Blog

  • จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    18 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.30 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมแถลงข่าวรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยต้องติดตามการปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของไทย ครั้งใหม่ ภายหลังการเกิดสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซี่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง และมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

    ก่อนหน้านี้ในช่วงการแถลงข่าว GDP ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สศช. ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2 – 2.2%

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร 

    แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากนั้นไม่นานได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดการสู้รบกระทบต่อแหล่งการผลิตน้ำมันและพลังงานในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดสิกฤตด้านราคาพลังงานไปทั่วโลก และปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่มีท่าทีจะจบได้โดยเร็ว

    ดังนั้น สศช.จึงมีการประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกรณีที่ 1 หากสถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%

    ฉากทัศน์ที่ 2 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%

    ฉากทัศน์ที่ 3 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%

    ฉากทัศน์ที่ 4 หากเกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง และจะทำให้มีโอกาสเกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ขึ้นได้

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามรรรับฟังการแถลงข่าว เรื่อง “รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569” ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สศช. โดยมี เลขาธิการ สศช. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้แถลง ผ่านการถ่ายทอดสด ดังนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xr6tob78QJuib74KqX4NJ

  • “สภาพัฒน์” คงเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2% “ส่งออก” พุ่ง รับแรงส่ง “รัฐกู้” 4 แสนล้าน

    “สภาพัฒน์” คงเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2% “ส่งออก” พุ่ง รับแรงส่ง “รัฐกู้” 4 แสนล้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gfz-0LPpKRebkvk0Wi-Nl

  • สศช.เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% คาดทั้งปีนี้ 2% | เดลินิวส์

    สศช.เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% คาดทั้งปีนี้ 2% | เดลินิวส์

    วันที่ 18 พ.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% โดยคาดว่าทั้งปี 69 จีดีพีขยายตัวช่วง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% คงเดิม โดยรวมผลกระทบตะวันออกกลาง และพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขยายตัวได้ดีกว่าคาดในไตรมาส 1/2569

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา มีตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูง 9.9% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 การอุปโภคบริโภคขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.7%  มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ ขยายตัว 9.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0-3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0% ของจีดีพี

    ปัจจัยสนับสนุน

    • การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนทั้งการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน

    • แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569

    • การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง

    ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง

    • ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    • ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน

    • ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ด้อยลง

    • ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากขึ้น 

    นายดนุชา กล่าวว่า แรงส่งการส่งออก การค้าโลก มีแรงส่งไปได้อีกระยะหนึ่ง ตลาดส่งออกขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งสหรัฐ จีน อาเซียน ยุโรป แต่ตลาดสินค้า CLMV ตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ ลดลง โดยตะวันออกกลางจากความขัดแย้ง ทำให้การส่งออกสินค้าไปยากมากขึ้น

    ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้น ขยับตัวเพิ่ม 21.1% จากไตรมาสก่อนหน้า 9.5% เช่น  แผงวงจรและชิ้นส่วน ซึ่งจากการนำเข้าค่อนข้างสูง ไตรมาสแรกปี 69 ขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส อยู่ที่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9,600 ล้านบาท

    ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกกลางสัดส่วน 46-50% และได้รับผลกระทบจึงได้ปรับนำเข้าน้ำมันดิบ จากสหรัฐ แอฟริกา แต่ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาอยู่ระดับสูง แม้ช่วงต่อไปคาดว่า สถานการรณ์สิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาน้ำมันดิบจะสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากแหล่งน้ำมันก๊าซถูกทำลายต้องใช้เวลาฟื้นฟู

    ส่วนก๊าซธรรมชาติ ไทยมีแหล่งก๊าซในอ่าว และจากแหล่งอื่นๆด้วย โดยก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ได้รับผลกะทบ แต่ราคาอาจมีสูงขึ้นบ้าง

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรช่วยดูแลค่าครองชีพ ถ้าเหตุการณ์ตะวันออกกลางไม่ยุติ ก็ทำให้เกิดวิกฤติค่าครองขีพกระทบกับประชาชนได้

    การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

    1.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน

    3.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    4.การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง

    5.การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5869441/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B6OIW_QHcOp4VvQ8vTuDC

  • ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    วันนี้ (18 พ.ค.69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 1/2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 9.9% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 10.1% จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ และยานพาหนะ

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายดนุชา ระบุว่า การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 17.8% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 33.1% ส่งผลให้ ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 9.317 ล้านคน

    'สภาพัฒน์' แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    สำหรับการผลิตภาคเกษตรขยายตัว 1.2% จากผลผลิตพืชผลสำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ในด้านรายได้เกษตรกรโดยรวมกลับปรับตัวลดลง 6.3% ตามการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา สุกร และข้าวเปลือก

    ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวต่อไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ

    ทั้งนี้ สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี ดังนี้

    1. บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
    2. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก
    3. รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ
    4. เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%
    5. ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้ง เตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง
    6. แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ac7PKlzHvUHNLTgSNl328

  • รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงาน โดยรัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวง กว่า 7,000 ฉบับ ว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และจัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย โดยเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ จากนั้น เมื่อรับเรื่องจถเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิดการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ( Super License ) ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการปรับปรุงและเห็นผลแล้ว คือมาตรการ BOI Fast Pass ส่งผลให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทย ที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000046768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRjIiPEI9sR7rvyQmJXwb

  • สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก

    สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก


    สภาพัฒน์ เผย  เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ดีเกินคาด ขยายตัว 2.8% เร่งตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังได้แรงหนุนจากภาคเกษตร-ท่องเที่ยว-ส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาคึกคัก

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในช่วง 0.3-2.4% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5%

    สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาคเกษตรและภาคนอกเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.6%

    ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.7% ในไตรมาสก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่ง รวมถึงสาขากิจกรรมทางการเงินและการประกันภัยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

    ด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการ ต่างขยายตัวเร่งขึ้นเช่นกัน

    ตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDdnh-g3WnAo6Kludb4gb

  • ตารางประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 69 (ณ เดือนพ.ค. 69) ของสภาพัฒน์

    ตารางประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 69 (ณ เดือนพ.ค. 69) ของสภาพัฒน์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

              สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทย ปี 2569        +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++                                                        ประมาณการ ปี 2569                                             ณ 16 ก.พ.69                    ณ 18 พ.ค.69  +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  อัตราการขยายตัวของ GDP                       1.5-2.5                        1.5-2.5      (ค่ากลาง)                                 2.0                            2.0              การบริโภคภาคเอกชน                             2.1                            2.4              การอุปโภคภาครัฐบาล                             1.2                            1.2  การลงทุนภาคเอกชน                              1.9                            3.7  การลงทุนภาครัฐ                                 1.7                            3.1   มูลค่าการส่งออก (ดอลลาร์)                        2.0                            9.6  มูลค่าการนำเข้า (ดอลลาร์)                        3.2                           14.2              อัตราเงินเฟ้อ                              (-0.3) ถึง 0.7                     2.0-3.0        (ค่ากลาง)                                0.2                            2.5  ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP (%)                       2.4                            1.0  ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGH0IQ34HHI310RPQ9BWMV4K71UDLGL&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y-f9Rid4AcpaWTfur6QVX

  • สศช. ประกาศ GDP ไทย Q1 ปี 69 โต 2.8% คงทั้งปี 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    สศช. ประกาศ GDP ไทย Q1 ปี 69 โต 2.8% คงทั้งปี 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    18 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้

    ทั้งนี้เป็นผลจากเครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวมยังคงขยายตัวสูง  9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน 

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออก โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก

    ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์  ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส 

    ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และ ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6.9 พันล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 4.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

    สศช. แถลงเศรษฐกิจไทย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/2568

    เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    นายดนุชา กล่าวว่า ในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ก็ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง

    แม้ว่าในช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ กระทบสาขาเศรษฐกิจ ทั้งประมง ขนส่ง อุตสาหกรรมเคมี ซึ่งจากนี้จะกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนในระยะต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลค่าครองชีพในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจจะเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไปด้วย

    เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ล่าสุด

    สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5%

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP

    ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569

    อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 

    1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 

    2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 

    3. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1% ของ GDP

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5%

    ข้อเสนอการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569

    อย่างไรก็ตามในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

    1. การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทาง พลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแล ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ ในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

    2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริม การลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก และการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน  และ การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ ให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ 

    3. การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการ ไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974

    รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ ในปี 2569 – 2570 ทั้ง มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป

    การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และ การช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าให้มีความทันสมัยโดยเฉพาะมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและการให้ความสำคัญกับการบริหาร จัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569

    4. การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า  90.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อย กว่า 70% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด

    พร้อมทั้งการเร่งรัดให้หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมความพร้อมการดำเนินการ โครงการลงทุนที่มีความสำคัญให้สามารถเริ่มดำเนินการและเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยควรให้ งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด 

    รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของ ประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ 

    เช่นเดียวกับการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ผ่านการกำหนดแนวทางในการลดการขาดดุลทางการคลังและการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป

    5. การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

    รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการใช้เครื่องจักรกล เพื่อการเกษตรและการขนส่งสินค้าเกษตร และ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570

    6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า

    รวมทั้งการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินประเมินความ โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0svDvNnAcv1RUpJtcy7U4g

  • รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ


    18/05/2569 | 87 |

    ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาส 1/69 โต แรง 18%

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงานในส่วนนี้

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของรัฐบาลคือปรับบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ธุรกิจดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแม้กฎหมายแม่บทจำนวนมากจะมีหลักการที่เหมาะสม แต่กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศย่อยที่สะสมจำนวนมากในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นภาระและต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงที่มีอยู่กว่า 7,000 ฉบับ เพื่อแยกว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล ก็จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายรวดเร็วขึ้นและตรงกับความต้องการของเอกชน ในการหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมคณะจากหลายองค์กร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา  นายปกรณ์ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยขอให้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย ซึ่งภาคเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Super License หรือการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง รวมถึงปรับแนวทางจากระบบรออนุญาตก่อนดำเนินการ ไปสู่ระบบตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการปรับปรุงระบบการอนุญาตที่เริ่มให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะที่ผ่านมาแล้วคือมาตรการ BOI Fast Pass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น ส่งผลอย่างสำคัญให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164161


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/503869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ALdnIPtkefgyBdSmKyXyY

  • อิสราเอลเผย GDP Q1/69 หดตัว 3.3% เซ่นผลกระทบสงครามอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    อิสราเอลเผย GDP Q1/69 หดตัว 3.3% เซ่นผลกระทบสงครามอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติอิสราเอล รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิสราเอล หดตัวลง 3.3% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับไตรมาส 4/2568 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% และสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องตลอดปี 2568

    กิจกรรมทางธุรกิจหดตัวลงในอัตรารายปี 3.1% ในไตรมาสแรก จากเดิมที่เคยขยายตัว 5.4% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลง 4.7% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า

    สำนักงานสถิติระบุว่า การหดตัวของเศรษฐกิจเป็นผลจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ยาวไปจนถึงข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 8 เม.ย.

    นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการเติบโตของ GDP ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการเรียกกำลังพลสำรองจำนวนมากเข้าสู่กองทัพ รวมถึงการที่ประชาชนอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายในที่พักอาศัยตลอดช่วงสงคราม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xrVKvrovGCbzoYlKK1LaL