Blog

  • ลุ้นกองสลากเพิ่มเงินรางวัล คอหวยปลื้มมีกำลังใจซื้อต่อ | เดลินิวส์

    ลุ้นกองสลากเพิ่มเงินรางวัล คอหวยปลื้มมีกำลังใจซื้อต่อ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี กมธ.ผู้บริโภค เตรียมเสนอให้มีการเพิ่มเงินรางวัลลอตเตอรี่ โดยรางวัลที่ 1 จาก 6 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท ส่วนเลขท้าย 2 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,000 บาท มาอยู่ที่ 5,000 บาท และรางวัล 3 ตัว จากเดิม 4,000 บาท มาอยู่ที่ 10,000 บาท นั้น

    เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นตัวในหมู่ชาว จ.ลำพูน ทั้งนักเสี่ยงโชค ชาวสวน ชาวไร่ คนรับจ้างรายวัน ร่วมไปถึงผู้ประกอบการ โดยต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า “เป็นเรื่องดีมาก” และ “น่าจะเพิ่มเงินรางวัลตั้งนานแล้ว”

    ส่งผลให้การซื้อลอตเตอรี่ในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่ายังไม่มีการประกาศเพิ่มเงินรางวัลอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ชาว จ.ลำพูน ก็ยังออกมากว้านซื้อเลขเด็ดที่ตนต้องการตามแผงขายลอตเตอรี่

    นางนันทนา ตาจุมปา อายุ 64 ปี แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ตั้งแผงที่บริเวณด้านหน้าธนาการเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หมู่ 1 ต.หัวยกาน อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีแต่รางวัลเล็กๆ ก็ควรจะเพิ่มอีกหลายๆ รางวัลด้วย และก็น่าจะกระจายรางวัลไปให้ทั่วประเทศ ไม่ให้กระจุกอยู่แต่เพียงไม่กี่จังหวัด ส่วนรางวัลที่ 1 ที่เพิ่มมาเป็น 10 ล้านบาทในเศรษฐกิจขณะนี้ก็พอได้

    “การเพิ่มเงินรางวัล ไม่ได้เพิ่มมานานมากแล้ว ทำให้คนซื้อลอตเตอรี่บ่นไปตามๆ กันว่ารางวัลมันน้อยเกินไป การเพิ่มเงินรางวัลน่าจะช่วยให้ขายลอตเตอรี่ได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ก็ขายได้น้อย เพราะเศรษฐกิจไม่ดี เงินทองหายาก” นางนันทนา กล่าวย้ำ

    ด้านนายเมตร กอหลวง อายุ 68 ปี นักเสี่ยงโชค เปิดเผยว่า การเพิ่มเงินรางวัลเป็นเรื่องดี จะทำให้ชาวบ้านมีโอกาสได้เงินรางวัลเพิ่ม และก็น่าจะเพิ่มเงินตั้งนานแล้ว โดยชาวบ้านคงจะซื้อกันมากกว่าเดิม เพราะเป็นความหวังของชาวบ้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5866926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JWun80lp7mRVgUOC7S9vz

  • อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    By

    พฤษภาคม 17, 2026

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    สรุปข่าว
    • อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังระงับการซื้อขายมานานกว่า 80 วันนับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้น โดยรัฐบาลระบุว่าต้องการป้องกัน Panic Selling และสร้างเงื่อนไขการตั้งราคาที่โปร่งใสมากขึ้น
    • ทางการเตรียมมาตรการรองรับการเปิดตลาดครั้งนี้ ทั้ง Price Limit และระบบ Market Maker Support เพื่อป้องกันแรงขายรุนแรง หลังนักลงทุนรายย่อยหลายล้านคนจะกลับเข้าสู่ตลาดพร้อมกันในวันเดียว
    • ตลาดคริปโตจับตาเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะตลอดช่วง 80 วันที่ผ่านมา Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนอย่างหนักจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย การเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
    การที่อิหร่านเริ่มเปิดระบบตลาดการเงินกลับมาอีกครั้งสะท้อนว่ารัฐบาลมองว่าสถานการณ์สงครามเริ่มเข้าสู่จุดที่ควบคุมได้มากขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านความเสี่ยงด้านสงครามต่อสินทรัพย์เสี่ยง และเป็นสัญญาณบวกต่อ Bitcoin ในระยะสั้น

    อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังปิดทำการมานานถึง 80 วันนับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้น

    การประกาศครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมากจากทั้งตลาดการเงินและตลาดคริปโต เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวสงครามในตะวันออกกลางกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความผันผวนให้ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    BREAKING: Iran announces it will reopen its stock market on Tuesday for the first time since the Iran War began, ending an 80-day closure.

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 16, 2026

    ทางการอิหร่านระบุว่าการปิดตลาดก่อนหน้านี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการซื้อขายที่เกิดจากความตื่นตระหนก และช่วยให้ตลาดกลับมาเปิดภายใต้ “สภาพแวดล้อมการตั้งราคาที่โปร่งใสมากขึ้น”

    ทำไมอิหร่านถึงปิดตลาดนานถึง 80 วัน?

    ทันทีที่สงครามเริ่มต้น รัฐบาลอิหร่านตัดสินใจระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นเพื่อป้องกันความโกลาหลทางการเงินและลดโอกาสเกิดแรงขายแบบ Panic Selling

    มาตรการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในช่วงสงครามหรือวิกฤตระดับประเทศ ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยปิดทำการหลังเหตุการณ์ 9/11 ขณะที่ตลาดหุ้นยูเครนก็เคยระงับการซื้อขายหลังรัสเซียเปิดฉากบุกประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การปิดตลาดนานถึง 80 วันทำให้แรงกดดันสะสมอยู่ในระบบจำนวนมาก เพราะนักลงทุนไม่สามารถปรับพอร์ตหรือสะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจผ่านราคาหุ้นได้เลยตลอดช่วงที่ผ่านมา

    รัฐบาลเตรียมมาตรการป้องกันตลาดพังวันแรก

    เพื่อป้องกันแรงขายรุนแรงในวันเปิดตลาด ทางการอิหร่านเตรียมใช้มาตรการควบคุมหลายรูปแบบ ทั้ง Price Limit  และการใช้ Market Maker เข้ามาช่วยดูแลสภาพคล่อง

    นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงสำคัญคือ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอาจพยายามขายหุ้นออกพร้อมกันทันที หลังไม่สามารถทำธุรกรรมได้มานานกว่า 2 เดือน

    นอกจากนี้ หลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดอาจได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน หรือรายได้ที่ลดลง ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบจริงรุนแรงแค่ไหน

    แล้วเกี่ยวอะไรกับ Bitcoin?

    ตลอดช่วง 80 วันที่ผ่านมา ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวสงครามอิหร่านแทบทุกวัน โดยเฉพาะ Bitcoin ที่แกว่งตัวตามทั้งราคาน้ำมัน Bond Yield และความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    การที่รัฐบาลอิหร่านตัดสินใจเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งจึงถูกตีความว่า สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ “คาดเดาได้มากขึ้น” อย่างน้อยในมุมมองของภาครัฐเอง

    อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดตลาดเกิดขึ้นในช่วงที่การเจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ ซึ่งอาจสะท้อนว่าอิหร่านต้องการส่งสัญญาณว่าประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    สำหรับตลาดโลก นี่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะเมื่อความเสี่ยงด้านสงครามลดลง นักลงทุนมักกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งหุ้น เทคโนโลยี และคริปโต

    ความเสี่ยงยังไม่หายไปทั้งหมด

    แม้ภาพรวมจะดูเป็นบวก แต่ยังต้องจับตาว่าวันเปิดซื้อขายจริงจะเกิดอะไรขึ้น หากตลาดหุ้นอิหร่านเปิดวันแรกแล้วดิ่งหนัก อาจสะท้อนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจยังรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้เช่นกัน

    ในทางกลับกัน หากตลาดเปิดได้อย่างราบรื่นและแรงขายไม่รุนแรงเกินคาด นั่นอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ช่วยลดความกังวลด้านสงครามในตลาดโลกลงอย่างมีนัยสำคัญ


    ผู้เขียนมองว่าการประกาศเปิดตลาดหุ้นอิหร่านครั้งนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดในรอบหลายเดือนว่าสถานการณ์สงครามเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ควบคุมได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลที่ยังอยู่ในภาวะสงครามเต็มรูปแบบจริง ๆ แทบไม่มีเหตุผลที่จะเปิดตลาดการเงินให้ประชาชนกลับมาซื้อขายตามปกติ

    สำหรับตลาดคริปโต สิ่งที่ต้องจับตาคือปฏิกิริยาของตลาดหุ้นอิหร่านในวันแรก หากเปิดได้อย่างสงบและไม่เกิด Panic Selling รุนแรง Bitcoin มีโอกาสกลับมาได้แรงอีกครั้ง และอาจช่วยผลักดันให้ตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะสั้น

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/17/iran-stock-market-reopen-may-19-80-days-closed-war-bullish-signal-bitcoin-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kV9FfsHjL3FFkrtIQttHO

  • “ดร.สติธร” ยก “เกาหลีใต้โมเดล” เทียบเวที “รัฐบาล-ซีอีโอ”เดินหน้าร่วมพัฒนาศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    “ดร.สติธร” ยก “เกาหลีใต้โมเดล” เทียบเวที “รัฐบาล-ซีอีโอ”เดินหน้าร่วมพัฒนาศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

    “เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว

    พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

    “เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก

    ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1576782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FtMtGwfgNSRr43C9kFtXp

  • คนรวยกำลังซื้ออะไร? ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน

    คนรวยกำลังซื้ออะไร? ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน


    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนรายใหญ่กำลังกระจายเงินสู่ทองคำ หุ้น AI และสินทรัพย์ปลอดภัย ฟากตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงขายต่างชาติ

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ มีคำถามหนึ่งที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังจับตาไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ยหรือทิศทางตลาดหุ้น นั่นคือ “คนรวยกำลังเอาเงินไปไว้ที่ไหน” เพราะทุกครั้งที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน การเคลื่อนไหวของเงินทุนจากมหาเศรษฐี กองทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนระดับโลก มักสะท้อนมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คือ นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ทุ่มเงินทั้งหมดกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเหมือนในอดีต แต่กำลังกระจายเงินลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการถือ “ทองคำ” ที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายพื้นที่ยังคงยืดเยื้อ ขณะที่หลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย ทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนระดับโลกเลือกถือเพิ่มอย่างชัดเจน หลายสถาบันการเงินมองว่าความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำโลกยังยืนอยู่ในระดับสูงแม้ตลาดหุ้นบางแห่งเริ่มฟื้นตัว

    ขณะเดียวกัน เงินอีกส่วนหนึ่งกลับไหลเข้าสู่ “หุ้นเทคโนโลยี” โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังกลายเป็นธีมการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานี้ นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเหมือนที่อินเทอร์เน็ตเคยทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงได้รับเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นหลายบริษัทจะปรับตัวขึ้นมาแรงแล้วก็ตาม

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยบางส่วนยังลังเลกับความเสี่ยงของตลาด แต่นักลงทุนสถาบันจำนวนมากกลับเลือกถือหุ้น AI เป็น “การลงทุนระยะยาว” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

    นอกจากนี้ นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกยังเริ่มกลับไปถือ “เงินสดและพันธบัตร” มากขึ้น หลังอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง การฝากเงินหรือถือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นในวันนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คนรวยจำนวนไม่น้อยเลือกพักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุน มากกว่าจะเร่งเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดในทันที ภาพนี้สะท้อนว่าแม้ตลาดโลกบางแห่งจะเริ่มกลับมาคึกคัก แต่ความระมัดระวังยังคงอยู่ในระบบการเงินโลกอย่างชัดเจน

    เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่นักลงทุนไทยจำนวนมากเริ่มหันไปลงทุนในทองคำ กองทุนต่างประเทศ และหุ้นต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ยังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการเติบโตของโลกในระยะยาว

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่คือ “เงินทุนของโลกกำลังเชื่ออะไร” เพราะทุกการเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายใหญ่กำลังสะท้อนว่า โลกยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ และในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังสูงเช่นนี้ สิ่งที่คนรวยทั่วโลกกำลังทำ อาจไม่ใช่การทุ่มลงทุนทั้งหมดเพื่อหวังผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการพยายามรักษาความมั่งคั่ง พร้อมเลือกวางเดิมพันกับอนาคตของโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R6GF36taEpmK-MPtC25Sk

  • ต่อให้ ‘สงครามจบ’ แต่บาดแผล ‘เศรษฐกิจ’ เพิ่งเริ่มต้น…

    ต่อให้ ‘สงครามจบ’ แต่บาดแผล ‘เศรษฐกิจ’ เพิ่งเริ่มต้น…

    ในช่วงนี้ บางท่านอาจเกิดคำถามว่า หากสงครามในตะวันออกกลางจบลงได้ในวันนี้ เราจะกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติได้หรือยัง คำตอบคือเราไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกแล้วครับ ด้วยเหตุที่ความเสียหายของผลกระทบจากสงครามได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ผมเห็นด้วยกับคำพูดของผู้ใหญ่บางท่านในวงการธุรกิจที่ว่าความมั่งคั่งได้ถูกดึงออกไปจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรเหมือนเดิมครับ

    เมื่อไม่นานมานี้ อเล็กซานเดอร์ เดอ โคร หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ในระหว่างการประชุมของกลุ่ม G7 ที่กรุงปารีสว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจผลักดันให้ผู้คนกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกเข้าสู่สภาวะยากจน ซึ่งตัวเลขนี้เกิดจากการศึกษาผลกระทบเพียง 6 สัปดาห์หลังเกิดสงคราม แต่ขณะนี้ผ่านไปเกือบ 10 สัปดาห์แล้ว สงครามดูเหมือนยังไม่จบง่ายๆ

    UNDP ยังได้ประเมินเพิ่มเติมว่าสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้ผู้คนในแถบอาหรับต้องสูญเสียงานมากถึง 3.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนงานที่เกิดใหม่ในปี 2568 เสียอีก  นอกจากนี้ ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในปีนี้อาจพุ่งขึ้นอีก 24 % ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับขึ้น 16 % อีกทั้งต้องระวังปัญหาเงินเฟ้อซึ่งอาจสูงขึ้น 5.1-5.8 %ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเมื่อไม่กี่วันนี้เอง นายไมค์ เวิร์ธ ประธานกรรมการและซีอีโอ บริษัท เชฟรอน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อเมริกา ได้ออกมาเตือนว่าภาวะน้ำมันขาดตลาดจริงๆ จะเริ่มเกิดขึ้นทั่วโลกในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    การที่องค์กรนานาชาติหลายแห่งออกโรงย้ำผลกระทบจากสงครามนี้ในทิศทางเดียวกัน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยให้ยกระดับความรอบคอบในการการดำเนินธุรกิจและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    กล่าวง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านคือ ตอนนี้แค่ “เผาหลอก” ส่วน “เผาจริง” ยังไม่เริ่มต้นนะครับ สิ่งที่เราต้องตระหนักคือแม้ว่าสงครามตะวันออกกลางสามารถปิดฉากได้ทันที แต่ผลกระทบต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้วและจะมีผลระยะยาว เพราะโครงสร้างแหล่งพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนไม่สามารถผลิตต่ออีกหลายเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่อ่อนไหวต่อกลไกราคามากกว่าธุรกิจใหญ่  ส่วนผู้บริโภคปลายน้ำต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากผลรวมของราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับขึ้นได้อีก

    ท่ามกลางค่าครองชีพที่ไต่ระดับขึ้นทั่วโลก หนึ่งในกลุ่มที่ควรดูแลใส่ใจที่สุดคือประชาชนรายได้ต่ำ เนื่องจากกำลังซื้อจะลดลงโดยปริยาย  โดยล่าสุด นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าประชากร 45 ล้านรายทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะประสบความหิวโหยขั้นรุนแรงหากยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อคลายแรงกดดันต่อเส้นทางค้าขายรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    หันกลับมามองที่ไทย รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของ IMF ฉบับเมษายน 2569 ได้ประเมินผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางว่าจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.5 % กอปรกับประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูงทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เตรียมมาตรการรองรับผ่านการออก พ.ร.ก กู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทด้วยเหตุผลว่าวิกฤติครั้งนี้มาเป็นระลอก ตั้งแต่สงคราม ราคาน้ำมันสูง ต้นทุนสูง ค่าครองชีพสูง และกำลังซื้อหด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ  สิ่งเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนในตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2569 ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 2.80 % ซึ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน

    ผมเชื่อว่าทุกคนพยายามวางแผนการเงินอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ได้ผลนั้นเราต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายในทุกระดับ ตั้งแต่ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงการปรับพฤติกรรมวินัยการใช้จ่ายส่วนตัวด้วยการ “ประหยัด” หรือ “รัดเข็มขัด”  เพื่อเตรียมพร้อมฝ่าฟันช่วงเวลาเยียวยาบาดแผลเศรษฐกิจนี้อย่างระมัดระวังไปด้วยกันครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1232931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mGqL3GrI8z367aqfhNMDn

  • มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้ เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้ เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลหารือร่วมกับภาคธุรกิจว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการ ล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด

    การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

    “ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ รัฐยอมทุนแต่เป็นความสัมพันธ์แบบ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน

    หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว

    เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่

    ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

    “ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/997839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpWaXrg_Eri-WRarUbXTH

  • “ดุสิตโพล” เผย ปชช.ไม่คาดหวังการทำงานของรัฐบาล แถมมองอีก 3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจจะแย่ลง : อินโฟเควสท์

    “ดุสิตโพล” เผย ปชช.ไม่คาดหวังการทำงานของรัฐบาล แถมมองอีก 3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจจะแย่ลง : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชน ต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้

    1. ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด

    • อันดับ 1 ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า 77.97%
    • อันดับ 2 แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน 63.78%
    • อันดับ 3 ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส 63.08%

    2. ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร

    • อันดับ 1 แย่ลง 46.89%
    • อันดับ 2 เหมือนเดิม 32.81%
    • อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.50%
    • อันดับ 4 ดีขึ้น 9.80%

    3. ณ วันนี้ ประชนกังวลเรื่องใดมากที่สุด

    • อันดับ 1 ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท 44.44%
    • อันดับ 2 ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส 13.65%
    • อันดับ 3 ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 11.81%

    4.ประชาชนคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด

    • อันดับ 1 ไม่ค่อยคาดหวัง 33.16%
    • อันดับ 2 ค่อนข้างคาดหวัง 31.06%
    • อันดับ 3 ไม่คาดหวังเลย 23.45%
    • อันดับ 4 คาดหวังมาก 12.33%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35PVtH8MoCww-E9Xsz8WDX

  • “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” อ่านเกมอำนาจ! เคลียร์ดราม่ารัฐบาลดึง CEO ถกเศรษฐกิจ ชี้กระจายรายได้สู่ประชาชน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เจ้าสัว

    “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” อ่านเกมอำนาจ! เคลียร์ดราม่ารัฐบาลดึง CEO ถกเศรษฐกิจ ชี้กระจายรายได้สู่ประชาชน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เจ้าสัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/148110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VbuWgqE5PR_osPb3G3KTM

  • อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

    17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

    “เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

    “เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

    ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

    “การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZEWWbmkQL5mLVJzjgBJzV

  • ราคาน้ำมันดิบ 16/05/69 ก่อนเปิดตลาด 18 พ.ค.69

    ราคาน้ำมันดิบ 16/05/69 ก่อนเปิดตลาด 18 พ.ค.69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N76q_E_Ik-xKekGfD1MlT