เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี กมธ.ผู้บริโภค เตรียมเสนอให้มีการเพิ่มเงินรางวัลลอตเตอรี่ โดยรางวัลที่ 1 จาก 6 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท ส่วนเลขท้าย 2 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,000 บาท มาอยู่ที่ 5,000 บาท และรางวัล 3 ตัว จากเดิม 4,000 บาท มาอยู่ที่ 10,000 บาท นั้น
เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นตัวในหมู่ชาว จ.ลำพูน ทั้งนักเสี่ยงโชค ชาวสวน ชาวไร่ คนรับจ้างรายวัน ร่วมไปถึงผู้ประกอบการ โดยต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า “เป็นเรื่องดีมาก” และ “น่าจะเพิ่มเงินรางวัลตั้งนานแล้ว”

ส่งผลให้การซื้อลอตเตอรี่ในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่ายังไม่มีการประกาศเพิ่มเงินรางวัลอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ชาว จ.ลำพูน ก็ยังออกมากว้านซื้อเลขเด็ดที่ตนต้องการตามแผงขายลอตเตอรี่
นางนันทนา ตาจุมปา อายุ 64 ปี แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ตั้งแผงที่บริเวณด้านหน้าธนาการเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หมู่ 1 ต.หัวยกาน อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีแต่รางวัลเล็กๆ ก็ควรจะเพิ่มอีกหลายๆ รางวัลด้วย และก็น่าจะกระจายรางวัลไปให้ทั่วประเทศ ไม่ให้กระจุกอยู่แต่เพียงไม่กี่จังหวัด ส่วนรางวัลที่ 1 ที่เพิ่มมาเป็น 10 ล้านบาทในเศรษฐกิจขณะนี้ก็พอได้

“การเพิ่มเงินรางวัล ไม่ได้เพิ่มมานานมากแล้ว ทำให้คนซื้อลอตเตอรี่บ่นไปตามๆ กันว่ารางวัลมันน้อยเกินไป การเพิ่มเงินรางวัลน่าจะช่วยให้ขายลอตเตอรี่ได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ก็ขายได้น้อย เพราะเศรษฐกิจไม่ดี เงินทองหายาก” นางนันทนา กล่าวย้ำ
ด้านนายเมตร กอหลวง อายุ 68 ปี นักเสี่ยงโชค เปิดเผยว่า การเพิ่มเงินรางวัลเป็นเรื่องดี จะทำให้ชาวบ้านมีโอกาสได้เงินรางวัลเพิ่ม และก็น่าจะเพิ่มเงินตั้งนานแล้ว โดยชาวบ้านคงจะซื้อกันมากกว่าเดิม เพราะเป็นความหวังของชาวบ้าน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5866926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JWun80lp7mRVgUOC7S9vz










ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการ ล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่












