Blog

  • BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    ข่าวสังคม

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต้นน้ำกลาย” เมืองนครศรีธรรมราช

    วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    BEDO เปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน ณ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย” จ.นครศรีธรรมราช

    ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO มอบหมายให้ นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา BEDO เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน ณ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย ตำบลนบพิตำ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ นายวิชาญ สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ เจ้าหน้าที่ BEDO โดยมี นายอนันต์ จันทร์กล่ำ ปลัดอำเภอหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำตำบลนบพิตำ กล่าวต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุจารี แก้วคง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนฯ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสเปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน และนางสาวศิริรัตน์ พุมดวง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ

    ในการนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอนบพิตำ สำนักงานเกษตรอำเภอนบพิตำ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนตำบลนบพิตำ สถานีตำรวจภูธรนบพิตำ โรงเรียนอนุบาลวัดใหม่ไทยเจริญ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์วัดถ้ำเขาเหล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนบพิตำ ธนาคารออมสินภาค 17 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มคนสร้างสุขวังมโนห์รา วิสาหกิจชุมชนสบู่สมุนไพรลูกชก (บ้านควนชก) ไร่ศรีฟ้า เป็นต้น

    นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา BEDO กล่าวว่า ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีแนวทางในการส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านให้กับชุมชน รวมถึงก็ชุมชนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนสามารถสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้กับเครือข่ายนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ โดยผู้ที่เข้าใช้บริการศูนย์เรียนรู้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีคุณค่า ควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

    ที่ปรึกษา BEDO กล่าวต่อว่า วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย เชี่ยวชาญด้านผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติและผ้าบาติกปั๊มลายเทียนที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของต้นน้ำกลาย ซึ่งมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย BEDO สนับสนุนและยกระดับวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพระดับชุมชน” เนื่องจากชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ มีหน่วยงานในท้องถิ่นให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรชีวภาพ และมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติและผ้าบาติกลายเทียน

    “ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนสามารถเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น เป็นการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน โดยชุมชนนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ อาทิ การทำฝายชะลอน้ำ การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบและระบบนิเวศเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ที่ปรึกษา BEDO กล่าว

    #BEDO #สพภ #วิสาหกิจชุมชน #เปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ #จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/gallery/477468&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Us2jUV68mk1f0DaNwSXbm

  • หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (18-24 พ.ค.) ว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทาง จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกงและการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    อีกทั้งจากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย และอินเดีย ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 74,362 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 92,275 คน จีน 85,317 คน อินเดีย 55,033 คน ไต้หวัน 17,318 คน และสหรัฐอเมริกา 16,937 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย อินเดีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87% 10.07% 8.08% และ 7.46% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25%” นายสุรศักดิ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (25-31 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-24 พ.ค.69 ทั้งสิ้น 13,428,857 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 2,237,215 คน มาเลเซีย 1,552,217 คน อินเดีย 1,003,993 คน รัสเซีย 928,774 คน และเกาหลีใต้ 525,550 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07JrNYlZiQLtpOkx_VRPCy

  • ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    thansettakij
    thansettakij

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 24 พ.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 13,428,857 คน ลดลง 2.78 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 2,237,215 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,552,217 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,003,993 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย  928,774 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 525,550 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 24 พ.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 13.4 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 18 -24 พฤษภาคม 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกง

    รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อีกทั้ง จากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย อินเดียที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,362 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 92,275 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87 % นักท่องเที่ยวจีน 85,317 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 55,033 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.07 % นักท่องเที่ยวไต้หวัน 17,318 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.08 % และนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 16,937 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.46%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/659986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uUTfHynC409cXCg_729Ht

  • เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ใครที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้าง” (หรือที่เรียกกันติดปากว่า น้ำผุดเขาใหญ่) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ มีน้ำใสไหลเย็นตลอดปี 

    แต่ล่าสุดกำลังมีประเด็นร้อนที่ทำให้กลุ่มภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ต้องออกมารวมตัวกันคัดค้านโครงการปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ 

    โดยที่มาจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกแบบและเตรียมดำเนินการ ‘โครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ’ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้งบประมาณสูงถึง 44,540,000 บาท (ระยะเวลาก่อสร้าง 660 วัน) และทางเทศบาลตำบลหมูสีได้ออกประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการก่อสร้าง

    นำมาซึ่ง ‘ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่’ (ประกอบด้วยสมาคมการท่องเที่ยว กลุ่มนักอนุรักษ์ ผู้ประกอบการ และชาวบ้านในพื้นที่) ได้ทำหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทบทวนโครงการนี้ โดยมีความกังวลในหลายประเด็น ประกอบด้วย

    เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณที่สูงมาก (44 ล้าน) เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ อาจนำไปสู่การเทคอนกรีตหรือสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ และจะทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของน้ำผุด

    การก่อสร้างอาจไปปิดทับตาน้ำผุดใต้ดินกระทบตาน้ำและระบบนิเวศ ทำให้ปริมาณน้ำลดลง และการตัดโค่นต้นไม้ริมตลิ่งจะทำลายระบบนิเวศของแหล่งต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงลำตะคอง

    พื้นที่ป่าริมน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งวางไข่ของ ‘ตะกอง’ (สัตว์ป่าคุ้มครอง ดัชนีชี้วัดความสะอาดของแหล่งน้ำ) หากถิ่นที่อยู่ถูกทำลาย อาจส่งจำนวนประชากร 

    นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า พวกเขาเห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่การพัฒนาที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีข้อเสนอ อาทิ ขอให้ทบทวนและชะลอโครงการ ไปก่อน เพื่อทบทวนรูปแบบการก่อสร้าง

    จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) และต้องชี้แจงรายละเอียดโครงการให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส รวมถึงเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม เข้าไปร่วมสำรวจตาน้ำ ต้นไม้ สัตว์ป่า และร่วมออกแบบการพัฒนาโดยใช้ระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

    และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ และชาวบ้าน เข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผ่าน นายบัลลังก์ ไวทย์สิริ รอง ผวจ.นครราชสีมา เป็นตัวแทนรับมอบเอกสารหนังสือทบทวนการปรับปรุงก่อสร้าง น้ำผุดธรรมชาติ

    โดยภาคีเครือข่ายฯ ได้เปิดให้สาธารณชนร่วมลงชื่อคัดค้านและทบทวนโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ ปากช่อง เขาใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    สามารถลงชื่อได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScvHrnYe1WXVmVSoMdMMZNCrYhzGygZJYghGvqinvsiM-jcEw/viewform

    อ่านหนังสือคัดค้านฉบับเต็ม

    ตามที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีการสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลหมูสี โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้ว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัด เป็นผู้ทำการก่อสร้าง งบประมาณทั้งสิ้น 44,540,000 บาท (สี่สิบสี่ล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เป็นเวลา 660 วัน ตามประกาศเทศบาลตำบลหมูสี เรื่องปิดแหล่งท่องเที่ยว น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ โดยประกาศไว้ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นั้น สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและชุมชนบ้านท่าช้างเหนือต่างห่วงใยถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการฯดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากรูปแบบในการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง โดยเฉพาะประเด็นตาน้ำผุดใต้ดินและน้ำซับจากริมตลิ่งซึ่งจะมีปริมาณลดลง พืชพรรณท้องถิ่นจะถูกทำลายและตัดโค่นเนื่องจากการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศน์ที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของตัวตะกองซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

    อย่างไรก็ตามตัวตะกองเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำลำตะคองอันเป็นต้นน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนในหลายชุมชนก่อนไหลลงสู่เขื่อนลำตะคอง นอกจากนี้ตัวตะกองยังเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพจะวางไข่เฉพาะในพื้นที่ป่าริมน้ำที่ยังสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างรบกวน ซึ่งการสูญพันธุ์ของตัวตะกองจะส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในข้อที่ 10 เรื่องเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นตัวแทนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่ (in-situ) รวมถึงเป็นแหล่งรวมชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลกในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือการอนุรักษ์ 

    นอกจากนี้น้ำผุดธรรมชาติคือต้นน้ำที่ไหลลงสู่ลำตะคองตลอดทั้งปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นบ่อน้ำผุดธรรมชาติที่โดดเด่น 1 ใน 5 แห่งของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเปราะบางจากการก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิม

    ในปัจจุบันการพัฒนาเมืองบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอปากช่อง มีการขยายตัวของเมือง ประชากร การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ตลอดลำน้ำลำตะคอง มีผลให้จำนวนตะกองลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยภาคีเครื่อข่ายตั้งข้อสังเกตุว่าพื้นที่บ่อน้ำผุดธรรมชาติเนื้อที่ประมาณ 1-2 ไร่ (ไม่รวมพื้นที่จอดรถ) ใช้งบประมาณก่อสร้าง สูงกว่า 44 ล้านบาทนั้น อาจเป็นแบบก่อสร้างขนาดใหญ่ใช้คอนกรีตจำนวนมาก ทำให้ไม่สอดคล้องกับบ่อน้ำผุดธรรมชาติและระบบนิเวศน์เดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและการสูญพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่น

    ดังนั้น ทางกลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา, กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรหนองน้ำแดง, ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง, ชมรมฮักเขาใหญ่, ชุมชนบ้านท่าช้างเหนือ ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และประชาชนทั่วไป ขอเสนอให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ทบทวนการดำเนินโครงการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบบนิเวศน์อ่อนไหว รวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ชี้แจงโครงการให้ประชาชนรับทราบก่อนดำเนินโครงการฯ และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยร่วมกันสำรวจตาน้ำ น้ำซับริมตลิ่ง ต้นไม้ ตะกองและระบบนิเวศน์ เพื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่โดยมีระบบนิเวศน์เป็นตัวตั้ง ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

    ร่วมปกป้องผืนป่า สัตว์ป่า เพื่อความยั่งยืนของทุกชีวิต

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-139/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sED8Fz_kuxJtH_GyZGW8u

  • รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    วันนี้, 12:11น.

              การช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เรียกประชุมและแถลงผล การช่วยเหลือ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ห้องประชุม ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ ดอนเมือง

              ก่อนหน้านี้ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) ได้รับแจ้งเหตุจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่า ชาวจีนถูกกักขังในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเมียนมานั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การช่วยเหลือชาวจีน จำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทางการไทย จีน และ เมียนมา โดยทำการกดดันอย่างหนัก จนชาวจีนทั้ง 4 ราย ถูกปล่อยตัวออกมา

              จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเดินทางพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คนจีนจำนวน 4 ราย ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางปกติ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังการเดินทางเข้าประเทศ คนจีนทั้ง 4 ราย ได้เดินทางไปเข้าพักยังโรงแรมในบริเวณใกล้เคียงสนามบินด้วยตนเอง ต่อมาทั้ง 4 ราย ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยใช้ยานพาหนะที่ได้รับการจัดเตรียมจากเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่ชักชวนให้คนจีนทั้ง 4 ราย เข้ามาแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในประเทศไทย

              โดยจากการสัมภาษณ์คนจีนทั้ง 4 ราย ให้การว่า วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้คือการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่ละคนได้เตรียมเงินสดติดตัวมาประมาณ 30,000 หยวน และ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ และค่าที่พัก  พบว่า ชาวจีนที่เป็นผู้ชักชวน เป็นคนอำนวยความสะดวกและออกค่าใช้จ่ายให้  ทั้งนี้ คนจีนทั้ง 4 ราย เองได้มีความตระหนักและระมัดระวังตัวก่อนการเดินทาง โดยได้แจ้งกำชับกับทางครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่า หากไม่สามารถติดต่อได้ ให้รีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีนทันที

              จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวถูกลักพาตัว กักขัง หรือถูกบังคับควบคุมตัวระหว่างการเดินทางเข้าประเทศและการเดินทางภายในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่ามีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยในกระบวนการคัดแยกนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตุการณ์

           ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและจัดให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการด้วยความคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

               โดยในส่วนของคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและตำรวจจีน ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้จัดหา ผู้รับส่ง ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8t3LBStscY38PhW0PrFR

  • เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    รายงานการคาดการณ์ที่เผยแพร่ในงานสมาร์ต แลนด์สเคป แอนด์ เฮลธี ลิฟวิง เอ็กซ์โป 2569 ณ เมืองโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวของเวียดนามจะครองสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างงานใหม่หลายแสนตำแหน่งภายในปี 2573

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เหงียน ถือ ฟอง รองประธานสมาคมสถาปนิกเวียดนาม ชี้ว่า การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วกำลังกระตุ้นความต้องการสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะที่การบูรณาการการออกแบบเมืองเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเปิดทางสู่การพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพสูงรูปแบบใหม่

    รองประธานสมาคมฯ เน้นย้ำว่า โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง การพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียว และเขตเมืองอัจฉริยะ กำลังสร้างโอกาสมหาศาลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง พลังงานสะอาด และวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P0_6C6g6MfE38J6EMgdPi

  • ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระบุถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย (ทีเอฟเอฟ) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ทั้งนี้ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรงรับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึงกรีน ไฟแนนซ์ สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการกนอ.  ได้รายงานว่า เดือนมี.ค. 69 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเทคโนโลยีขั้นสูง

    โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5893926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTuXDDpLiy8o-zOVBUlT8

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    “สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย (Thai e-Commerce Association: THECA) จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย ไทยช้อปไทย’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมฯ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊าและจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือ ความสามารถ ‘Double AI‘ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    สมาคมครีเอเตอร์ยกระดับ “Trust Economy” สู่มาตรฐานอาชีพ

    นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล”
      
    “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพของอุตสาหกรรม ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับคนทำงานใน Ecosystem นี้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้”

    สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด  
    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”
     
    เคทีซีชี้คนไทย “ซื้อบ่อยขึ้น” ธุรกรรมโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย

    นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลของเคทีซีพบว่าจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 25% สะท้อนการเติบโตของ Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน ที่ไม่ได้แค่ซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ชีวิตผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเคทีซีทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood เป็นต้น ด้วยการสร้างแคมเปญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความครอบคลุมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับผู้ขายและครีเอเตอร์

    ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”

      
    ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย  การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเอง ผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้ 
     
    Speed Economy เปลี่ยนทั้งระบบ และ “Trust” คือสินทรัพย์ใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามภาคส่วนจากเคทีซี สมาคมอีคอมเมิร์ซฯ และสมาคมครีเอเตอร์ฯ เห็นตรงกันว่า Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และ“Trust” (ความเชื่อมั่น) กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว (Speed Economy) อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KKGfWSlcDLcO2msIw3i90

  • พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า

    ภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรรับรู้และร่วมกันพิจารณา
     

    เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม เกี่ยวกับที่มาของงบประมาณโครงการนี้ มีข้อเท็จจริงทางการคลังที่ประชาชนทุกคนควรร่วมกันพิจารณาดังนี้

    ประการแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐบาลจำนวน 120,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์ 30 ล้านคน) นั้น

    แท้จริงแล้วไม่ใช่เงินที่งอกเงยมาจากรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศ ที่มีจำนวนประมาณ 65,800,000 คน ต้องแบกรับความเป็นหนี้สาธารณะร่วมกันเฉลี่ยคนละประมาณ 1,823.71 บาท โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เก็บมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ไปทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
     

    ประการที่สอง เม็ดเงินฝั่งประชาชนจำนวน 80,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์) นั้น เป็นเงินที่ดึงออกมาจากกระเป๋าของประชาชนจำนวน 30 ล้านคนที่ลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการโดยตรง ซึ่งจะต้องนำเงินส่วนตัวมาเติมเข้าสู่ระบบเพื่อใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย

    ค่าใช้จ่ายที่ภาคประชาชนต้องจัดเตรียม (ต่อคน) ในฝั่งของประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ หากต้องการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเพดานที่โครงการกำหนด จะมีสัดส่วนการเติมเงินเข้าสู่ระบบดังนี้

    ระดับรายวัน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองสูงสุด 133.33 บาทต่อวัน เพื่อใช้ร่วมกับสิทธิ์ของรัฐ 200 บาทต่อวัน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 333.33 บาทต่อวัน

    ระดับรายเดือน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเอง 666.67 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ร่วมกับวงเงินสมทบจากรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 1,666.67 บาทต่อเดือน

    สรุปตลอดโครงการ ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เพื่อรับสิทธิ์สมทบจากรัฐเต็มจำนวน 4,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าทั้งสิ้น 6,666.68 บาทต่อคน

    บทวิเคราะห์และมุมมองทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีแจกเงินร่วมจ่าย (Co-pay) นี้ ในวงกว้างยังมีมุมมองที่หลากหลายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่วนตัวที่เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนไปเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาวและตรงจุดมากกว่า ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ 

    การลดราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกลุ่มพลังงานลง ซึ่งสามารถลดราคาน้ำมันได้ประมาณ 7–8 บาทต่อลิตร รวมถึงการหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ซึ่งสามารถลดได้ประมาณ 9–10 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าทั้งระบบ

    การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการเข้าไปกำกับดูแลและลดสัดส่วนกำไรของกลุ่มทุนผู้ผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่รัฐ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับประชาชน

    การจำกัดกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ โดยเงินงบประมาณช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนรุนแรงและเปราะบางจริงๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนการเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้าง

    แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เม็ดเงินกู้ที่จะนำมาจ่ายจริงนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่เสียงทักท้วงที่รัฐบาลควรรับฟังคือ

    การเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้างเช่นนี้ นอกจากจะไม่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับคนไทยทั้งประเทศมากจนเกินไป และอาจเข้าตำราสุภาษิต “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eTCcJXvPOK6zOhPg6u-rl

  • ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) มีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ

    โดยเฉพาะด้านการบริโภคตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอและภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง (ครอบคลุม 26 จังหวัด) ว่ามีบทบาทสำคัญมาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ (ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567)

    บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    1.ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service

    ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75%

    นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย 

    2.ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า

    ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง

    ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    3.ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่นๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง

    4.แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด

    เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor) 

    ทั้งยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน

    โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน 

    การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็กๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง

    หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น 

    ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่

    ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1235546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08xGk0dR2gxZYXFnSL0uK2