Blog

  • ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ชูแถลงการณ์ ซูโจว กรอบความร่วมมือด้านบริการอีก 10 ปี

    ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ชูแถลงการณ์ ซูโจว กรอบความร่วมมือด้านบริการอีก 10 ปี

    การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคที่นครซูโจว ประเทศจีน (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting) ครั้งที่ 32 ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อ เสริมสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน หรือ “Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together” พร้อมบรรลุผลลัพธ์สำคัญหลายด้าน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากลัทธิกีดกันทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ตลอดการประชุม 2 วัน มีผู้แทนจาก 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค ในจำนวนี้รวมถึงประเทศไทย โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของไทย เข้าร่วม รวมถึงองค์การการค้าโลก หรือ WTO และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม โดยที่ประชุมมุ่งเน้นการสร้าง “ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก” เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมหารือเรื่องการรักษาระเบียบการค้าเสรี การส่งเสริมการลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

    ที่ประชุมยังเห็นชอบออก “แถลงการณ์ซูโจว” และรับรองแผนพัฒนาภาคบริการฉบับใหม่ของเอเปค ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือในช่วง 10 ปีข้างหน้า นายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีกระทวงพาณิชย์จีนพาณิชย์จีน และนายหลี่ เฟิน ผู้อำนวยการด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน โดยระบุเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การยกระดับระบบการค้าบริการ และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้างและคาดการณ์ได้

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยืนยันสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายทางการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี และการคงมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรักษาความเปิดกว้างของตลาดดิจิทัล

    นอกจากนี้ หลายประเทศยังผลักดันความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เช่น ใบตราส่งสินค้าและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางดิจิทัลในประเทศกำลังพัฒนา

    ขณะเดียวกัน จีนยังนำเสนอแนวคิดด้านการพัฒนาสีเขียวและการซื้อขายคาร์บอน โดยระบุว่า ได้ร่วมมือกับองค์กรรับรองมาตรฐานระดับสากล รวมถึงตลาดซื้อขายคาร์บอนของจีน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการคาร์บอนแบบครบวงจรสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME พร้อมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูลคาร์บอนในระดับสากล คาดว่าการประชุมครั้งนี้คณะผู้แทนประมาณ 700 คนจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคและองค์กรระหว่างประเทศมารวมตัวกันที่มณฑลเจียงซูเพื่อเข้าร่วม

    นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนอีกประมาณ 350 คนจากบริษัทในกลุ่ม Fortune Global 500, บริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของจีน และผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ที่จะเข้าร่วมการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Business Partnership Dialogue)

    ทั้งนี้ ที่ประชุมย้ำว่า เอเปคจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในระยะยาวต่อไป

    มณีนาถ อ่อนพรรณา/ ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/297366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-I1f4VoRp9_tUFBDFo5da

  • “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV – หุ่นยนต์

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV – หุ่นยนต์

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    “ศุภจี” หารือรองนายกฯ จีน เสนอร่วมผลิตสินค้าพรีเมียม SME พร้อมดันลงทุน EV–หุ่นยนต์ และขอเพิ่มนำเข้าปุ๋ย 350,000 ตัน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน และยังมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งตนได้แสดงความชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนจีนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความชื่นชมต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ “สินค้าคุณภาพสูง” หรือ “สินค้าพรีเมียม”เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้งสองประเทศ โดยไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนรวมถึงขยายไปยังตลาดโลก

    นอกจากนี้ ได้ขอความสนับสนุนให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยพิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้าน การผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่า เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ หากสำเร็จรูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น “โมเดลความสำเร็จ” ที่จะนำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    นอกจากนี้ ตนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SME และเสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อ SME ของไทย ในขณะเดียวกัน สินค้าจาก SME ของไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากท่านรองนายกฯ จีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยผ่านการจัดทำ “Thai National Pavillion” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

    “ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีนในวันนี้ เป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯ จีนก็เห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้โดยเร็ว หลังจากที่ห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี”

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจีนจะสามารถขยายมูลค่าทางการค้าและ การลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ตนยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกในการส่งออกปุ๋ยเคมีจีนมาไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้หยิบยกกับนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน ได้รับจะไปพิจารณา

    “ศุภจี” ถกจีน ดันไทยผลิตสินค้า SME พรีเมียม ขยายลงทุน EV - หุ่นยนต์

    ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม  147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+21.13%) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+29.43%) แบ่งเป็นไทยส่งออก 9,659.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+9.81%) ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 31,181.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+37.02%) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่  เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ  ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีน ได้เเก่  เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/742870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h4kmSK7lLSgcQVryjRi4P

  • เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น

    เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น

    เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

    โครงการยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน กำลังสร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับคนในพื้นที่ โดยมีทั้งความคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตในอนาคต

    23 พฤษภาคม 2569 นายวณัฐพงศ์ ทิพย์รัตน์ เจ้าของร้านอาหารแหลมหญ้า ซีฟู้ด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้สะท้อนมุมมองที่มีแต่โครงการ  “แลนด์บริดจ์” แบ่งออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน

    • ความหวัง มองว่าโครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนรุ่นหลัง และทำให้การค้าขายมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น โดยยกตัวอย่างจังหวัดระยองที่มีรายได้สูงจากการมีท่าเรืออุตสาหกรรม
    • ความกังวล แม้จะหวังเรื่องรายได้ แต่ก็กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษแบบที่จังหวัดระยองต้องเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในชุมชน

    ความกังวลเรื่องความชัดเจนของพื้นที่

    แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะเคยชี้แจงว่าแนวเขตโครงการอยู่ห่างจากพื้นที่ร้านของตนไปราว 1.3 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านยังคงมีความหวาดระแวงว่า ในอนาคตอาจมีการขยายอาณาเขตและนำไปสู่การเวนคืนที่ดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกหลานหากไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน

    ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

    ในตอนท้าย ตัวแทนผู้ประกอบการได้ฝากถึงรัฐบาลว่า หากจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง ควรประกาศขอบเขตพื้นที่ดำเนินงานให้ชัดเจน ว่าจุดใดจะถูกพัฒนาหรือเวนคืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำมาหากินและวางแผนชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องอยู่บนความไม่แน่นอนและความหวาดระแวง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XzYG305_BctZKKaHNmT0

  • รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนพรุ่งนี้ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนพรุ่งนี้ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดให้ลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค. 2569 รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ช่วยประคับประคองค่าครองชีพประชาชน

    วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    รองโฆษกรัฐบาล เผยต่อไปว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0-2111-1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0-2111-1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากคือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934898&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193Dx-6KMdGgblPrUk7021

  • เปิดเงื่อนไขด่วน! รัฐบาลดีเดย์ 25 พ.ค. นี้ เปิดรับร้านค้าลุย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เช็กเลยใครได้สิทธิ์-ใครชวด?

    เปิดเงื่อนไขด่วน! รัฐบาลดีเดย์ 25 พ.ค. นี้ เปิดรับร้านค้าลุย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เช็กเลยใครได้สิทธิ์-ใครชวด?

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-M3EC4X3zknlJKrZpZXrY

  • กระตุ้นเศรษฐกิจ! รมช.มหาดไทย เปิดงานกาชาดปี 69 ขนทัพสินค้าธงฟ้าดัดหลังค่าครองชีพ เที่ยวฟรี 10 วัน 10 คืน

    กระตุ้นเศรษฐกิจ! รมช.มหาดไทย เปิดงานกาชาดปี 69 ขนทัพสินค้าธงฟ้าดัดหลังค่าครองชีพ เที่ยวฟรี 10 วัน 10 คืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P3By6kv3RlxShSLFpoNbp

  • ผ่าแผนพลิกโฉมสองยักษ์ ‘NT-ปณท’ ดันขึ้นแท่นเสาหลัก ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ | เดลินิวส์

    ผ่าแผนพลิกโฉมสองยักษ์ ‘NT-ปณท’ ดันขึ้นแท่นเสาหลัก ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ | เดลินิวส์

    โดยล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้ตัดสินใจเพิ่มตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เพิ่มขึ้น ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ “กระทรวงไอซีที” จนเปลี่ยนมาเป็น “กระทรวงดีอี” ในปัจจุบัน

    ซึ่งผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้มานั่งเก้าอี้ รมช.ดีอี ก็คือ “แนน-บุณย์ธิดา สมชัย” และยังได้กำกับดูแลสองรัฐวิสาหกิจแถวหน้าของประเทศอย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสององค์กรต้องฝ่าพายุการแข่งขันที่รุนแรง ในตลาดโทรคมนาคม และตลาดโลจิสติกส์

    แนนบุณย์ธิดาได้เดินสายมอบนโยบายและแนวทางบริหารงานเชิงรุกให้แก่สองรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงดีอี เพื่อสางปมปัญหาเรื้อรัง พร้อมติดปีกให้ทั้งสององค์กรทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อให้แข่งขันในตลาดสร้างเม็ดเงินหล่อเลี้ยงองค์กรให้อยู่ได้โดยไม่ขาดทุนจนเป็นภาระกับรัฐบาล สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    โดยเฉพาะ NT คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่และกุมหัวใจหลักด้านการสื่อสารของประเทศ ทว่าในมิติการแข่งขันเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะ “เค้กชิ้นใหญ่”อย่างตลาดโทรศัพท์มือถือ ต้องยอมรับตามตรงว่า NT ไม่สามารถแข่งขันลงไปหั่นราคาซัดกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนได้อย่างเต็มสูบ

    “รมช.ดีอี” บอกว่า ปัจจุบันอย่าไปคิดว่า  NT จะแข่งขันไม่ได้ ขอให้ดูอย่าง “โนเกีย” ที่ในอดีตเป็น ยักษ์มือถือ แต่เมื่อแข่งขันไม่ได้ ก็หันไปทำ เรื่องโซลูชันระบบหลังบ้าน จึงกลายเป็นยักษ์ใหญ่ท็อป 3 ของโลก จึงได้ให้นโยบายปรับเข็มทิศใหม่ มุ่งเน้นดึงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายและสินทรัพย์อาคารสถานที่จำนวนมหาศาลทั่วประเทศ มาแปรเปลี่ยนเป็นบริการเพื่อตอบโจทย์และรองรับงานของภาครัฐ 

    โดยให้จัดทำลิสต์บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของหน่วยงานรัฐ ว่ารายละเอียดมีบริการใดบ้าง เพื่อดึงเม็ดเงินจากงบประมาณรัฐกลับคืนสู่องค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 69 นี้ ได้มีการประมาณการว่า NT จะขาดทุนกว่า 5,900 ล้านบาท เนื่องจากหมดใบอนุญาตธุรกิจมือถือจาก กสทช.

    นอกจากนี้ อีกบทบาทที่สำคัญของ NT คือในพาร์ตความมั่นคงระดับชาติ โดยเฉพาะ “ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ” ผ่านเคเบิลใต้ทะเล โดยมอบหมายให้  NT เร่ง “สร้างสมดุลทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ” 

    “ปัจจุบันทราฟฟิกข้อมูลของไทยผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ(Submarine Cable) เพียงร้อยละ 20 ในขณะที่อีกร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดิน (Terrestrial) ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ถือเป็นความเสี่ยงขั้นวิกฤติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หากเกิดการปะทะหรือความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการสื่อสารของไทยอาจเป็นอัมพาตทันที ขณะเดียวกัน เคเบิลใต้น้ำที่มีอยู่เพียง 7-8 เส้น ก็ชำรุดเสียหายจนใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริงแค่ 2-3 เส้นเท่านั้น 

    ยิ่งชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังระอุ ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าไทยต้องรีบสร้างสมดุลโครงข่ายใหม่ แม้จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ ความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ ปัญหา “ต่างคนต่างทำ” บริเวณจุดขึ้นบกโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Gateway) ทั้งที่จังหวัดสงขลา 3 แห่ง และสตูล 4 แห่ง ซึ่งพื้นที่สตูลทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้เกิดข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมาย จึงเตรียมชงนโยบายจำกัดและกำหนดจุดขึ้นบกให้เหมาะสม พร้อมพิจารณาใบอนุญาตประเภทที่ 3 แบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รัฐควบคุมดูแลได้เบ็ดเสร็จ

    อย่างไรก็ตาม ตามแผนงานของ ..สรรพชัยย์ หุวะนันทน์กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ได้รายงานว่า กลุ่มธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ คือ ตัวโครงสร้างพื้นฐาน ท่อ เสาสายดิจิทัลโซลูชัน  เรื่อง คลาวด์ กลางภาครัฐ ฯลฯ ตามแผน 5 ปี ได้ประมาณการว่า เอ็นทีจะขาดทุนประมาณ 5,900 ล้านบาท แต่จากการปรับตัว เน้นหารายได้ใหม่ ลดค่าใช้จ่าย และทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้ภายใน 2-3 ปี NT จะกลับมามีผลประกอบการเป็นบวกได้

    ข้ามฝั่งมาที่ผู้นำส่งกล่องพัสดุสีแดงอย่าง “ไปรษณีย์ไทย” บริษัทขนส่งแห่งชาติ กำลังเผชิญศึกหนักจากสงครามราคาของค่าย
    โลจิสติกส์ต่างชาติจนแทบไม่เหลือกำไร

    รมช.ดีอีบอกว่า ได้สั่งให้สลัดภาพลักษณ์ผู้ส่งจดหมายเดิม ๆ พลิกโฉมสู่การเป็น พาร์ตเนอร์หลักของทุกกระทรวงโดยให้ฝ่ายนโยบายรวบรวมงานอีเวนต์และมหกรรมแสดงสินค้าของทุกหน่วยงานรัฐเพื่อทำ MOU ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการขนส่งรายหลัก  โดยเริ่มจากการจับมือกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ขนสินค้า OTOP ทั่วประเทศมาขึ้นแท่นขายบนแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ตั้งเป้าแย่งชิงเค้กจากแพลตฟอร์มเอกชนอื่นที่ขายอยู่ 300-400 ล้านบาทต่อปี มาเติมเต็มของไปรษณีย์ไทยที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ 700 ล้านบาท 

    พร้อมเตรียมขยายผลไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดึงสินค้ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้า Made in Thailand เข้าสู่ระบบ โดยชูจุดแข็งเรื่องคุณภาพความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงถึง 98%ขนส่งตรงเวลา สินค้าไม่แตกหัก และเข้าถึงทุกตรอกซอกซอย ซึ่งเป็นจุดที่เอกชนรายย่อยทำไม่ได้

    นอกจากนี้ รมช.ดีอีชี้ช่องใหม่ให้บุก ตลาดเครื่องประดับและอัญมณีซึ่งไทยเป็นฮับการส่งออกระดับโลก พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้กระเป๋าหนักและต้องการระบบขนส่งที่ปลอดภัยสูงสุด เพื่อส่งมอบบริการระดับพรีเมียม ในด้าน ลดต้นทุนพลังงาน ทางกระทรวงดีอีพร้อมหนุนแผนเปลี่ยนผ่านรถจักรยานยนต์ของพี่ไปรฯ กว่า 25,000 ราย ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) พร้อมอุดหนุนดอกเบี้ยราคาถูก ซึ่งหากสั่งซื้อเป็นลอตใหญ่ จะช่วยลดราคาตัวรถลงไปได้อีก ช่วยลดภาระค่าน้ำมันให้พนักงานเดินสายได้อย่างชัดเจน

    สำหรับสินทรัพย์คลังสินค้าและที่ดินทำเลทองที่ถูกปล่อยร้าง ได้เร่งสั่งการให้นำมาเปิดให้เอกชนเช่าทำออฟฟิศหรือจัดอีเวนต์เพื่อแปรสินทรัพย์เป็นทุน ดีกว่าปล่อยให้ทรุดโทรมจนเสียค่ารีโนเวต รวมถึงให้ศึกษาการเปิดตัวบริการระดับพรีเมียมดึงเม็ดเงินเข้ากระเป๋า เช่น การเปิดให้ประมูลเลือกเลขสวยสำหรับระบบ Digital Post ID (รหัสประจำที่อยู่ดิจิทัล) คล้ายกับการประมูลเลขทะเบียนรถยนต์

    การเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ของทั้ง NT และไปรษณีย์ไทย จึงไม่ใช่แค่การพยุงองค์กรรัฐวิสาหกิจให้รอดพ้นจากภาวะขาดทุน แต่เป็นการวางรากฐาน Digital Infrastructure

    สร้างแต้มต่อให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย.

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5884933/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gCIjkuSD7eF2vGkOdLiu2

  • รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    รมว.วธ.ทวิภาคีฝรั่งเศสยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมดันเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977797&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mMFENkZV1S0NtZdThcnUO

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ 1.5 – 2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2% ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนที่ขยายตัวได้ 2.5% แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ถือว่าขยายตัวได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวได้ 9.9%  และการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวได้กว่า 10.1% ขณะที่การส่งออกก็ยังขยายตัวได้ในระดับที่ดี แต่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของเงินเฟ้อ เนื่องมาจากราคาสินค้าที่ทยอยปรับตัวตามต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง โดยเห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐที่ปรับตัวสูงมาก เพราะกังวลปัญหาเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก  

    • รับมือวิกฤตปากท้อง

    ส่วนเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มเผชิญกับ “วิกฤตปากท้อง” ที่มาจากราคาสินค้าแพง ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการปิดกิจการ และการจ้างงานที่ลดลงได้ ซึ่งรัฐบาลได้ป้องกันความเสี่ยงโดยมีการออกโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ 4 ความเสี่ยง 6 ประเด็นสำคัญ  บริหารเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

    ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสาเหตุของวิกฤตครั้งนี้มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยปัจจัยความขัดแย้งจากสหรัฐ – อิหร่าน และอิสราเอล ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะจบลงในรูปแบบใด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปมาก ทำให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงาน น่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนานพอสมควร

    จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงในปีนี้ “สภาพัฒน์”ระบุว่ามีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 4 ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง และรัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญใน 6 ประเด็นในการบริหารเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

    • 4 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี 69 

    1.วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกระทบต่อแหล่งผลิตพลังงานและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 117.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อเทียบกับ 67.5 ดอลลาร์ ในช่วงก่อนเหตุการณ์ ส่งผลต่อเนื่องให้ดัชนีผู้ผลิต (PPI) ในเดือนเมษายนเร่งตัวขึ้น 9.1% และกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา อีเทน และแม่ปุ๋ยยูเรีย ที่จะกระทบต่อต้นทุนการทำเกษตรในระยะต่อไป

    2.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนทางการเงิน โดยต้องติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวโน้มการกลับมาเก็บภาษีน่าเข้าต่อจีนในระดับสูงหลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) หากเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับสูง รวมทั้งความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งการเฝ้าระวังไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่อาจกระทบการท่องเที่ยว และส่งออกสินค้า หากมีการระบาดในวงกว้าง

    3.หนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อ SME  โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กลับมาเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ท่ามกลางความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และเป็นปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้มีข้อจำกัด

    4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 20.3% แต่คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรงกระทบผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร

    • กางแผน 6 ประเด็นบริหารเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง สภาพัฒน์ได้เสนอประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย

    1.มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการจัดหาแหล่งสำรองที่หลากหลาย และดำเนินมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) ต่อกลุ่มพึ่งพิงพลังงานสูง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และก่อสร้าง พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA และ Smart Grid

    2.เร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยดำเนินการผ่านระบบ Thailand Fast Pass เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาอุปสรรคการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุคใหม่ เช่น AI และหุ่นยนต์ รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก

    3.ผลักดันการส่งออก โดยเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และ กฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (EUDR) ของยุโรป พร้อมเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน และตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดใหม่

    4.รักษาวินัยการเงินการคลัง  โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 90.7%  โดยเป็นงบลงทุนไม่น้อยกว่า 70% และบริหารจัดการเงินกู้แก้ไขวิกฤตพลังงานวงเงิน 400,000 ล้านบาท อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อรองรับวิกฤต

    5.การดูแลเกษตรกรจากภัยแล้ง โดยเร่งหาแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยทดแทนตะวันออกกลาง และเตรียมรับมือ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในครึ่งปีหลังโดยการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกฤดูกาลใหม่

    และ 6.แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ดำเนินการเชิงรุกผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยปรับโครงสร้างหนี้ และยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครอบคลุมเพื่อการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g0sVaUhf4iJkjFe1gV6Gz

  • ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 25/05/69 ทิศทางผันผวน

    ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 25/05/69 ทิศทางผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CLD0ock5uAg_eWqbM2DgZ