Blog

  • ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน


    1/10/2569 | 68 |

    ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน

    ‘พาณิชย์’ เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วมฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า 

     ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น 

    ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่
     
    ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน 

    นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ

    ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน–สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569–2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570

    ———————————

    กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
    กระทรวงพาณิชย์
    1 ตุลาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ltIcPC5PhMI21AXGqFORZ

  • “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    “น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,240 ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม

    *** ฝนที่ตกหนัก ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2569 ได้เปลี่ยนกรุงเทพมหานคร จากเมืองหลวงที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ให้กลายเป็นเมืองที่ต้องหยุดชะงักในหลายพื้นที่ ภาพน้ำเอ่อท่วมถนน น้ำทะลักเข้าชุมชน บ้านเรือนถูกน้ำล้อม รถยนต์ และรถจักรยานยนต์จอดแช่น้ำ กลายเป็นภาพที่สะท้อนว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจราจร หรือ ความไม่สะดวกสบายชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วิกฤตของประชาชน” และ “วิกฤตทางเศรษฐกิจ” ของเมืองหลวง

    *** พื้นที่อย่าง เคหะร่มเกล้า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชาชนราว 30,000 คน และ แฟลตเคหะคลองจั่น ซึ่งมีอาคารพักอาศัย 5,814 หน่วย รองรับประชาชนได้กว่า 2.3 หมื่นคน ถือเป็นภาพสะท้อนของผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่พักอาศัย ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับน้ำที่เข้าถึงบ้านและพื้นที่ใช้ชีวิต ขณะที่การเดินทางเข้า-ออกชุมชนทำได้ยากขึ้น …สำหรับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่น้ำทะลักเข้าบ้าน หรือ ทรัพย์สินเสียหาย แต่หมายถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือทำมาหากิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังน้ำลด

    *** “หนึ่งครอบครัว” อาจต้องรับภาระความเสียหายหลายหมื่นบาท หรือ หลายแสน (กรณีรถยนต์เสียหายทั้งคัน) หากนำความเสียหายของครัวเรือนจำนวนมากมารวมกัน ตัวเลขที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะ “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีประชากรและแรงงานจำนวนมาก การที่คนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ร้านค้าเปิดไม่ได้ รถขนส่งสินค้าเคลื่อนตัวไม่ได้ หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ย่อมมีต้นทุนตามมาเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ ร้านค้าเล็กๆ ตลาดสด ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง ภาคบริการและระบบขนส่ง

    *** “น้ำหนึ่งสาย” จึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะจุดที่น้ำท่วม แต่สามารถส่งผลต่อ “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่โดยรอบ สิ่งที่น่ากังวลกว่าภาพน้ำท่วม คือ “ต้นทุนหลังน้ำลด” ประชาชนต้องใช้เงินบูรณะ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำความสะอาดที่พักอาศัย และบางครอบครัวอาจต้องหยุดงานเพื่อจัดการกับความเสียหาย เจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระบบเครื่องยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย 

    *** ขณะที่รถจำนวนมากที่จอดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและซ่อมแซม หรืออาจพังจนไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซมไว้ใช้ต่อไป สำหรับ “ผู้ประกอบการ” ความเสียหายอาจหนักกว่าเดิม เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังมีรายได้ที่หายไปในวันที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ เหล่านี้คือ “เศรษฐกิจที่มองไม่เห็น” จากน้ำท่วม ตัวเลขความเสียหายจึงไม่ควรนับเฉพาะทรัพย์สินที่ถูกน้ำทำลาย แต่ต้องรวมถึง รายได้ที่สูญเสีย เวลาที่หายไป ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนการฟื้นฟู และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป

    *** กรุงเทพฯ เป็นมหานครขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับทั้งประชากร คนทำงาน รถยนต์ ระบบขนส่ง อาคาร ที่อยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เมื่อ “ฝนตกหนัก” ระบบระบายน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “น้ำจะท่วมถนนหรือไม่” แต่เป็นเรื่องของความสามารถของเมือง ของผู้บริหารเมือง ของผู้บริหารประเทศ ในการรักษาชีวิตและเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ …เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรถูกใช้เป็น “บทเรียน” สำคัญว่า กรุงเทพฯ มีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในระดับที่รุนแรง และอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

    *** สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการสูบน้ำออกหลังเกิดเหตุ แต่คือ “ระบบเตือนภัย” ที่เร็วขึ้น แผนรองรับประชาชนที่ชัดเจน จุดพักพิงที่เพียงพอ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เส้นทางอพยพที่ใช้งานได้จริง และการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ หน่วยงานรัฐ และชุมชน

    *** ภาพประชาชนขนของหนีน้ำ รถยนต์จมบาดาล หรือ จอดเสียกลางถนน รถจักรยานยนต์จมน้ำ บ้านเรือนถูกน้ำล้อม น้ำท่วม และ ร้านค้าต้องปิดกิจการชั่วคราว เป็นภาพที่หดหู่ สะเทือนใจ แต่หลังจากน้ำลด สิ่งที่ต้องจับตาคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนการฟื้นฟูเยียวยา ครอบครัวรายได้น้อยอาจไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับซ่อมบ้านหรือซื้อทรัพย์สินใหม่ แรงงานรายวันอาจสูญเสียรายได้ทันทีหากไม่สามารถออกไปทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องแบกรับทั้งความเสียหายของสินค้าและรายได้ที่หายไป ขณะที่ภาครัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อเยียวยา ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

    *** ดังนั้น น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ภัยธรรมชาติ” แต่ต้องมองเป็น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเมืองด้วย เพราะทุกครั้งที่น้ำท่วม ประชาชนต้องจ่าย ผู้ประกอบการต้องจ่าย และ ท้ายที่สุดรัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเยียวยา  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้น้ำจะลดเมื่อไร” แต่คือ “กรุงเทพฯ จะต้องเสียหายอีกกี่ครั้ง ก่อนที่การรับมือน้ำท่วมจะถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างจริงจัง” น้ำท่วมครั้งนี้อาจลดลงในอีกไม่กี่วัน แต่ความเสียหายของประชาชน “บางครอบครัว” อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นกลับมาได้

    *** และสำหรับกรุงเทพฯ หากยังปล่อยให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำอีก โดยไม่มีการยกระดับมาตรการเตรียมรับมืออย่างจริงจัง น้ำฝนที่เทถล่มลงมา หรืออาจจะเป็น “น้ำเหนือ” ที่ไหลบ่าลงมาท่วมเมือง ย่อมหมายถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” แต่คือคำถามว่า มหานครแห่งนี้พร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับโลกที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนไป…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/670375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S414yg46V05UcjFNQdMcS

  • น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำน้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนักวมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก

    กลายเป็นอุทกภัยใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่า เหตุการณ์ฝนตกต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 25-28 กันยายน 2569 จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วประเทศไทย รายงานสถานการณ์ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า มีพื้นที่ประสบภัยครอบคลุม 29 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 2.6 ล้านคน (940,300 ครัวเรือน) และมีผู้เสียชีวิตสะสม 23 ราย

    โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว มีประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 3.29 แสนครัวเรือน (ประมาณ 7 แสนคน) และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สถานการณ์นํ้าท่วมเพียง 5 วัน (25-29 กันยายน 2569) สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานสูงถึง 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.066% ของ GDP ทั้งปี

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นไว้ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของ GDP โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสียหายสูงถึง 7,014 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 57% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

    เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีโครงสร้างพึ่งพาภาคการค้าและการบริการเป็นหลัก เมื่อการเดินทางหยุดชะงัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงชะลอตัวลงอย่างฉับพลัน ผลกระทบระลอกนี้ตกลงสู่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ โลจิสติกส์การกระจายสินค้า ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs อย่างหนักหน่วง

    ตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นนี้ ยังเป็นเพียงผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน ยานพาหนะ เครื่องจักร และผลผลิตทางการเกษตรที่จะตามมาหลังระดับนํ้าลดลง

    สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ แรงกระแทกจากภัยอุทกภัยครั้งนี้ เกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว โดยตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

    จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงข้างหน้ายังไม่หมดลง เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมเพิ่มการระบายนํ้าเป็น 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะดันระดับนํ้าให้สูงขึ้นอีก 0.70-1.70 เมตร

    เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มนํ้าเจ้าพระยา โดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังเข้าสู่ระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ผลกระทบก็อาจจะขยายวงกว้างไปสู่นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานการผลิตวิกฤต

    นํ้าท่วมกรุงและพื้นที่สำคัญในครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ภาครัฐต้องตระหนักและเร่งดำเนินการ 

    สำคัญคือ รัฐบาลต้องเลิกมองปัญหาภัยพิบัติเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่อย่างบูรณาการ พร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น เพื่อลดการเผชิญกับความสูญเสียซํ้าซากในอนาคต

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,240 วันที่ 1-3 ตุลาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/670373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NibWWl5xZtHARahR3fl5k

  • ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

    ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ระบบแบงก์ไทยเผชิญแรงกดดันหนี้เสียค้างสูง 3–4% ต่อเนื่องอีก 1–2 ปี เหตุเศรษฐกิจฟื้นช้า-ปรับโครงสร้างหนี้สะดุด ส่งผลแบงก์พาณิชย์เบรกปล่อยกู้กลุ่มเสี่ยง ยันฐานทุน และเงินสำรองยังแกร่ง ไร้สัญญาณวิกฤติเชิงระบบ ขณะที่ภาพรวมประเทศได้แรงหนุนกระแสลงทุน AI หนุนปรับมุมมองเครดิตไทยกลับสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ”

    • ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของไทยจะทรงตัวในระดับสูงที่ 3-4% ต่อไปอีก 1-2 ปี ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
    • สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีหนี้เสียใหม่ไหลเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อสูง
    • จากความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความระมัดระวัง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีในหัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook” วานนี้ (30 ก.ย.69) ฉายภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก วิเคราะห์ข้อจำกัดประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อ “Regional and Thai Bank Outlook” ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงประมาณ 3-4% ไปอีกระยะ 1-2 ปีข้างหน้า โดยยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวลดลง

    อีกทั้งยังมีปริมาณ NPL ใหม่ ไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    ศก.ฟื้นช้าซ้ำเติมหนี้เสีย

    พาสันติ์ กล่าวว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้สถานะ NPL สถาบันการเงินไทยลดลงได้ยาก โดยธนาคารยังเผชิญข้อจำกัดการปรับโครงสร้างหนี้หลังเร่งทำไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ปรับลดปริมาณการเข้าซื้อหนี้เสียจากระบบธนาคาร เนื่องจากความยุ่งยากในการบริหารจัดการ ประกอบกับการขายหนี้เสียออกในตลาดรองทำได้ยากขึ้น

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังไม่มีท่าทีจะลดลงนี้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อหันไปเน้นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

    โดยการเติบโตสินเชื่อภาคธนาคารไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวระดับต่ำเพียง 2-3% ใกล้เคียงกับระดับการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ขยายตัวช้ากว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

    สถานะแบงก์ยังแกร่ง

    “ระบบธนาคารไทยไม่ได้เผชิญวิกฤติเชิงระบบเหมือนปี 2540 เนื่องจากธนาคารไทยยังมีผลกำไรที่มั่นคง มีฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ตั้งสำรองรองรับหนี้เสียอย่างเพียงพอ เป็นกันชนช่วยให้ระบบธนาคารรองรับความเสี่ยง และความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย” พาสันติ์ กล่าว

    พาสันติ์ ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของธนาคารไทยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นระดับที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่าจะยังไม่สูงเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ที่มี ROA สูงกว่า 4% โดยระยะถัดไปรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 (CET1) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารหันมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุน และการสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

    แบงก์ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพ

    ทั้งนี้ ภาพรวมอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ส่วนใหญ่ได้ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 โดยแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยมุมมองต่อผลดำเนินงานธนาคารในปี 2026 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเป็นกลางมีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มีแนวโน้มเชิงลบตามอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญช่วยรักษาเสถียรภาพอันดับเครดิตของระบบธนาคาร อีกทั้งระดับเงินสำรองของธนาคารในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจหรือช็อกราคาพลังงานโลก โดยไม่เกิดปัญหาต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อพุ่งสูงรุนแรงเหมือนช่วงโควิด

    AI พยุงการค้าโลก

    โทมัส รุคมาร์เกอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายอันดับเครดิตประเทศประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวในหัวข้อ “Global Risks and Outlook for Regional Economies” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ประมาณ 2.6% แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน โดยฟิทช์ประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2026 ไว้ที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายดำเนินนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อช็อกด้านอุปทาน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจ และการค้าสินค้าโลกยังได้รับแรงหนุนสำคัญจาก กระแสลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ซึ่งกระตุ้นความต้องการ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าไอทีก้าวกระโดด ช่วยพยุงยอดส่งออก และกิจกรรมการค้าทั่วโลกให้ขยายตัว

    โทมัส ระบุว่า “เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกดีกว่าที่เคยคาดการณ์ เนื่องจากได้รับผลประโยชน์ตรงจากรอบลงทุน AI และการขยายตัวการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย”

    ปัจจัยเสี่ยงกดดันแผนลดขาดดุล

    อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และต้นทุนกู้ยืม (Yields) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องขยายใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้การปรับลดขาดดุลการคลังทำได้ล่าช้าลง

    แม้ว่าสกุลเงินในภูมิภาคจะเผชิญการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นกันชนรองรับความผันผวน

    ทั้งนี้ ประเทศส่วนใหญ่ใน APAC ยังคงมีมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตในระดับ “เสถียรภาพ” (Stable Outlook) มีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย (BBB) และฟิลิปปินส์ (BBB) ที่มีแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) เนื่องจากความท้าทายทางการคลัง และนโยบาย

    ในส่วนประเทศไทย นายโทมัส กล่าวว่า ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวภาษาต่างประเทศของไทยที่ ‘BBB+’ จากมุมมองเชิง “ลบ” กลับมาเป็น “มีเสถียรภาพ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ สัดส่วนหนี้ภาครัฐเริ่มทรงตัว อานิสงส์การลงทุน AI และการบริโภคช่วยชดเชยการท่องเที่ยว เสถียรภาพทางการเมือง และการดำเนินนโยบายใต้กรอบการคลังที่ชัดเจนในระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1254400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T4G7JmtBsnwD8k-qRapAj

  • เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    นายภาณุพงศ์ บุญเมือง ผู้อำนวยการ Race Director บริษัท ไมโครไฟน จำกัด ผู้ร่วมดำเนินการจัดการแข่งขัน กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 (37th Bangkok Marathon) เปิดเผยว่า พฤติกรรมของนักวิ่งในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ธุรกิจจัดงานวิ่งจึงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การจัดงานวิ่งไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องระยะทางหรือมาตรฐานการแข่งขัน แต่แข่งขันกันที่ประสบการณ์ทำให้บทบาทของ Race Organizers เปลี่ยนจากผู้จัดการแข่งขันมาเป็นนักสร้างสรรค์ประสบการณ์หรือ Experience Creator ที่ต้องออกแบบทั้งเส้นทาง บรรยากาศ คอนเทนต์ ชุมชนของนักวิ่ง รวมถึงการเชื่อมโยงกับแบรนด์พันธมิตรให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน

    โดยตลาดงานวิ่งในประเทศไทยมีการเติบโตและกระจายตัวในหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานวิ่งระดับชุมชน งานเพื่อสุขภาพ งานแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ เกิดขึ้นราว 600-1,800 รายการทั่วประเทศต่อปี มีกลุ่มนักวิ่งหมุนเวียนเข้าร่วมงานประมาณ 2-6 ล้านคน 

    มูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.2 หมื่นล้าน

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า อุตสาหกรรมกีฬาวิ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 32,000 ล้านบาท ดังนั้นงานวิ่งจึงไม่ได้เป็นเพียงสนามแข่งขันแต่สามารถทำหน้าที่เป็นเวทีที่นำเสนอ เมือง ผู้คน วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และวิถีชีวิต

    จากกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันการวิ่งกำลังขยับสถานะขึ้นมาเป็นหนึ่งในกิจกรรม Lifestyle ที่มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะนักวิ่งไม่ได้จบแค่อุปกรณ์หลักแค่อย่างรองเท้า แต่ยังมีการใช้จ่ายเชื่อมโยงไปถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง สินค้าและบริการด้านสุขภาพ และ Wellness รวมถึงการสมัครร่วมกิจกรรมงานวิ่ง ทำให้กิจกรรมวิ่งกำลังพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจการวิ่ง หรือ Running Economy

    เปิดขุมทรัพย์ ‘เศรษฐกิจการวิ่ง’ 3.2 หมื่นล้าน ท่องเที่ยว-ที่พัก-อาหารรับอานิสงส์

    “นักวิ่งยุคใหม่ไม่ได้ซื้อเพียงสิทธิ์ในการลงสนาม ไม่ได้มองเพียงเรื่องเวลาและอันดับ แต่กำลังซื้อประสบการณ์ทั้งหมดของงานตั้งแต่ก่อนวันแข่งขัน ระหว่างการแข่งขัน บรรยากาศ เส้นทาง ความปลอดภัย การบริการ เสื้อ เหรียญ กิจกรรม ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้รับหลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งกลับไปพร้อมเรื่องราวความทรงจำที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของงาน”

    จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ 37th Bangkok Marathon ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 10 ม.ค. 70 มุ่งนำเสนอผ่านมุมมองเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เพราะโจทย์ของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องการนำ กรุงเทพมหานคร เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักวิ่ง ให้เส้นทางการแข่งขันทำหน้าที่เล่าเรื่องเมืองไปพร้อมกันภายใต้แนวคิด RUN THE LEGACY OF BANGKOK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/670370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QkKV-6cc9IzT1NLxZt5pS

  • ‘วันผู้สูงอายุสากล’ ดันสูงวัยสร้างเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    ‘วันผู้สูงอายุสากล’ ดันสูงวัยสร้างเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุสากล ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่ามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงประมาณ 13.68 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2576 สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) อย่างเต็มตัว

    ความท้าทายคนไทยทุกช่วงวัยมีสุภาวะที่ดี                                 

    นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านประชากรว่า โจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัยในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือทำอย่างไรให้คนไทยมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาวะดีให้ยาวนานที่สุด และลดระยะเวลาที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นให้สั้นที่สุด

    นางภรณี กล่าวต่อว่า สสส. มุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคมจากการ “รอให้ป่วยแล้วจึงรักษา รอให้พึ่งพิงแล้วจึงดูแล” ไปสู่แนวคิดเชิงรุกคือ “สร้างนำซ่อม” โดยเน้นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งครอบคลุมคนทุกช่วงวัยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เช่น การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม การลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การป้องกันอุบัติเหตุจากการหกล้ม การป้องกันภาวะสมองเสื่อม ตลอดจนการวางแผนความมั่นคงทางการเงิน และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    สูงวัยอยู่ได้ในถิ่นเดิม

    นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือแนวคิด “สูงวัยในถิ่นเดิม” (Aging in Place) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และยังคงมีความเชื่อมโยงกับสังคม โดยจำเป็นต้องเร่งสร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” (ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบบริการสุขภาพ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เนื่องจากในปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง และมีแนวโน้มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อาศัยตามลำพังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ในส่วนของการสร้างนวัตกรรมสังคม สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายเร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการสำคัญ เช่น “ธนาคารเวลา” (Time Bank) ซึ่งเป็นการนำเวลาในการช่วยเหลือดูแลกันมาสะสมเป็นทุนทางสังคม ให้คนในชุมชนหมุนเวียนมาดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็สามารถใช้ทักษะความสามารถที่มีอยู่ไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนได้เช่นกัน รวมถึงการขับเคลื่อนแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกวัยผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบเพื่อทุกคน” (UDC) ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง ให้ผู้สูงอายุสามารถออกมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ

     ผู้สูงวัยคือทุนมนุษย์

    “เราต้องเปลี่ยนจากนโยบายสำหรับผู้สูงอายุ ไปสู่นโยบายเพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพของคนทุกวัย หรือ Longevity for All ผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการหรือเป็นภาระของสังคม แต่พวกเขาคือทุนมนุษย์ที่ยังคงเต็มไปด้วยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ ขณะเดียวกัน สังคมต้องปรับค่านิยมใหม่โดยไม่อาศัยเรื่องอายุมาเป็นข้อจำกัดของโอกาส ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพต้องมีพื้นที่ให้ทำงาน ส่วนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ” นางภรณี เน้นย้ำ

    เศรษฐกิจผู้สูงวัยหนุนภาคการผลิตประเทศ

    ด้าน พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ให้มุมมองทางด้านโครงสร้างประชากรว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์มาแล้วและกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างประชากรวัยแรงงานและผู้สูงอายุขยายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือการนำแนวคิด “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” มาปรับใช้ โดยเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากเดิมที่เป็นเพียงผู้รับบริการ ให้กลายเป็นทั้ง “ผู้รับและผู้ให้” รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในภาคการผลิตของประเทศ โดยต้องส่งเสริมให้เกิดการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนสูงวัย ทั้งเรื่องการออม การลงทุน และการสร้างหลักประกันชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกระบบ

    “โจทย์สำคัญคือเราจะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้สูงอายุกลับเข้ามาสู่ระบบการผลิตและสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องดึงพวกเขากลับมาทำงานในรูปแบบเดิมเสมอไป เนื่องจากข้อมูลชี้ชัดว่าผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 80-90 ยังคงทำงานอยู่ในภาคอิสระ ดังนั้น การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานภาคการเกษตร ประมง และอาชีพอิสระ พร้อมทั้งออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ เช่น การทำงานเป็นช่วงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องทำเต็มเวลา และร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมให้มองว่าการที่ผู้สูงอายุยังคงทำงานอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ” พญ.ลัดดา กล่าว

    พญ.ลัดดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ภาคการผลิตได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงาน ทั้งในเรื่องบริการสาธารณะ ระบบขนส่งที่ปลอดภัย การดูแลด้านอาชีวอนามัย และการออกแบบสถานประกอบการให้สอดคล้องกับสุขภาพของผู้สูงวัย แม้ผู้สูงอายุจะมีโรคประจำตัวหรือโรค NCDs ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานได้ เพียงแต่ต้องมีการประเมินสภาพร่างกายและจัดสรรงานให้เหมาะสม

    นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้สถานประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดในการสร้างแรงจูงใจแก่นายจ้าง เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการทำงานเฉพาะบางช่วงเวลา หรือต้องการงานที่ตรงกับทักษะเฉพาะด้าน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนากฎระเบียบ กติกา และระบบสนับสนุนการจ้างงานให้มีความชัดเจนและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และนำพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสุดยอดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6239689/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DiOpqIfrfx_ULHCUUt5NY

  • รัฐแบบเดิมไปต่อไม่ได้ : อนุทินลั่นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนประเทศ ต้องปฏิรูปภาครัฐ

    รัฐแบบเดิมไปต่อไม่ได้ : อนุทินลั่นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนประเทศ ต้องปฏิรูปภาครัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-GHjYtSnEM2wg1eDS6n5k

  • ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหายจากเศรษฐกิจ

    หลังเวลาเพียงสัปดาห์ น้ำท่วมรอบนี้สร้างความเสียหายแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3 ลง 0.55% นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ จับตาหากมวลน้ำเหนือมาอีกระลอก รัฐบาลจะวางแผนรับมืออย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรจากน้ำท่วมบ้าง?

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ ’THE STANDARD WEALTH‘ ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.55%

    โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไปจนถึงสัปดาห์หน้า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีฉากทัศน์ ‘มีมวลน้ำเหนือไหลลงมา’ เพิ่มเติมอีกระลอก

    โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายเพิ่มเติมยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถป้องกันและระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใดด้วย

    “ถ้าน้ำเหนือมาอีกครั้ง และไม่สามารถกันน้ำได้ ก็อาจกระทบพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ประมาณ 50,000 ล้านบาท”

    ชี้ระบบเตือนภัยต้องเตือน ‘ก่อนเกิดเหตุ’ ไม่ใช่เตือนหลังน้ำท่วม

    ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ถือว่า ‘ล้มเหลว’

    โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งระบบเตือนภัยควรทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

    “จริงๆเรามีเทคโนโลยีระบบ Early Warning ต้องเตือนล่วงหน้า แต่รอบนี้ไม่ได้เตือนล่วงหน้า เป็นการเตือนตามหลัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่คุณลักษณะของระบบเตือนภัยที่ควรจะเป็น”

    นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ดร.อัทธ์ ระบุว่า การบริหารจัดการในส่วนอื่นยังมี ‘ช่องโหว่’ ทั้งการระบายน้ำ การขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก การจัดเตรียมเสบียงสินค้า ครัวกลาง และศูนย์อพยพ

    “เหตุน้ำมา เตือนประชาชนว่าให้รีบเอาของขึ้น แต่เอาของขึ้นแล้วไปไหนต่อ ถ้าน้ำท่วมบ้านแล้วจะให้ประชาชนไปไหน ถ้าไม่มีศูนย์อพยพ แล้วประชาชนจะเอารถไปจอดที่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจอดตามสะพานหรือตามข้างทางเหมือนเดิม”

    ดร.อัทธ์ มองว่า หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ครั้งนี้มีความ ‘น่ากังวล’ ในอีกมิติหนึ่ง

    เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเตือนภัยหลายเทคโนโลยี มีงบด้านน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่มีเอกภาพ Single command ใดๆได้อย่างไร

    “ปี 2554 เรายังไม่มีระบบเตือนภัยแบบที่มีในปัจจุบัน แต่วันนี้เรามีระบบเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ก็แสดงว่าเราแย่กว่าเดิมใช่หรือไม่”

    ต้องมีองค์กรกลาง เรื่องน้ำ ‘เป็นอิสระทางการเมือง’

    ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับกรุงเทพมหานคร กระทรวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำได้อย่างเป็นระบบ

    “องค์กรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาน้ำได้ ไม่สามารถทำให้น้ำลด และไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านประชาชนได้ทันท่วงที”

    ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม

    ดร.อัทธ์ เตือนว่า ปัญหาน้ำท่วมมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ทั้งภาวะเอลณีโญ ผังเมืองที่ขยาย

    หากประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทั้งระบบ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    “ถ้าไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรใหม่มาจัดการทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีก คนจะไม่มาลงทุน”

    ปัญหาสายการบิน ลามกระทบความเชื่อมั่น FDI นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยง

    ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ FDI

    โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างโรงงานหรือฐานการผลิต หากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเกิดน้ำท่วมเมื่อใด ย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนอนาคต

    “นักลงทุนลงทุนเป็นหมื่นล้านหรือสองหมื่นล้าน ต้องประเมินทุกมิติ ถ้าโรงงานเสี่ยงน้ำท่วม ใครจะมาลงทุน ถ้าไม่รู้ว่าจะมีแผนรับมือท่วมเมื่อไร ใครจะมาลงทุน”

    ที่สำคัญ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทาง โดยยกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นของสายการบินแห่งชาติ กับการบริหารจัดการสนามบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    เมื่อเกิดน้ำท่วม นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้จ่ายได้ตามปกติ ย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง

    300 มิลลิเมตรยัง ‘เอาไม่อยู่’ หากน้ำเหนือมาอีก ระบบต้องรับมืออย่างไร

    สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

    โดยเฉพาะเมื่อปริมาณฝนระดับประมาณ 300 มิลลิเมตร ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำ

    “รอบนี้คือบททดสอบ 300 มิลลิเมตร เรายังเอาไม่อยู่ ถ้ามา 400-500 มิลลิเมตรจะทำอย่างไร บททดสอบเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่”

    ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ปัญหาอาจยิ่งขยายตัว เศรษฐกิจเสียหาย ฉุดความสามารถแข่งขันเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์

    มองส่งออกยัง ’พระเอก’ แต่ GDP ไทยปีนี้โตต่ำ 2.1% ภาษีสหรัฐฯ-น้ำท่วม-บริโภค-ลงทุนชะลอกดดัน

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.อัทธ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมีทั้งเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษี 301 ภัยพิบัติ และสถานการณ์น้ำท่วม

    ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน ยังมีสัญญาณชะลอตัว

    แม้การส่งออกยังเป็น ‘พระเอก’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

    แต่การบริโภคและการลงทุนยังซึมตัว หรือหากขยายตัวก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก

    จากปัจจัยดังข้างต้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1% ลดลงจากระดับ 2.4% ในปีก่อน

    โดยมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภาษีสหรัฐฯ รวมถึงน้ำท่วม การชะลอตัวของการบริโภค และการลงทุน เป็นแรงกดดันสำคัญ

    ให้คะแนนรัฐบาลบริหารน้ำ 3 เต็ม 10 ชี้ ‘สอบตก’

    เมื่อถามถึงการประเมินผลงานรัฐบาลในช่วงโค้งท้ายปี ให้คะแนนการบริหารจัดการน้ำ 3 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน หรือระดับ C ซึ่งถือว่า ‘สอบตก’ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ

    “ถ้าเฉพาะเรื่องน้ำ เต็ม 10 ผมให้ 3 คะแนน ก็ให้เกรด C คือสอบตกเลย”

    ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม อรรถให้คะแนนประมาณระดับ B แต่เป็น B ที่ค่อนข้างใกล้ C สะท้อนว่าไม่ได้มองว่าอยู่ในระดับดีมาก

    “โดยรวมทุกเรื่องที่รัฐบาลบริหาร ผมให้ B แต่เป็น B กลางๆ ค่อนข้างจะมา C ไม่ใช่ B ที่จะไป B บวก”

    ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้คือความเชื่อมั่น การบริหารจัดการน้ำ

    เพราะหากประเทศไทยยังไม่ปรับระบบให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือนและธุรกิจ

    แต่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิต การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    พร้อมถามย้ำว่า 10 ปี การบริหารจัดการน้ำของไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการบริหารน้ำ ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-flood-water-management-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nhEgxu34VCeyw5NROhs7M

  • สวัสดิการแห่งรัฐ รอบทบทวนสิทธิ ผ่าน 1.75 ล้านราย เริ่มใช้ 1 ต.ค.

    สวัสดิการแห่งรัฐ รอบทบทวนสิทธิ ผ่าน 1.75 ล้านราย เริ่มใช้ 1 ต.ค.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qIvNCoj9rxt3fZ-j2EPsw

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไมซ์ในงาน “Northern MICE Expo 2026”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไมซ์ในงาน “Northern MICE Expo 2026”

    วันที่ 30 กันยายน 2569 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ร่วมงาน Northern MICE Expo 2026 ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโอกาส สร้างธุรกิจ ขับเคลื่อนไมซ์ภาคเหนือ (Northern MICE: Connecting Opportunities, Creating Business)” จัดขึ้นโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ ทีเส็บ เพื่อเปิดแพลตฟอร์มธุรกิจไมซ์ที่รวบรวมศักยภาพ สินค้า และบริการของภาคเหนือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แปลงทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นงาน รายได้ การลงทุน และดีลธุรกิจจริง ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping

    โดยในพิธีเปิดได้มี ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และรักษาการผู้อํานวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ ภาคเหนือ รายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และกล่าวเปิดงาน โดย นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกันนี้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU Northern MICE City Declaration “ปฏิญญาไมซ์ซิตี้ภาคเหนือ” ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำ 3 เมืองไมซ์ซิตี้หลัก ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก และเชียงราย ร่วมกับเมืองศักยภาพ และภาคีเครือข่าย MICE Value Chain เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการใช้ไมซ์เป็นกลไกยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างเป็นเอกภาพ

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ “Northern MICE Vision: Shift for Impact and Change for Growth” โดย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สสปน. ที่มาร่วมวางทิศทางนำอุตสาหกรรมไมซ์สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    งานในครั้งนี้ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญของ สสปน. ภาคเหนือใน 3 เสาหลักด้วยกัน ได้แก่

    MICE Uplift Destination: เวทีเสวนา “ยกระดับเมืองด้วยอุตสาหกรรมไมซ์” จากผู้แทนภาครัฐ เชียงใหม่ พิษณุโลก และเชียงราย และเอกชนนำโดยคุณกฤษณี ศรีษะทิน กูรูไมซ์ระดับแนวหน้าของไทย ร่วมกับผู้แทนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ในภาคเหนือ ถอดรหัสการเปลี่ยนอัตลักษณ์เมืองให้เป็น MICE Assets ที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อระดับสากล

    MICE Upskill Business: การบรรยายพิเศษ “โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรม MICE ภาคเหนือ” โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเปิดมุมมองการลงทุนใหม่ ๆ ในระบบนิเวศไมซ์ล้านนา

    MICE Upscale People: เวทีเสวนา “Turning CNX to Tech Business Event” ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน (Sustainable MICE) จากหอการค้า และภาคการศึกษามา ร่วมต่อยอดงานประชุมวิชาการและอีเวนต์ธุรกิจภาคเหนือสู่อนาคต โดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนานี้อีกด้วย

    นอกจากนี้ Northern MICE Expo 2026 ยังขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไมซ์ผ่าน MICE Marketplace ที่รวมกว่า 50 องค์กรมาร่วมจัดแสดงสินค้าและบริการ พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ Business Matching (B2B) ระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ภาคเหนือ (ทั้งโรงแรม, ศูนย์ประชุม, Organizer, DMC, ชุมชนไมซ์, ผู้ผลิตสินค้าอัตลักษณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จำนวน 50 ราย กับผู้ซื้อคุณภาพจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจข้ามภูมิภาคและกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง

    และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนตลอดจนแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง ทีเส็บได้วาง Roadmap การจัดงาน Northern MICE Expo ให้หมุนเวียนไปจัดในเมืองไมซ์ซิตี้ทั่วภาคเหนือ โดยภายในงานได้มีการประกาศให้ “พิษณุโลกไมซ์ซิตี้” เป็นเมืองเจ้าภาพจัดงาน “Northern MICE Expo 2027” ถือเป็นเมืองไมซ์ยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนล่างที่มีศักยภาพโดดเด่น เป็นศูนย์กลางการค้าบนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก การขนส่ง การเกษตร และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รวมถึงมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับมรดกโลก ซึ่งพร้อมเปิดประตูต้อนรับเครือข่ายไมซ์ทั่วภาคเหนือในปี 2570

    งาน Northern MICE Expo จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่เพียงประกาศความพร้อมของภาคเหนือในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์คุณภาพระดับโลก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของห่วงโซ่อุปทานไมซ์ทุกภาคส่วน ที่พร้อมเติบโตและสร้างความสำเร็จทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

    NorthernMICEExpo2026 #NorthernMICE #MICEThailand #MICE #TCEB #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM #ChiangmaiForward

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/4159565/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jZmlJ-WNkvqN5x8j6mtOv