Blog

  • สกุณาซ่อนรัก ศึกชิงใจ! “ฟิล์ม” สามีเย็นชาปริศนา VS “เทศน์” คนขับรถอบอุ่นใจ ใครจะครองหัวใจ “เพิร์ธ”

    สกุณาซ่อนรัก ศึกชิงใจ! “ฟิล์ม” สามีเย็นชาปริศนา VS “เทศน์” คนขับรถอบอุ่นใจ ใครจะครองหัวใจ “เพิร์ธ”

    ช่องวัน 31 ส่งซีรีส์โรแมนซ์แห่งปี “สกุณาซ่อนรัก” หนึ่งในคอนเทนต์จริตไทยสุดเข้มข้นจาก oneD ORIGINAL ที่ดึง 2 พระเอกหนุ่มหล่อต่างขั้วคาแรกเตอร์อย่าง “ฟิล์ม–ธนภัทร” และ “เทศน์–ไมรอน” มา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw030F5Wor7k8U4k376kU7ZL

  • แชร์ว่อน จ.ม. ‘แอนนา’ คร่ำครวญแดน 1 ร้อนตับแตก ยอมอดข้าวแต่ขาดสิ่งนี้ไม่ได้! | คมชัดลึก

    แชร์ว่อน จ.ม. ‘แอนนา’ คร่ำครวญแดน 1 ร้อนตับแตก ยอมอดข้าวแต่ขาดสิ่งนี้ไม่ได้! | คมชัดลึก

    โซเชียลแห่แชร์จดหมายลายมือ “แอนนา วรินทร วัตรสังข์ ” ร่อนจากเรือนจำถึงเพื่อนสนิท “ฟิล์ม ทิฟฟานี่” แฉหมดเปลือกชีวิตสุดลำบาก สภาพอากาศร้อนปานนรกไร้เงาพัดลม ฝนตกน้ำสาด …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/617308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QtXvHwAwvCXt3SzyiDG2y

  • เรื่องย่อ สกุณาซ่อนรัก EP.7 วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 – ONE31

    เรื่องย่อ สกุณาซ่อนรัก EP.7 วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 – ONE31

    สถานการณ์ในบ้านพิพัฒน์รัษฎายิ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่ออาการป่วยของ คุณพระพิพัฒน์รัษฎา (หมู กลศ) ทรุดหนักจนเข้าสู่ขั้นวิกฤต ท่ามกลางความกังวลของคนในบ้าน เพิ่ม (ฟิล์ม ธนภัทร) ในฐานะ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NbIfnzjfowtZ6tkyoAr7z

  • ประชุมสุดยอด

    ประชุมสุดยอด

    ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) — การพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13-15 พ.ค. ได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรสื่อมวลชนทั่วโลกว่าเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกและสัญญาณเชิงบวกของโอกาสทางธุรกิจ

    เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) จูลี โคแซ็ก ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการที่สองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจัดการหารือระดับสูงสุดเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสิ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการค้าล้วนดีต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    ทอม วัตคินส์ อดีตที่ปรึกษาศูนย์นวัตกรรมมิชิแกน-จีน ชี้ว่าทั้งชาวอเมริกันและชาวจีน รวมถึงผู้นำทั่วโลก ต่างไม่ชอบความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอน ขณะนักลงทุนชอบสิ่งที่คาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพ ดังนั้นคณะผู้นำควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกสามารถเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างสันติ โดยวัตคินส์ยกตัวอย่างว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้

    บรูซ แมคลาฟลิน ซีอีโอของซิโนจี คอนซัลติง กรุ๊ป จากออสเตรเลีย กล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันทำให้ยิ่งต้องพึ่งพาข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง มั่นคง และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์มากขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพของโลก โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนทางการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคี แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก รวมถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย

    แมคลาฟลินเสริมว่าการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งนี้เป็นโอกาสล้ำค่าสำหรับนานาประเทศและภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยกระดับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพอาจช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากการแตกกระจายและความซ้ำซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกระตุ้นการลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาด

    อนึ่ง กรณีทรัมป์เยือนจีนอย่างเป็นทางการได้ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยสหรัฐฯ และจีนพยายามรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทวิภาคี ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

    โมฮามาดี คอมปาโอเร นักข่าวอาวุโสชาวไอวอรีโคสต์ และผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแห่งโกตดิวัวร์ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่พัฒนาดีขึ้นจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจโลก รักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และลดความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศในแอฟริกาที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ นอกจากนั้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปยังอาจสร้างโอกาสใหม่ให้แอฟริกาในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เหมืองแร่ และการผลิต โดยการแข่งขันและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นการลงทุนและการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา

    วิลสัน ลี ฟลอเรส คอลัมนิสต์ประจำเดอะ ฟิลิปปินส์ สตาร์ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษของฟิลิปปินส์ กล่าวว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้ประโยชน์หากชาติมหาอำนาจแข่งขันกันทางเศรษฐกิจแต่ยังร่วมมือกันทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสันติภาพ โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์จะลดความไม่แน่นอนและส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ และการเติบโตระดับภูมิภาค รวมถึงช่วยส่งเสริมการผลิตในภูมิภาค อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โลจิสติกส์ การส่งออกสินค้าเกษตร และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    (แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/72110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZPm3tDF-CxpLnEOOAFzLE

  • ย้ำรัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่หวั่นศาล รธน.รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ย้ำรัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่หวั่นศาล รธน.รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RCJWanivIggSMU4DLuYn9

  • ประชุมสุดยอด ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    ประชุมสุดยอด ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

    ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว)  การพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13-15 พ.ค. ได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรสื่อมวลชนทั่วโลกว่าเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกและสัญญาณเชิงบวกของโอกาสทางธุรกิจ

    เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) จูลี โคแซ็ก ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการที่สองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจัดการหารือระดับสูงสุดเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสิ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการค้าล้วนดีต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    ทอม วัตคินส์ อดีตที่ปรึกษาศูนย์นวัตกรรมมิชิแกน-จีน ชี้ว่าทั้งชาวอเมริกันและชาวจีน รวมถึงผู้นำทั่วโลก ต่างไม่ชอบความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอน ขณะนักลงทุนชอบสิ่งที่คาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพ ดังนั้นคณะผู้นำควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกสามารถเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างสันติ โดยวัตคินส์ยกตัวอย่างว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้

    บรูซ แมคลาฟลิน ซีอีโอของซิโนจี คอนซัลติง กรุ๊ป จากออสเตรเลีย กล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันทำให้ยิ่งต้องพึ่งพาข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง มั่นคง และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์มากขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพของโลก โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนทางการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคี แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก รวมถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย

    แมคลาฟลินเสริมว่าการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งนี้เป็นโอกาสล้ำค่าสำหรับนานาประเทศและภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยกระดับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพอาจช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากการแตกกระจายและความซ้ำซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกระตุ้นการลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาด

    อนึ่ง กรณีทรัมป์เยือนจีนอย่างเป็นทางการได้ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยสหรัฐฯ และจีนพยายามรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทวิภาคี ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

    โมฮามาดี คอมปาโอเร นักข่าวอาวุโสชาวไอวอรีโคสต์ และผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแห่งโกตดิวัวร์ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่พัฒนาดีขึ้นจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจโลก รักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และลดความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศในแอฟริกาที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ นอกจากนั้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปยังอาจสร้างโอกาสใหม่ให้แอฟริกาในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เหมืองแร่ และการผลิต โดยการแข่งขันและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นการลงทุนและการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา

    วิลสัน ลี ฟลอเรส คอลัมนิสต์ประจำเดอะ ฟิลิปปินส์ สตาร์ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษของฟิลิปปินส์ กล่าวว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้ประโยชน์หากชาติมหาอำนาจแข่งขันกันทางเศรษฐกิจแต่ยังร่วมมือกันทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสันติภาพ โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์จะลดความไม่แน่นอนและส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ และการเติบโตระดับภูมิภาค รวมถึงช่วยส่งเสริมการผลิตในภูมิภาค อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โลจิสติกส์ การส่งออกสินค้าเกษตร และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    (แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2026)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/476551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fDGdrKMBypcx5pPy1Jkl

  • วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร 

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร 

    เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เศรษฐกิจที่รุ่งเรืองนำไปสู่การตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศก้าวหน้าไปสู่สถานะประเทศที่มีรายได้สูงภายในปีค.ศ. 2045 ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอย่างน้อยร้อยละ 10 หากพิจารณาถึงภาพรวมของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าเวียดนามมีศักยภาพมากเพียงพอจะตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่เช่นนั้น จากการที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อนานาประเทศก็เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเวียดนามด้วยเช่นกัน ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของวิกฤตพลังงานน้ำมันที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม ดังนี้ [1, 2, 3]

    ปัญหาพลังงานขาดแคลนที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างรุนแรง จากเดิมที่เวียดนามได้เคยตั้งเป้าจีดีพีให้ได้เฉลี่ยร้อยละ 10 ในไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2026 นี้ จีดีพีของเวียดนามกลับชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 7.83 อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางให้เวียดนามขยับขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้ช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    วิกฤตพลังงานทำร้ายเศรษฐกิจเวียดนาม อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5.46 สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ร้อยละ 4.5 ในขณะที่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน การนำเข้าน้ำมันกลั่นมีมูลค่าสูงขึ้นมากถึงร้อยละ 144 ทำให้เวียดนามขาดดุลการค้า อุตสาหกรรมที่สำคัญล้วนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าโดยสาร และพิจารณาปรับลดเที่ยวบิน หรืออุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น ที่สำคัญ การก่อสร้างสถานที่รองรับการจัดประชุม APEC ในปีค.ศ. 2027 ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักร 

    การชะงักงันของการพัฒนาโครงการสำคัญ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่เวียดนามต้องหาทางรับมือ ในขณะนี้ เวียดนามยังคงมีน้ำมันสำรองในระดับต่ำ ครอบคลุมการบริโภคไม่ถึง 30 วัน ในขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รัฐบาลเวียดนามได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการเร่งด่วน จากการยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว ออกคำสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ลดการใช้น้ำมันเบนซิน ด้วยการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วยการปรับใช้พลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 

    วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นกับเวียดนามในครั้งนี้เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศทั้งหลายด้วยเช่นกัน เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาของหลายประเทศต้องหยุดชะงัก จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูการแก้ปัญหาของเวียดนาม เพื่อถอดบทเรียนและเตรียมพร้อม ในช่วงเวลาที่โลกยังคงเผชิญกับความไม่สุขสงบจากสงคราม

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Vu, K. and Guarascio, F. (May 13, 2026). Vietnam imports more fuel to offset oil shortfall amid Iran war, data shows. https://www.reuters.com/business/energy/vietnam-imports-more-fuel-offset-oil-shortfall-amid-iran-war-data-shows-2026-05-13/

    [2] Hiep, L. H. (March 30, 2026). Iran Conflict Highlights Vietnam’s Energy Security and Foreign Policy Vulnerabilities. https://fulcrum.sg/iran-conflict-highlights-vietnams-energy-security-and-foreign-policy-vulnerabilities/

    [3] Uyen, N. D. T. and Quynh, N. X. (April 4, 2026). Vietnam growth slows as rising energy costs feed uncertainty. https://sg.finance.yahoo.com/news/vietnam-growth-slows-rising-energy-182207187.html

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/vietnam-oil/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDGLmM2JgtaSH3uRcEGNR

  • โลกจับตาประชุม G7 นัดถกร่วมหวังลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลก

    โลกจับตาประชุม G7 นัดถกร่วมหวังลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลก

    วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

    18 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐมนตรีคลัง และ ผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G7 ประชุมกันที่ปารีสในวันจันทร์นี้ โดยประเด็นสำคัญที่สุดในการประชุมคือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามกับอิหร่าน

    นายโรลองด์ เลสกูร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ยังกล่าวว่า กลุ่ม G7 เปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างตรงไปตรงมาในกลุ่มพันธมิตร ในช่วงเวลาที่ความไม่ลงรอยกับรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มขึ้น

    ประเด็นสำคัญของการประชุมที่กรุงปารีส คือ สิ่งที่นายโรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส อธิบายว่าเป็น ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่ฝังรากลึก ซึ่งทำให้ความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความเสี่ยงของการผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน รูปแบบการพัฒนาของเศรษฐกิจโลกในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ยั่งยืนอย่างเห็นได้ชัด โดยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบที่จีนบริโภคน้อยเกินไป สหรัฐบริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป

    ส่วนนายคีเรียกอส ปิแอร์ราคาคิส ประธานยูโรกรุ๊ป (Euro group) กล่าวใน แถลงการณ์ว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศ G7 พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกลดลงในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์

    ยูโรกรุ๊ป (Euro group) เป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลังของประเทศที่ใช้เงินยูโร และในการประชุม G7 ครั้งนี้  ‘คีเรียกอส ปิแอร์ราคาคิส ‘ จะเป็นตัวแทนเข้าร่วม ขณะที่สมาชิกหลักของ G7 ประกอบด้วย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น เขากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยุโรปจะยังคงแข็งแกร่งและยืดหยุ่นท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งนี้ แต่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังต้องเผชิญแรงกดดัน แม้ความขัดแย้งจะยุติลงอย่างรวดเร็วก็ตาม”

    โดยมีการคาดการณ์ว่าการประชุมสำคัญในสัปดาห์นี้คงไม่ได้ช่วยคลายความกังวลลงได้มากนัก อีกทั้งรัฐมนตรีคลังในกลุ่ม G7 จะมองหาความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี และความพยายามครั้งล่าสุดของสหรัฐ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของหลายประเทศในกลุ่ม G7 พุ่งสูงขึ้น หลังนักลงทุนกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวจากปัญหาพลังงานตึงตัว ขณะที่สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

    ขณะเดียวกัน สต็อก น้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงในอัตราที่เร็วเป็นประวัติการณ์ เพื่อชดเชยปัญหาซัพพลายจากตะวันออกกลาง และอาจเข้าใกล้ระดับวิกฤต หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดใช้งาน

    สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) เตือนในรายงานประจำเดือนล่าสุดว่า ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก ก่อนเข้าสู่ช่วงความต้องการใช้น้ำมันสูงสุดในฤดูร้อนนี้ ระบุว่า “ปริมาณสำรองที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่ยังต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการพุ่งขึ้นของราคาครั้งใหม่ในอนาคต”

    ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตร เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลไปยังสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “เครื่องจักรสงคราม” ของอิหร่าน เบสเซนต์ กล่าวเสริมว่า การเดินทางเยือนจีนของคณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น “ประสบความสำเร็จอย่างมาก”

    เรียบเรียงจาก : CNBC , Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/965185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21OiexaRGBJBRCmHIAr8dz

  • พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน

    พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน

    พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน


    18/05/2569 | 55 |

    “วันแรงงานแห่งชาติ” (May Day) ในอดีตมักถูกระลึกถึงในฐานะวันแห่งการเฉลิมฉลองสิทธิของผู้ใช้แรงงานและการเรียกร้องสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ทว่าในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสดิจิทัลดิสรัปชัน (Digital Disruption) และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ความหมายของวันแรงงานกำลังถูกท้าทายและเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด “New Way” หรือวิถีใหม่

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาเพียงแรงงานราคาถูกหรือทักษะแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป หากแต่ต้องอาศัยการ “พลิกโฉมทักษะ” (Skill Transformation) ของแรงงานทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่หมุนเวียนด้วยข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) การสร้างโอกาสทางอาชีพที่เท่าเทียมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ


    1. ความท้าทายสองมิติ: แรงงานสูงวัยกับภัยคุกคามจากเทคโนโลยี

    โครงสร้างตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแบบ “Double Whammy” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ได้แก่:

    • โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป: ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนของแรงงานในระบบส่วนใหญ่กลายเป็นแรงงานที่มีอายุมาก (Aging Workforce) ซึ่งอาจมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีน้อยกว่าคนรุ่นใหม่

    • การแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (Displacement by Technology): รายงานจากสถาบันระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติและ Generative AI มีแนวโน้มจะเข้ามาทดแทนงานประจำ (Routine Tasks) มากขึ้น

    ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานไร้ฝีมือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานสายวิชาชีพที่ปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น “New Way” จึงไม่ใช่เพียงการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลอยู่แล้ว แต่คือการดึงแรงงาน “ทุกช่วงวัย” ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


    2. การพลิกโฉมทักษะ (Upskilling & Reskilling) หัวใจสำคัญของแรงงานทุกวัย

    การปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการยกระดับทักษะ (Upskilling) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskilling) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามบริบทที่เหมาะสม:

    • แรงงานรุ่นใหญ่ (Baby Boomers & Gen X): มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เช่น การใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล การตลาดออนไลน์ และการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อนำประสบการณ์และองค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีอยู่ (Tacit Knowledge) มาต่อยอดบนระบบดิจิทัล

    • แรงงานรุ่นกลางและรุ่นใหม่ (Gen Y & Gen Z): มุ่งเน้นไปที่ทักษะขั้นสูง (Advanced Digital Skills) เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การบริหารจัดการระบบคลาวด์ (Cloud Computing) และการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน ควบคู่ไปกับทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills) เช่น ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Adaptability) และการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

    การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จะต้องเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทฤษฎีมาสู่แนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร เพื่อให้แรงงานทุกวัยสามารถรักษาคุณค่าของตนเองในตลาดงานไว้ได้


    3. พลังแห่งความร่วมมือข้ามเจเนอเรชัน (Intergenerational Synergy)

    เศรษฐกิจที่เข้มแข็งเกิดจากการผสมผสานจุดแข็งของแรงงานแต่ละช่วงวัย องค์กรยุคใหม่ควรสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เกื้อกูลกัน เช่น ระบบ Reverse Mentoring หรือการให้พนักงานรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับพนักงานรุ่นใหญ่ ในขณะที่พนักงานรุ่นใหญ่ก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความสัมพันธ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และทักษะการเจรจาต่อรอง

    การผสานพลังดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ในองค์กร แต่ยังช่วยสร้างนวัตกรรมและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทั้ง “ประสบการณ์” และ “เทคโนโลยี”


    4. บทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการสร้างกลไกที่ยั่งยืน

    การพลิกโฉมทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยกลไกแบบจตุภาคี (Quadruple Helix) หรือการมีส่วนร่วมจาก 4 ภาคส่วนหลัก:

    1. ภาครัฐ: ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) โดยการออกนโยบายเงินอุดหนุนหรือมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาทักษะพนักงาน รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี

    2. ภาคเอกชน: ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการฝึกอบรม โดยมองว่าการพัฒนาบุคลากรคือ “การลงทุน” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” และควรเปิดโอกาสให้แรงงานสูงวัยได้เข้าถึงตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะใหม่ๆ

    3. ภาคการศึกษา: ต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคธุรกิจจริง (Demand-Driven Education) มุ่งเน้นการแจกใบประกาศนียบัตรระยะสั้น (Micro-credentials) มากกว่าปริญญาบัตรแบบเดิม

    4. ภาคประชาสังคมและแรงงาน: ตัวแรงงานเองต้องมีทัศนคติแบบเติบโต (Growth Mindset) พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ


    สรุป (Summary)

    หัวข้อ “May Day… New Way: พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน” เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางตลาดแรงงานไทยในยุคปัจจุบัน ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่จำนวนแรงงานอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “ขีดความสามารถในการปรับตัว” ของแรงงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันทลายข้อจำกัดด้านอายุ เปิดรับเทคโนโลยี และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่โอบรับแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากเทคโนโลยีดิสรัปชันและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างมั่นคง


    แหล่งอ้างอิง (References)

    1. World Economic Forum (WEF). The Future of Jobs Report. รายงานแนวโน้มตลาดแรงงานโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะที่จำเป็นอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์

    2. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). รายงานผลกระทบของสังคมสูงวัยต่อตลาดแรงงานไทยและการปรับตัวทางนโยบาย. งานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับการยกระดับทักษะแรงงานไทยและการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล

    3. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย). บทความวิจัยด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย. Analysis of labor market resilience and structural changes.

    4. กระทรวงแรงงาน. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve). แนวทางการขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมแรงงานไทยสู่ศตวรรษที่ 21


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/503964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GwyiBYUc6oa7OtLcnVtHr

  • “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก | TOPNEWS

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก | TOPNEWS

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก

    • เผยแพร่ : 18/05/2026 16:21

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก จากความล้มเหลว ของระบบความปลอดภัย

    #topnewstv #รถไฟชนรถเมล์ #โศกนาฏกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1577348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bf8JrlsP5eqjjXe-ufB-p