Blog

  • เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามเร่งตัวแรงเกินคาดในไตรมาส 3 เติบโต 9.95% ผลจากเงินลงทุนต่างชาติ-ภาคการผลิตโตแกร่ง ดันประเทศเข้าใกล้เป้าหมายจีดีพี ‘เลขสองหลัก’ ที่ตั้งเป้าเริ่มในปีนี้

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยข้อมูลล่าสุดในวันเสาร์นี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3 ปีนี้ ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.95% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ตัวเลขล่าสุดนี้นับเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่ “สูงที่สุดในรอบ 4 ปี” หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2022 และยังสูงกว่าค่ากลางที่นักเศรษฐศาสตร์ 8 คนในผลสำรวจของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ไว้ที่ 8.65% รวมถึงสูงกว่าตัวเลขไตรมาส 2 ที่ผ่านมาซึ่งขยายตัวที่ 8.81%

    เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว “อย่างน้อย 10%” ในปีนี้ ขณะที่รัฐบาลพยายามยกระดับประเทศขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่าและบรรลุสถานะ “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2045

    ข้อมูลล่าสุด เป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ว่า เวียดนามกำลังเดินหน้าไปตามเป้าหมาย และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลกำลังสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

    “ภาคการค้า” เติบโตแข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาส 3 โดย “การส่งออก” เดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 39.1% สูงกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 26.6% อย่างมาก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 45.8% เทียบกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 38.1%

    ดุลการค้า กลับมาเกินดุล 1.27 พันล้านดอลลาร์ หลังขาดดุลมาตลอด 8 เดือนแรกของปีนี้

    ขณะเดียวกัน มูลค่า “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) ที่ได้รับอนุมัติ เพิ่มขึ้น 76.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แตะ 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยภาคการผลิตและอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเซกเตอร์สำคัญ ขณะที่ FDI ที่เบิกจ่ายจริงในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 12.1%

    ส่วนราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน เทียบกับที่คาดไว้ 5.10% โดยต้นทุนด้านการขนส่งและการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ในขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมเงินเฟ้อไว้ไม่เกิน 4.5% ในปีนี้

    สำนักงานสถิติระบุว่า เศรษฐกิจมีผลการดำเนินงานเชิงบวกในเกือบทุกภาคส่วน โดยได้รับแรงหนุนจากความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026 ขณะที่ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ช่วยยกระดับธรรมาภิบาลและการใช้ทรัพยากร

    เศรษฐกิจ 'เวียดนาม' โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จนถึงเดือนก.ย. ขยายตัวได้ 9.01% ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเห็นการเติบโตมากกว่า 10% ในไตรมาสสุดท้ายที่เหลือของปีนี้ จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งปีที่ 10%

    สำนักงานสถิติยังระบุว่า เวียดนาม “เกินดุลการค้ากับสหรัฐ” ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด เพิ่มขึ้น 23.8% แตะ 122.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี

    ตัวเลขดังกล่าวอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความตึงเครียดของประเทศ ท่ามกลางการสอบสวนภายใต้ “มาตรา 301” ของสหรัฐที่ยังดำเนินอยู่

    โต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กในนครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า เวียดนาม “ใกล้มากแล้ว” ที่จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ พร้อมให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม “การเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐครั้งนั้น”

    เวียดนามใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจาที่ยืดเยื้อกับสหรัฐเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับสุดท้าย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัด อาทิ การส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment) และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี 

    เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในโลก ขณะที่วอชิงตันกำลังกดดันฮานอยให้ลดความไม่สมดุลดังกล่าว

    ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามก็กำลัง “ขาดดุลการค้ากับจีน” ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยการขาดดุลการค้ากับจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.215 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ที่มา: Bloomberg, Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1254821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2obJYc1Ou0OLtdRh4O5I_T

  • ‘ความโปร่งใส’ คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจไทยในยุค OECD

    ‘ความโปร่งใส’ คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจไทยในยุค OECD

    เมื่อไทยกำลังยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD’ คำว่า ‘ความโปร่งใส’ จะไม่ใช่เพียงแค่คำสวยหรูอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น ‘ข้อบังคับ’ หรือความจำเป็นที่ไทยไม่สามารถเลี่ยงได้อีกต่อไป โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT (Anti-Corruption Organization of Thailand) ได้เน้นย้ำคือการทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยสะอาดพอที่จะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้

    สังคมไทยกำลังถูกตั้งคำถามถึงความ ‘ไม่โปร่งใส’ ผ่านคดีทุจริตมากมาย

    ดร.มานะ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า วันนี้คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องของการเบียดบังงบประมาณ แต่มันคือการทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกตัวอย่างในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คดีทุจริตกว่า 13 คดีที่ปรากฏบนหน้าสื่อ ตั้งแต่การโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้วสว. รวมไปถึงการตั้งคำถามในการใช้จ่ายงบประมาณหลักพันล้านบาทเพื่อจัดซื้อ AI Passport แสดงให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในประเทศไทยที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตกำลังทำร้ายและสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อประชาชนคนไทย อย่างกระบวนการของเหล่ามิจฉาชีพ หรือ สแกมเมอร์ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ดร.มานะ กล่าวว่า

    “เราก็รู้ว่าพวกนี้มันเกิดได้ ตั้งฐานได้อย่างใหญ่โต สามารถที่จะทำปฏิบัติการของเขาได้อย่างทั่วถึง เป็นเพราะมีคอร์รัปชันเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของเรา เริ่มตั้งแต่ปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ตั้งฐานทำงาน หลบซ่อนอยู่ มันต้องมีการคอรัปชันเกี่ยวข้องไม่อย่างนั้น มันไม่สามารถเป็นกระบวนการใหญ่อย่างนี้ได้”

    ปัญหาใหญ่ที่คนตั้งคำถามคือ กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็งจริงหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายทำเต็มที่แล้วหรือยัง รวมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของไทยยังเป็นที่พึ่งได้อยู่ไหม แล้วประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร อีกทั้งยังมีบางปัจจัยที่เสริมขึ้นมาแล้วทำให้คนรู้สึกว่า ‘สถานการณ์อาจแย่ไปกว่านี้’

    “ปัจจัยในการแก้คอร์รัปชัน สำคัญก็คือว่าต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หรือจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ต้องแก้อย่างเป็นระบบ”

    แม้สถานการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงลบ แต่ ดร.มานะ ยังคงมองเห็นแนวโน้มในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของไทยกำลังจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากคนไทยมีความตื่นตัวมากขึ้นหลังผ่านวิกฤตสำคัญทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ มาจนถึง ‘โควิด 19’ โดยเฉพาะภาคเอกชน อย่าง ‘คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน’ หรือ กกร. ที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจังภายใต้แคมเปญ ‘Zero Corruption’ โดยประกาศว่า ภาคเอกชนจะหยุดการจ่ายสินบน ไม่ยอมให้สินบน เงินใต้โต๊ะเป็นต้นทุนและเป็นอุปสรรคของคนไทยอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาคเอกชนไม่นิ่งดูดายกับการทุจริต  

    ในฟากของรัฐบาล ดร.มานะ มองเห็นสัญญาณที่ดีจากแนวคิดของ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่มีความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศ การปฏิรูปกฎหมาย การเปลี่ยนระบบราชการที่มุ่งเน้นการลดขั้นตอน การลดหน่วยงาน ลดจำนวนข้าราชการแต่จ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งความชัดเจนนี้ทำให้ภาคเอกชนเชื่อใจ ภาคประชาชน นักวิชาการให้ความไว้วางใจ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของรัฐบาล

    ‘อภินิหารกฎหมาย’ การตีความเอื้อประโยชน์คือจุดเปราะบางของระบบยุติธรรมไทย

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันมากถึง 16 ฉบับ แต่ดร.มานะมองว่าปัญหาใหญ่ คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่จริงจัง สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายโดยยึด ‘หลักนิติธรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างชาติกำลังจับตามอง อย่างแรกคือ ‘Rule of law’ หลักนิติธรรมต้องเข้มข้นจริงจัง และอย่างที่สองต้องมองประเด็นเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นประเด็นสำคัญ โดยกฎหมายต้องมีไว้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้มีอำนาจในการปกครองควบคุมประชาชน

    ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีไว้เพื่อผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชน ซึ่งทำให้ถูกเรียกว่า “อภินิหารของกฎหมาย” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการต่อต้านการโกงของไทยยังไม่ถึงเกณฑ์สากล

    “คุณจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าบุคคลธรรมดา อย่างวันนี้เราได้ยินเยอะมากเลย ยิ่งเป็นนักการเมือง เราจะได้ยินเรื่องของการตีความว่า บ่อยครั้ง ประชาชนตั้งคำถามว่า ‘อภินิหารของกฎหมาย’ ตีความอย่างนี้ก็ได้หรือ เพราะฉะนั้นเอาง่ายๆ หลักกฎหมายก็คือหลักความชอบธรรม หลักของผลประโยชน์ส่วนรวม เน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักตีความอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

    mana-nimitmongkol-oecd-anti-corruption-thailand-strategy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ประชาชนควรตรวจสอบความโปร่งใสได้ แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่

    ดร.มานะ ยังมองว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในตรวจสอบการทุจริต เพราะถ้าพบเห็นการทุจริตไม่ว่าเป็นเรื่องเล็ก เช่น การแซงคิว ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น การทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐ เช่น การตั้ง Data Center แต่ยังไม่มีการตั้งคำถาม สงสัยหรือปล่อยผ่าน ก็จะทำให้มีการทุจริตต่อไป ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกัน

    ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการตรวจสอบของประชาชนในปัจจุบันยังเข้าถึงได้น้อยมาก

    “สาเหตุเพราะหน่วยงานรัฐทุกวันนี้ไม่เปิดเผยข้อมูล เรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนเรื่องข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐ ประชาชนต้องมีสิทธิ์รู้ รัฐต้องเปิดเผย ต้องอำนวยความสะดวกให้ แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ จะเต็มไปด้วยข้ออ้างว่าความลับของทางราชการ กฎหมาย PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล อ้างกันแบบซี้ซั้วเลย เยอะแยะมากมายเลย สิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้น

    อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนไปกับระบบดิจิทัล ระบบสารสนเทศ ผมไม่รู้ว่ากี่หมื่น เป็นแสนล้านแล้วนะ แต่วันนี้ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ยังเก็บไว้ที่หน่วยงานของใครของมัน มันไม่มีการเชื่อมโยง พอจะขอดูก็ไม่ได้ ระหว่างหน่วยงานด้วยกันเองจะขอดูด้วยกันเอง อย่างเช่น ป.ป.ช. จะไปดูข้อมูลของหน่วยงานอื่นก็ต้องทำเรื่องร้อง ขอเป็นเรื่องเป็นราวไป ตรงนี้เป็นอุปสรรคอย่างมาก ทั้งหน่วยงานปราบปราม ทั้งประชาชน สื่อมวลชนเองก็ยากด้วย ล่าสุดมีพระราชกำหนด เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของภาครัฐที่ต้องเปิดเผยในรูปของดิจิทัล อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติแต่ละหน่วยงานจะมีข้ออ้าง หรือกฎระเบียบของตัวเองบล็อกเอาไว้แค่ไหน”

    OECD บังคับให้ไทยต้องเปลี่ยน

    สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดร.มานะเชื่อมั่นว่านี่คือกลไกที่จะบังคับให้ไทยต้องจริงจังและประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการทุจริต เพราะกติกาของ OECD นั้นเข้มงวดและมีระบบตรวจสอบย้อนหลังที่ทรงพลัง

    “ที่ผ่านมา ทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เครือข่ายต่าง ๆ เขาจะเอาเรื่องคอร์รัปชันเป็นการกีดกันประเทศอื่น ๆ กีดกันโดยเฉพาะเรื่องการค้า OECD เขาให้ความสำคัญในเรื่องธุรกิจมาก เพราะฉะนั้นกติกาของเขาจะค่อนข้างมีความเข้มงวด แต่ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนหลังอยู่ตลอดเวลาของเขา ถ้าไทยวันนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ทำไม่ได้จริง ไม่ทำจริง ดีแต่พูด เดี๋ยวเราจะโดนเขาแฉ โดนเขาประณามจากการตรวจสอบ อันนี้เป็นตัวกดดันที่สำคัญ”

    นอกจากนี้ จำนวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันไม่สำคัญเท่ากับผลของการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเห็นผลจริง และประชาชนรวมถึงนักลงทุนมีความเชื่อมั่นจริง

    “เขาไม่ได้รับฟังนะครับว่าเรามีกฎหมาย มีหน่วยงานเท่าไหร่ เราทำไปแล้วเท่าไหร่ เขาดูผลที่ออกมาจริงว่าประชาชน ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นจริงหรือเปล่า การค้าเราแฟร์ เป็นธรรมจริงไหม ประชาชนเชื่อมั่น trust ไหม เขามองนักธุรกิจของเขามาติดต่อในประเทศไทย trust ประเทศไทยไหม”

    ก้าวสำคัญที่เป็นความหวังสำหรับคนไทย คือการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก ‘Open Government Partnership’ หรือ OGP ซึ่งเป็นรัฐบาลเปิด มีการบังคับว่าในการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ต้องได้มาตรฐานสากล ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่หน่วยงานต่าง ๆ มักอ้างว่าเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หรือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง หรือตามอำนาจกฎหมายต่างๆ แต่ประชาชนกลับไม่ได้สิ่งที่อยากได้

    นอกจากนี้ สิ่งที่กำลังจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพคือไทยยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก Anti bribery action หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน ของ OECD ซึ่งจะมีมาตรฐานอีกระดับหนึ่ง นี่จึงเป็นความสำเร็จที่ใกล้ที่สุดที่ไทยต้องทำให้ได้ ถ้าไทยเข้าไม่ได้ก็จะเข้า OECD ไม่ได้

    ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสะท้อนให้เห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่แค่การไล่จับคนโกงเข้าคุก แต่มันคือการสร้าง ‘ความซื่อตรงของประเทศ’ (National Integrity) ให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน

    “พอมาถึงวันนี้ เราก็มั่นใจมากขึ้นนะว่าความตื่นตัว ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวของชาติ การที่จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ลูกหลานของไทยไม่มีความเชื่อมั่นในประเทศ ไม่มีความสุขนะครับ มันทำให้คนอยากเปลี่ยนแปลง ถึงจุดนี้ก็ยังมั่นใจว่าในช่วง 2 ปี หรือ 3 ปีนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่อยากเห็นก่อน ก็คือว่าวันนี้ภาคประชาชนตื่นตัว เอกชนตื่นตัว ข้าราชการน่ะ อยากให้ทุกๆท่านมีความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้น แล้วก็ต้องเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาเกียรติยศของทุกๆท่านให้เป็นอิสระจากนักการเมือง ในแง่ของการครอบงำ แล้วตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างมันก้าวเดินได้อย่างรวดเร็วครับ”

    การเดินทางสู่มาตรฐานสากลอาจจะยากลำบากในระยะแรก แต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยน ‘ความเคยชินในการโกง’ให้เป็น ‘ความซื่อตรงที่เป็นมาตรฐาน’ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงแค่ตั๋วสมาชิก OECD เท่านั้น แต่จะได้ความมั่นใจจากนักลงทุนทั่วโลกคืนกลับมาเป็นผลกำไรที่กินได้จริงสำหรับคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/mana-nimitmongkol-oecd-anti-corruption-thailand-strategy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05FtbxqBx9WdZZRHb7UO02

  • น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเจอโจทย์ที่ต้องจับตา เมื่อ ราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นมาเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินบาทยังอยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลายเป็นแรงกดดันสองด้านที่มาบรรจบกันตรง ‘ต้นทุน’ ของเศรษฐกิจไทย

    ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวที่ประมาณ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังวันก่อนหน้าเพิ่งพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน ขณะที่เงินบาทวันที่ 1 ตุลาคมอยู่ที่ราว 33.63 บาทต่อดอลลาร์ และตลาดยังมองเงินบาทในเชิงลบ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงและดอลลาร์ที่แข็งค่า

    สำหรับไทย เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และเมื่อเงินบาทอ่อน ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าพลังงานที่คิดเป็นดอลลาร์ก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

    พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพงคือเด้งแรก ส่วนเงินบาทอ่อนคือเด้งที่สอง

    เด้งแรก น้ำมันแพง ต้นทุนเศรษฐกิจเริ่มสูงขึ้น

    ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนแทบทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่ง โลจิสติกส์ การผลิตสินค้า ไปจนถึงต้นทุนของธุรกิจบริการ

    เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ขณะที่ภาคการผลิตก็ต้องรับภาระต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง

    ผลที่ตามมา คือ หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการมีทางเลือกไม่มากนัก ทั้งแบกรับต้นทุนเอง ลดกำไร หรือทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้จบแค่ “เติมน้ำมันแพงขึ้น” แต่สามารถกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อในวงกว้างได้

    เด้งสอง บาทอ่อน ทำให้น้ำมันแพงขึ้นอีกในมุมของไทย

    ประเด็นที่น่าจับตากว่าคือ ราคาน้ำมันโลกกับค่าเงินบาทกำลังเพิ่มแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน น้ำมันซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์ ดังนั้นหาก Brent อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อดอลลาร์มาจ่ายค่าน้ำมันเมื่อเงินบาทอ่อนลง

    ลองนึกภาพง่าย ๆ หากน้ำมันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรล แต่หากเงินบาทอ่อนเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนเดียวกันจะกลายเป็นประมาณ 3,400 บาทต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเท่าเดิม

    นี่คือแรงกดดันอีกชั้นที่เศรษฐกิจไทยต้องรับ เพราะค่าเงินสามารถทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นได้ แม้ราคาสินค้าในตลาดโลกจะไม่ได้ขยับขึ้นเพิ่มเติม

    ล่าสุด Reuters รายงานว่า เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากภาวะราคาพลังงาน เพราะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นก็เป็นอีกแรงกดดันต่อสกุลเงินเอเชีย

    เมื่อสองแรงกดดันมาชนกัน ต้นทุนไทยอาจถูกบีบจากสองทาง

    ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่น้ำมันแพงหรือเงินบาทอ่อนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ เมื่อทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อผู้นำเข้าจะซ้อนกัน

    สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือวัตถุดิบนำเข้า ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าในตลาดโลก และยังต้องรับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจที่มีต้นทุนขนส่งสูงก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

    เมื่อธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า หากผู้ประกอบการเลือกขึ้นราคา ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายมากขึ้น แต่หากเลือกแบกรับต้นทุนเอง กำไรของธุรกิจก็อาจลดลง ซึ่งทั้งสองทางล้วนไม่ใช่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นโจทย์ หากราคาพลังงานสูงนาน

    แรงกดดันจากพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อโดยตรง ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยระบุว่าราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการได้

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์รอบล่าสุดมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย Brent ขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลางและมาตรการด้านการส่งออกน้ำมันของจีน ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูงเพียงชั่วคราวหรือยืดเยื้อ

    หากราคาน้ำมันปรับขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่หากราคาสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะมีเวลาส่งผ่านเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

    แต่เงินบาทอ่อนก็มีด้านบวก

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนไม่ได้สร้างผลกระทบด้านลบทั้งหมด เพราะผู้ส่งออกไทยที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สามารถได้รับประโยชน์เมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็อาจได้แรงหนุนบางส่วนจากรายได้ต่างประเทศ

    ธปท. ระบุว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคส่งออก หากการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่อ่อนลงก็เพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งเป็นจุดที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ ดังนั้น ผลกระทบของเงินบาทอ่อนจึงไม่ได้มีคำตอบด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและระยะเวลาที่เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับนั้น

    โจทย์ใหญ่คือ ‘ต้นทุน’ จะลากยาวแค่ไหน

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า Brent จะอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์หรือไม่ หรือเงินบาทจะอยู่ที่ระดับใด แต่คือ ราคาพลังงานสูงและเงินบาทอ่อนจะอยู่นานแค่ไหน เพราะหากน้ำมันลดลงเร็ว แรงกดดันด้านต้นทุนก็อาจคลี่คลายตาม แต่หากราคาน้ำมันยืนสูงพร้อมกับเงินบาทที่ยังอ่อน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้านำเข้าของไทยก็มีโอกาสถูกกดดันต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด ‘2 เด้ง’ ของไทยในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันแพงขึ้นกับเงินบาทอ่อนลง แต่คือโจทย์ว่า เศรษฐกิจไทยจะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้นานแค่ไหน โดยไม่ผลักภาระกลับไปยังธุรกิจและประชาชนจนกระทบกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/212324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWi0v1n2NDcddSEJXfmn9

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% ดาวโจนส์พุ่ง 250.40 จุด  เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 03/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% ดาวโจนส์พุ่ง 250.40 จุด  เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 03/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินโลกวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง หลังสหภาพยุโรปเห็นชอบแนวทางระบายน้ำมันดีเซลสำรองเพิ่มเติม ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวก หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% หลัง EU เตรียมระบายน้ำมันดีเซลสำรอง

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม โดยสัญญา WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 6 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.11% ส่วน WTI ลดลง 1.6%

    ปัจจัยกดดันราคาน้ำมันมาจากรายงานที่ระบุว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เห็นชอบข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองเพิ่มเติมออกสู่ตลาด ซึ่งตลาดประเมินว่าอาจช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงและลดแรงกดดันด้านราคา

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ยุโรประบายน้ำมันดีเซลสำรองที่มีการกักเก็บไว้ในปริมาณมาก เพื่อช่วยลดราคาเชื้อเพลิงและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ยุโรปเห็นชอบที่จะระบายน้ำมันดีเซลสำรองจำนวนมากออกมา หลังจากก่อนหน้านี้เขากล่าวว่ากำลังพิจารณามาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ

    ดาวโจนส์ปิดบวก 250.40 จุด รับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันที่ 2 ตุลาคม หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลการจ้างงานเดือนกันยายนที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคม

    ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ 0.49% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ 0.73% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ 1.19%

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ประมาณ 90,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมถูกปรับลดลงรวม 60,000 ตำแหน่ง

    ส่วนอัตราการว่างงานเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.1% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกันยายน และเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ข้อมูลตลาดแรงงานที่ชะลอตัวทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักโอกาสดังกล่าวที่ 22.7% ลดลงจาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และ 64.2% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    ราคาน้ำมันวันนี้ 3 ต.ค. 69 เช็ก 4 ปั๊ม PTT-บางจาก-PT-Shell

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในกรุงเทพฯ ประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งอัปเดต ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. พบว่าราคาน้ำมันของผู้ให้บริการหลัก 4 แห่งมีดังนี้

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.68 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 50.18 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาข้างต้นเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้ค้าน้ำมัน ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่สถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ข้อมูลราคาน้ำมันอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vRIbbkD_fXWc4LqsrCw5d

  • ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    5 รองนายกฯ ผนึกกำลังลุยแผนชาติฉบับ 14 ชูยุทธศาสตร์ “Idea to Do” พลิกโฉมไทยทลายไซโลราชการ สู่การลงมือทำจริง ดันประเทศไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง เพิ่มขีดแข่งขันแตะ Top 20 ประเทศโลก

    • รองนายกรัฐมนตรี 5 คน ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
    • ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 3% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก
    • แต่ละกระทรวงนำเสนอยุทธศาสตร์เฉพาะทางเพื่อขับเคลื่อนแผนฯ เช่น การคลังเสนอโมเดล “ทีมฟุตบอล” พาณิชย์เน้นการค้าสู้โลกแบ่งขั้ว และต่างประเทศใช้การทูตเชิงรุก
    • เน้นการเปลี่ยนระบบราชการจาก “แผนที่คิด” สู่ “การลงมือทำจริง” โดยยึดหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ

    การประชุมประจำปี 2569 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)  ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ให้ โดยมีการจัดในเวทีเสวนาพิเศษ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ภายใต้การประกาศร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” โดย 5 รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุก มุ่งฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว ถึงเวลาเปลี่ยนระบบราชการจากเพียง “แผนที่คิด” สู่ “การลงมือทำจริง” (Idea to Do)

    โดยมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนที่ขึ้นมาพูดบนเวทีเดียวกันในโจทย์ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้น และทำให้เป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะเป้าหมายทางเศรษฐกิจบรรลุผลได้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในเรื่องการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี การผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากกว่า 3% (3% พลัส) และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน Top 20 ของโลก ภายในปี 2572

    “เอกนิติ” เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นถึง 4 สัญญาณวิกฤตชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง โดยเปรียบเศรษฐกิจไทยขณะนี้เหมือน “เครื่องจักรเก่า แรงงานแก่” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โตต่ำ จึงเสนอทางออกเร่งด่วนด้วยการซ่อมวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และยกระดับแรงงานด้วย AI

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    พร้อมกันนี้ได้เสนอโมเดล “ทีมฟุตบอล” ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมี 7 อุตสาหกรรมหลักเป็น “กองหน้า” รัฐมนตรีเป็น “กองกลาง” คอยสนับสนุนนโยบายและการลงทุน และมี “กองหลัง” ดูแลเสถียรภาพการคลังและแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันแผน 14 ให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้หลักการเป้าหมายชัดเจนวัดผลได้ เลือกทำเรื่องที่สร้างจุดเปลี่ยน (Game Changer) และทลายการทำงานแบบไซโล

    “พาณิชย์” ชู 3 แกน หนุนคนตัวเล็ก 

    ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กางยุทธศาสตร์การค้าสู้โลกแบ่งขั้ว ชู 3 แกนหลัก “สมดุล เติบโต และกระจายตัว” พร้อมตั้งเป้าพลิกชีวิตผู้ประกอบการรายย่อยจากที่เกิดยากตายง่าย ให้เป็น “เกิดง่าย ตายยาก” ผ่านการแก้กฎระเบียบ หนุนการเข้าถึงแหล่งทุน และเปิดตลาดใหม่ผ่านข้อตกลง กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี เน้นย้ำการดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก บนหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการร่วมกับจีนเพื่อผลักดันให้จีนใช้วัตถุดิบในไทยมากขึ้น นำร่องในกลุ่มอาหารแปรรูปและยา ควบคู่ไปกับการปราบปรามนอมินีอย่างเด็ดขาด และเร่งขยายตลาดใหม่ผ่าน FTA ไทย-อียู

    พลิกโฉมการทูตเชิงรุก 

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศพลิกโฉมการทูตไทยสู่เชิงรุก (Proactive) ผ่านนโยบาย “4 Pillars of New Diplomacy” โดยย้ำว่าไทยต้องมีอิสรภาพเชิงนโยบาย (Strategic Autonomy) ท่ามกลางสงครามมหาอำนาจ

     “เราจะอยู่ตรงกลางโดยไม่มีท่าทีไม่ได้ ท่าทีของเราต้องรู้ว่าผลประโยชน์และหลักการอยู่ตรงไหน”

    นายสีหศักดิ์ ยังเร่งเครื่องการทูตเชิงเศรษฐกิจ นำเอกชนบุกตลาดใหม่ในคาซัคสถานและแอฟริกา พร้อมสะกิดระบบราชการให้ก้าวออกจาก “Safe Zone” เพื่อสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ โดยชี้ว่านโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งต้องเริ่มต้นจากความเป็นเอกภาพภายในประเทศ

    ลงทุนคน เทคโนโลยี สร้างความหวังชาติ 

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ด้วยการผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับลึก (Scientific Infrastructure) เพื่อสร้างนวัตกรรมระดับโมเลกุล ซึ่งจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้ประเทศในระยะยาว พร้อมระบุว่าแม้การพัฒนาคนจะไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่จะเป็นการสร้าง “ความหวัง” ให้คนไทยเชื่อมั่นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปถูกทิศทาง

    ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 

    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำถึงปรัชญาการพัฒนาของแผน 14 ว่าต้องยึดหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (People-Centered) โดยมองความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ เช่นเดียวกับระบบงบประมาณใหม่ หากทำสำเร็จโดยปรับโครงสร้างให้เหมาะสมแล้ว จะพิจารณาปรับสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป

    พร้อมทั้งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในช่วงแผนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    ขณะนี้วิวัฒนาการของโลกแต่เดิมเปลี่ยนแปลงช้ามากคนไทยจึงไม่ค่อยคิดถึงโลกภายนอก แต่ปัจจุบันระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงสั้นลงต่อเนื่องและมีผลกระทบอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง OECD ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2504 และนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในแผนฯ 14 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยไม่รู้จัก OECD และไม่รู้ว่าองค์กรนี้ทำอะไร สะท้อนว่าคนไทยมีความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกน้อยมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zJn1d1i7RVy5cB6dNXllZ

  • เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    การที่สหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณพักรบสงครามการค้า ช่วยบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน ฟากส่งออกไทยเดือนสิงหาคมขยายตัวแข็งแกร่ง ช่วยลดยอดขาดดุลทางการค้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

    ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัจจัยเร่งรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ตลอดจนทิศทางส่งออกของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่องจนช่วยลดการขาดดุลการค้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากแรงกดดันด้านนโยบายการเงินและต้นทุนพลังงานนำเข้า

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI)

    สถานการณ์พลังงานโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะดำเนินการปรับเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นเกิดสงคราม ซึ่งมีส่วนช่วยอุดหนุนอุปทานในตลาดและกดให้ราคาน้ำมันปรับลดลงมาได้บ้างในบางช่วง แต่ในภาพรวมราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรงและไม่มีท่าทีจะสงบลงโดยง่าย

    นอกจากนี้ ความหวังต่อการเจรจาทางการเมืองและการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงมีความเปราะบางสูงมาก หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มูซ การปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวส่งผลให้ภาวะงักงันของอุปทานพลังงานโลกมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความสุ่มเสี่ยงต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

    ผลจากการที่ราคาน้ำมันยังคงปักหลักอยู่ในระดับสูง ได้กลายเป็นตัวเร่งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดการเงินเกิดความกังวลและพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.2% ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี

    มูลค่าการค้าและการส่งออกของจีน

    ทางด้านทิศทางนโยบายการเงิน ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวได้ดีเกินคาด พบว่า

    • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI) เดือนกันยายน 2569: ขยายตัวด้วยอัตราเร่งสูงสุดในรอบ 62 เดือน
    • ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก: ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 19 กันยายน 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน

    ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นนี้สะท้อนว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีแรงส่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องตรึงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบความร้อนแรงของเงินเฟ้อ

    สภาพเศรษฐกิจจีนและการพักรบทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

    รัฐบาลจีนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการแจกคูปองและเงินอุดหนุนคิดเป็นมูลค่ารวมราว 310 ล้านหยวน ซึ่งมีกำหนดการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม

    ในมิติของการค้าระหว่างประเทศ สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราที่ใกล้เคียงกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบโดยรวมต่อภาคการส่งออกของจีนคาดว่าจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากกลุ่มสินค้าไฮเทค ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักและมีความสำคัญต่อโครงสร้างการค้าของจีน มีแนวโน้มสูงที่จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว

    มูลค่าการส่งออกและนำข้าของไทย

    วิเคราะห์ภาคการส่งออกและการดุลการค้าของไทย

    ภาคการส่งออกของประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุนในระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 จะพบว่า

    มูลค่าการส่งออก: มีมูลค่า 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยมีอัตราการเติบโตเร่งขึ้นจาก 21.6% (YoY) ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 24.3% มูลค่าการนำเข้า: มีมูลค่า 37.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังขยายตัวที่ระดับ 25.1% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับอัตราเติบโต 36.7% ในเดือนก่อนหน้า ดุลการค้า: จากการที่การส่งออกเร่งตัวขึ้นและชะลอการเติบโตของการนำเข้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนสิงหาคมเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลรายเดือนที่น้อยที่สุดในรอบ 8 เดือน

    เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวได้ 18.9% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 36.1% ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าสะสมรวมอยู่ที่ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โครงสร้างการค้า สินค้าทุน และปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไป

    จากการวิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย สามารถสรุปประเด็นสะท้อนภาพเศรษฐกิจและปัจจัยท้าทายออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้:

    • ประเด็นสะท้อนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย แรงส่งจากเทคโนโลยี: การส่งออกไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากวัฏจักรการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก, การขาดดุลการค้าลดลง: ยอดขาดดุลการค้ารายเดือนปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อดุลชำระเงิน
    • การเติบโตของสินค้าทุน: การนำเข้าสินค้าทุนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ +33.9% โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบที่เติบโตถึง +61.4% รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่เติบโต +57.2% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อรองรับแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    • ปัจจัยท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ การกระจายตัวของการส่งออก: การเติบโตของการส่งออกยังคงกระจุกตัวและไม่ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า (Broad-based) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรที่ยังคงประสบภาวะหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อยู่ที่ -1.9%, มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ: ภาคการส่งออกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ

    โดยเฉพาะการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นเรื่องการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และ ความผันผวนของราคาพลังงาน: หากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งตัวเลขล่าสุดยังคงขยายตัวสูงถึง 42.8% ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันการขาดดุลการค้าและกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/670518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27Yhsdl8ctR4M5ldzEQ9p8

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ทะลุ 22.9 ล้านคน เร่งผู้มีสิทธิยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. – สยามรัฐ

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ทะลุ 22.9 ล้านคน เร่งผู้มีสิทธิยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. – สยามรัฐ

    โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ซึ่งขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 วงเงินรวมสูงสุด 1,000 บาทต่อคน เปิดให้ประชาชนกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค. เวลา 09.00 น. พบว่า มีผู้ได้รับสิทธิเดิมและผู้ได้รับสิทธิรายใหม่จากกลุ่มที่ตกหล่นสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิแล้วรวมกว่า 22.9 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 30,709,378 ราย

    ข้อมูลล่าสุดพบว่า ผู้ได้รับสิทธิรายเดิมกดยืนยันสิทธิแล้ว 21,631,326 ราย คิดเป็น 87% จากจำนวนผู้มีสิทธิเดิมทั้งหมด 24,789,387 ราย ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตกหล่นจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 1,359,371 ราย คิดเป็น 23% จากจำนวนผู้มีสิทธิในกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด 5,919,991 ราย

    ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบสิทธิและดำเนินการลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค. 2569 โดยผู้มีสิทธิที่ได้รับอนุมัติสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 ขณะที่โครงการจะไม่เปิดรับสมัครร้านค้ารายใหม่ในส่วนของการขยายโครงการครั้งนี้ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านคุณสมบัติแล้วไม่ต้องกดยืนยันสิทธิเพิ่มเติมสำหรับสิทธิในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) รัฐบาลกำหนดให้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้า โดยภาครัฐร่วมจ่ายในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ หรือใช้บริการผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้

    สำหรับผลการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ในระยะแรก ซึ่งดำเนินการเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. 2569 มีประชาชนได้รับสิทธิรวม 26,040,623 ราย และมียอดใช้จ่ายรวม 171,961.30 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่ายจำนวน 73,205.32 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 70,271.03 ล้านบาท และการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 2,934.29 ล้านบาท

    ส่วนที่ 2 เป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่ายจำนวน 98,755.99 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 94,979.63 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 3,776.36 ล้านบาท

    ขณะที่ในส่วนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีร้านค้าที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ทั้งหมด 1,101,930 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระเงินผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารจำนวน 106,832 ราย

    สำหรับประชาชนที่มีสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิ ควรตรวจสอบสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และดำเนินการภายในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิในช่วงการขยายโครงการได้ โดยโครงการกำหนดระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569

    #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2 #ไทยช่วยไทยพลัส2569 #60ต่อ40 #ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส #ยืนยันสิทธิ #เป๋าตัง #ถุงเงิน #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #เงินช่วยเหลือ #มาตรการรัฐ #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ค่าครองชีพ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #ข่าวรัฐบาล #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T0kMkonsoc3njNujGUw1a

  • สงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดาบานปลาย: มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าล่าสุด ฉุดเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สู่จุดวิกฤต

    สงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดาบานปลาย: มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าล่าสุด ฉุดเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สู่จุดวิกฤต

                สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้คำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแคนาดาฉบับใหม่ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นมบางรายการ สินค้ากากน้ำตาลและสินค้ารถจักรยานยนต์ ซึ่งมาตรการนี้เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการค้ารวมสองฝ่ายราว 880,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าต่อเนื่องของประธานาธิบดีทรัมป์กับพันธมิตรเก่าแก่อย่างแคนาดา ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าผลทางเศรษฐกิจโดยตรงมีจำกัด แต่เหตุการณ์ในสัปดาห์เดียวกันกลับสะท้อนว่าความตึงเครียดลามไปถึงการเมืองภายในสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2569 

                ผู้อำนวยการนโยบายการค้าของ American Action Forum นายเจคอบ เจนเซน ได้ประเมินจากตัวเลขการค้าในปี 2568 พบว่าคำสั่งห้ามนี้ครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 87 เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลที่ทรัมป์เลือกกลุ่มนี้เพราะบางรัฐของแคนาดาตอบโต้ทรัมป์ด้วยการนำสุราสหรัฐฯ ออกจากชั้นวาง ซึ่งสินค้าที่ถูกห้ามนำเข้า ได้แก่ เบียร์ สุรากลั่น ไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ (53 รายการ) รวมถึงสินค้าเวย์โปรตีน (Whey Protein) ที่เป็นผลิตภัณฑ์นม 8 รายการ สินค้ากากน้ำตาล (mollasses) 5 รายการ และรถจักรยานยนต์ (1 รายการสำหรับขนาดเครื่องยนต์เกิน 800 ซีซี) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสินค้าในบัญชีนี้ ส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีร้อยละ 50 อยู่แล้ว ซึ่งทำให้การนำเข้าไม่คุ้มทุนและเสมือนเป็นการห้ามโดยพฤตินัยอยู่ก่อนแล้ว แต่ความหมายของคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการเพิ่มน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์และทางการเมืองมากกว่าจะเปลี่ยนการค้าจริง ในเชิงปฎิบัติ ความขัดแย้งรอบนี้ เริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เมื่อทรัมป์อาศัยกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act เรียกเก็บภาษีร้อยละ 50 กับสินค้านำเข้าจากแคนาดาราว 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอ้างว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติต่อผู้ผลิตนม รถยนต์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ในขณะที่แคนาดาก็ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าเทียบเท่ากัน 

           ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์นายปีเตอร์ นาวาร์โร 
    ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ได้ยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองขึ้นอีกขั้น โดยกล่าวในงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน เรียกร้องให้นักล็อบบี้ชาวแคนาดาเดินทางออกจากสหรัฐฯ และเตือนว่าแคนาดาจะไม่สามารถใช้วิธีการวิ่งเต้นแบบเดิมที่เคยได้ผลในอดีตได้อีกต่อไป พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างดุเดือดว่า หากแคนาดาพยายามเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเลือกตั้ง อย่างรัฐเมนหรือรัฐมิชิแกน แคนาดาจะต้องเสียมากกว่าเดิม นอกจากนี้ นายนาวาร์โรยังพุ่งเป้าโจมตีผู้นำแคนาดา โดยกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ และมุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ นายดั๊ก ฟอร์ด มีเจตนาใช้การวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

           ผลกระทบต่อเศรษฐกิจแคนาดา โดยการประเมินของOxford Economics จากการใช้กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ภายใต้ภาษีมาตรา 338 ของสหรัฐฯ ร่วมกับมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาจะส่งผลให้ GDP แคนาดาปี 2570 หดตัวร้อยละ 0.3 และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ข้อสังเกตสำคัญคือ Oxford ไม่ได้ประเมินว่าแคนาดาจะเกิดภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ แต่ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางแคนาดามีพื้นที่ในการลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลง เพื่อประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่แผนระยะยาวของแคนาดา รัฐบาลได้เดินกลยุทธ์ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยมีแผนเพิ่มมูลค่าการค้ากับตลาดอื่นทั่วโลกเป็นสองเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ รวมถึงเปิดรับโอกาสให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบรายแรกของสหภาพยุโรป เร่งเจรจา FTA กับอินเดีย โดยตั้งเป้าสรุปให้ทันการประชุม G20 กลางเดือนธันวาคม 2569 และการสานความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนที่ล่าสุดบรรลุข้อตกลงกับจีนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าแลกกับการลดภาษีสินค้าคาโนลา รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  

    ความคิดเห็น สคต.

               สหรัฐฯ บังคับใช้คำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแคนาดารอบใหม่มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 แม้จะเป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีร้อยละ 50 อยู่ก่อนแล้ว แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่จะระมัดระวังการลงทุนและการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ไม่มีท่าทีจะยุติลง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้แคนาดาเร่งผลักดันยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ผ่านการตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเป็นสองเท่าภายใน 10 ปี ซึ่งอาจทำได้ผ่านการพิจาณาข้อเสนอให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบรายแรกของสหภาพยุโรป การเร่งเจรจา FTA กับอินเดีย การบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนทางการค้ากับจีนเพิ่มเติม รวมทั้งการเร่งสรุปผลการเจรจา FTA อื่นๆ รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรีแคนาดา-อาเซียน (Canada-ASEAN FTA) และ FTA ไทย-แคนาดา ที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับสองของแคนาดาในภูมิภาค รองจากเวียดนาม โดยแคนาดามองอาเซียนเป็นฐานเศรษฐกิจเติบโตสูง และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การมี FTA กับแคนาดาจะช่วยเปิดทางให้ไทยขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร พร้อมดึงดูดการลงทุนจากแคนาดาในด้านเทคโนโลยีสะอาด พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมดิจิทัล ที่จะเป็นผลดี ในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันในอนาคต

    *****************************************

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/luzgffbaz61w9ka3kndnklwa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G1RzIBfav_fx0hiBD3jst

  • ทุกครั้งที่น้ำท่วม ‘คนจน’ ได้รับผลกระทบหนักกว่าเสมอ

    ทุกครั้งที่น้ำท่วม ‘คนจน’ ได้รับผลกระทบหนักกว่าเสมอ

    ในพื้นที่หนึ่งที่เกิดภัยพิบัติขึ้น เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมคนบางคนถึงฟื้นตัวเร็วและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในไม่ช้า ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่ดูเหมือนล้มเหลวในชีวิต สูญสิ้นทุกสิ่ง แม้จะประสบภัยพิบัติเดียวกัน

    นั่นอาจเป็นเพราะคนเราไม่ได้เท่ากันในเรื่องทุนทรัพย์ ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจกระทบการใช้ชีวิตอยู่บ้าง แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็วด้วยกำลังทรัพย์ที่มี ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยที่ขาดรายได้ มีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมมาใช้ชีวิตในช่วงน้ำท่วมหรือหลังสถานการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ก็อาจจะใช้เวลาที่นานกว่าเพื่อกลับมามีชีวิตเหมือนเดิม

    ดังนั้นทุกครั้งที่น้ำท่วม โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่มีความเหลื่อมล้ำไม่ต่างจากหลายๆ เมืองหลวงบนโลก นั่นจึงหมายความว่า จะมีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่จมน้ำลึก และยากที่จะกลับขึ้นมาลอยอยู่เหนือน้ำ โดยเฉพาะคนจนในเมือง

    คนจนกับความเปราะบางในเมืองหลวง

    ภาพของชาวเคหะร่มเกล้าเดินเท้าลุยน้ำจากบ้านที่น้ำท่วมสูงเพื่อไปทำงานให้กับบริษัทเอกชน ก่อนกลับเข้ามาในชุมชนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป หรือจะเป็นภาพของพ่อค้าแม่ค้าที่นำผัก ผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสด ใส่ภาชนะที่ลอยน้ำได้ ออกมาจับจองพื้นที่ริมถนนที่มีน้ำท่วมเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้เลือกที่จะแขวนชีวิตไว้บนความเสี่ยง และออกมาทำงานเพื่อหารายได้ท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติจริงหรือ ซึ่งคำตอบของคำถามอาจมีปัจจัยด้านภาระทางเศรษฐกิจอยู่ในนั้นด้วย

    ในงานวิจัย หลากหลายชีวิตและชุมชนที่จมน้ำ: คนจนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มวิจัยสิทธิและความเป็นธรรมทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำรวจผลกระทบของมหาอุทกภัยปี 2554 ใน 5 ชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี, ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว, ชุมชนพูนทรัพย์ เขตสายไหม, ชุมชนริมทางรถไฟสายตะวันตก ศาลาธรรมสพน์ และชุมชนหลักหก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า คนในชุมชนเหล่านี้ยังคงเดินทางไปทำงานนอกชุมชน แม้จะเผชิญค่าเดินทางที่แพงขึ้น เวลาเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ และความเสี่ยงระหว่างทาง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน คนขายอาหาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ที่มีเงินเก็บน้อย และรายได้ไม่ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ภาระทางเศรษฐกิจก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในสถานการณ์ภัยพิบัติ

    อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางและคนไร้บ้าน ให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบหรือแรงงานรายวัน ซึ่งความเป็นอยู่ใน 1 วันขึ้นอยู่กับรายได้ที่ได้รับในวันเดียวกัน ดังนั้นอุทกภัยย่อมเป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ ขณะที่รายจ่ายยังคงมีอยู่ในแต่ละวัน ผู้มีรายได้น้อยจึงมีโอกาสเผชิญกับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

    “เมื่อเกิดน้ำท่วม พี่น้องที่มีรายได้น้อยมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจแน่นอน จำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบ เมื่อเกิดน้ำท่วมก็ทำให้เขาไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ หรือออกไปทำมาหากินได้ลำบาก รายได้ก็มีปัญหา โดยที่ไม่มีหลักประกันในแง่ของรายได้ เพราะเป็นแรงงานนอกระบบ เป็นแรงงานรายวันต่างๆ ที่ชีวิตอยู่กับการออกไปทำงานแล้วได้รายได้กลับมา

    “อย่างแรกคือรายได้หายไปแน่นอน เพราะส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขณะเดียวกันยังต้องเจอกับปัญหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพเสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์สินนอกเหนือจากบ้านเรือน เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ อันนี้ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือเครื่องมือประกอบอาชีพ มากไปกว่านั้น รายได้ไม่มา แต่หนี้ยังเดินไป”

    งานวิจัยข้างต้นยังพบว่า ชุมชนผู้มีรายได้น้อยมักอยู่ในพื้นที่ของเอกชนหรือรัฐ บางส่วนอยู่แบบไร้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดิน ขณะเดียวกันก็พบว่าที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ มักสร้างจากวัสดุที่ไม่แข็งแรง ที่สำคัญชุมชนเหล่านี้มักตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น อยู่ในซอยลึกห่างจากถนนใหญ่ ทั้งยังมีระดับที่ต่ำกว่าถนน และอยู่ใกล้กับคลอง ขณะที่การตั้งรับภัยพิบัติของผู้มีรายได้น้อยก็น้อยกว่าผู้ที่มีฐานะดีกว่าทั้งกำลังทรัพย์ในการเตรียมตัวรับภัยพิบัติ และการตุนอาหาร

    อย่างไรก็ตาม อนรรฆชี้ว่า กรณีอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 ซึ่งพบว่าชุมชนเคหะคลองจั่นและชุมชนเคหะร่มเกล้าได้รับผลกระทบอย่างหนักนั้น ทั้ง 2 ชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่มานาน ขณะที่พื้นที่โดยรอบมีการถมดินสูง จึงทำให้พื้นที่ของการเคหะกลายเป็นแอ่ง

    “เป็นปัญหาโครงสร้างของกรุงเทพฯ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ในเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ แนวถนนที่มีการยกสูง ซึ่งส่วนหนึ่งทำขึ้นเพื่อเป็นแนวกั้นน้ำ ก็เป็นประเด็นที่ทำให้พื้นที่หนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าพื้นที่หนึ่ง”

    กระนั้นอาจสรุปไม่ได้ว่า พื้นที่ของคนจนเมืองมีน้ำท่วมรุนแรงกว่าคนรวย เพราะยังมีชุมชนหลายแห่งที่มีผู้มีฐานะอาศัยอยู่และถูกน้ำท่วม แต่ประเด็นสำคัญคือ ความสามารถในการป้องกันและรับมือกับน้ำท่วมของแต่ละพื้นที่นั้นไม่เท่ากัน

    “จากที่ได้ดู หมู่บ้านที่มีกำลังทางเศรษฐกิจก็จะมีระบบในการบริหารจัดการน้ำของเขา เช่น มีกำแพงกันน้ำ มีการยกสูง ทำให้หมู่บ้านเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบไม่มาก เมื่อเทียบกับชุมชนผู้มีรายได้น้อย

    “ขณะเดียวกันผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในห้องเช่า ถ้าเราดูอย่างเคหะ ผมอาจจะไม่ได้มีตัวเลขชัดเจนว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่มาเช่าห้อง ซึ่งมีความยากในการให้ความช่วยเหลือ เพราะจำนวนหนึ่งไม่ได้ย้ายชื่อเข้ามาในทะเบียนราษฎร คล้ายๆ กับคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นประชากรแฝงหรือย้ายถิ่นเข้ามา”

    ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เสี่ยงภัยและรายได้ที่ไม่มั่นคง เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คนจนจึงเป็นกลุ่มคนที่ ‘เปราะบาง’ มากกว่าคนที่มีฐานะดีกว่า แม้จะเผชิญน้ำท่วมเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางจากการเผชิญกับภัยพิบัติ การตั้งรับที่มีความพร้อมต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ที่มีกำลังทรัพย์ รวมไปถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจทั้งในช่วงที่เกิดภัยพิบัติและภายหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยฟื้นตัวได้ยากขึ้น

    การบริหารจัดการที่ดีอาจช่วยลดความเสียหาย

    การบริหารสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งล่าสุด หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือการบริหารจัดการเพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัย โดยเฉพาะการเตือนภัย การอพยพ และการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนระบุว่า ภาครัฐสื่อสารไม่ชัดเจนในส่วนของการอพยพว่าต้องย้ายไปยังพื้นที่ใด การเตือนภัยด้วยระบบ Cell Broadcast ส่งเข้ามือถือในวันที่น้ำท่วมแล้ว หรือการให้ความช่วยเหลือที่มีบางจุดไม่ได้รับการช่วยเหลือ และต้องให้ชาวบ้านเดินเท้าลุยน้ำออกมารับสิ่งของจำเป็นด้วยตัวเอง

    อนรรฆยังชี้ว่า การเตือนให้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติจำเป็นต้องเตือนในลักษณะที่ทำให้คนลงมือเตรียมตัวได้เลย เช่น การบอกว่าพื้นที่ใดที่ต้องเก็บของแล้ว พื้นที่ใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และต้องยกของขึ้นที่สูง

    “เรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญ คือการเตือนภัยควรมีทั้งแบบทางการและไม่ทางการ ถ้าเราดูหลายๆ จังหวัด ภาคกลางก็จะมีการเตือนภัยโดยท้องถิ่น สำหรับผมคิดว่าท้องถิ่นสามารถเตือนสมาชิกของเขาได้ โดยไม่ต้องรอหน่วยงานส่วนกลาง หรือ ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) เพราะท้องถิ่นมักเตือนแบบง่ายๆ เช่น ต้องเฝ้าระวังแล้ว หรือต้องเริ่มเก็บของแล้ว

    “ประเด็นต่อมาคือ การเตือนภัยจำเป็นต้องมีหลากหลายช่องทางมากๆ ท้องถิ่นหลายแห่งที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากรุงเทพฯ ก็ใช้วิธีง่ายๆ อย่างประกาศตามเสียงตามสายหรือลำโพง หรือใช้รถมาขับเวียนประกาศ ถามว่ากรุงเทพฯ มีการเตือนภัยไหม ก็เตือนนะ แต่มันเตือนในช่องทางออนไลน์ หรือเตือนผ่านเครือข่ายของประธานชุมชน ซึ่งไม่ครอบคลุมในแง่ของการบริหารจัดการ หลายคนอาจไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้ หลายคนก็ไม่ได้อยู่ในระบบชุมชนที่มีกลไกประธานชุมชนเชื่อมโยงกับเขต ฉะนั้นมันจึงเป็นช่องโหว่ เพราะอย่างที่เราดูเคหะทั้ง 2 แห่ง รถที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมแสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านแทบไม่รู้เลยว่าน้ำจะท่วม เพราะไม่ได้เอารถออกไปเลย” อนรรฆกล่าว

    ที่สำคัญเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว อนรรฆชี้ว่า การตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการให้ความช่วยเหลือและการมอบสิ่งของจำเป็น ควรจะทำในระดับย่าน และต้องมีความชัดเจนในส่วนของโลเคชัน เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยและผู้ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือรับทราบตำแหน่งที่จะเดินทางมาขอรับหรือให้ความช่วยเหลือ

    “ถ้าเราดูปัญหาที่ยังเป็นประเด็นในแง่ของความช่วยเหลือ อย่างการบริหารจัดการของรัฐในพื้นที่ อย่างแรกเลยคือไม่มี ‘Command Center’ หรือศูนย์บัญชาการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศูนย์บัญชาการในระดับกรุงเทพฯ อาจจะเป็นแบบต่างจังหวัดที่เป็นระดับจังหวัด เทศบาล เพราะเขากระจายทรัพยากรได้ค่อนข้างครอบคลุม ขณะเดียวกันคนที่มีจิตใจอยากช่วยเหลือ เขาก็จะได้รู้ว่าต้องเดินทางไปมอบความช่วยเหลือที่จุดใด และไปอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการย่อย อย่างน้อยต้องระดับเขต หรือมากกว่านั้นคือระดับย่าน เพราะพื้นที่ประสบภัยอาจจะเป็นชุมชนขนาดเล็ก”

    ทั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก และสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้การคาดการณ์ภัยธรรมชาติทำได้ยากขึ้น อนรรฆชี้ว่า เมื่อภาครัฐหรือหน่วยงานในท้องที่ประสบภัยรับรู้แล้วว่าพื้นที่ที่ตนดูแลอยู่นั้นมีผู้มีรายได้น้อย และอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงจากภัยพิบัติ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การย้ายชุมชนออกไปอยู่ที่อื่น แต่คือการยอมรับว่าสถานการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้น และต้องบริหารจัดการให้ดีเพื่อลดผลกระทบ

    “การบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ของผู้มีรายได้น้อยอาจไม่ต้องถึงขนาดมีโครงสร้างอะไรเกิดขึ้น แต่ต้องให้คนในพื้นที่นั้นออกแบบร่วมกันในระดับชุมชน ระดับย่าน ซึ่งกรุงเทพฯ อาจจะเข้ามาเป็นตัวกลางในการร่วมกันคิดว่า หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแบบนี้อีก เราควรจะทำอย่างไร”

    ที่สำคัญคือการ ‘ฟื้นฟู’ ชีวิตของผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่เยียวยาเพียงที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับมามีแหล่งรายได้ที่พึ่งพาตัวเองได้ เพื่อไม่ให้คนจนต้องหลุดออกจากระบบการช่วยเหลือ และเผชิญหน้ากับภาระทางเศรษฐกิจ หลังภัยพิบัติผ่านไปด้วยตนเองเพียงลำพัง

    “การฟื้นฟูต้องลงไปถึงอาชีพ เรายังไม่ค่อยเห็นภาพว่าการฟื้นฟูจะเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้น้ำใน 2 พื้นที่ที่เป็นเคหะก็เริ่มลดแล้ว แต่รถยนต์ แม้แต่มอเตอร์ไซค์ น่าจะหลักหลายร้อยคัน ซึ่งมันเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพของเขา แล้วมันจะอย่างไรต่อ เพราะที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่ต้องฟื้นฟูอยู่แล้ว เรื่องการซ่อมรถ ต้องมีช่างลงไป ตอนนี้เองเรายังไม่เห็นภาพของการฟื้นฟูที่เป็นระบบ ถ้าเราดูบทเรียนเมื่อปีที่แล้วที่เกิดน้ำท่วมขึ้นที่หาดใหญ่ พอน้ำเริ่มลดก็จะมีมหาวิทยาลัยไปช่วยเรื่องการซ่อมแซมเครื่องมือประกอบอาชีพ เช่น การซ่อมแซมรถยนต์ อันนี้เป็นการฟื้นฟูในระดับอาชีพ”

    ขณะเดียวกันคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากเผชิญกับวิกฤตมาแล้ว

    “ที่สำคัญคือต้องมีการคัดกรองเรื่องของสภาพจิตใจ ทรัพย์สินประกอบอาชีพของหลายคน เช่น รถ อาจจะเป็นทั้งชีวิตของเขาก็ได้ เราก็ไม่รู้ หรือบ้านที่ถูกน้ำท่วมอาจจะเป็นทรัพย์สินทั้งชีวิตของเขาก็ได้ ซึ่งมันอาจเสียหายเยอะสำหรับผู้มีรายได้น้อย

    “เรื่องของอาการซึมเศร้า สภาพจิตใจจะเป็นอย่างไร อันนี้เรายังไม่เห็นภาพที่เป็นระบบมากนัก” อนรรฆกล่าว

    อ้างอิง

    – https://blogs.worldbank.org/th/eastasiapacific/bangkok-post-2011-floods-how-about-poor-thai

    – https://cusri.chula.ac.th/archives/book/%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2555-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95

    Tags: , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-flood-2569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NdT2vZoCPG1ptNTsSZzyR

  • นายกฯ ไม่ตอบ ‘โรม’ จี้ให้ตรวจสอบ สามี ‘สุชาดา’ เอี่ยวสแกมเมอร์ | เดลินิวส์

    นายกฯ ไม่ตอบ ‘โรม’ จี้ให้ตรวจสอบ สามี ‘สุชาดา’ เอี่ยวสแกมเมอร์ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในกระทู้ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับสินบนแลกไม่จับเว็บพนัน แล้วพาดพิงไปถึงพรรครัฐบาล โดยขอให้ตรวจสอบข้อมูลสามีของ สส.หญิง จ.ชัยภูมิ ที่มีทรัพย์สินจำนวนมากแต่ไม่รู้อาชีพ และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ จน น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นมาโต้เถียง โดยนายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ได้แต่ยิ้มพยักหน้า และเดินทางออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6241536/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06ohoRz9UimbWJY-mRYIbt