Blog

  • สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 1.9% ลงทุนเอกชนหนุน คาดทั้งปีพุ่ง 2.2%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งหากพิจารณาเครื่องชี้วัดทั้งในฝั่งภาคการผลิตและภาคการใช้จ่ายจะเห็นสัญญาณการชะลอตัวเกือบทั้งหมด ยกเว้นด้านการส่งออกและการลงทุนที่ยังคงขยายตัวได้ดีมาก 

    “เฉพาะการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา” 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับผลทางฤดูกาลออกแล้ว พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสนี้หดตัวลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี เนื่องจากหลายเครื่องชี้วัดสำคัญเริ่มชะลอตัวลง

    บริโภคหดตัว 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    ในด้านการโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดบริการ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงบริการด้านขนส่งที่ขยายตัวลดลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อน 

    ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลก็ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน

    สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% แต่การลงทุนภาครัฐกลับหดตัว 1.6% สาเหตุสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่มีการชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป

    ส่งออกโตพุ่ง 12.5% แต่รถยนต์ดรอป หดตัว 42.4%

    ภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวโดดเด่นถึง 14.1% สินค้ากลุ่มที่เติบโตดีคืออุปกรณ์โทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีโลก แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในต่างประเทศและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ในส่วนของการนำเข้านั้นขยายตัวสูงถึง 27.2% โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคต

    “การนำเข้าที่พุ่งสูงนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสนี้ขาดดุล 12% ของ GDP ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันและทองคำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่หากหักลบรายการน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าจะยังคงเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”

    ดัชนีราคาสินค้าเกษตรโตครั้งแรกรอบ 6 ไตรมาส

    ภาคการผลิตในสาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% ชะลอลงเล็กน้อยตามการผลิตข้าวเปลือกและปาล์มน้ำมันที่ลดลง แต่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ด้านสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ และการผลิตยานยนต์ที่ลดลง 7.2% ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 57.47%

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 1.5% ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% อย่างไรก็ตาม รายรับต่อคนต่อทริปปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 53,000 บาท

    หนี้สาธารณะไทยพุ่ง 12.9 ล้านล้านบาท

    เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 พบว่าอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP 

    ประเมินปี 69 จีดีพีไทยโต 2.2%

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.2% (ในช่วงร้อยละ 2.0-2.5) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเข้มงวดขึ้น ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อของ SME ที่มี NPLs สูงถึง 9% รวมถึงความผันแปรของสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนน้อยที่อาจกระทบต่อภาคเกษตรและการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน

    “สภาพัฒน์จึงเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย 5 ด้าน คือ การดูแลภาคเกษตรและเตรียมปัจจัยการผลิต การรักษาแรงส่งภาคส่งออก การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการอำนวยความสะดวกผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Fast Pass การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ และการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iXQNn4PZv-oDXYVpxSMRO

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1% นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง) นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26kdleeSCwRcpmKJxgRQNm

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.02 น.


    กลยุทธ์ : แรงซื้อหด รอพักตัว
    แนวต้าน : $4,400 , 68,900 บาท
    แนวรับ : $4,300 , 68,000 บาท
    .

    ทองคำเริ่มชะลอแรงซื้อ หลังปัจจัยเศรษฐกิจหมดแรงกระตุ้น หลังตลาดรับรู้ตัวเลขสำคัญทั้ง Nonfarm และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไปแล้ว ช่วงนี้ทองคำจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามปัจจัยทางเทคนิคมากขึ้น โดยตลาดเริ่มหันไปจับตาการประชุม Jackson Hole วันที่ 27–29 สิงหาคม เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มถูกตลาดรับรู้ไปมากแล้ว ทำให้หากไม่มีสถานการณ์ใหม่เข้ามา ทองอาจขาดแรงผลักดันให้ขึ้นต่อในระยะสั้น
    .

    ด้านปัจจัยพื้นฐานยังมีแรงพยุงอยู่ โดยเฉพาะแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้าสะสมทองเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าเหนือ 33 บาทต่อดอลลาร์ก็ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศ แม้ทองโลกจะเริ่มพักตัวก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากทองคำขึ้นทดสอบบริเวณ $4,450–4,500 ซึ่งเป็นโซนแนวต้านสำคัญ อาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมา ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องระวังการไล่ซื้อบริเวณราคาสูง
    .

    ด้านเทคนิค ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างขาขึ้น แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอ แนวรับแรกอยู่ที่ $4,300 หรือ 68,000 บาท หากยืนได้ มีโอกาสแกว่งสะสมกำลังและกลับขึ้นทดสอบ $4,400 อีกครั้ง แต่หากหลุดลงมา แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ $4,200–4,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นรอพักตัว ไม่ไล่ราคา และติดตามสัญญาณจาก Jackson Hole เป็นตัวชี้ทิศทางรอบใหม่ของทองคำในช่วงปลายเดือน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14IRlWJuLmrzzn8swycn3Q

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 โต 1.1% ต่ำกว่าคาด ผลกระทบจากสงคราม

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% ต่ำกว่าคาด ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน สหรัฐที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนและบริษัทญี่ปุ่น 

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% แบบคำนวณเป็นรายปี (annualized) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะโต 2% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่ถูกกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลง

    ตัวเลขดังกล่าวเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโต 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า

    ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสนี้ถือเป็นไตรมาสแรกที่สะท้อนผลกระทบของสงครามอิหร่านอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

    • ส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ด้านโครงสร้างการเติบโต การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นออกมาดีกว่าคาดในทั้งสามเดือนของไตรมาส อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า มากกว่าจะมาจากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

    เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เผยแพร่ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจ และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027) เล็กน้อย จาก 0.5% เป็น 0.6%

    “เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะยังคงเติบโตในระดับปานกลาง แม้จะอยู่ในทิศทางชะลอตัวลง” ธนาคารกลางระบุ โดยชี้ไปที่ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบดังกล่าวน่าจะถูกชดเชยบางส่วนจากมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าเชื้อเพลิงสำหรับภาคครัวเรือน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากมีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LcMNUXIL1dP6CzKuR5r-p

  • แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 17/08/69 ดาวโจนส์กดดันจากยอดค้าปลีกอ่อนแอ-หุ้นชิปถูกขาย

    แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 17/08/69 ดาวโจนส์กดดันจากยอดค้าปลีกอ่อนแอ-หุ้นชิปถูกขาย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8zHCi6EROpUf_ntXwDNH

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (17 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16xAz2ilMCAe7osfSY4_mv

  • “นิรันดร์” คว้าชัยนายกสำนักขาม 3,895 คะแนน ชู 3 ภารกิจเร่งด่วน ฟื้น “เมืองด่านนอก” | TOPNEWS

    “นิรันดร์” คว้าชัยนายกสำนักขาม 3,895 คะแนน ชู 3 ภารกิจเร่งด่วน ฟื้น “เมืองด่านนอก” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 16/08/2026 23:31

    วันที่ 16 ส.ค. 2569 ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 ในนามทีมพลังสำนักขาม นำคู่แข่งอย่างโดดเด่น ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองท้องถิ่นใน “เมืองด่านนอก” ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไทย–มาเลเซีย โดยประชาชนจับตาการบริหารชุดใหม่ว่าจะสามารถฟื้นความคึกคักและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลับคืนสู่พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด การเลือกตั้งมีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ หมายเลข 1 นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ อดีตประธานสภาเทศบาลตำบลสำนักขาม และหมายเลข 2 นายสิทธิ พรหมรักษา อดีตสมาชิกสภาเทศบาล ผู้สมัครอิสระ โดยผลการนับคะแนนเบื้องต้น นายนิรันดร์ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ 3,895 คะแนน ขณะที่ผลคะแนนอย่างเป็นทางการยังต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสงขลาอีกครั้ง

    ภายหลังทราบผล นายนิรันดร์กล่าวเปิดใจต่อสื่อมวลชน ขอบคุณประชาชนที่มอบความไว้วางใจ พร้อมประกาศเดินหน้าทำงานทันทีหลังได้รับการรับรอง โดยจะเร่งศึกษาปัญหา พื้นที่ และกรอบงบประมาณ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของนโยบายและผลักดันโครงการที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ 3 ภารกิจเร่งด่วน ได้แก่ การฟื้นบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของ “เมืองด่านนอก” การจัดทำจุดเช็กอินพร้อมปรับภูมิทัศน์และไฟประดับเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เมือง และการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบ้านพรุพี หมู่ที่ 7 ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชน

    นายนิรันดร์ย้ำว่า จะเร่งประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ ทั้งด้านพื้นที่ งบประมาณ และขั้นตอนการดำเนินงาน ก่อนจัดลำดับความสำคัญและเดินหน้าภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้คำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน และเป็นโจทย์สำคัญของทีมบริหารชุดใหม่ในการฟื้นความคึกคักของ “เมืองด่านนอก” พร้อมผลักดันการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    SOCAIL 16-9

    8

    “นิรันดร์” คว้าชัยนายกสำนักขาม 3,895 คะแนน ชู 3 ภารกิจเร่งด่วน ฟื้น “เมืองด่านนอก”

    ฮือฮา! พระอาทิตย์ทรงกลดเหนือเมรุ “หลวงปู่ฉะอ้อน”

    สบน.ปักหมุดสะพานสงขลา-พัทลุง–เกาะลันตา เซ็นสัญญา 31 ส.ค. ก่อสร้างเสร็จใน 1,080 วัน

    ผ้าป่าบางสะพาน 2.7 ล้าน สร้างโอกาสการศึกษาให้เด็ก

    เปิดศึกกีฬาเมืองลุง 15 ชนิด เร่งปั้นนักกีฬาสู่ทีมจังหวัด

    “สรรเพชญ” เผยคืบหน้ารถไฟทางคู่สายใต้ 534 กม. เร่งสร้าง 504 กม. ชง ครม. สัญจรสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1663681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MXZivYSJSHgCgLb1dviw3

  • ปลดล็อกคอขวดอันดามัน ยุทธศาสตร์ดัน “ระนอง” เป็นประตูทองสู่เอเชียใต้ (BIMSTEC)

    ปลดล็อกคอขวดอันดามัน ยุทธศาสตร์ดัน “ระนอง” เป็นประตูทองสู่เอเชียใต้ (BIMSTEC)

    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมในฐานะรองประธานสายงานอาเซียน-โลจิสติกส์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมประชุมสายงานอาเซียนฯ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีท่านผู้แทนจากกระทรวงต่างประเทศ ท่านวีระศักดิ์ เปรมอารีย์ (ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านโดยไม่ได้ขออนุญาต) ท่านได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ประเทศในกลุ่มรอบอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ผ่านประเทศเมียนมา โดยเส้นทางบก “ทางหลวงสามฝ่ายไทย-เมียนมา-อินเดีย” และเส้นทางขนส่งทางทะเลที่รัฐบาลเมียนมา ได้ยกมาเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว

    นั่นคือเส้นทางจากท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง-จิตตะกอง(บังกลาเทศ) ซึ่งต้องบอกว่าโดนใจผมมาก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งทางทะเลที่ผมได้พยายามอย่างมาก ที่อยากจะช่วยให้ท่าเรือระนองยกสถานะขึ้นมาเป็นท่าเรือระดับสากล นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่งประธานอนุกรรมการส่งเสริมธรุกิจในภูมิภาคอาเซียนสมัยที่ผ่านมาครับ วันนี้ผมขออนุญาตนำเอาความคิดของผมมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

    หลังจากการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของประธานาธิบดีสหภาพเมียนมาฯพณฯท่าน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาในห้วงเวลานี้ จะเห็นว่านี่ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญ ในมิติทางการทูตและการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังได้ดึงดูดสายตาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ และผู้ประกอบการในภูมิภาค ให้หันมาตั้งคำถามถึงจิ๊กซอว์ด้านความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศอีกครั้ง

    ในวงเสวนาด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ หัวข้อใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเมกะโปรเจกต์ระดับภูมิภาค อย่าง “โครงการแลนด์บริดจ์ของไทย” ที่มุ่งหวังจะเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดีท่ามกลางข้อถกเถียง เรื่องมูลค่าการลงทุนมหาศาล ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม ส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่นี้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมครับ

    ความยักแย่ยักยันของโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ในระหว่างที่เรากำลังรอคอยโครงสร้างพื้นฐานระดับหมื่นล้าน-แสนล้านในอนาคต โลกของการค้าชายแดนที่ต้องขับเคลื่อนอยู่ทุกวัน ควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?

    คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในแบบแปลนโครงการใหม่ๆ หากแต่อยู่ที่การหันกลับมามองชัยภูมิทางภูมิศาสตร์ของประเทศเมียนมา ในฐานะสะพานเชื่อมทางบกและทางทะเลตามธรรมชาติ ที่พร้อมจะเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ากับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ได้ทันที หากมีการปรับยุทธศาสตร์อย่างถูกจุดครับ

    หากพิจารณาแผนที่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศเมียนมาดำรงสถานะเป็นประตูเปิดเพียงแห่งเดียวทางบก ที่เชื่อมต่อระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างอินเดีย และตลาดที่กำลังเติบโตอย่างประเทศบังกลาเทศ ผ่านกรอบความร่วมมือ BIMSTEC

    ความพยายามในการสร้างเส้นทางขนส่งใหม่ๆ ผ่านเมกะโปรเจกต์ราคาแพง ทำให้เราอาจจะละเลยศักยภาพของระเบียงเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่นานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ผ่านด่านเมียวดี-แม่สอด ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าข้ามพรมแดนทางบก และเส้นทางขนส่งทางทะเลตอนใต้ระหว่างระนองและเกาะสอง ซึ่งเป็นประตูฝั่งอันดามันที่สามารถระบายสินค้าตรงสู่อ่าวเบงกอลผ่านเมืองจิตตะกอง ต่อไปยังประเทศอินเดียได้โดยตรง

    หรือแม้กระทั่งโครงข่ายเส้นทางย่อยที่เชื่อมโยงชายแดนไทย-เมียนมาในเขตทวาย เมื่อเมกะโปรเจกต์ใหม่ต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงทั้งด้านงบประมาณและระยะเวลา การหันกลับมารีเฟรชและอัพเกรดโครงข่ายคมนาคมเดิม ที่มีประเทศเมียนมาเป็นศูนย์กลาง จึงน่าจะเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และจับต้องได้มากที่สุดในเวลานี้ครับ

    หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูการค้าชายแดนในกรอบ BIMSTEC ไม่ใช่การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตาบนกระดาษ แต่คือ “การทลายคอขวดในระบบขนส่ง” จริง แทนที่จะทุ่มเททรัพยากรไปกับการรอคอยโครงการขนาดใหญ่ สิ่งที่รัฐบาลไทย-รัฐบาลเมียนมา และภาคีสมาชิก BIMSTEC น่าจะจับมือร่วมกันทำในเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับกลางและระดับย่อย รวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์ทางกฎหมายและการบริหารจัดการ

    โดยเฉพาะการยกระดับประสิทธิภาพด่านชายแดนหลัก เช่น ท่าเรือระนองใหม่ที่มีความสะดวกกว่าท่าเรือเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดเวลาที่สูญเสียไป ณ จุดผ่านแดน ผ่านระบบตรวจปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การลดขั้นตอนทางเอกสาร และการขยายเวลาทำการของด่านชายแดนสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ทันที โดยไม่ต้องใช้วงเงินลงทุนมหาศาลครับ

    ขณะเดียวกัน การผลักดันความร่วมมือการขนส่งข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ยานพาหนะขนส่งสินค้า สามารถเปลี่ยนถ่ายหรือวิ่งข้ามพรมแดนได้อย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า ที่มีประสิทธิภาพตามแนวชายแดน จะช่วยลดปัญหาการขนถ่ายสินค้าหลายซ้ำหลายทอด ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสินค้ารอบางส่วนชำรุดเสียหาย และค่าบริการที่บานปลาย

    ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาท่าเรือชายแดนและระบบโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน เช่น ท่าเรือระนอง ให้สามารถรองรับการขนส่งสินค้าเทกอง และตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็ก-กลาง เพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือย่างกุ้ง หรือตรงสู่อ่าวเบงกอล จะกลายเป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยลดความแออัดของการขนส่งทางบกในช่วงฤดูฝนได้เป็นอย่างดี

    การเปลี่ยนผ่านสายตาจากเมกะโปรเจกต์มาสู่การพัฒนาชายแดนระดับย่อมนี้ มอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม กล่าวคือ ประเทศเมียนมา การพัฒนาโครงข่ายชายแดนขนาดกลาง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตามแนวชายแดน การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบาเข้าสู่ตลาดอาเซียน

    ในขณะที่ฝั่งประเทศไทย จะช่วยให้ภาคการผลิตและผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงวัตถุดิบและกระจายสินค้าไปยังเมียนมา รวมถึงขยายแดนไปสู่ตลาดอินเดียได้ด้วยต้นทุนขนส่งที่ถูกลง โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มากเกินไป และในภาพรวมของประเทศกลุ่ม BIMSTEC การมีเส้นทางเชื่อมโยงที่ใช้งานได้จริง และสม่ำเสมอผ่านประเทศเมียนมา จะช่วยเติมเต็มความฝันในการผสานเศรษฐกิจอาเซียน-เอเชียใต้ให้กลายเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วครับ

    การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศ ที่จะได้หันมาทบทวนและวางเป้าหมายร่วมกันใหม่ สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนตามแนวชายแดนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงแค่ภาพพิธีการลงนามในกรอบความตกลงกว้างๆ แต่คือการลงมือแก้ปัญหาจริงในระดับปฏิบัติการ เพราะความตกลงระดับประเทศไม่ว่าจะกี่ฉบับก็ตาม จะไม่มีวันสัมฤทธิ์ผลได้เลย หากด่านชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลยังคงมีความซับซ้อน และการขนส่งสินค้ายังต้องเผชิญกับคอขวดทางกฎระเบียบ และความไม่พร้อมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

    ในวันที่โครงการใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ยังต้องใช้เวลาอีกนาน การหันมากระชับความร่วมมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดนขนาดเล็กและกลางที่ใช้การได้ทันที จึงเป็นคำตอบที่ชาญฉลาดที่สุด และการจับมือกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ในการเปิดประตูการค้าชายแดนให้กว้างขึ้น จะเป็นฟันเฟืองที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอ่าวเบงกอลให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/666553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ifxc4TY8kJjHuV74mWljM

  • เปิดใจ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับประเทศไทย

    เปิดใจ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับประเทศไทย

    จากเทคโนแครตผู้คร่ำหวอดในระบบราชการ วันนี้เขาก้าวข้ามเส้นแบ่งมาสวมหมวกนักการเมืองเต็มตัว ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ถึงความรู้สึกเบื้องลึกหลังรับตำแหน่งมาได้ 8–9 เดือน

    การยอมทิ้งอายุราชการที่เหลืออยู่อีกถึง 6-7 ปี เพื่อกระโดดลงสู่สนามการเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอดีตข้าราชการประจำที่คุ้นเคยกับบทบาทผู้เสนอแนะนโยบาย

    ภายใต้รอยยิ้มและท่าทีที่ดูนิ่งสงบ เขาต้องแบกรับความกดดันและภาระหน้าที่ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งในฐานะผู้ตัดสินใจและผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่แค่มิติทางเศรษฐกิจอย่างที่เคยชิน แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม ปากท้อง ที่กระทบชีวิตชาวบ้านโดยตรง

    แม้จะต้องเผชิญกับแรงปะทะและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ จนบางครั้งต้องอาศัยการสวดมนต์เพื่อทำใจก่อนเริ่มงาน แต่ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่และอุดมการณ์ “คิดดี ทำดี” ที่สลักลึกอยู่ในใจ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่สู้ด้วยหลักการและเหตุผล พร้อม เดินหน้าผ่าตัดนโยบายเศรษฐกิจ จัดระเบียบวินัยการคลังให้เข้มแข็ง และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลกให้เกิดขึ้นจริง

    เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพื่อสร้างความนิยมฉาบฉวยให้ทุกคนรัก แต่เพื่อวางรากฐานความมั่งคั่งให้ประเทศ และช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยที่เดือดร้อนจริงๆ ติดตามวิถีคิดและก้าวย่างที่สำคัญของขุนพลเศรษฐกิจคนนี้ในบทสัมภาษณ์เจาะลึกแบบบรรทัดต่อบรรทัดจากนี้ได้เลย

    ถาม : การเปลี่ยนบทบาทจากข้าราชการระดับสูง มาเป็นนักการเมืองเต็มตัว มีความคุ้นชินหรือยัง และ อะไรคือความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านนี้

    ตอบ : ยอมรับว่าสภาพแวดล้อมการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่หลังจากผ่านไป 8-9 เดือน ก็เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายหลักคือกรอบความรับผิดชอบที่ขยายกว้างขึ้นมาก จากที่เคยมองแค่มิติทางเศรษฐกิจ วันนี้ต้องดูแลหน่วยงานสำคัญอย่างครอบคลุม ทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ และกระทรวงพลังงาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องลงไปสัมผัสปัญหาปากท้องและสังคมอย่างลึกซึ้ง รวมถึงภารกิจที่ไม่ได้คาดคิด เช่น การต้องลงพื้นที่จัดการน้ำใน 18 จังหวัดภาคกลาง ครอบคลุม 3 ลุ่มน้ำ เพราะฉะนั้นโจทย์มันกว้างขึ้นมาก

    “พอมาเป็นคนตัดสินใจ มิติความกว้างของเนื้องาน แต่ก่อนดูเศรษฐกิจอย่างเดียว วันนี้มันก็ไปดูทั้งในเรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างที่ได้รับมอบหมายในเรื่องของการดูภัยแล้งอุทกภัยในภาคกลาง 18 จังหวัด ลุ่มน้ำ 3 ลุ่มน้ำ ในฐานะหมวกรองนายกฯ เราก็ต้องไปลงในมิติของสังคม ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งในมุมนึงก็ดี ก็คือเราได้ไปเห็นชาวบ้านจริงๆ แล้วก็ได้เห็นว่ามันกระทบชีวิตเขา ผมลาออกจากราชการทั้งที่ผมเหลืออายุราชการอีก 6-7 ปี เพราะฉะนั้นวันนี้มีโอกาสที่ผมทำให้กับประเทศเป็นหลัก ผมใช้หลักนี้”

    ถาม : เมื่อก้าวมาเป็นผู้ตัดสินใจนโยบายแล้ว ย่อมต้องเจอแรงปะทะทั้งทางการเมืองและทางสังคม มีวิธีการรับมือหรือทำใจกับแรงกระแทกเหล่านี้อย่างไร

    ตอบ : นโยบายเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีทั้งคนได้และคนเสียเสมอ หากเลือกที่จะทำนโยบายประชานิยมเพื่อให้ทุกคนรัก ประเทศก็จะเสียหาย จึงเลือกที่จะไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือนโยบายจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ที่ต้องรับแรงกระแทกอย่างหนักเพื่อคัดกรองคนที่ไม่เดือดร้อนจริงออกไป

    “ผมยึดหลักคิดดี ทำดี โดยเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ถ้าเรามัวแต่เอาใจทุกคนเพื่อให้คนรัก ประเทศก็จะเสียประโยชน์ ผมจึงเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและพร้อมรับแรงกระแทกเสมอ”

    เรื่องบัตรสวัสดิการจริงๆ ผมไม่ทำอะไรเลยก็ได้ เพราะว่ามีคนถือบัตรอยู่ 13.2 ล้านคน เราก็รู้อยู่ว่ามีทั้งคนเดือดร้อนจริงกับคนที่อาจจะไม่ใช่เดือดร้อนใส่ชื่อเข้ามาแต่ผมคิดจริงๆว่าเราพบคนเดือดร้อนจริงๆอีกจำนวนมากที่เขาไม่มีโอกาสเข้ามา เราเห็นตัวอย่างคนที่แอบมาใช้สิทธิ  ขี่บิ๊กไบค์เข้ามาซื้อของสิทธิสวัสดิการในร้านธงฟ้า แล้วไปขายต่อ เช่น ยาดม พอเราคิดช่วยคนจริงๆ และเวลาผมไปเจอคนเดือดร้อนจริงๆ ผมก็สบายใจขึ้นนะ ว่าเราได้ช่วยเขาเข้ามา2.3 ล้านคน เป็นคนใหม่ที่เขาไม่มีอะไรเลยจริงๆ

    “ถามว่ารับมือยังไง ก็พูด ตรงๆ ก่อนมาทำงานก็ต้องสวดมนต์ก่อน  หลักจริงๆพยายาม คิดว่าเราตั้งใจมาทำดี ไม่ได้คิดร้าย ในทางการเมือง ผมจะไม่เคยตอบโต้คน เวลาใครว่าผม ผมก็โอเค ก็ต้องอดทน แต่ว่าผมจะไม่เคยตอบโต้ว่าไอ้คนคนนี้ไม่ดี ผมโต้ด้วยหลักอย่างเดียว แล้วก็คือเราไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว”

    ถาม  : หน้าตักในการทำงาน เยอะมาก มีหลายหน่วยงานที่ต้องดูแล การไม่มี “รัฐมนตรีช่วย” ถือเป็นข้อจำกัดหรือไม่

    ตอบ : มีทั้งข้อดีและข้อเสียผสมกัน ข้อดีคือมีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีผู้ช่วยรัฐมนตรี 4 คน และที่ปรึกษา 2 คนที่มีความมุ่งมั่นทิศทางเดียวกันคือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ทำให้การตัดสินใจ  เด็ดขาดและรวดเร็ว แต่ข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องของเวลา และข้อจำกัดทางกฎหมายที่บางหน้าที่จะมอบหมายให้คนไม่มีตำแหน่งทำแทนไม่ได้ เช่น การชี้แจงในสภา อย่างไรก็ตาม การทำงานเป็นทีมของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลก็ช่วยอุดช่องโหว่ได้มาก โดยมีรัฐมนตรีท่านอื่น เช่น นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ที่ออกมาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ามาช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับชาวบ้านในมิติทางการเมืองได้อย่างดีเยี่ยม

    “ผมว่าวันนี้ผมโชคดี ทีมงานผมเยอะมาก ข้อดีก็คือการทำงานแบบนี้ เราทำได้เต็มที่ ตัดสินใจด้วยการตัดสินใจจากเราคนเดียวกับทีมงาน แล้วก็นำเสนอท่านนายกฯ แต่ข้อเสียก็คือ เรื่องเวลา พอโดนงานงอกมาเนี่ย  เราไม่สามารถมอบหมาย คนที่ไม่ได้มีตำแหน่งได้ เช่น งานชี้แจงสภา ซึ่งจำเป็นต้องใช้รัฐมนตรีช่วย ผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปพูดแทนก็ไม่ได้ ก็ทำให้เวลาเราเหลือน้อย”

    ถาม : ยุทธศาสตร์เป้าหมายเศรษฐกิจที่ต้องการให้ GDP โต 3% และดึงการ ลงทุนให้ถึง 30% เพื่อเป็นประเทศรายได้สูง มีที่มาและการขับเคลื่อน อย่างไร?

    ตอบ : ประเทศไทยไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จับต้องได้แบบนี้มาก่อน ผมได้นำคำปรึกษาจากธนาคารโลก (World Bank) มาเป็นแกนกลาง โดยตั้งเป้าดันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี คล้ายกับความสำเร็จของมาเลเซีย เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาประกาศและกำลังจะเป็นประเทศรายได้สูง ผมก็คุยกับธนาคารโลกว่าเป็นไปได้มั้ย เขาบอกว่าเป็นไปได้ภายใน 12 ปี ผมถึงใช้กรอบนี้

    กลไกสำคัญคือการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของประเทศเหลือเพียง 23% มาจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีของภาครัฐ 6% ภาคเอกชน 18% รัฐบาลจึงต้องเร่งเครื่องนโยบายใช้การลงทุนนำ (Investment-led growth) เพื่อให้กลับไปสู่ยุคทองเหมือนช่วงก่อนปี 2540

    “ประเทศไทยเราไม่เคยมีการตั้งเป้าแบบที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรม ตอนนี้เป้าที่จับต้องได้ก็คือ เราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศจากปัจจุบันที่อยู่ 23% ขึ้นเป็น 30% ภายใน 4 ปี การลงทุนประเทศไทยวันนี้ 23% แต่ก่อนปี 2540 สมัยก่อนที่เราโชติช่วงชัชวาลเนี่ย การลงทุนอยู่ประมาณ 40% มาจากภาคเอกชนลง 30% และภาครัฐลง 10% แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 มันตกลงมาโดยตลอด วันนี้ผมถึงเอา Investment–led growth ก็คือเอา การลงทุนเป็นตัวนำ เพราะถ้าเราไม่ลงทุน อนาคตมันไม่โต”

    ถาม : นโยบายส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร และเม็ดเงินระดับโลกเหล่านี้จะเชื่อมโยงถึง “คนตัวเล็ก” ในประเทศได้อย่างไร

    ตอบ : การปลดล็อกกติกาการลงทุนผ่าน Thailand FastPass เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเติบโตแบบ Double Digit หรือเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี วิธีการประเมินผลของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ถูกปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง โดยเลิกให้ความสำคัญกับตัวเลขคำขอที่เป็นแค่ภาพลวงตา แต่หันมาบีบเค้นที่เม็ดเงินลงทุนจริงที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เม็ดเงินเหล่านี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับทักษะและการจ้างงานคนไทยในต่างจังหวัดให้ได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้น

    “ตอนนี้มีเม็ดเงินลงทุนจริง ในไตรมาส 2 จำนวน 255,000 ล้านบาท ไตรมาสเดียวนะครับ โตจากปีที่แล้ว 31% ขณะที่ไตรมาสที่ 1 ลงทุนไปแล้ว 280,000 ล้านบาท รวมกัน 2 ไตรมาสก็เกิน 500,000 ล้านบาท นี่คือเม็ดเงินลงทุนจริงเลย ได้เห็นการลงทุนเอกชนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่โตขึ้นมา Double Digit”

    ผมพยายามที่จะให้การลงทุนส่วนนี้มันเชื่อมโยงกับในประเทศให้ได้ ทำด้วยโครงการ Skill Bridge ตัวอย่างอุปกรณ์ในการรับส่งข้อมูล AI ด้วยแสงบริษัทอันดับ 1 ของโลก ที่มาตั้งอยู่ที่ จ.สระบุรี จ้างงาน 20,000 คน วันนี้เต็มกำลังการผลิต กำลังขยายโรงงานมา จ.อยุธยา จ้างงานอีก 10,000 คน ผมก็ขอให้เขาไปจับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จับกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่โคราช เพื่อถ่ายทอดให้เด็กต่างจังหวัดเข้ามา รายได้ปริญญาตรี 30,000 บาทนะ  แล้วทำวิจัยพัฒนาเพื่อไปต่อยอดกับอาจารย์ นี่คือการส่งผ่านให้อยู่ในประเทศไทย”

    ถาม : ท่ามกลางสภาวะที่ต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ  มีวิธีการรักษาสมดุลวินัยการคลังอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนระดับโลก

    ตอบ : แม้ประเทศจะมีความต้องการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยอมรับตามความเป็นจริงว่าฐานะการคลังมีข้อจำกัด สิ่งที่ยึดถืออย่างจริงจังคือ วินัยการคลัง โดยมีแผนปรับลดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ความเข้มงวดนี้ส่งผลสะท้อนออกมาเป็นความเชื่อมั่นระดับนานาชาติ สถาบันจัดอันดับเครดิตปรับมุมมองของไทยให้ดีขึ้น และมีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดพันธบัตร สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “วันนี้ฐานะการคลังเราไม่ดีเหมือนเดิม สิ่งที่ผมทำ ผมยึดหลักวินัยการคลัง ผมพยายามลดการขาดดุล ปีที่แล้ว 4.4% ของ GDP ปีนี้ผมลดมาเหลือ 3.9% ของ GDP ผมก็มีแผนให้เห็นว่าอีก 2 ปี ผมจะทำให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ผมยึดหลักนี้ แล้วผมทำจริง”

    ความตั้งใจนี้ได้ส่งผลบวก การที่สถาบันจัดอันดับมู้ดี้ส์ ประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านถูกปรับดาวน์เกรดลง วันนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาจากปีที่แล้วอยู่ที่แค่ 1,300 จุด วันนี้ 1,600 จุด เม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดทุน 60,000 ล้านบาท ตลาดพันธบัตรอีก 40,000 ล้านบาท รวมแสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปีที่เงินเข้ามาช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ นี่คือชัดเจนมากทำไมผมถึงเน้นคำว่าวินัยการคลัง เพราะว่ามันคือการสร้างความเชื่อมั่น

    @@@@@@@@@

    เป้าหมายการนำไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ได้ถูกวางไว้อย่างชัดเจน แต่ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองที่พร้อมจะถาโถมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆบทพิสูจน์ของขุนพลเศรษฐกิจผู้นี้เพิ่งจะเริ่มต้น เวลาและผลลัพธ์ต่อจากนี้เท่านั้น จะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาจะทำสำเร็จได้อย่างที่พูดหรือไม่.

    ทีมข่าวเศรษฐกิจ

    คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2953118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xHBVyO9pCvaQUadPZs_YG

  • กรมการพัฒนาชุมชน บุกเมืองปากน้ำโพ! เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขนทัพสินค้าพรีเมียมกระตุ้นเศรษฐกิจใจกลางจังหวัดนครสวรรค์

    กรมการพัฒนาชุมชน บุกเมืองปากน้ำโพ! เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขนทัพสินค้าพรีเมียมกระตุ้นเศรษฐกิจใจกลางจังหวัดนครสวรรค์

    กรมการพัฒนาชุมชน บุกเมืองปากน้ำโพ! เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขนทัพสินค้าพรีเมียมกระตุ้นเศรษฐกิจใจกลางจังหวัดนครสวรรค์


    25/03/2569 | 1,035 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน บุกเมืองปากน้ำโพ! เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขนทัพสินค้าพรีเมียมกระตุ้นเศรษฐกิจใจกลางจังหวัดนครสวรรค์

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ นครสวรรค์ ฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัล นครสวรรค์ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จุดดำเนินการจังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นางสาววริศรา โสภาค ผู้ตรวจราชการกรม เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก เพื่อเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวนครสวรรค์และนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทยคุณภาพเยี่ยมในที่เดียว

    ✨ ไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ประกอบด้วย:

    – ช้อปสะใจกว่า 200 บูท: รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมคัดสรรคุณภาพจาก 4 ภาคทั่วไทย ทั้งงานคราฟต์ งานฝีมือ และสินค้าดีไซน์ล้ำสมัย

    – โซน OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับเมนูรสเด็ด แซ่บถึงใจจากทั่วทุกภูมิภาคที่ยกขบวนความอร่อยมาเสิร์ฟถึงที่

    – เดินสบายในห้องแอร์: จัดเต็มความสะดวกสบาย ณ นครสวรรค์ ฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัล นครสวรรค์ เย็นฉ่ำเดินเพลินได้ทั้งวัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาเที่ยวชม

    – กิจกรรมลุ้นโชค: ตื่นตาตื่นใจกับช่วงนาทีทอง และร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ “ทองคำ” ทุกวันตลอดการจัดงาน

    – มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง: พบกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังทุกคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    การจัดงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้แสดงศักยภาพ และส่งต่อความสุขผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภคโดยตรง อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    📍 พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (นครสวรรค์)

    📅 วันที่: 25 – 31 มีนาคม 2569

    📍 สถานที่: ณ นครสวรรค์ ฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัล นครสวรรค์

    ⏰ เวลา: 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมฟรีตลอดงาน)

    🌐 จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยคุณภาพดี ในมหกรรมความสุขที่ใหญ่ที่สุดใจกลางเมืองนครสวรรค์!

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #OTOPสร้างสุขสู่ชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/page/index/id/343497&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sFpfs4u0CFg36ZGCiuqRa