Blog

  • สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 18, 2026

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สรุปข่าว
    • ทำเนียบขาวประกาศจัดตั้งคณะกรรมการการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง
    • คณะกรรมการการค้าจะดูแลการค้าสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน ส่วนคณะกรรมการการลงทุนจะเป็นเวทีหารือด้านการลงทุนระหว่างรัฐบาล พร้อมกับข้อตกลงที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
    • การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจโลกเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แต่ยังต้องติดตามว่ากลไกใหม่นี้จะมีผลในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

    การจัดตั้งกลไกการค้าร่วมสหรัฐฯ-จีนเป็นสัญญาณลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งโดยทั่วไปเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต แต่เนื่องจากไม่มีการกล่าวถึงคริปโตโดยตรง และความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสองชาติยังคงมีอยู่ ผลกระทบต่อราคาจึงยังเป็นกลาง

    เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ทำเนียบขาวได้ประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีน” (US-China Board of Trade and Investment) ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2560 และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

    BREAKING: The White House announces the establishment of the US-China Boards of Trade and Investment to “optimize the bilateral economic relationship” between China and the US.

    The Board of Trade will allow the US Government and China to manage bilateral trade “across…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 18, 2026

    รายละเอียดคณะกรรมการและข้อตกลงที่ตามมา

    คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ คณะกรรมการการค้า (Board of Trade) ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนบริหารจัดการการค้าสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน และคณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) ที่จะเป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นการลงทุนระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย กรอบการทำงานใหม่นี้ถูกอธิบายว่าเป็นแนวทางที่ “แม่นยำ” และ “ปฏิบัติได้จริง” มากขึ้น โดยละทิ้งการแสวงหาข้อตกลงครอบคลุมในวงกว้างแบบเดิม

    นอกเหนือจากการจัดตั้งคณะกรรมการ ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงพันธกรณีที่เป็นรูปธรรมหลายประการ จีนจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 พร้อมกันนี้จีนยังอนุมัติการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้งที่ผลิตในอเมริกาจำนวน 200 ลำในเบื้องต้นสำหรับสายการบินจีน และยังเตรียมแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ เช่น อิตเทรียม สแกนเดียม นีโอดิเมียม และอินเดียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    นัยสำคัญต่อตลาดการเงินโลกและคริปโต

    การจัดตั้งกลไกการค้าถาวรระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกถือเป็นสัญญาณของการพยายามลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าข้อตกลงครั้งนี้ยังบรรลุผลได้น้อยกว่าที่คาดไว้ และความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเรื่องการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงมีอยู่

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวคอนเฟิร์ม แผนคลังทุนสำรอง Bitcoin เตรียมประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายของทำเนียบขาวกับตลาดคริปโตยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกในภาพใหญ่ การที่สหรัฐฯ และจีนยอมนั่งลงตั้งกลไกการค้าร่วมกันอย่างเป็นระบบดีกว่าการขัดแย้งกันตลอดเวลาแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือกลไกใหม่นี้จะมีผลในทางปฏิบัติจริงแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาการประกาศข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนมักตามมาด้วยความผิดหวังในระยะยาว สำหรับนักลงทุนคริปโต ถ้าความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลกลดลงได้จริง ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนุนระยะกลางได้บ้าง แต่คงไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนราคาในระยะสั้น

    ที่มา: @KobeissiLetter

    เครดิตภาพจาก @CE_ChinaEconomy

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/18/us-china-trade-investment-board-bilateral-economic-relationship/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P80FC0J-4t9tm7AaK0FC8

  • “ชัชชาติ” ลั่นทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย แย้มสมัยหน้าดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับโลก

    “ชัชชาติ” ลั่นทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย แย้มสมัยหน้าดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับโลก

    “ชัชชาติ” ขอทำงานจนวินาทีสุดท้าย บอกแค่อีกวันในชีวิต ลั่น 5 โมงเย็นนี้เป็นประชาชนเต็มขั้น เตรียมปั่นจักรยานขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน แย้มสมัยหน้าเน้นเพิ่มประสิทธิภาพเมือง พัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับทั่วโลก

    วันนี้ (18 พ.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง ในเวลา 17.00 น. นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00 น. เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยต่อไป

    สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ ความสุข โอกาส และความหวัง เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

    เมื่อถามว่าช่วงที่ลาออกจะมีช่องว่าง มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องของทีมงาน ข้าราชการทุกคนอยู่ต่อ นโยบายก็ทำต่อ เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่มีช่วงที่ว่าง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกคนใหม่เข้ามา ที่ผ่านมางานต่าง ๆ ข้าราชการและทีมงานก็ทำได้ดี

    “ก็ต้องทำดิ เพราะเขาจ่ายเงินถึงวินาทีสุดท้าย มีเรื่องที่เป็นห่วงอยู่เยอะ” นายชัชชาติ กล่าว

    นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้จะไปลงพื้นที่เขตดอนเมืองเพราะเป็นจุดที่น้ำท่วมหนักที่สุดตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่เราเข้ามา ซึ่งขณะนี้ก็ทำถนนน่าจะเสร็จตามแผนแล้ว อยากไปเยี่ยมเขาเพราะเป็นจุดที่เรากังวล มีบางโครงการที่ยังกังวล เช่น เรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียที่ฝั่งธนฯ คืบหน้าไม่มากนัก จึงฝากปลัดกรุงเทพมหานครดูแลต่อให้ดีและฝากส่งต่อถึงผู้บริหารชุดใหม่ด้วย ขณะที่ทีมงานที่จะช่วยกันเดินหาเสียงก็คงจะเป็นชุดเดิมและคงมีชุดใหม่เข้ามาด้วย ขอบคุณทีมงานและข้าราชการลูกจ้างที่ช่วยกันทำงานอย่างดีมาก ๆ ในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา

    ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่ายังให้คะแนนตนเอง 5 เต็ม 10 อยู่หรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ที่ให้ 5 คะแนนเพราะไม่ควถามตนเอง การให้คะแนนตนเองเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราให้ทีมงาน 8 คะแนน จึงขอให้คนอื่นให้คะแนนเราดีกว่า เพราะพูดไปมีทั้งคนชอบไม่ชอบ ส่วนสิ่งที่พอใจมากที่สุดในตลอด 4 ปี คงเป็นพวกการตอบสนองปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการกับประชาชน เชื่อว่าระบบต่าง ๆ เช่น Traffy Fondue ทำให้ข้าราชการเห็นความสำคัญของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนในเรื่องหนึ่ง แต่ 4 ปีที่ผ่านมาเหลือแค่ 1.9 วันโดยเฉลี่ย

    ดังนั้นเรื่องที่ประชาชนสั่งการมา เราทำได้เร็วขึ้น ประชาชนรู้สึกว่ามีการกระจายอำนาจไปได้มากขึ้น ประชาชนไว้ใจเรามากขึ้น เพราะตอนที่เราเข้ามาวันแรก ๆ ประชาชนไม่ไว้ใจ กทม. มีแต่เรื่องใต้โต๊ะ ทุจริต สั่งการอะไรก็ไม่ทำให้ เราก็ไม่ไว้ใจประชาชน ประชาชนบ่นก็ไม่ค่อยฟัง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้เราหันหน้าเข้าประชาชนมากยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยไม่ใช้เงินลงทุนแต่ได้ผลตอบแทนที่มีค่ามากขึ้น คงต้องทำต่อเชิงรุกมากขึ้น ที่ผ่านมาเราให้ประชาชนแจ้งเหตุ แต่ต่อไปเราต้องลงไปหาปัญหามากขึ้น

    “ประกาศลงต่อไปตั้งแต่เมื่อวาน ไม่มีอะไรหรอก ชีวิตเดินต่อไปสบายสบาย Just another day แค่อีกวันหนึ่งในชีวิต หลัง 5 โมงอยู่ไม่ได้แล้ว ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ แล้ว กลายเป็นประชาชนเต็มขั้น คงขี่จักรยานไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านตามปกติ” นายชัชชาติ กล่าว.

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mhTbBF27Wc6BZ51nyc0Y

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.55-32.77 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ โดยภาพดังกล่าว ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกัน

    ▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนี PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด กอปรกับ ความไม่แน่นอนของการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้

    ▪ สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา จับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลประกอบการ Nvidia

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น จนทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 62% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองอังกฤษ พร้อมกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ภาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนเมษายน รวมถึง แนวโน้มราคาบ้านในเดือนเมษายน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น ทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสถึง 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว +2.4%y/y ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่รุนแรงมากนักในช่วงไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +19%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +27%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.6 พันล้านดอลลาร์

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการเจรจา Trump-Xi summit กลับไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิง และแม้ว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้

    และนอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์นะตะวันออกกลางที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ หากรายงานผลประกอบการ (และแนวโน้มผลประกอบการ) ออกมาสดใสดีกว่าคาด อาจทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงต่อ จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ในทางกลับกัน หากตลาดผิดหวังกับผลประกอบการของ Nvidia จนกลับเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน เรามองว่า ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดปิดรับความเสี่ยงหนัก และมีการทยอยปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่นบ้าง (ลด Net Short JPY ที่มองเงินเยนอ่อนค่า) นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง อาจทำให้เราต้องระวัง การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เสี่ยงย่อตัวลงบ้าง หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึง ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการของ Nvidia

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1019853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ocyXI7ICw50b7GSpdYiC

  • รัฐบาลลุยรื้อ ‘กม.เศรษฐกิจ’ 7 พันฉบับ ดึงเอกชนร่วมชี้เป้า

    รัฐบาลลุยรื้อ ‘กม.เศรษฐกิจ’ 7 พันฉบับ ดึงเอกชนร่วมชี้เป้า

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. ลุยทบทวนกฎกระทรวง 7,000 ฉบับ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาสแรกโต 18%

    18 พ.ค. 2569 – น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงานในส่วนนี้

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของรัฐบาลคือปรับบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ธุรกิจดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแม้กฎหมายแม่บทจำนวนมากจะมีหลักการที่เหมาะสม แต่กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศย่อยที่สะสมจำนวนมากในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นภาระและต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงที่มีอยู่กว่า 7,000 ฉบับ เพื่อแยกว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล ก็จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายรวดเร็วขึ้นและตรงกับความต้องการของเอกชน ในการหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมคณะจากหลายองค์กร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา นายปกรณ์ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยขอให้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10 – 20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย ซึ่งภาคเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Super License หรือการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง รวมถึงปรับแนวทางจากระบบรออนุญาตก่อนดำเนินการ ไปสู่ระบบตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการปรับปรุงระบบการอนุญาตที่เริ่มให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะที่ผ่านมาแล้วคือมาตรการ BOI Fast Pass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น ส่งผลอย่างสำคัญให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/998191/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qDDj7hj5zenr6Cp_-9v77

  • จีนและสหรัฐฯ “บรรลุผลลัพธ์เชิงบวก” ในการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้า

    จีนและสหรัฐฯ “บรรลุผลลัพธ์เชิงบวก” ในการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้า

    ปักกิ่ง, 17 พ.ค. (ซินหัว) — กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงเมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) ว่าจีนและสหรัฐฯ ได้บรรลุผลสัมฤทธิ์เชิงบวกในการเจรจาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้า

    ในการตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนได้สรุปผลลัพธ์ขั้นต้น 5 ประการที่คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศสามารถบรรลุร่วมกันได้ในระหว่างการเจรจาหารือเมื่อเร็วๆ นี้

    อันดับแรก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าดำเนินการตามผลสรุปที่ได้ตกลงกันในการเจรจาครั้งก่อนๆ และได้บรรลุฉันทามติเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงด้านภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้อง

    จีนและสหรัฐฯ จะจัดตั้งสภาการค้าและการลงทุน เพื่อร่วมกันแก้ไขข้อกังวลของแต่ละฝ่ายในด้านความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายจะใช้สภาการค้านี้เป็นช่องทางในการหารือประเด็นต่างๆ เช่น การลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเฉพาะเจาะจง และได้เห็นชอบร่วมกันในหลักการที่จะลดภาษีสินค้าที่เป็นข้อกังวลของแต่ละฝ่ายในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศจะดำเนินการแก้ไข หรือผลักดันให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) อันรวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรบางประเภท

    ทางสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขข้อกังวลที่จีนมีมาอย่างยาวนาน อันรวมถึงมาตรการกักกันสินค้าโดยอัตโนมัติ ที่มุ่งเป้าไปยังผลิตภัณฑ์นมและสัตว์น้ำของจีน การส่งออกต้นบอนไซที่ปลูกในวัสดุปลูกไปยังสหรัฐฯ และการยอมรับเขตปลอดโรคไข้หวัดนกในมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน ในส่วนของจีนเองนั้น ก็จะผลักดันแนวทางแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐฯ ในเรื่องของการจดทะเบียนโรงงานเนื้อวัวและการส่งออกสัตว์ปีกจากบางรัฐของสหรัฐฯ มาจีน อย่างแข็งขันเช่นกัน

    ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้าทวิภาคีระหว่างกัน เช่นการค้าสินค้าเกษตร ผ่านข้อตกลงต่างๆ อาทิ การลดภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันสำหรับกลุ่มสินค้าต่างๆ

    ในส่วนของภาคการบิน ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการซื้อเครื่องบินสหรัฐฯ ของจีน ตลอดจนการรับประกันจากฝั่งสหรัฐฯ ในการจัดส่งเครื่องยนต์อากาศยานและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องให้กับจีน และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในระหว่างการเจรจาหารือในรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ได้บรรลุข้างต้น

    โฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศจะร่วมกันทำงานเพื่อสรุปผลลัพธ์เหล่านี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด และจะรับรองร่วมกันว่าจะมีการนำไปปฏิบัติจริงให้สอดคล้องกับฉันทามติที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุ เพื่อเพิ่มพูนความแน่นอนและเสถียรภาพให้แก่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าของจีน-สหรัฐฯ ตลอดจนเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25QtrSEMb37TZp_JUDSRzx

  • ราคาน้ำมันโลกก่อนเปิดตลาด 18/05/69 ทิศทาง-ปัจจัย

    ราคาน้ำมันโลกก่อนเปิดตลาด 18/05/69 ทิศทาง-ปัจจัย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QizmVAvw7YD06HORoj8zA

  • พลิกโฉมอ้อยไทย ชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า

    พลิกโฉมอ้อยไทย ชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า

    พลิกโฉมอ้อยไทย ชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า

    วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

    พลิกโฉมอ้อยไทย ชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bio industry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570 ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล

    ข้อมูลจาก สอน. พบว่า ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด ซึ่งฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อย 105.86 ล้านตัน มีปริมาณอ้อยสดสูงถึง 96.20% และมีปริมาณอ้อยเผาเพียง 3.80% ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน มีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบเพียง 92.04 ล้านตัน มีอ้อยสดคิดเป็น 85.14% และปริมาณอ้อยเผา14.86% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคการเกษตร

    ทั้งนี้ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็น อุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท ส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีก 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่า “ชีวภาพ” กำลังกลายเป็น New Engine ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย

    “อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากเดิมเน้นผลิตน้ำตาล สู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Bio Hub of ASEAN” ภายในปี 2570” นายวราวุธ กล่าว

    นายวราวุธ กล่าวว่า ในปี 2569 สอน. เตรียมแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเป้าหมายความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากเอทานอลอ้อย การผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Track) เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Zero Carbon Emission ในอนาคต นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบและยอดอ้อย ตั้งแต่ปี 2567 และขยายผลต่อเนื่องถึงปี 2569 ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มชาวไร่อ้อยและวิสาหกิจชุมชน

    “การนำใบและยอดอ้อยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพลังงาน จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้ง ให้เป็นรายได้ใหม่ของเกษตรกร ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ปลูกอ้อย แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องจักรจัดเก็บที่มีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน” นายวราวุธ กล่าว

    ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการเติบโตและสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยมหาศาล แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราพร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จากอุตสาหกรรมเกษตรแบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ลดมลพิษ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่น้ำตาล แต่ต้องต่อยอดสู่พลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/964976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29BfGmj3jYwrkdS6TLpvmX

  • อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    🔹อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    🔹หากไม่มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลง รัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานคงไม่เดินทางเยือนอิหร่าน และเป็นไปได้อย่างมากว่า ปากีสถานกับสหรัฐฯ ได้มีการเจรจาโดยตรงกันแล้ว

    🔹อิหร่านยืนยันในเงื่อนไขทั้งสิบข้อนี้ และจะไม่ยอมให้มีการยัดเยียดข้อเรียกร้องอื่นเพิ่มเติม

    🔹จากการพิจารณาในภาพรวมของเงื่อนไขหลักทั้งห้าข้อ ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีผ่อนปรนต่อบางเงื่อนไขแล้ว

    🔹อิหร่านประกาศว่า ในขณะนี้จะยังไม่เจรจาเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ เนื่องจากประสบการณ์จากการเจรจากับสหรัฐฯ สองรอบที่ผ่านมา กลับนำไปสู่การโจมตี ทำให้ไม่มีความไว้วางใจต่อฝ่ายอเมริกันอีกต่อไป

  • เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  โอกาสธุรกิจไทยในรัสเซีย

    เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โอกาสธุรกิจไทยในรัสเซีย

    สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นำเสนอบทความพิเศษ ชักชวนภาคธุรกิจไทยร่วมงาน St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF)

     ทำไมภาคธุรกิจของประเทศควรหันไปมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เดือนมิถุนายน 2569 นี้

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกแตกออกเป็นหลายขั้วนั้น ความได้เปรียบที่เกิดจากการแข่งขันที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ไวที่สุด แต่คือผู้ที่ได้ก้าวไปสู่วงสนทนาก่อนที่กระแสของทิศทางจะนำพาไป

    ในทุก ๆ ปี จะมีเพียงเวทีระดับโลกที่รัฐบาล นักลงทุน ผู้นำจากแต่ละภาคอุตสาหกรรม และนักยุทธศาสตร์ ที่จะมาพูดคุยถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทาง สร้างความร่วมมือระหว่างกัน และทำให้แต่ละแนวคิดกลายไปเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่ใช้ได้จริง

    นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ระหว่างวันที่ 3-6  มิ.ย.2569 เป็นอีกเวทีชั้นนำของโลกสำหรับการเจรจาธุรกิจ เวทีนี้ได้รวมผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจากภูมิภาคยูเรเซีย ตะวันออกกลาง เอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

    สถิติสำคัญจากเวที  SPIEF ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีข้อตกลงที่ได้ลงนามไปแล้วกว่า 1,100 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6.5 ล้านล้านรูเบิล (ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์) โดยมีผู้แทนจาก 144 ประเทศเข้าร่วมงาน งานนี้ไม่ใช่การพบปะพูดคุยกันในเชิงทฤษฎี แต่เป็นการสร้างโครงสร้างจริง มีการลงทุนจริง และเกิดความร่วมมือตามมาจริง เพื่อนำไปกำหนดแนวทางทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ปีนี้จะมีประเทศซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานในฐานะประเทศที่ได้รับเชิญ เน้นย้ำบทบาทศูนย์กลางทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น และการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและบนโลกที่มีหลายขั้วทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม

    วาระการประชุมปีนี้ จะไปในแนวทางที่ภาคธุรกิจของโลกกำลังดำเนินการไปอย่างชัดเจน ทั้งทางด้านการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางขนส่งใหม่ ๆ ความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรม การเข้าสู่ยุคดิจิทัล การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงด้านพลังงาน การเงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางอาหาร และด้านนวัตกรรม

    นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศรัสเซียได้มีพัฒนาการดีขึ้นหลังจากที่ได้เปิดตัวการประชุม Russia–Thailand Business Dialogue ขึ้นเป็นครั้งแรกในงาน  SPIEF   ตามมาด้วยการจัดงาน Russia–Thailand Investment Forum ขึ้นเป็นครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จากภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และภาครัฐที่มาเข้าร่วมการประชุมจากรัสเซียและไทย พัฒนาการทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยจะไม่ได้กล่าวถึงเพียงแค่มีศักยภาพเท่านั้น แต่สิ่งนั้นกำลังเข้าสู่การนำไปปฏิบัติจริง

     SPIEF จะสร้างโอกาสเพิ่มมากขึ้นในระดับภูมิภาค นอกจากมี Russia–Thailand Business Dialogue แล้วปีนี้เรายังมี EAEU–ASEAN Business Dialogue ที่จะรวมตัวแทนจากสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อหารือกับภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการกำหนดนโยบาย และการลงทุนเพื่อการเชื่อมโยงทางด้านการค้า พัฒนาด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เพื่อการลงทุนใหม่ ๆ ในเอเชียกลางและกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

    สำหรับบริษัทในประเทศไทยนั้น นี่คือโอกาสสำคัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับประเทศรัสเซีย และวางแผนตัวเองเพื่อทำงานร่วมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคยูเรเซียที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น

    •  ในโลกธุรกิจ “จังหวะเวลา” มีความสำคัญไม่แพ้ “กลยุทธ์”

     บริษัทไทยที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเมื่อเดือนมิ.ย.ปีก่อน การเข้าร่วม SPIEF  ในปีนี้ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด

     “เรารอคุณอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมที่กำลังกำหนดอนาคตของวันพรุ่งนี้”

    ด้วยรักจากรัสเซีย 

    FROM RUSSIA WITH LOVE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ncfJvBlsWcHnIcm2heA-

  • เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    รัฐบาลจัดเวที “The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญซีอีโอมาร่วมแสดงความเห็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่า วิกฤติพลังงานเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเข้าอาเซียนและไทย ซึ่งไทยต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก และรัฐบาลรับข้อเสนอของเอกชน 6 ประเด็น ได้แก่

    1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งภาคเอกชนที่เน้นเร่งลงทุนทรัพยากรน้ำรองรับภาคการเกษตรและวิกฤติเอลนีโญ รวมถึงเร่งลงทุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่

    2. การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยรัฐบาลมุ่งเป้าที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center สู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ที่เป็นหัวใจ AI 

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤติในตะวันออกกลาง

    4. การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรค โดยภาคเอกชนขอให้รัฐบาลเร่งขั้นตอนขอใบอนุญาตที่ล่าช้า รวมถึงการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งาน

    5. เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

    6. การดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

    สำหรับแนวทางจากนี้จะดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยหากใช้งบประมาณต้องเน้นรูปแบบร่วมลงทุน (PPP) ที่เอกชนเป็นตัวนำและรัฐเป็นผู้สนับสนุน ควบคู่การใช้ยุทธศาสตร์ 4T ผ่านยุทธศาสตร์ 4T ประกอบด้วย 

    1. Target มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน 2.Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 3.Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.Together การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “ธนินท์”เสนอยกระดับเกษตรกร

    นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ไทยมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤติโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารที่เป็น “น้ำมันบนดิน” พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำและยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศระยะยาว

    ทั้งนี้ ปัญหาหลักของเกษตรไทยอยู่ที่ “น้ำ” หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำและกระจายน้ำทั่วประเทศจะยกระดับผลผลิตและรายได้เกษตรกรได้ก้าวกระโดด และหากมีน้ำจะทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มถึง 5 เท่า

    รวมทั้งเสนอแนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดเชื่อมเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านการใช้ AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

    ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวใช้ AI

    นายธนินท์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว รวมถึงต่อยอดสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยและพัฒนาเข้มข้น

    “ผู้ชนะในอนาคตคือผู้ที่ปรับตัวเร็ว และโลจิสติกส์จะเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หากใช้ AI บริหารจัดการได้ดี ธุรกิจเดิมจะมีประสิทธิภาพขึ้น และธุรกิจใหม่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก” นายธนินท์ กล่าว

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “จรีพร” เสนอแก้อุปสรรคการลงทุน

    นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและสร้างการเปลี่ยนผ่านของประเทศที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนากำลังคน การลดอุปสรรคจากกฎระเบียบ และการวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่การผลิตของโลก

    นางสาวจรีพร สะท้อนปัญหาที่เป็นคอขวดสำคัญของการลงทุน โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งพบปัญหาผังเมืองที่พยายามเปลี่ยนสีผังเมืองจากเขตอุตสาหกรรมกลับไปเป็นสีเขียว (เกษตรกรรม) ทั้งที่มีการลงทุนแล้วมหาศาล รวมทั้งมีปัญหาความล่าช้าในการขอยกเลิกทางสาธารณะที่ไม่ใช้งานและบางกรณีใช้เวลานานนับสิบปี

    ด้านพลังงานสะอาดเป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ Data Center แต่ไทยติดขัดนโยบาย Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าเสรี) ที่ค้างคามาถึง 3 รัฐบาล รวมถึงปัญหาอัตราค่าบริการสายส่งที่ยังไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งกระทบต่อการส่งพลังงานสีเขียว

    เตือนวิกฤติน้ำ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จ่อถล่มปลายปี

    ในประเด็นด้านทรัพยากรน้ำ ได้เน้นย้ำให้นายกรัฐมนตรีเร่งบริหารจัดการการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะการเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเตือนว่าช่วงปลายปี 2569 จะเกิดสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญความแห้งแล้งต่อเนื่องอีก 2 ปี หากรัฐบาลไม่วางแผนรับมือตั้งแต่วันนี้จะส่งผลกระทบรุนแรง

    นางสาวจรีพร กล่าวว่า เนื่องด้วยเวลาในการสนทนาที่มีจำกัดจึงมอบข้อเสนอรายละเอียด 11 หน้า พร้อมเอกสาร Presentation อีก 13 หน้า ให้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเป็นข้อมูลจริงจากภาคปฏิบัติเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์การแข่งขันของโลก

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “ขัตติยา”หวังขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า บนเวทีได้เป็นกำลังใจให้รัฐบาล และเจ้าที่รัฐทุกคน และไม่ว่าสภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งสำคัญที่จะไม่เปลี่ยน คือ “การที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งสำคัญมากเพื่อให้การส่งผ่านนโยบายและการนำไปปฏิบัติมีความต่อเนื่อง คือ 4T ที่ประกอบด้วย 

    1.Targeted การทำนโยบายต้องมุ่งเป้า เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหรือปัญหาได้ตรงจุด 2.Transition การเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวหรือก้าวผ่านจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่

    3.Transform การพลิกโฉม การยกระดับหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อไปสู่ศักยภาพใหม่ และ 4.Together ร่วมกันเติบโตไปด้วยกันผ่านการทำงานแบบความร่วมมือ ทั้งภายในองค์กร พันธมิตร ลูกค้าหรือทุกภาคส่วน เพื่อให้สำเร็จร่วมกัน

    ทั้งนี้ เป็นแนวทางเช่นเดียวกับที่นายเอกนิติ แถลงไว้ ที่ควรนำไปใช้ในการปฏิบัติและวางแผนในเรื่องหลักของรัฐบาลทั้งสิ้น เพื่อให้เกิด Impact ที่มีนัยสำคัญกับประเทศ และควรสนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีทรัพยากรเพียงพอ และวางแผนดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากขึ้น

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “พิมพ์ใจ”ชงแผนสร้างฐานผลิตสีเขียว

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาวให้ชัดเจน ท่ามกลางโลกที่เผชิญความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกต่อเนื่อง 

    รวมทั้งไทยควรรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเปิดโอกาสให้ไทยทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และคงความน่าเชื่อถือในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    “สิ่งที่ไทยต้องทำระยะยาว คือ สร้างฐานการผลิตสีเขียว ฐานอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และศูนย์กลางพลังงานชีวภาพอาเซียน ควบคู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดาต้าเซนเตอร์” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.เสนอ 6 แนวทางเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วย SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงพลังงาน การปฏิรูปกฎหมาย การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรม

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    ดันแผน PDP รับอุตสาหกรรมใหม่

    อีกประเด็นสำคัญ คือ การเร่งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ประกาศใช้โดยเร็วเพื่อสร้างความชัดเจนทิศทางพลังงาน รองรับการลงทุนใหม่และความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกและดาต้าเซ็นเตอร์

    พร้อมเสนอเปิดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้เป็นธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้ รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศระยะยาว

    “หากไทยต้องการแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำต้องเร่งทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการยกระดับอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนพลังงาน แต่คือความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและอนาคตเศรษฐกิจไทยระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “กลินท์”เสนอปกป้องผู้ผลิตรถในประเทศ

    นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ได้เสนอมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยขอให้รัฐบาลเร่งปกป้องตลาดในประเทศ หลังรถนำเข้าบางส่วน โดยเฉพาะจากจีนที่ได้เปรียบด้านภาษีจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน นำเข้ารถยนต์ภาษีเป็น 0%

    ทั้งนี้รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ และผู้ประกอบการเห็นว่าประเทศไทยควรเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ แนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หรือ End of Life Vehicle ซึ่งภาคเอกชนเห็นชอบในหลักการ แต่ขอให้ภาครัฐพิจารณารูปแบบการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยเสนอให้รวมรถกระบะและรถ Eco Car เข้าร่วมโครงการด้วย และกำหนดเงื่อนไขให้รถใหม่ที่ใช้แลกควรเป็นรถที่ผลิตในไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ส่วนภาษีส่งออกในลักษณะ compensation tax ที่เคยอยู่ที่ 1.18% แต่ถูกปรับลดลงเหลือ 0.89% ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจกระทบการส่งออกจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณากลับไปใช้อัตราเดิม

    อีกข้อเสนอสำคัญคือการผลักดันเพิ่มสัดส่วน Local Content ในการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    “บรรยากาศการหารือถือว่าเป็นไปด้วยดี รัฐบาลมาถูกทางแล้วที่รับฟังข้อเสนอหลายภาคส่วน และมีแนวคิดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อติดตามผลและผลักดันมาตรการต่างๆ ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจมองว่าทรงตัว โดยบางภาคส่วนดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวยังต้องปรับตัวรับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น” นายกลินท์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZbmD8okOTQGEnqmdaNvS4