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศ ปี 2568 อาทิเช่น การลดค่าบริการ สำหรับเส้นทางบินใหม่และสายการบินใหม่ ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้มีสายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ในเส้นทางดอนเมือง – นครพนม สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ ในเส้นทางสุวรรณภูมิ – นครศรีธรรมราช และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ในเส้นทางจากสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ นราธิวาส เป็นต้น ซึ่ง ทย. จะพิจารณาขยายนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อีกครั้ง รวมถึงพิจารณามาตรการส่งเสริมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอีกด้วย

    เคาะลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาพิษตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะ ให้เพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวก กระตุ้นความต้องการในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการเดินทางที่มากขึ้น รวมทั้งได้หารือถึง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการสายการบินในช่วงวิกฤต โดยในเบื้องต้น ทย. จะให้ส่วนลดค่าบริการที่เก็บอากาศยาน แก่สายการบินที่ทำการบินมาลงและจอด ณ ท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ในอัตราร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2933763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw176ZAxA4PXa9kh1HFUqYoA

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% และดีกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 1.3% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออกที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

    เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 0.5% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.4% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 0.3%

    การบริโภคในภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง และการใช้จ่ายในร้านอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4/2568 เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดสหรัฐฯ ตลอดจนความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่วนการนำเข้าในไตรมาส 1/2569 มีการขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5%

    ทางการญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า การลงทุนของภาคธุรกิจในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LU2ERGq7KzUSFllgP6s3V

  • จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมขยายถึง 9.9% ที่โดดเด่นสุดเป็นการลงทุนภาคเอกชนสูงถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ครั้งแรกรอบ 11 ปี

    ทั้งนี้ จีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามในช่วงเดือน มี.ค.เต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรขณะนั้น

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลกที่คาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่ออีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับต่ำ

    ต่อมา คือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.2569 สูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พลิกมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังติดลบในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ซึ่งเมื่อธุรกิจแบกรับต้นทุนไม่ไหวและส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคจะเกิดปัญหาค่าครองชีพและสภาพคล่องประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยดึงเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาดำเนินการโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xXb9d1F7ts5HSfMM9V8aj

  • ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) อย่างเป็นทางการ  16 เมษายน 2567 มีเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ภายในปี 2571

    ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2569 – 2570คือขั้นตอนที่หินที่สุด ในการ”การประเมินทางเทคนิค” (Technical Reviews) ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการเฉพาะทางของ OECD ทั้ง 25 คณะ จะเข้ามาตรวจสอบนโยบายและกฎหมายของไทยในทุกมิติ (เช่น การค้า, การลงทุน, สิ่งแวดล้อม, ธรรมาภิบาล, และนโยบายการแข่งขัน)

    ในห่วงเวลานี้ไทย ต้องการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้าง ในช่วงนี้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ปรับปรุงกฎหมายในประเทศนับร้อยฉบับ รวมถึงกฎหมายสำคัญประมาณ 14 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชัน การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และความโปร่งใส

    ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึง ขุ่นเคือง กับปฎิกิริยา ที่เกิดจาก การเปิดผลศึกษาเรื่องการทุจริตคอรัปชันในวงราชการ เพราะ รัฐบาลเพิ่ง แต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่มีหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน (กกร.) มาร่วมมือกันเพื่อปลดล็อกปัญหาการทุจริตและลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ตอบโจทย์เกณฑ์ที่เข้มงวดของ OECD

    ลำพังอุปสรรคทางโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ก็มากมายมหาศาล ยังได้เจอ ปัญหา โลกแตกของรัฐไทย “การทุจริต” นี่บททดสอบ รัฐบาล และ ประเทศไทย ส่าจะเอาชนะกับดับ ในการพัฒนาตัวเอง ได้หรือไม่ 

    การเข้า OECD เปรียบเหมือนการยกระดับไปเล่นใน “ลีกใหญ่” ที่มีแต่ทีมระดับโลก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การศึกษา และเทคโนโลยีของไทยยังพัฒนาไม่ทัน เราอาจกลายเป็นประเทศที่เป็นสมาชิก OECD แต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โตต่ำ (Stagnant) และไม่สามารถแข่งขันในเชิงนวัตกรรมกับประเทศสมาชิกอื่นได้เลย

    เหตุผลที่ไทยต้องกังวล ไม่ใช่เพราะ OECD ไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ยาก่อนเข้า” นั้นขมมาก การเข้า OECD ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาคว้าใบปริญญา แต่คือการบังคับให้ประเทศไทยต้อง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายครั้งใหญ่” ถ้าเตรียมความพร้อมไม่ดีพอ ประเทศและธุรกิจท้องถิ่นอาจจะเจ็บตัวก่อนที่จะได้รับประโยชน์จากสโมสรนี้ครับ

    กระบวนการและกำหนดการเข้าเป็นสมาชิก OECD (TH2OECD) ของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นเป้าหมายสำคัญ เมื่อรัฐบาลได้ปักหมุดกรอบเวลาหลักไว้ที่ ภายในปี 2571 (จากเดิมที่เคยวางเป้าหมายแบบกว้างไว้ในปี 2573) จะต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมเพื่อให้สอดรับกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายในประเทศ หากต้องมาเจอกับโจทย์ท้าทาย (ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับร้อยปี) อย่างเรื่องการคอร์รัปชัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะกังวลใจ เพราะท้าทายความสามารถที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งในระดับโครงสร้าง และเวทีระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/why-should-we-worry-about-joining-oecd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WIz9fLp33XweNTEPC3v5T

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซินน 75-85 สตางค์ อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 61.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.20 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 61.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.20 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ky_ng5IdJHLA2pPkT-MTu

  • “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8%  รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8% รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KvRPWZVi-VtEcGeWw88MH

  • ‘ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน’

    ‘ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน’

    และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ระบุว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

    ข้อมูลปี 2568 จากนีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการเลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

    เคทีซีประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่ เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

    ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และ ยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

    เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

    ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่า อะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า “ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/998638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpL6lwwSMZSUMi_7q8Tsd