เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ทำเนียบขาวได้ประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีน” (US-China Board of Trade and Investment) ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2560 และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
BREAKING: The White House announces the establishment of the US-China Boards of Trade and Investment to “optimize the bilateral economic relationship” between China and the US.
The Board of Trade will allow the US Government and China to manage bilateral trade “across…
— The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 18, 2026
รายละเอียดคณะกรรมการและข้อตกลงที่ตามมา
คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ คณะกรรมการการค้า (Board of Trade) ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนบริหารจัดการการค้าสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน และคณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) ที่จะเป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นการลงทุนระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย กรอบการทำงานใหม่นี้ถูกอธิบายว่าเป็นแนวทางที่ “แม่นยำ” และ “ปฏิบัติได้จริง” มากขึ้น โดยละทิ้งการแสวงหาข้อตกลงครอบคลุมในวงกว้างแบบเดิม
รัฐบาลจัดเวที “The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญซีอีโอมาร่วมแสดงความเห็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2. การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยรัฐบาลมุ่งเป้าที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center สู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ที่เป็นหัวใจ AI
ด้านพลังงานสะอาดเป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ Data Center แต่ไทยติดขัดนโยบาย Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าเสรี) ที่ค้างคามาถึง 3 รัฐบาล รวมถึงปัญหาอัตราค่าบริการสายส่งที่ยังไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งกระทบต่อการส่งพลังงานสีเขียว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ แนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หรือ End of Life Vehicle ซึ่งภาคเอกชนเห็นชอบในหลักการ แต่ขอให้ภาครัฐพิจารณารูปแบบการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยเสนอให้รวมรถกระบะและรถ Eco Car เข้าร่วมโครงการด้วย และกำหนดเงื่อนไขให้รถใหม่ที่ใช้แลกควรเป็นรถที่ผลิตในไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ