Blog

  • จีนอ่วม! ‘กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน’ ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    จีนอ่วม! ‘กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน’ ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในประเทศอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกของจีนจะเติบโตได้ดีมาก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศกลับปรับตัวแย่ลง

    การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ 

    ขณะที่ ยอดค้าปลีกในเดือนเม.ย.เติบโตเพียง 0.2% ซึ่งถือเป็นระดับที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักคาดการณ์ไว้

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    ภาคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนยอดสินเชื่อใหม่ของภาคครัวเรือนปรับตัวลดลงอย่างมาก ทั้งหมดชี้ให้เห็นสภาวะที่ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายหรือกู้ยืมเพื่อการลงทุน

    นอกจากนี้ วิกฤติตลาดแรงงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติม โดยอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อการจ้างงาน

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก  

    แม้ภาคการส่งออกจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ทำงานได้ดี โดยเติบโตถึง 15% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี จากอานิสงส์ของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก และความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นภายหลังการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนนี้กลับทำได้เพียงช่วยพยุงให้เศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 4.5% ถึง 5% เท่านั้น และไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่หายไปได้ทั้งหมด

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    ขณะที่ผู้ผลิตจีนเองยังต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    ทางด้านนโยบายรัฐบาล และธนาคารกลางจีนยังคงดำเนินแนวทางแบบ “รอดูสถานการณ์” โดยมีการลดการใช้จ่ายทางการคลัง และยังไม่มีการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แม้ว่าสภาพคล่องในตลาดจะเพียงพอแต่กลับขาดความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจ และประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ยังพอมีสัญญาณบวกที่หาได้ยากจาก ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านมือสองปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2568 ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการรักษาเสถียรภาพในภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YhAgaW0cwgH44FjvqZOHj

  • ‘เอกนิติ’ ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. พรุ่งนี้ เผยลงทุนหนุนGDPไตรมาสแรกโต 2.8%

    ‘เอกนิติ’ ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. พรุ่งนี้ เผยลงทุนหนุนGDPไตรมาสแรกโต 2.8%

    ‘เอกนิติ’ เตรียมเสนอ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้าครม. 19 พ.ค.นี้ ช่วยประชาชนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน ต้นทุน และค่าครองชีพ พร้อมมาตรการเสริมช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 2.8% มาจากการลงทุนรวมขายตัวพุ่ง

    18 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.69) เพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล

    โดย ไทยช่วยไทยพลัส พัฒนาต่อยอดจากคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ประคองเศรษฐกิจระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและปากท้องอย่างรุนแรง โดยปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ รัฐบาลมองว่า วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อกำลังส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

    “วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต ลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติกล่าว

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนมาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง สถานการณ์นี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเดือนเมษายนสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง

    โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันพรุ่งนี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังและป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต

    ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก การลงทุน ที่ชี้ว่ากลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งนั้น มองว่าตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ  และโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น เชื่อว่าจากนี้การลงทุนถือเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เพราะไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว หลังประเทศไทยเผชิญภาวะลงทุนต่ำต่อเนื่องมาหลายปี

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกยังเป็นเพียง ภาพสะท้อนในกระจกหลัง เพราะยังไม่รวมผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เป็นต้นไป

    นอกจากไทยช่วยไทยพลัส รัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเฉพาะกลุ่ม ทั้งโครงการปุ๋ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกร มาตรการช่วยภาคขนส่ง และการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว โดยในวันนี้จะหารือกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางช่วยกลุ่มรถหัวลาก ศึกษาการใช้ หัวลากไฟฟ้า ควบคู่ส่งเสริมไบโอดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนขนส่งและช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปพร้อมกัน

    ส่วนกรณีที่จากตราสารหนี้หรือพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นั้นมองว่า นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าที่คาด เพราะเงินเฟ้อเป็นตัวสะท้อนระดับเงินเฟ้อในอนาคต

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความน่ากังวลในระยะต่อไปคือ เงินเฟ้อฝังตัว เนื่องจากต้นทุนผู้ผลิตเริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากถูกบีบกำไร

    “วันนี้ธุรกิจกำลังอุ้มต้นทุนไว้ แต่ในระยะต่อไปจะเริ่มอุ้มไม่ไหว ต้นทุนจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกำลังซื้อชะลอลง” นายสันติธารกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในปัจจุบันเป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความท้าทายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาในการประเมินความเหมาะสมตามสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/998506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01zFhcWiEX094tR1eUDQKV

  • แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    เจาะลึกยุทธศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ของรัฐบาลที่มากกว่าแค่พักหนี้ แต่คือการรื้อโครงสร้างผ่านดิจิทัล เติมทุน 2 แสนล้าน สกัดสินค้านอก และใช้ภาษีสร้างแต้มต่อ เพื่อให้คนตัวเล็กเติบโตได้จริง

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ต้นทุนพลังงานยังแกว่งตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ภัยธรรมชาติและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกกดดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME อย่างหนัก สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำในช่วงปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่ “การประคองธุรกิจ” ระยะสั้น แต่กำลังพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ SME ไทยเดินต่อได้ในระยะยาว

    ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสภาพคล่อง ภาษี เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ที่ต้องการเร่งเห็นผลเร็ว ควบคู่กับการสร้างแต้มต่อใหม่ให้ธุรกิจไทย

    เพราะรัฐบาลมองว่า SME ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจรายย่อย แต่คือฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจ้างงาน การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

    หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกจับตา คือโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปลดล็อกปัญหาเดิมของผู้ประกอบการไทย นั่นคือ “มีศักยภาพ แต่กู้ไม่ผ่าน”

    ที่ผ่านมา SME จำนวนไม่น้อยยังมีคำสั่งซื้อ มีลูกค้า และยังดำเนินธุรกิจต่อได้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องเครดิต หลักประกัน หรือความเสี่ยงที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้หลายธุรกิจขาดเงินทุนหมุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

    รัฐบาลจึงเลือกใช้แนวทาง “รัฐช่วยรับความเสี่ยง” ผ่านกลไกชดเชยความเสียหายด้านเครดิตวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบกว่า 200,000 ล้านบาท เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การเติมเงินเข้าระบบ แต่คือการทำให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาฟื้นตัวจริง ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมภาระหนี้ก้อนเดิม

    ยังมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ชั่วคราว ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อนำเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบช่วยเหลือลูกหนี้และลดต้นทุนทางการเงินให้ธุรกิจในช่วงเปราะบาง

    แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือรัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “อุ้มธุรกิจ” เพราะอีกด้านหนึ่งกำลังเร่งสร้าง “แต้มต่อใหม่” ให้ SME ไทยผ่านนโยบาย Digital Transformation อย่างจริงจัง

    โลกธุรกิจวันนี้แข่งขันกันมากกว่าราคา ความเร็วในการทำงาน การบริหารข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอด

    รัฐบาลจึงออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ SME เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรอง โดยเปิดทางให้นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้สูงกว่าปกติ เพื่อเร่งให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเร็วขึ้น
     

    พร้อมกันนี้ กรมสรรพากรยังเดินหน้าโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ดึงบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วย SME ใน Supply Chain ให้เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากขึ้น

    แม้เรื่องภาษีดิจิทัลอาจดูไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการบางราย แต่ในความเป็นจริง การอยู่ในระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือ โอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และความเร็วในการคืนภาษี ซึ่งล้วนส่งผลต่อสภาพคล่องทางธุรกิจโดยตรง

    อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเริ่มขยับแก้มากขึ้น คือปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าที่ทะลักเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ

    มาตรการยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ หรือ DMV จึงถูกมองว่าเป็นการ “กันสินค้านอก-หนุนสินค้าไทย” เพื่อลดความได้เปรียบด้านราคาของสินค้านำเข้า และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ใกล้เคียงมากขึ้น

    นอกจากนั้น ภาครัฐยังเริ่มใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างเข้ามาช่วย SME มากขึ้น ผ่านการให้แต้มต่อด้านราคาแก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ สสว. และใช้ระบบ e-Tax Invoice ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ที่ต้องการผลักดัน SME เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งกระบวนการ

    อีกมาตรการที่ภาคธุรกิจจับตา คือการผลักดันระบบ PromptBiz และ Supply Chain Financing เพื่อแก้ปัญหา “มีงานแต่ไม่มีเงินหมุน” ที่ SME ไทยเผชิญมานาน

    ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากแม้มีใบสั่งซื้อจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ แต่กลับนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ขอสินเชื่อได้ยาก ทำให้ขาดสภาพคล่องระหว่างรอรับเงิน

    รัฐบาลจึงพยายามเชื่อมข้อมูลการค้า การวางบิล และระบบจัดซื้อจัดจ้างเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ SME ใช้ข้อมูลธุรกิจเป็นหลักฐานเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และหมุนเงินในระบบได้เร็วกว่าเดิม

    เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่านโยบายช่วยเหลือ SME ของรัฐบาลในรอบนี้ ไม่ได้มีแค่การลดภาระระยะสั้น แต่กำลังพยายามสร้าง Ecosystem ใหม่ให้ธุรกิจไทยปรับตัวเข้าสู่โลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    จากมาตรการพักหนี้ เติมทุน ลดต้นทุน ไปจนถึงการผลักดันดิจิทัลและการเข้าถึงตลาด ทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมเข้าหากัน เพื่อเปลี่ยน SME ไทยจาก “ผู้รอความช่วยเหลือ” ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่แข่งขันได้จริงในระยะยาว

    และโจทย์ต่อจากนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่ารัฐจะออกมาตรการอะไรเพิ่มอีก แต่คือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ได้จริง และใช้โอกาสครั้งนี้เปลี่ยนผ่านธุรกิจของตัวเองให้ทันเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZJd4dFA5mZaoHNDYTlce5

  • เอสเอ็มอีไทยย่ำแย่ ไตรมาสแรก ปิดมากกว่าเปิดกิจการ ครั้งแรกรอบ 2 ปีครึ่ง

    เอสเอ็มอีไทยย่ำแย่ ไตรมาสแรก ปิดมากกว่าเปิดกิจการ ครั้งแรกรอบ 2 ปีครึ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1xtqx1N5-w7aJ_RYyerI

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% โตแรงสุดรอบ 3 ไตรมาส อานิสงส์ ‘ยอดลงทุนรวม’ พุ่งแรงสุดรอบ 11 ปี

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% โตแรงสุดรอบ 3 ไตรมาส อานิสงส์ ‘ยอดลงทุนรวม’ พุ่งแรงสุดรอบ 11 ปี

    เศรษฐกิจไทยโตแรงสุดในรอบ 3 ไตรมาส ขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 1 ปี 2569 อานิสงส์ลงทุนรวมโตแรงสุดในรอบ 11 ปี สภาพัฒน์โดยยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง กรณีฐาน) เผยกรณีเลวร้ายสุด GDP อาจโตแค่ 0.8% หากสงครามยืดไปปีหน้า แม้คาด ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้าน’ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 0.4% ในปีนี้

    วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8%YoY ซึ่งถือว่าเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.5%YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 และนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 1

    สำหรับสาเหตุที่ GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด ดนุชาเปิดเผยว่า เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การลงทุนรวมพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ปี (2) การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ดี และ (3) การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น

    • การลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9%YoY นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี หรือในรอบ 44 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558) โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%
    • การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวได้ดีถึง 12.6% YoY โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 15.5% โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และรถกระบะ ส่วนการส่งออกบริการอยู่ที่ 1.0%
    • การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น 3.4%YoY เนื่องจากมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคม

    โดยเมื่อเปรียบเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 0.7% QoQ ชะลอตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ ขยายตัว 1.9% QoQ

    คงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง)

    ดนุชากล่าวต่อว่า สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) นับเป็นตัวเลขที่ไม่เปลี่ยนแปลงจาก คาดการณ์เดิม (ณ 16 ก.พ. 69) โดยคาดหวังแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 9.6% การลงทุนภาคเอกชนและรัฐ การบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 2

    การปรับประมาณการใหม่ครั้งนี้ ยังได้รวมผลของ (1) การขยายตัวดีกว่าที่คาดในไตรมาส 1/2569 (2) แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน และ (3) ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเอาไว้แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและคุณภาพสินเชื่อ SME ด้อยลง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเกษตรมากขึ้น

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 3

    คาดพ.ร.ก.กู้เงินฯ กระตุ้น GDP ไทยได้ 0.4% ในปีนี้

    ดนุชาเปิดเผยอีกว่า คาดการณ์ GDP ปีนี้ได้รวม ผลจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว โดยในสมมติฐานปัจจุบันคาดว่า จะมีเม็ดเงินประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ ซึ่งประเมินว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจ (GDP) โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%

    ดนุชากล่าวต่อว่า เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไปได้ ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยแม้มาตรการนี้จะไม่ได้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น

    เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ดนุชา กล่วาว่า สภาพัฒน์ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ต่อการเติบโตของ GDP ปี 2569 ไว้ 3 กรณี (Scenarios) ได้แก่ กรณีที่ 1 (Base Case) หากความขัดแย้งยุติลงภายในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 2.0% (ผนวกรวมกับผลงานที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1 แล้ว) กรณีที่ 2 หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่า GDP จะขยายตัวเหลือเพียง 1.0% ส่วนกรณีที่ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อข้ามปี ไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 คาดว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 0.8%

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q1-2026-investment-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3My7UGc0H8-kiIpaQUpFm_

  • เปิดจดหมาย แอนนา วรินทร เผยสภาพในคุก ไม่มีพัดลม ลั่นร้อนเหมือนนรก – Tnews

    เปิดจดหมาย แอนนา วรินทร เผยสภาพในคุก ไม่มีพัดลม ลั่นร้อนเหมือนนรก – Tnews

    69 ได้รับจดหมายฟล์มแล้วน่ะ ขอบคุณที่คิดถึงพี่ พี่ก็คิดถึงฟิล์ม หมวย เช่นกัน ฟิล์กับเอกเป็นยังไงบ้าง เชื่อว่าฟิล์มเป็นคนเก่ง ฉลาดในการใช้ชีวิต ฟิล์มต้องมีทางอออกที่ดีให้กับตัวเองแน่นอน ยังเปิดรับบริจาคค่า …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/entertainment/thai-entertainment/650645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wUfnydN5pbyJp1DX6orwR

  • เศรษฐกิจจีนชะลอตัว การบริโภคและการผลิตเติบโตต่ำสุดในรอบปี

    เศรษฐกิจจีนชะลอตัว การบริโภคและการผลิตเติบโตต่ำสุดในรอบปี

    เศรษฐกิจจีนเผชิญความท้าทายสำคัญเมื่อข้อมูลทางการเผยการบริโภคและการผลิตในโรงงานเดือนเมษายนเติบโตช้าที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนความยากลำบากของรัฐบาลปักกิ่งในการกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้จะมีการส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม

    ยอดขายปลีกชะลอตัวรุนแรง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ยอดขายปลีกเดือนเมษายนเติบโตเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ช่วงที่ประเทศกำลังต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 หลังยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาดอย่างกะทันหัน

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าการคาดการณ์ของบลูมเบิร์กที่คาดว่าจะเติบโต 2.0% โดยอ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์

    การผลิตอุตสาหกรรมไม่เป็นไปตามคาดหมาย

    การผลิตอุตสาหกรรมเช่นกันไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบปีต่อปี ลดลงจาก 5.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตของการผลิตในโรงงานที่ช้าที่สุดที่ NBS บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566

    Fu Linghui โฆษกของ NBS กล่าวในงานแถลงข่าวหลังเผยแพร่ข้อมูลว่า “สภาพแวดล้อมภายนอกยังคงซับซ้อนและผันผวน” และเสริมว่า “ในประเทศ ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งและอุปสงค์ที่อ่อนแอยังคงเป็นประเด็นสำคัญ”

    นักวิเคราะห์เตือนสัญญาณอันตราย

    Alicia Garcia-Herrero หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิกของ Natixis กล่าวกับ AFP ว่า ข้อมูลของวันจันทร์ “ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อผู้ที่คาดหวังการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ”

    เธออธิบายว่า โมเดลการเติบโตของประเทศ “แยกออกเป็นสองแนวโน้มที่แตกต่าง คือ อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอลงและการแสดงผลที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นสูง” และเสริมว่า “ตลาดส่งออกดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ระบบยั่งยืนได้ อย่างน้อยในระยะสั้น”

    วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบ

    วิกฤติในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟูนานหลายปีได้ทำให้ผู้บริโภคกังวล แม้ว่านักวิเคราะห์จะระบุว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวเล็กน้อยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

    ข้อมูล NBS แสดงให้เห็นว่า ราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองที่คัดเลือกมา ลดลงในอัตราที่ช้าลงในเดือนเมษายนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

    ปักกิ่งกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ระหว่าง 4.5-5% เมื่อเทียบปีต่อปี ลดลงจากเป้าหมายปี 2025 ที่ประมาณ 5% ในขณะที่การส่งออกจากประเทศมหาอำนาจการผลิตนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ปักกิ่งมีเส้นชีวิตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    Industrial production also came up short of expectations last month, the official data showed

    Industrial production also came up short of expectations last month, the official data showed

    พนักงานคนหนึ่งทำงานในโรงงานผลิตเสื้อถักในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของประเทศจีน

    พนักงานคนหนึ่งทำงานในโรงงานผลิตเสื้อถักในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของประเทศจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/china-economy-slowdown-consumption-production-lowest-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20b35kRZc58A1w1bty2c_g

  • สศช.คาดจีดีพีปี 69 โต 1.5-2.5% ท่องเที่ยวชะลอ-ค่าครองชีพสูง

    สศช.คาดจีดีพีปี 69 โต 1.5-2.5% ท่องเที่ยวชะลอ-ค่าครองชีพสูง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hPtAtbqIT1zselkYQH_Rg

  • ส่อง 5 หุ้นใหญ่ SET100 กำไรสุทธิโต 5 ปีติด ฝ่าได้ทุกวิกฤต เศรษฐกิจแย่แค่ไหนก็ไม่หวั่น!

    ส่อง 5 หุ้นใหญ่ SET100 กำไรสุทธิโต 5 ปีติด ฝ่าได้ทุกวิกฤต เศรษฐกิจแย่แค่ไหนก็ไม่หวั่น!

    ถ้าให้พูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนคงรู้กันดีว่าตลาดหุ้นไทยผ่านมรสุมมานับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องโรคระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจผันผวน ไปจนถึงดอกเบี้ยขาขึ้น

    การหาหุ้นที่ทำธุรกิจแล้ว “กำไรเติบโต” ได้สักปีสองปีก็ว่าเก่งแล้ว แต่ถ้าหาหุ้นที่ทำกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องได้ถึง “5 ปีซ้อน” ต้องบอกเลยว่านี่คือของแรร์ไอเทม ยิ่งเป็นหุ้นไซส์ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่ม SET100 ด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งสุดๆ

    Thairath Money สแกนข้อมูลมาฝากกัน พบ 5 บริษัทเด็ดใน SET100 ที่ทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2568 แบบไม่มีแผ่วเลยสักปีเดียว มาดูกันทีละตัวเลย

    1. หุ้น BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    เริ่มกันที่พี่ใหญ่สีน้ำเงินแห่งกลุ่มธนาคาร อย่างหุ้น BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แบงก์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความ Conservative เน้นปล่อยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และรายใหญ่เป็นหลัก

    ถือเป็นชื่อที่มักติดอันดับเสมอถ้าพูดถึงหุ้นแบงก์ที่นักลงทุนสาย VI ชอบเก็บไว้ยาวๆ เพราะเป็นธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งด้านฐานทุน และพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจไทยโตไม่แรง แต่กำไรของ BBL ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5 ปีติด โดยเฉพาะช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นที่ผ่านมา ช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ขยายตัวได้ดี แถมยังมีการตั้งสำรองที่แข็งแกร่งมากๆ มาโดยตลอด ซึ่งการเติบโตของกำไรสุทธิ

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 26,507.04 ล้านบาท โต 54.28% 
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 29,305.59 ล้านบาท โต 10.56%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 41,635.52 ล้านบาท โต 42.07%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 45,211.15 ล้านบาท โต 8.59%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 46,006.51 ล้านบาท โต 1.76%

    อย่างไรก็ดี บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ปัจจุบันราคาหุ้นของ BBL ยัง Laggard จากธนาคารใหญ่รายอื่น และซื้อขายด้วย P/BV ปี 2569 ต่ำเพียง 0.5 เท่า และมี Upside 20.6% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2569 เดิมที่ 196 บาท และคาดให้เงินปันผลหุ้นละ 9.2 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.7% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

    2. หุ้น ICHI หรือ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

    มาต่อกันที่หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มขวัญใจมหาชนอย่าง หุ้น ICHI หรือ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของคุณตัน ภาสกรนที ธุรกิจหลักๆ คือผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพร และหลังๆ เริ่มรุกตลาดที่ไม่ใช่ชามากขึ้น รวมถึงรับจ้างผลิตด้วย

    หลายคนอาจจำภาพ ICHI ในยุคสงครามชาเขียวเดือดเมื่อหลายปีก่อนได้ แต่หลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจและเน้นบริหารต้นทุนจริงจัง วันนี้ ICHI กลายเป็นหนึ่งในหุ้นเครื่องดื่มที่กำไรโตสม่ำเสมอที่สุดตัวหนึ่งของตลาด ซึ่งตัวเลขกำไรย้อนหลัง 5 ปีเติบโตต่อเนื่องทุกปี

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 546.77 ล้านบาท โต 6.06%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 641.64 ล้านบาท โต 17.35%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,100.42 ล้านบาท โต 71.50%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,306.26 ล้านบาท โต 18.71%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,327.63 ล้านบาท โต 1.64%

    ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ระบุว่า หุ้น ICHI ยังน่าสนใจ และคาดมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5% มองความคุ้มค่าของการลงทุน (Risk/Reward) น่าสนใจ และประเมินกำไรปี 2570 จะเติบโต 17% จากแนวโน้มเอลนีโญยังมีผลต่อเนื่อง และต้นทุนที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งให้น้ำหนักรอบที่ดีของธุรกิจจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แนะนำ “ซื้อ” จากราคาเป้าหมาย 15.50 บาท อิง P/E 16 เท่า

    3. หุ้น KTB หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    กลับมาที่กลุ่มแบงก์อีกตัวอย่างหุ้น KTB หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นธนาคารที่กำไรเติบโตโดดเด่นที่สุด จากการปรับตัวด้านดิจิทัลและการคุมต้นทุนที่ดีขึ้น

    ซึ่งมีฐานลูกค้าทั้งรายย่อย SME ลูกค้าภาครัฐ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง “เป๋าตัง” ที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินไทยและมีฐานข้อมูลคนไทยอยู่ในมือมหาศาล

    สิ่งที่ทำให้กำไรโตต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกันนี้ คือการขยายรายได้จากดอกเบี้ย การตั้งสำรองที่เริ่มลดลง รวมถึงรายได้จากธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 21,588.29 ล้านบาท โต 29.03%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 33,697.74 ล้านบาท โต 56.09%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 36,615.91 ล้านบาท โต 8.66%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 43,855.66 ล้านบาท โต 19.77%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 48,228.60 ล้านบาท โต 9.97%

    ล่าสุด บล.กสิกรไทย ถึงกับยกให้หุ้น KTB เป็น “แหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ให้ผลตอบแทนสูงถึง 17%” ซึ่งแบ่งเป็นโอกาสจากการปรับขึ้นของราคาหุ้น 9% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 8%

    โดยความปลอดภัยของการลงทุนนี้มาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง มีการตั้งสำรองในระดับสูง สะท้อนจากอัตราสำรองต่อหนี้สูญที่สูงถึง 200% รวมถึงมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงและรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างมั่นคง โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น KTB ด้วยราคาเป้าหมาย 36.00 บาท 

    4. หุ้น KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    เมื่อมี KTB แล้วจะขาดลูกรักอย่างหุ้น KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปได้ยังไง เพราะนี่คือผู้นำตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีกฎเกณฑ์แบงก์ชาติเรื่องการคุมเพดานดอกเบี้ย หรือปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงกดดัน 

    แต่ KTC ก็โชว์ประสิทธิภาพด้วยการคุมหนี้เสีย (NPL) ได้ต่ำมาตลอด และเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ ทำให้กำไรยังเดินหน้าบวกได้ทุกปี

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 5,878.69 ล้านบาท โต 10.24%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,079.40 ล้านบาท โต 20.42%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,295.39 ล้านบาท โต 3.05%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,437.16 ล้านบาท โต 1.94%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,781.63 ล้านบาท โต 4.63%

    โดย บล.บัวหลวง ระบุว่า ปี 2569 นี้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะพุ่งแตะระดับ 8.1 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 4% ซึ่งถือเป็นการทำสถิติใหม่สูงสุด จากพอร์ตสินเชื่อขยายตัว และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ราคาหุ้นยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปี 2569 สูงถึง 17.6% แถมคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2569 สูงถึง 6.5% จึงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 36 บาท

    5. หุ้น SISB หรือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน)

    ปิดท้ายกันด้วยหุ้นสุดฮอตแห่งกลุ่มการศึกษาอย่างหุ้น SISB หรือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือที่เรารู้จักกันในนาม “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์” ถือว่าโตแรงของแท้ เพราะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีจุดเด่นคือ รายได้ค่อนข้างแน่นอน เก็บค่าเทอมล่วงหน้า และพ่อแม่ยุคใหม่ยอมทุ่มเทไม่อั้นเพื่อการศึกษาของลูก

    โดยที่ผ่านมา SISB ขยายแคมปัสใหม่ๆ และเพิ่มจำนวนนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรเติบโตระดับก้าวกระโดด

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 208.75 ล้านบาท โต 30.53%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 369.28 ล้านบาท โต 76.90%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 653.53 ล้านบาท โต 76.98%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 885.19 ล้านบาท โต 35.45%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 961.98 ล้านบาท โต 8.67%

    งบการเงินดีแบบนี้ บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 15 บาท เนื่องจากมองเป็นหุ้น Defensive ที่น่าสนใจจากคาดกำไรยังเติบโตได้จากแรงหนุนฐานจำนวนนักเรียนและการเลื่อนชั้นเรียน และมี Operating  leverage จากโครงสร้างส่วนใหญ่ 70%-80% เป็นต้นทุนคงที่ รวมถึงคาดมีโอกาสเติบโตจากการขยายสาขาสู่ตลาดระดับกลางด้วย

    และนี่ก็คือ 5 หุ้นใหญ่ไซส์ SET100 ที่สามารถเสกกำไรให้เติบโตได้ติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน แต่ขอเตือนกันไว้ว่า ข้อมูลในอดีตที่ว่าดี ไม่ได้การันตีอนาคตเสมอไป ก่อนตัดสินใจลงทุน อย่าลืมไปเจาะดูแผนธุรกิจข้างหน้าและ Valuation ปัจจุบันกันให้ชัวร์ก่อนควักกระเป๋าซื้อกันด้วย

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2933541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JkWyZWsS-eKZaqUy8GBE3

  • จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    18 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.30 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมแถลงข่าวรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยต้องติดตามการปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของไทย ครั้งใหม่ ภายหลังการเกิดสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซี่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง และมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

    ก่อนหน้านี้ในช่วงการแถลงข่าว GDP ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สศช. ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2 – 2.2%

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร 

    แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากนั้นไม่นานได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดการสู้รบกระทบต่อแหล่งการผลิตน้ำมันและพลังงานในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดสิกฤตด้านราคาพลังงานไปทั่วโลก และปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่มีท่าทีจะจบได้โดยเร็ว

    ดังนั้น สศช.จึงมีการประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกรณีที่ 1 หากสถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%

    ฉากทัศน์ที่ 2 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%

    ฉากทัศน์ที่ 3 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%

    ฉากทัศน์ที่ 4 หากเกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง และจะทำให้มีโอกาสเกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ขึ้นได้

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามรรรับฟังการแถลงข่าว เรื่อง “รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569” ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สศช. โดยมี เลขาธิการ สศช. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้แถลง ผ่านการถ่ายทอดสด ดังนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xr6tob78QJuib74KqX4NJ