Blog

  • อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกล่าวหาสหรัฐว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังสหรัฐประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐว่า

    “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่ออิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองอิหร่านทุกคน ถือเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และผู้ที่เป็นผู้ดำเนินการและยุยงให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ สมควรถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีและลงโทษในข้อหาก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงเหล่านี้”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน

    “ไม่มีใครให้โอกาสสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากกว่าผม นี่จะเป็นสงครามทางเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social

    ปธน.ทรัมป์ยังเตือนว่า ประเทศที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้การสนับสนุนอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อช้วยเหลืออิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32vIdsZMzoJsHESfZ78Tmt

  • “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น


    20/08/2569 | 169 |

    กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมข้าวไทยในตลาดฟิลิปปินส์ โดยนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชน เข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวของฟิลิปปินส์ พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยและขยายโอกาสทางการค้าในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยและเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลก

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association: TREA) เดินทางเยือนกรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนได้เข้าหารือกับ Food Terminal Incorporated (FTI) รัฐวิสาหกิจด้านการค้าและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ร่วมกับ The Philippine Rice Importers Association (PRIA) และ Philippine Rice Industry Stakeholders Movement (PRISM) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าว ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์และลดอุปสรรคทางการค้า และหารือกับหน่วยงาน Bureau of Plant Industry (BPI) ซึ่งกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันการอำนวยความสะดวกการส่งออกข้าวไทยให้เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวคุณภาพของไทยชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของข้าวไทย กรมฯ ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร เบญจรงค์ ดุสิต มะนิลา ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา พร้อมด้วยผู้แทนจาก PRIA PRISM ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และ Influencers เข้าร่วมกว่า 60 ราย โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอาหารไทยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมรับประทานคู่กับ ข้าวหอมมะลิไทย และ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการรับรู้ในคุณภาพของข้าวไทย และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี

    นางอารดา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไทยเชิงรุกผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในด้านการติดตามนโยบายของประเทศคู่ค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า การสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า และการประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การรักษาตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพ

    การส่งออกในระยะยาว ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–มิถุนายน) ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.47 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว ร้อยละ 98.82 รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ร้อยละ 0.97 ข้าวเหนียว ร้อยละ 0.18 และข้าวหอมไทย ร้อยละ 0.03

    “ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ป้องกันความขาดแคลนจากภัยแล้ง และรักษาเสถียรภาพราคา แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคข้าวขาวหัก 25% แต่ความต้องการข้าวคุณภาพและข้าวชนิดพิเศษก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมือง ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังมองเห็นโอกาสของข้าวพื้นนุ่มของไทยและที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ รวมถึงข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปี 2569 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน” นางอารดา ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YNQ8haSlCCLLY1dxh-Xsa

  • ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    'ทรัมป์' เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน เปิดฉาก “Economic Warfare and Isolation” ครั้งใหญ่ พร้อมขู่ประเทศ สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน และหน่วยงานรัฐที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ชี้ต้องตัดทุกช่องทางการเงิน น้ำมัน และธุรกรรมที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่าน พร้อมย้ำ “Iran will never have a nuclear weapon”

    เปิดฉาก “Economic Warfare” ตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์กดดันอิหร่านครั้งใหม่ โดยยกระดับมาตรการทางเศรษฐกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Economic Warfare and Isolation” หรือ สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ทรัมป์ระบุว่า “รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง”

    พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นงานอิหร่าน แต่จะขยายผลไปยังประเทศและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางช่วยเหลืออิหร่านด้วย

    ทรัมป์ระบุว่า ไม่มีใครเคยมอบโอกาสให้อิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากเท่ากับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลอิหร่านล้มเหลวในการคว้าโอกาสดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายคือการตัดความสามารถของอิหร่านในการเข้าถึงเงินทุน ตลาด และช่องทางทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    สาระสำคัญของถ้อยแถลงอยู่ที่การประกาศ “Economic Warfare” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนระดับของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ จากการคว่ำบาตรเฉพาะเป้าหมาย ไปสู่การกดดันในวงกว้างเพื่อทำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

    ทรัมป์ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “Economic D-Day” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ร่วมมือกันตัดช่องทางที่ทำให้อิหร่านยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนศักยภาพทางทหารและการดำเนินงานในต่างประเทศ

    โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือด” ของเศรษฐกิจอิหร่าน ทั้งการลักลอบส่งออกน้ำมัน การทำธุรกรรมผ่านระบบแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินสด การใช้บริษัทตัวกลางหรือบริษัทนอมินี ตลอดจนการใช้ทะเบียนเรือเพื่ออำพรางแหล่งที่มาและปลายทางของธุรกรรม

    ขู่ประเทศที่ช่วยอิหร่าน เจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    จุดที่ตลาดโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือคำประกาศของทรัมป์ที่ไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะรัฐบาลอิหร่าน แต่ครอบคลุมไปถึง ประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

    ทรัมป์ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการให้ “lifeline” หรือช่องทางช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญกับ “TREMENDOUS Economic Consequences” หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการที่ถูกประกาศไม่ได้จำกัดความเสี่ยงไว้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินของอิหร่าน แต่มีโอกาสขยายไปถึงผู้ให้บริการและคู่ค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หากถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    น้ำมัน-การเงิน-เดินเรือ จุดเสี่ยงสำคัญ

    ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนถึงกิจกรรมที่ต้องยุติ ไม่ว่าจะเป็น Oil smuggling, swap lines, cash transfers, exchange houses, ship registries และ front companies ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลักลอบขนน้ำมัน การโอนเงินและธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน ไปจนถึงเครือข่ายบริษัทและการเดินเรือที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

    ดังนั้น หากมาตรการดังกล่าวถูกนำไปบังคับใช้อย่างเข้มข้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคการเงินของอิหร่าน แต่สามารถส่งผ่านมายัง ตลาดน้ำมัน การขนส่งทางเรือ การประกันภัย การชำระเงินระหว่างประเทศ และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับคู่ค้าหรือเส้นทางการค้าของอิหร่าน

    สำหรับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมและคู่ค้า เพราะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอาจถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น หากสหรัฐฯ เดินหน้าขยายมาตรการไปยังผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยให้อิหร่านเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก

    ย้ำเป้าหมายสกัดอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    นอกจากเป้าหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ทรัมป์ยังเชื่อมโยงมาตรการครั้งใหม่นี้กับเป้าหมายด้านความมั่นคง โดยระบุว่าอิหร่านจะต้องไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการฉายอำนาจหรือสนับสนุนกิจกรรมที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในระดับโลก

    ทรัมป์ยังย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “IRAN WILL NEVER HAVE A NUCLEAR WEAPON” หรือ “อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” ซึ่งสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/666951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSmIuUUHTrrOLERvfwltq

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw055id6VpU9ubMDVcl7kGqC

  • “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง


    20/08/2569 | 4 |

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง
    บทสรุป
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทาง
    การทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่าน 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด จึงกำหนดการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกันในภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน โดยจัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ เพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา ทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น สร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก เชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ใช้ AI และดิจิทัล ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วง 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี 

    รายละเอียด
        (19 ส.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่าวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย
    นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาส
    ทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง
    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่นางศุภจี รับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
    คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือน
    ทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม
    ให้มากขึ้น ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น
    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึง
    การพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การมองมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 
    การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย
    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
    นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออก
    มีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน
    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน “นักท่องเที่ยว” ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน ดังนั้น “Visitor Economy” จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน โดยเน้นย้ำว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย ทั้งนี้ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง “เมืองรองในเมืองหลัก” และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายเป็นการกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ 
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ ประเทศไทยมีแผนจำนวนมากแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้
    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว ส่วน SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
    ในระยะ 2–4 ปี
    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึงเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย เน้นย้ำว่า “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”

    แนวทางการสื่อสาร
    1. นำเสนอ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของ 4 คณะ ทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ในช่วง 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี
    2. นำเสนอกระทรวงพาณิชย์เร่งยกระดับภาคการเกษตร เพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก SMEs การค้าระหว่างประเทศ เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น 

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #ศุภจีเปิด4คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย #รับมือโลก5D #ดันเกษตรชุมชนSMEsการท่องเที่ยวการค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693
        
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nY9Qo7qiNTbhJ8Ny6D-tq

  • ‘อนุทิน’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ถกยักษ์เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ 

    ‘อนุทิน’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ถกยักษ์เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนนิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่ 2 ต่อเนื่องจากการเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 20-22 ส.ค.2569

    สำหรับภารกิจในวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา ในเวลา 09.30 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 

    คณะของนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ในเวลา 14.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Park Hyatt Auckland เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจสำคัญ 

    ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยให้ผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำของนิวซีแลนด์เข้าพบหารือ

    • เวลา 16.00 น. พบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท Skyline Enterprise
    • เวลา 16.30 น. ต่อเนื่องด้วยการหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน 

    ก่อนที่ในวันศุกร์ที่ 21 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อหารือทวิภาคีเต็มคณะร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เพื่อผลักดันความร่วมมือรอบด้านระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ข้อมูลด้านการค้า และการลงทุนระหว่างไทย และนิวซีแลนด์ ได้แก่ 

    1.) ข้อมูลด้านการลงทุน (2564 – มิ.ย.2569) มีโครงการลงทุนจากนิวซีแลนด์ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,085 ล้านบาท ดังนี้ 

    • ปี 2564  2 โครงการ (6 ล้านบาท)
    • ปี 2565  1 โครงการ (6 ล้านบาท)
    • ปี 2566  1 โครงการ (78 ล้านบาท)
    • ปี 2567  2 โครงการ (111 ล้านบาท)
    • ปี 2568  2 โครงการ (14 ล้านบาท)
    • ปี 2569 (ม.ค. – มิ.ย.):  1 โครงการ (871 ล้านบาท)

    สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่นิวซีแลนด์เข้ามาลงทุนในไทย ประกอบด้วย

    • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว: มีมูลค่าสูงสุดถึง 871 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80 ของการลงทุนทั้งหมดจากนิวซีแลนด์)
    • อุตสาหกรรมแร่ โลหะ และวัสดุ: 78 ล้านบาท (ร้อยละ 7)
    • อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์: 61 ล้านบาท (ร้อยละ 6)

    ตัวอย่างโครงการ และบริษัทที่สำคัญ

    • บริษัท Skyline Enterprises: ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสวนสนุกในปี 2569 มูลค่า 871 ล้านบาท,
    • บริษัท Unada: ลงทุนในกิจการผลิตมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 55 ล้านบาท
    • บริษัท Jiamoei Industry: ลงทุนในกิจการผลิตเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตัน กรอส มูลค่า 22 ล้านบาท

    2.) ข้อมูลความร่วมมือด้านการค้า

    • ความตกลงการค้าเสรี (FTA): ไทย และนิวซีแลนด์มีความร่วมมือภายใต้ FTA ถึง 3 ฉบับ ได้แก่ TNZCEP (มีผลปี 2548), AANZFTA (มีผลปี 2553) และ RCEP (มีผลปี 2565) ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณการค้า และการส่งออกระหว่างกัน
    • สินค้าเกษตร และแอปเปิล: ประเทศไทยเป็น ตลาดส่งออกแอปเปิลอันดับ 2 ของนิวซีแลนด์ (รองจากจีน) โดยบริษัท T&G Global ระบุว่าหากรวมตลาดไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย จะมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 50 – 60 ของแอปเปิลที่ปลูกในนิวซีแลนด์
    • ไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้ง คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) เพื่อกระจายสินค้าของนิวซีแลนด์ไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์

    นอกจากนี้ทั้งไทย และนิวซีแลนด์กำลังยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ในโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้า และการลงทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UvobIPN1QJqhJ6Bbzeup5

  • “เบสเซนต์” ชี้แผนทำลายเศรษฐกิจอิหร่านจะช่วยเลี่ยงสงคราม : อินโฟเควสท์

    “เบสเซนต์” ชี้แผนทำลายเศรษฐกิจอิหร่านจะช่วยเลี่ยงสงคราม : อินโฟเควสท์

    นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวในวันนี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐมีแผนทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้มีแนวโน้มว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน

    “หากเราใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่า มีแนวโน้มว่าเราจะไม่ต้องกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่อีกครั้ง” นายเบสเซนต์กล่าวในรายการ Squawk on the Street ของสำนักข่าว CNBC

    คำกล่าวของนายเบสเซนต์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐมีแผนที่จะกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก โดยจะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08M1Qqx2_L6aMY4Ef7_15j

  • เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม! “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน รับมือโลก 5D

    เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม! “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน รับมือโลก 5D

    โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น และเศรษฐกิจไทยไม่สามารถเดินด้วยวิธีเดิมได้อีกต่อไป

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 5D ที่กำลังเปลี่ยนโลก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) – การกระจายความเสี่ยง (Diversification) – เทคโนโลยีและ AI (Digital/AI) – การลดคาร์บอน (Decarbonization) – โครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    กระทรวงพาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    โจทย์ใหม่จึงไม่ใช่แค่ “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร”

    เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ จึงตั้ง 4 คณะทำงาน ภายใต้แนวคิด Cluster ดึงภาครัฐและเอกชนมาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย

    1. สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
    ยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทั้งเทคโนโลยี การผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา และการขยายตลาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร

    ประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 8.8% ของ GDP จึงยังมีช่องว่างในการยกระดับอีกมาก

    2. เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs
    ใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็น Regional Player พร้อมยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงเงินทุน ตลาด และ Supply Chain

    ไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องทำให้ “เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้”

    3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy
    เปลี่ยนมุมมองจากการนับแค่ “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การสร้าง “มูลค่าและประสบการณ์” เข้าใจว่าผู้มาเยือนเดินทางมาเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา หรือการพักผ่อน แล้วออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

    4. การค้าระหว่างประเทศ
    ลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ ขยายตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม ใช้ประโยชน์จาก FTA ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain โลก

    แม้การส่งออกไทยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% แต่โจทย์ต่อไปคือการมอง “ไส้ใน” ของตัวเลข ทั้งการกระจายตลาด การเพิ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มบทบาทของ SMEs

    ขณะที่ “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” มองว่า Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมอง “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” เพราะการเดินทางไม่ได้มีเพียงเป้าหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา และประสบการณ์เฉพาะด้าน

    หัวใจสำคัญคือ “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” จำนวนผู้มาเยือนจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ต้องทำให้ประสบการณ์นำไปสู่การใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    ด้าน “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ระบุว่า คณะทำงานรวบรวมข้อเสนอแล้วเกือบ 100 แนวทาง แต่จะไม่เน้นทำ “แผน” เพิ่ม เพราะไทยมีแผนจำนวนมากอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือ “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”

    ข้อเสนอจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่ทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่ต้องวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะดำเนินการเป็นระยะ โดยตั้งเป้าทั้ง Quick Big Win ใน 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 2–4 ปี

    เป้าหมายของ 4 คณะทำงานไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่ การมองแนวโน้มโลก → กำหนดนโยบาย → ลงมือทำ → วัดผล

    เพราะแกนกลางของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมเดินหน้าไปหาตลาด และดึงตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของไทย
     

    กระทรวงพาณิชย์
    เปิดวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQltj6_2iKCe0NpewRZrO

  • ทรัมป์ขู่จะลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    ทรัมป์ขู่จะลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะเริ่มปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยขู่ว่าจะลงโทษอย่าง “มหาศาล” ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

    การกดดันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นนี้เกิดขึ้นในขณะที่สงครามใกล้จะครบ 6 เดือนแล้ว โดยยังไม่มีทางออกทางการทูตหรือทางทหารในเร็ววัน และช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญยังคงถูกปิดกั้นอย่างมาก

    ด้วยการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทรัมป์ยังเผชิญกับการตรวจสอบภายในประเทศอีกครั้งเกี่ยวกับต้นทุนของสงครามที่มีต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันและภาระที่เกิดขึ้นกับกองทัพ

    “วันนี้ ผมขอประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ! นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน” ทรัมป์เขียนบน Truth Social

    “ประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” เขากล่าว

    เขาไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับโทษ และไม่มีประเทศใดนอกจากอิหร่านที่ถูกเอ่ยถึงชื่อ

    เขาระบุถึงกิจกรรมหลายอย่างที่เขาบอกว่าต้องหยุดทันที ได้แก่ “การลักลอบขนน้ำมัน สายการแลกเปลี่ยนเงินตรา การโอนเงินสด บ้านแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือ บริษัทหน้าฉาก”

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็กล่าวในทำนองเดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะเพิ่มความพยายามในการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอิหร่านในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสองด้านร่วมกับการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

    “มันจะเป็นการผสมผสานของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก” เบสเซนต์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์นิวส์แม็กซ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรทัศน์อนุรักษ์นิยม

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินการมาหลายเดือนแล้วในปฏิบัติการที่เรียกว่า “ความโกรธแค้นทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดแหล่งเงินทุนของอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรแบบเจาะจง

    การท้าทายของอิหร่าน
    อิหร่านแสดงท่าทีท้าทาย หลังจากรอดพ้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ มาหลายเดือนซึ่งล้มเหลวในการยุติสงครามอย่างเด็ดขาด และตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ อิหร่านได้ลดคลังอาวุธของสหรัฐฯ ลงอย่างมาก เพนตากอนปฏิเสธรายงานเหล่านี้

    ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วภูมิภาค

    ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของเตหะรานได้ลดปริมาณการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบลงอย่างมาก เนื่องจากข้อตกลงกรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการเปิดช่องแคบอีกครั้งได้ล่มสลายลง

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ทรัมป์ได้ยกย่องความพยายามทางทหารของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือเรือออกจากช่องแคบ โดยกล่าวว่า “ตอนนี้มีเรือจำนวนมากกำลังแล่นผ่าน”

    สำนักข่าวออนไลน์ Axios รายงานว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้อำนวยความสะดวกในการผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซของเรือ 15 ถึง 20 ลำในแต่ละคืนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขนส่งน้ำมัน “ประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณก่อนสงคราม” ในแต่ละวัน

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายกล่าวว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อความกัน อย่างไรก็ตาม ในวันอังคาร ทรัมป์ยืนยันว่าการเจรจาได้ยุติลงแล้ว และโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่บ่งชี้ว่าช่องแคบอาจเป็น “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ”

    ในวันอังคาร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศระงับการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน หลังจากกล่าวว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธสองลูก

    ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝั่งอ่าวเปอร์เซียมีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านขนาดใหญ่ เคยเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร อย่างน้อยก็ก่อนสงคราม

    “เราต้องการให้พันธมิตรทั้งหมดของเรายืนหยัดเคียงข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในรายการ Truth Social

    Agence France-Presse

    Photo – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมกับผู้บริหารด้านสกุลเงินดิจิทัลในห้องรูสเวลต์ของทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/45941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1po10VonNYYAjhNCuCz9qm

  • “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง หรือศาลเจ้าเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาส อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “โพวโต่วซิโกว” หรือพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อแจกจ่ายข้าวสารและอาหารแห้งช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมารับความช่วยเหลือกว่า 4,000 คน

                         สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    ภายในงานมี นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ร่วมพิธี

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถือเป็นองค์กรการกุศลหลักของชาวโคราช ดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ งานด้านพระพุทธศาสนา กีฬา ตลอดจนการดูแลผู้ยากไร้ในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ

                      สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    โดยเฉพาะกิจกรรมแจกทานของมูลนิธิฯ ที่มีประชาชนเดินทางมารอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจระดับรากหญ้ายังคงซบเซา และปัญหาความยากจนยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดโอกาสและขาดทุนในการประกอบอาชีพ ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่ 

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตาโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจเข้ามากระทบต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานมากขึ้น ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพต้องร่วมกันประคับประคองประชาชนไม่ให้จมน้ำไม่ต้องเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น 

                                   สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    สำหรับแนวทางแก้ไข นายสุวัจน์ เห็นว่า รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพยุงเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อยให้อยู่รอดก่อน พร้อมเสนอ 3 เรื่องสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ 

    1.อุ้ม SME และผู้ประกอบการรายย่อย เพราะ SME เป็นหัวใจสำคัญของการจ้างงานในต่างจังหวัด รัฐต้องดูแลเรื่องสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้

    2.อัดฉีดภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ชนบท และหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง 

                           สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    และ 3.สนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม และรักษาการเติบโตของ GDP ให้เศรษฐกิจมหภาคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    “สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการร่วมมือกันแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนก่อน คนไทยต้องรักและสามัคคีกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้” นายสุวัจน์ กล่าว

                           สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ และประชาชนทุกคนที่ร่วมบริจาคสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 พร้อมให้กำลังใจประชาชนกว่า 4,000 คน ที่เดินทางมารับแจกทานว่า

    “อย่าท้อถอย ขอให้ทุกคนต่อสู้ รักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/666959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2db-9yv2kCMbiSgFLhpnF2