Blog

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.34 น.  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 0.60-1.20 บาท

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.44 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.45 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.08 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.45 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fu1vXKihzHPZvxZG7Gnq7

  • ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน


    7/07/2569 | 26 |

    วันนี้ (7 ก.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปการเข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ (APEC Women and the Economy Meeting 2026) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และคณะ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมผู้ประกอบการและการจ้างงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของสตรี การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    ในการประชุม ผู้แทนไทยได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชนผ่าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรีทั่วประเทศ โดยในช่วงปี 2562–2568 กองทุนได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิก 41,179 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 7,249 ล้านบาท และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการ One Tambon One Product (OTOP) ได้ 20,263 โครงการ สะท้อนผลสำเร็จของการสนับสนุนสตรีในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับศักยภาพวิสาหกิจชุมชนของไทย

    นอกจากนี้ ไทยยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตรี การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งทุน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของสตรี เพื่อให้ผู้หญิงสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาศักยภาพสตรี โดยเฉพาะการต่อยอดวิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/519811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVB2Fj63UrAlEx5CRS6y-

  • “พาณิชย์” ร่วมเวทีประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ชูบทบาทไทยในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก

    “พาณิชย์” ร่วมเวทีประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ชูบทบาทไทยในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก

    ​เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ “Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies” ซึ่งจัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) โดยมีนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และนำผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 40 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า WIPO ได้จัดการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากประเทศสมาชิกได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ แนวทางเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ด้วยแนวคิดหลักที่ว่า นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ภาคธุรกิจ วัฒนธรรม และประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันเป็นกลไกสนับสนุนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ​

    ในการประชุมดังกล่าว ดร.กิริฎา ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งปรับบทบาทภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลด้านการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สู่การเป็นผู้ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมแห่งอนาคต โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ “สะพานเชื่อมโยง 3 มิติ” ดังนี้

    ​มิติแรก ด้านสะพานเศรษฐกิจ (Economic Bridges) โดยไทยได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศของ WIPO ทั้งระบบ PCT สำหรับสิทธิบัตร และระบบ Madrid สำหรับเครื่องหมายการค้า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมภาคีความตกลงสำคัญ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมของไทย โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ “เมติคูลี่” บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่ได้พัฒนานวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระยะเวลาเพียง 9 ปีบริษัทสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญากว่า 80 รายการ พร้อมระดมทุนได้กว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันได้ร่วมมือกับศัลยแพทย์กว่า 850 คน ในโรงพยาบาลกว่า 240 แห่งทั่วโลก และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 3,000 ราย สะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและด้านการแพทย์

    ​มิติที่สอง ด้านสะพานสังคม (Social Bridges) ไทยได้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนผู้ผลิตอย่างทั่วถึง โดยผลักดันสินค้า GI คุณภาพพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับมิชลิน เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลตอบแทนจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า โดยปัจจุบันไทยมีสินค้า GI รวม 260 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 51,752 ราย สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI ไทยกว่า 150 ล้านบาท

    ​มิติสุดท้าย ด้านสะพานภูมิศาสตร์ (Geographic Bridges) ไทยได้เดินหน้าเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของประเทศให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมั่นว่าระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ จึงได้เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานและการบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ทำให้สามารถดำเนินการด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ปัจจุบันมีคำขอที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ ระบบ AI Image Search และระบบ Trademark Checker เพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และอำนวยความสะดวกให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงานบริการและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเท่าเทียม

    ​ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านนโยบายกับประเทศสมาชิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิดอันเป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1034408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw075XeVYtlzVzRd4HO9a3XI

  • SFLEX เด่นรับเศรษฐกิจเวียดนามโต หนุนออเดอร์แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

    SFLEX เด่นรับเศรษฐกิจเวียดนามโต หนุนออเดอร์แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าไปปักธงในตลาดเวียดนามผ่านการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจ ทำให้มีโอกาสรับอานิสงส์จากดีมานด์บรรจุภัณฑ์ที่เติบโตตามเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม

    โดยขณะนี้แนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตตามกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลให้ SFLEX มีโอกาสต่อยอดออเดอร์ใหม่ และสร้างฐานรายได้จากตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/844441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_b0ofeW58QY1z7MftE-R

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ความน่าสนใจของมาตรการนี้อยู่ที่การสนับสนุนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นอิสระ ปราศจากการเกรงใจผู้มีอำนาจหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

    โดยมุ่งเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักวิชาการเป็นสำคัญ หากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากัญชาสร้างปัญหาสังคมมากกว่าประโยชน์ รัฐบาลพร้อมที่จะดึงกลับไปเป็นยาเสพติดเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ

    ซึ่งในทางปฏิบัติ กมธ.ตำรวจฯ ควรลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและชี้เป้าการกระทำผิดอย่างจริงจัง และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการ

    โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีการลักลอบเปิดร้าน “สายเขียว” เพื่อการสันทนาการและมั่วสุมเป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่เชือดไก่ให้ลิงดูในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ทำจริงและไร้ข้อยกเว้นอย่างแท้จริง

    อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงเศรษฐกิจ คือการที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงกับประชาชน 

    การเปิดพื้นที่ออนไลน์ครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการอธิบายทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องการคลัง งบประมาณ และการลงทุน ให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงสาธารณะ ตลอดจนใช้เป็นช่องทางรับฟังปัญหาเพื่อนำมาปรับจูนแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในมิติทางการเมือง แม้ปัจจุบันชื่อของ เอกนิติ อาจจะยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มตัวย่อ “ศ” ที่ถูกจับตาในฐานะผู้จะมาแทนที่ อนุทิน ในช่วงเวลาปัจจุบัน  เพราะแคนดิเดตของพรรค คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ

    แต่ความโดดเด่นในฐานะนักบริหารเศรษฐกิจที่มีแนวคิดทันสมัยและการวางยุทธศาสตร์ 5 T (Target, Transition, Transform, Transparency, Together) ในช่วงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเขาคือ ตัวเลือก ที่น่าสนใจ หากในอนาคตพรรคภูมิใจไทยต้องการขุนพลสายเศรษฐกิจที่มีความพร้อมและเป็นที่ยอมรับ เอกนิติ ย่อมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการขยับขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคในสมัยหน้าได้อย่างสง่างามและมีต้นทุนทางสังคมที่แข็งแกร่ง

    ปิดท้ายด้วยประเด็นการเมืองภายในกระทรวงคมนาคม กรณีการลาออกของ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการ รมว.คมนาคม จากกระแสข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งปมประเด็นส่วนตัว และอาจเกี่ยวข้องกับทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ 

    “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงจุดยืนที่น่าชื่นชมด้วยการประกาศ “ไม่ตั้งใครแทน” และยืนยันว่าได้ยับยั้งใบลาออก แต่สุดท้ายก็อนุมัติให้ออก และปล่อยให้เจ้าตัวเดินหน้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม อาจเป็นทางออกที่ดีและแฟร์ที่สุดสำหรับทุกฝ่ายในเวลานี้ เพราะเปิดโอกาสให้ข้าราชการการเมืองที่มี “ตำหนิ” หรือมีข้อครหาได้เคลียร์ตัวเอง และยังช่วยลดแรงกระแทกทางการเมืองมาที่เจ้านายอีกด้วย แม้คนอย่าง รองฯ พิพัฒน์ ไม่กลัวทัวร์ลงอยู่แล้วก็ตาม.   

    เสือดำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1027412/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uHlljun-8bl14dAi1v-E4

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.14 น.


    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,220 , 66,000 บาท
    แนวรับ: $4,120 , 65,000 บาท
    .

    ราคาทองคำเริ่มอ่อนตัวลงหลังขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงมาเคลื่อนไหวแถว 4,130–4,140 ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ตลาดยังติดตามคือความคืบหน้าของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งแม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก แต่ยังไม่สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่ ขณะเดียวกัน ตลาดยังรอประเมินภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังตัวเลขแรงงานล่าสุดออกมาแข็งแกร่ง สวนทางกับกระแสการลดจำนวนพนักงานในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้ยังต้องติดตามว่าตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัวลงในระยะถัดไปหรือไม่

    .

    สัปดาห์นี้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการประกาศดัชนี ISM PMI และรายงานการประชุม FOMC Minutes ซึ่งอาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากรายงานออกมาในเชิงผ่อนคลายนโยบายการเงิน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ นอกจากนี้ การที่ OPEC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มอ่อนตัว ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจเปิดทางให้ Fed มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้นในระยะต่อไป

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค แนวรับบริเวณ 4,120 ดอลลาร์ หรือประมาณ 65,000 บาท ยังคงเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตา หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,000 บาท ได้อีกครั้ง แต่หากหลุดแนวรับนี้ อาจทำให้ราคากลับเข้าสู่การแกว่งตัวในกรอบ Sideway ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงแนะนำ “ย่อซื้อ” บริเวณแนวรับ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้นสู่โซนแนวต้าน พร้อมติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-7-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NslcMyavwVOKzhrlWx1Ed

  • เงินเฟ้อมิ.ย.69 พุ่ง 2.42%ไข่ไก่ปรับขึ้น เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    เงินเฟ้อมิ.ย.69 พุ่ง 2.42%ไข่ไก่ปรับขึ้น เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    06 กรกฎาคม 2569, 15:55น.

              นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 102.85 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน ส่งผลให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับเพิ่มตาม

               ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยปรับราคาอาหารสำเร็จรูป ทำให้ค่าครองชีพด้านอาหารสูงขึ้นชัดเจน หมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.31 โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.03 จากราคาอาหารสำเร็จรูป ข้าวสารเจ้า เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลไม้สด แม้ว่าราคาเนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว และผักสดหลายชนิดจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569

                ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปลดลงร้อยละ 0.34 จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย รวมถึงค่าห้องพักโรงแรมและค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศที่ลดลงตามช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 จากร้อยละ 0.92 ในเดือนก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการ ในวงกว้างมากขึ้น   

                 ภาพรวมไตรมาส 2 ปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.08 สนค. ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2.5 โดยใช้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามช่วงครึ่งหลังของปี ได้แก่ ราคาอาหารจานเดียวที่อาจปรับเพิ่มร้อยละ 3-5,ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 35-40 บาทต่อลิตร,ค่าไฟฟ้า 3.93 บาทต่อหน่วย

                 ขณะที่วันนี้เป็นวันแรกที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีก 0.20 บาทต่อฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ผลกระทบนี้ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกสาเหตุหลักเพราะปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลดแม่ไก่ยืนกรงจำนวนมาก ประกอบกับช่วงต้นเดือน ก.ค. มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากผู้ค้าปลีกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่เพิ่มสูงขึ้น

    #ดัชนีราคาผู้บริโภคมิย69

    Cr:สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FCFcmrUetv6KdDhnMG4h2

  • แยกกระทรวงกีฬา ดัน Sport Economy โอกาสใหม่กีฬาไทย หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

    แยกกระทรวงกีฬา ดัน Sport Economy โอกาสใหม่กีฬาไทย หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

    ไทยจะได้ ‘Sport Economy’ จริงหรือไม่
    จับตาแนวคิดแยก ‘กระทรวงกีฬา’ เมื่อกีฬา “ไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญรางวัล แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ”

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (7 ก.ค. 2569) มีอีกหนึ่งวาระที่ถูกจับตามอง คือข้อเสนอปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยแยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมแนวคิดโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม

    ข้อเสนอดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนากีฬาเยาวชน กีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และผลักดัน ‘เศรษฐกิจกีฬา’ (Sport Economy) ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่คือ การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะสามารถเปลี่ยน ‘กีฬา’ ให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนได้จริงเพียงใด

    กีฬา…อุตสาหกรรมมูลค่า 75 ล้านล้านบาท

    ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจกีฬาโลกมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 75 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP โลก และคาดว่าจะเติบโตเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) การแข่งขันกีฬาอาชีพ ธุรกิจสุขภาพ เทคโนโลยีการกีฬา และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

    ขณะเดียวกัน UNESCO ประเมินว่า การลงทุนด้านกีฬายังช่วยลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทำให้หลายประเทศมอง ‘กีฬา’ เป็นการลงทุนมากกว่าค่าใช้จ่าย

    งบกีฬาไทยยังต่ำ เมื่อเทียบศักยภาพ

    เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มของโลก งบประมาณด้านกีฬาของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัด ปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.16% ของงบประมาณทั้งหมด

    ยิ่งไปกว่านั้น งบดังกล่าวยังต้องใช้กับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินที่ลงสู่การพัฒนากีฬาโดยตรงมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนข้อจำกัดด้านการลงทุน หากรัฐบาลต้องการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางกีฬาและ Sport Economy ของภูมิภาค

    ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ‘กีฬา’ สร้างเม็ดเงินได้จริง

    แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีนโยบาย Sport Economy ที่เป็นระบบ แต่มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านกีฬาสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง

    การแข่งขัน MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสะสมเกือบ 25,000 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยมากกว่า 200,000 คนต่อปี ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่

    ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับ Bangsaen21 Half Marathon พบว่า การแข่งขันวิ่งระดับนานาชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจบริการ และสร้างภาพลักษณ์เมืองกีฬาได้อย่างต่อเนื่อง

    หากประเทศไทยสามารถดึงการแข่งขันระดับโลกเพิ่มเติม หรือพัฒนา “อีเวนต์กีฬาประจำจังหวัด” ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ก็อาจกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    หลายประเทศใช้กีฬาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    หลายประเทศได้ยกระดับกีฬาให้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เช่น

    สหราชอาณาจักร สร้างมูลค่าจากพรีเมียร์ลีกและมหกรรมกีฬาระดับโลก

    ญี่ปุ่น ใช้กีฬาเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและระบบคมนาคม

    ออสเตรเลีย ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรม

    ส่วน ซาอุดีอาระเบีย ใช้การแข่งขัน Formula 1 ฟุตบอล กอล์ฟ และ eSports เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Vision 2030 เพื่อดึงการลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    จุดร่วมของประเทศเหล่านี้ คือการมองกีฬาเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน นวัตกรรม และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงภารกิจด้านการแข่งขัน

    คนไทยจะได้อะไร หาก Sport Economy เกิดขึ้นจริง

    หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจกีฬาได้อย่างเป็นระบบ ผลประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักกีฬา แต่จะขยายไปสู่ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอีเวนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา ธุรกิจสุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และแรงงานในภาคบริการจำนวนมาก

    การส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายมากขึ้นยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพชีวิต และยกระดับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศใช้เป็นเหตุผลในการลงทุนด้านกีฬา

    บททดสอบหลังตั้งกระทรวง

    แม้ข้อเสนอแยกกระทรวงกีฬาจะได้รับความสนใจ แต่หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งเป้าหมายการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การดึงการแข่งขันระดับนานาชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬา และการสร้างบุคลากรรองรับการเติบโตในอนาคต

    ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรติดตามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนกีฬาให้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sport-economy-thailand-new-sports-ministry&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cSBWYmYKfP4k-qi2RYQ8v

  • อสังหาฯประคองสภาพคล่อง หวั่นวิกฤติใหม่

    อสังหาฯประคองสภาพคล่อง หวั่นวิกฤติใหม่

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ชี้ผู้ประกอบการทั่วประเทศชะลอการลงทุนโครงการใหม่ในไตรมาสแรกอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเหลือ 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

       อสังหาฯเหยียบเบรกลงทุน ฉุดซัปพลายใหม่วูบ ตัดใจ “ขายที่ดิน-โครงการผ่าน EIA” แลกเงินสด เสนาฯชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หวั่นวิกฤติใหม่ “Self-Rejection” ลูกค้าปฏิเสธตัวเอง -ไม่ซื้อบ้าน “แสนสิริ” มองครึ่งปีหลัง “ทรงตัว” เทียบเสมือน “กบต้ม” ผู้ประกอบการเน้นรักษาสภาพคล่องเพื่อความอยู่รอด

       ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เลือก “แตะเบรก” การลงทุนใหม่ชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน เหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% จากช่วงเดียวกัน ปีก่อน ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย

       โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบ หนักที่สุด จำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง ลดลงถึง 71.3% สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมาก เลือก “ชะลอ” การเปิดโครงการแนวสูง หันไป “บริหารสต๊อก” แทนลงทุนใหม่ แม้ตัวเลข REIC จะสะท้อนการหดตัวของฝั่งซัปพลายอย่างชัดเจน แต่ฝั่งดีมานด์ยังไม่ถึงกับหยุดนิ่ง โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเติบโต 11.2% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%

       การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม “เรียลดีมานด์” ที่ยังคงเผชิญปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ขณะที่ตลาดระดับบนตั้งแต่ 7.51 ล้านบาท ขึ้นไป ส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” จำนวนหน่วยโอน ลดลง 14.9% มูลค่าการโอนลดลง 16.4% ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือก “ชะลอ” ลงทุนเช่นกัน

       นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนทางการเงินสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมานาน ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569-2570 ยังไม่กลับมาคึกคัก หรือ อยู่ในจุดที่ผู้ประกอบการทุกรายมีผลประกอบการที่ดี

       “คอนโดเปิดขายใหม่ปีนี้ ราว 17,000-20,000 ยูนิต แต่ต้องดูทิศทางตลาดครึ่งปีหลัง ถ้าปัจจัยลบโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางหากไม่ดีขึ้นอาจมีผลต่อ ความเชื่อมั่นในระยะยาวลดลง คนไทยอาจเลือกใช้เงินลดลง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องลดเปิดขายโครงการใหม่ จำนวนคอนโดที่เปิดขายใหม่อาจอยู่ที่ 17,000 ยูนิต บ้านราคามากกว่า 30 ล้านบาท ต่อยูนิตขึ้นไป อาจเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อ และขายได้เรื่อยๆ ขณะที่บ้านหรือคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทอาจเจอปัญหาการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาก จนส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการบางรายได้”

       ขายที่-โครงการผ่าน EIA กำเงินสด

       นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในภาวะปกติ โครงการที่ผ่าน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ รายงานการประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เพราะผู้ประกอบการลงทุนทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมากกว่าจะพัฒนาโครงการมาถึงจุดนี้ หลายบริษัทเลือกนำสินทรัพย์ประเภทนี้ออกมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการพอร์ตเพื่อสร้างสภาพคล่องให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ มากกว่าการขาดศักยภาพ

       ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งบริษัทจดทะเบียนและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ทยอยปรับโครงสร้างการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการขายที่ดิน ขายโครงการ หรือหาพันธมิตรร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อแบ่งเบาภาระเงินลงทุน หลายบริษัทมีการปรับพอร์ตทั้งในส่วนของโครงการคอนโด โรงแรม และสินทรัพย์อื่น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า “เงินสด” กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่าการถือครองสินทรัพย์ใน ช่วงเวลานี้

       เบรกลงทุนใบอนุญาตก่อสร้างวูบ50%

       นอกจากนี้ “จำนวนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน” และ “ใบอนุญาตก่อสร้าง” ที่ลดลงราว 50% ผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่ เพราะไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยง ในตลาดที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการเลือก รอจังหวะมากกว่า เร่งลงทุนการควบคุมอุปทานจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและช่วยรักษาสมดุลของกระแสเงินสด

       เศรษฐกิจผันผวนแผนธุรกิจต้องยืดหยุ่น

       ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “Losing Ground” หรือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หลังเศรษฐกิจเติบโต ในอัตราต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งพัฒนาและดึงดูดการลงทุนอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนรอบใหม่ที่ยั่งยืน

       โลกธุรกิจปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ภายใต้ บริบทดังกล่าว ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จขององค์กร มากกว่าการวางแผนระยะยาวแบบเดิม ผู้ประกอบการที่บริหารธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด จะเป็นผู้ที่ยังยืนอยู่ในตลาด

       วิกฤติใหม่ “Self-Rejection”

       ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวล ยิ่งกว่าปัญหาการถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ คือปรากฏการณ์ “Self-Rejection” หรือการ ที่ผู้บริโภคเลือกไม่ซื้อบ้าน แม้มีศักยภาพในการกู้ เนื่องจากไม่มั่นใจต่อรายได้และเศรษฐกิจในอนาคต

       “วิกฤติรอบนี้ซับซ้อนกว่าช่วงโควิด-19 เพราะในเวลานั้นทุกฝ่ายรู้ต้นเหตุและเห็นทางออกผ่านวัคซีน แต่ปัจจุบันปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน จนยากจะระบุว่าปัจจัยใดเป็นตัวฉุดกำลังซื้อที่แท้จริง ผลลัพธ์คือตลาดที่อยู่อาศัยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากความระมัดระวังของผู้บริโภค มากกว่าปัญหาด้านสินเชื่อเพียงอย่างเดียว”

       การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องคิดโมเดลธุรกิจใหม่ “เสนา” เลือกพัฒนาแนวคิด “Rent-to-Own” หรือเช่าก่อนซื้อ เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมก่อหนี้ระยะยาวเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ ซึ่ง เทรนด์ Generation Rent หรือการเลือกเช่ามากกว่าซื้อเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรลดลง ทำให้ตลาดอสังหาฯ อาจไม่กลับไปเติบโตร้อนแรงเช่นเมื่อ 7-8 ปีก่อนได้อีก

       “กบต้ม” วิกฤติที่กดดันเศรษฐกิจ

       นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก แม้ ภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 2%

       ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง ค่าขนส่ง และต้นทุนดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังมากขึ้น แสนสิริ จึงให้น้ำหนักกับการบริหารกระแสเงินสด การควบคุมต้นทุน การบริหารสต๊อก และการเปิดโครงการใหม่เฉพาะทำเลที่มีอุปสงค์แท้จริงมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ

       นายอุทัย เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นเสมือน “กบในน้ำเดือด” (Boiled Frog) ที่แรงกดดันจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ผลที่ตามมา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนและสภาพคล่องต่อไปได้ ต้องทยอยถอนตัวออกจากตลาด ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ซึ่งมีฐานะ การเงินแข็งแกร่งมีโอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้

       นโยบายต้นทุนต่ำ แต่ผลคูณทางเศรษฐกิจสูง

       นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2570 เชื่อว่าสร้างผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจได้สูง เนื่องจากช่วยลดต้นทุน การซื้อบ้านโดยตรง และกระตุ้นการตัดสินใจ ของผู้ซื้อที่ชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ ก่อนหน้านี้

       จากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อ Loan to Value (LTV) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากเดิมหมดอายุวันที่ 30 มิ.ย.2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิ.ย. 2570 เมื่อรวมกับ การลดค่าโอนและค่าจดจำนอง จึงทำให้ต้นทุนการซื้อบ้านลดลงทั้งในมิติของ “การกู้” และ “ค่าใช้จ่ายวันโอน”

       ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ คิดเป็น 7-8% ของ GDP ไทย มี Multiplier Effect หรือผลคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทุกการซื้อขายบ้านหนึ่งหลัง จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนับร้อยประเภท ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ดังนั้นการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย คือการกระตุ้นห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3khaH52tVuMQ0p-rLHlpZV

  • บาทเปิด 33.30 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด

    บาทเปิด 33.30 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด


    ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากการลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

     นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.27-33.36 บาทต่อดอลลาร์ในลักษณะ Sideways Down

    เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังนักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ลดลง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่รีบาวด์กลับขึ้นเหนือ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่ม 0.72% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.12% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบจากแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive แม้หุ้นกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังปรับตัวได้ดี

    สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ 4.45-4.50% สะท้อนว่าตลาดยังรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ FED โดยยังคงแนะนำทยอยลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเมื่อบอนด์ยีลด์ปรับขึ้นเหนือ 4.50%

    ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามถ้อยแถลงและรายงานการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ADP, ประมาณการ GDPNow ของ Atlanta FED และผลสำรวจคาดการณ์เงินเฟ้อของ NY FED ตลอดจนพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก

    ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์ แม้ภาพรวมระยะกลางยังคงให้น้ำหนักว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัว จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้ตลาดปรับลดมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqRpGiDnloi15_krjDJvV