Blog

  • เปิดแฟ้มลงทุน ‘รัฐวิสาหกิจ’ ปี 70  1.4 ล้านล้าน  ดัน ‘เมกะโปรเจกต์’ รถไฟ-ทางด่วน-สายส่ง

    เปิดแฟ้มลงทุน ‘รัฐวิสาหกิจ’ ปี 70  1.4 ล้านล้าน ดัน ‘เมกะโปรเจกต์’ รถไฟ-ทางด่วน-สายส่ง

    ปิดข้อมูลโครงการลงทุนในกรอบการลงทุนรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์

    • เปิดข้อมูลโครงการลงทุนในกรอบการลงทุนรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
    • งบลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมและขนส่ง เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รถไฟทางคู่สายใหม่ รถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีส้ม และการก่อสร้างทางด่วน
    • รวมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภค โดยเน้นการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าทั่วประเทศเพื่อเสริมความมั่นคง และขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้า

    การจัดสรรกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีงบประมาณ 2570 ที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบถือเป็นกลไกทางการเงินและการคลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐวิสาหกิจจำนวน 46 แห่ง (ไม่นับบริษัทมหาชน) มีวงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น 1,400,278 ล้านบาท และกำหนดวงเงินเบิกจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวม 228,611 ล้านบาท

    โดยแบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กรอบการลงทุนสำหรับงานตามภารกิจปกติและโครงการต่อเนื่อง วงเงินดำเนินการ 1,100,278 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 178,611 ล้านบาท และ กรอบการลงทุนสำหรับการปรับเพิ่มระหว่างปี วงเงินดำเนินการ 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากนับรวมรัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทในเครืออีก 5 แห่ง ภาพรวมการลงทุนจะขยายตัวมีวงเงินดำเนินการรวมถึง 1,484,552 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุนรวมสูงถึง 452,067 ล้านบาท

    สำหรับ โครงการของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการอนุมัติให้มีการลงทุนในปี 2570 แบ่งเป็นประเภทต่างๆดังนี้

    1.) ในด้านคมนาคมและขนส่ง  เป็นกลุ่มยุทธศาสตร์หลักที่ได้รับการจัดสรรงบลงทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาระบบราง ทางพิเศษ รถไฟฟ้า และคมนาคมขนส่งทางน้ำ โดยมี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นหน่วยงานเสนอโครงการลงทุนขนาดใหญ่

    ได้แก่ โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 11,270 ล้านบาท , โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ วงเงินเบิกจ่าย 15,114 ล้านบาทและโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม วงเงินเบิกจ่าย 10,417 ล้านบาท

    รฟม.เบิกจ่ายงบฯสีม่วง-ส้ม 

    ขณะที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ วงเงินเบิกจ่าย 11,905 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม วงเงินเบิกจ่าย 1,610 ล้านบาท ด้าน

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ดำเนินโครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา) วงเงินเบิกจ่าย 4,533 ล้านบาท และโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้ – ป่าตอง วงเงินเบิกจ่าย 1,977 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดซื้อรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาด (EV) ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงินเบิกจ่าย 1,112 ล้านบาท , โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ของ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) วงเงินเบิกจ่าย 1,925 ล้านบาท และโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ซึ่งได้รับการอนุมัติเฉพาะวงเงินดำเนินการ

    กฟผ.ปรับระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันออก

    2.) โครงการในด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานหลักในการเสนอโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า วงเงินเบิกจ่าย 4,502 ล้านบาท

    โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว วงเงินเบิกจ่าย 2,246 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (อนุมัติเฉพาะวงเงินดำเนินการ) สำหรับระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เมืองและภูมิภาค

    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดำเนินโครงการปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ระยะที่ 13 ส่วนที่ 1 วงเงินเบิกจ่าย 1,098 ล้านบาท ส่วนที่ 2 เป็นวงเงินเบิกจ่าย 4,992 ล้านบาท และแผนงานเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน วงเงินเบิกจ่าย 2,204 ล้านบาท  

    กฟภ.เร่งขยายสายส่ง

    ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เสนอโครงการพัฒนาระบบขนส่งและจำหน่าย ระยะที่ 2 วงเงินเบิกจ่าย 3,500 ล้านบาท และโครงการขยายเขตไฟฟ้าด้วยวิธีปักเสาพาดสายให้บ้านเรือนราษฎรรายใหม่ ระยะที่ 3 วงเงินเบิกจ่าย 1,000 ล้านบาท

    ด้านการประปา การประปานครหลวง (กปน.) ดำเนินโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 9 วงเงินเบิกจ่าย 3,201 ล้านบาท และ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ดำเนินโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย ปี 2556 – ปี 2564 วงเงินเบิกจ่าย 2,388 ล้านบาท

    3.) ในด้านการพัฒนาชุมชน คุณภาพชีวิต สาธารณสุข และการบริหารจัดการพื้นที่ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ระยะที่ 2, 3 และ 4 วงเงินเบิกจ่าย 1,243 ล้านบาท

    บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ พื้นที่โซน C วงเงินเบิกจ่าย 88 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างอาคารและที่พักของกรมสรรพากร วงเงินเบิกจ่าย 295 ล้านบาท ขณะที่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่สอง วงเงินเบิกจ่าย 36 ล้านบาท และ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (อสส.) ดำเนินโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ คลองหก จ.ปทุมธานี วงเงินเบิกจ่าย 2,157 ล้านบาท

    มหาดไทยคุมงบลงทุนรัฐวิสาหกิจสูงสุด

    นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพรวมงบเบิกจ่ายลงทุนแยกตามกระทรวงเจ้าสังกัด พบว่า กระทรวงมหาดไทย ได้รับงบเบิกจ่ายลงทุนภาพรวมสูงสุดรวม 107,022.88 ล้านบาท ตามด้วย กระทรวงคมนาคม รวม 82,670.50 ล้านบาท  และ กระทรวงพลังงาน รวม 24,227.74 ล้านบาท

    ส่วนกระทรวงอื่นๆ ได้รับการจัดสรรงบเบิกจ่ายตามภารกิจ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3,220.46 ล้านบาท[กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 2,100.00 ล้านบาท

    กระทรวงอุตสาหกรรม 2,068.12 ล้านบาท , กระทรวงการคลัง 1,733.33 ล้านบาท , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1,626.32 ล้านบาท , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 1,343.95 ล้านบาท , กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1,321.43 ล้านบาท, กระทรวงสาธารณสุข 602.34 ล้านบาท , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 563.70 ล้านบาท , กระทรวงพาณิชย์ 6.43 ล้านบาท , กระทรวงกลาโหม 5.00 ล้านบาท และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 0.40 ล้านบาท

    ทั้งนี้ การจัดทำกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2570 สะท้อนถึงการมุ่งเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยรัฐวิสาหกิจทุกแห่งจะต้องเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ไม่น้อยกว่า 95% ของวงเงินอนุมัติเบิกจ่าย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป และการพัฒนาประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw202dwxDmGyTf7ih8WzhyG2

  • น้ำท่วมกรุงเทพ กับเศรษฐกิจรูปตัว K แอตต้าเผยท่องเที่ยวอ่วม แบกรับต้นทุนพุ่ง

    น้ำท่วมกรุงเทพ กับเศรษฐกิจรูปตัว K แอตต้าเผยท่องเที่ยวอ่วม แบกรับต้นทุนพุ่ง

    ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) จะมาสะท้อนมุมมอง “น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับเศรษฐกิจรูปตัว K” ที่เกิดขึ้น

    เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า มองว่าผลกระทบจากน้ำท่วมระหว่างเกิดเหตุการณ์ 25-27 กันยายน 2569 นักท่องเที่ยวเดินทางไม่ได้ ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนโดยตรง อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบการเดินทาง โดยเฉพาะการเข้า-ออกสนามบินและการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ นักท่องเที่ยวบางส่วนเดินทางไม่ทันเที่ยวบิน ต้องเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือปรับรายการท่องเที่ยว

    ธุรกิจท่องเที่ยวอ่วมต้นทุนพุ่ง

    ขณะที่บริษัททัวร์ต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าตั๋วเครื่องบิน แต่รวมถึงค่ารถรับส่งเพิ่มเติม ค่าที่พัก ค่าอาหาร การเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายในการประสานงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

     ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า

    ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงได้รับผลกระทบทางการเงินโดยตรง แม้สถานประกอบการไม่ได้ถูกน้ำท่วมก็ตาม นี่คือ Business Interruption Loss ความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจที่หยุดชะงัก ซึ่งภาครัฐควรนำมาพิจารณาในการประเมินความเสียหายด้วย

    อีกทั้งหลังเหตุการณ์ ยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องและรวบรวมข้อมูลความเสียหายอย่างเป็นระบบ แม้ฝนเริ่มลดลง

    แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบการท่องเที่ยวกลับสู่ภาวะปกติทันที เพราะยังมีความเสี่ยงจากน้ำสะสม ถนนบางเส้นทาง การเดินทางเข้า–ออกสนามบิน และแหล่งท่องเที่ยวที่อาจยังไม่พร้อมเปิดให้บริการ

    ATTA เสนอให้จัดทำ Tourism Recovery Monitoring ร่วมกับ ททท. สนามบิน สายการบิน หน่วยงานคมนาคม และผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยติดตาม 3 เรื่องสำคัญ ดังนี้

    1. Travel Disruption เที่ยวบิน การเดินทางภาคพื้นดิน และโปรแกรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ

    2.Business Loss จำนวนกรุ๊ปที่ต้องเปลี่ยนแปลงรายการ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การยกเลิกการจอง และรายได้ที่สูญเสีย

    3.Destination Readiness ความพร้อมของโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และระบบคมนาคม เพื่อแจ้งสถานะพื้นที่ที่เดินทางได้หรือยังมีข้อจำกัด

    ข้อมูลเหล่านี้ต้องนำไปสู่การประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังสำหรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ขอให้เยียวยาให้เร็ว ฟื้นการเดินทาง และเรียกความเชื่อมั่นประเทศไทย

    จี้รัฐเร่งเยียวยา ฟื้นท่องเที่ยว

    ข้อเสนอแรก คือ เยียวยาภายใน 7 วัน รัฐควรเปิดช่องทางรับแจ้งความเสียหายแบบ One-Stop สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเดินทางที่หยุดชะงัก

    โดยกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบรวดเร็ว และเริ่มจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้มีสิทธิ์ภายใน 7 วัน ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยมาตรการเงินกู้ที่เพิ่มภาระหนี้

    ข้อเสนอที่สอง เร่งฟื้นระบบบริการ ประสานหน่วยงานคมนาคม สนามบิน สายการบิน และผู้ประกอบการ เพื่อให้การเดินทางและบริการท่องเที่ยวกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว พร้อมประกาศสถานะความพร้อมของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน

    ข้อเสนอที่สาม ฟื้นความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)เป็นศูนย์กลางสื่อสารกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสายการบิน บริษัททัวร์และพันธมิตรการขาย เพื่อยืนยันข้อมูลตามข้อเท็จจริงว่า พื้นที่ใดได้รับผลกระทบ พื้นที่ใดเปิดบริการตามปกติ และพื้นที่ใดกำลังฟื้นตัว

    น้ำท่วมกรุงเทพ กับเศรษฐกิจรูปตัว K

    ดร.อดิษฐ์ ยังมองถึงการฟื้นฟูกรุงเทพฯ หลังน้ำท่วมต้องมองให้พ้นตัวเลขความเสียหายรวม เพราะแม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเดินได้ ผู้ประสบภัยจำนวนหนึ่งอาจยังสูญเสียรายได้ เงินออม และเครื่องมือทำมาหากิน ความเสี่ยงสำคัญคือการฟื้นตัวแบบรูปตัว K ซึ่งคนที่มีทุนและระบบรองรับฟื้นได้เร็ว ขณะที่ครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจรายย่อยฟื้นช้าหรือหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจ

    เหตุที่น้ำท่วมอาจขยายช่องว่างนี้ อยู่ที่ความสามารถในการรับแรงกระแทกที่ต่างกัน ผู้มีเงินเดือนและทำงานทางไกลได้อาจรักษารายได้ไว้ แต่แรงงานรายวัน ร้านค้า บริษัททัวร์รายย่อย ไกด์ และคนขับรถนำเที่ยวต้องพึ่งการเดินทางและลูกค้าหน้าร้าน เมื่อกิจกรรมหยุด รายได้ก็หยุด ขณะที่ค่าเช่า ค่างวด และค่าใช้จ่ายประจำยังเดินต่อ ผู้มีเงินสำรองหรือประกันที่คุ้มครองน้ำท่วมย่อมมีทางเลือกมากกว่าผู้ที่ต้องกู้เงินเพื่อเริ่มต้นใหม่

    ที่สำคัญ GDP วัดมูลค่าการผลิตและบริการในช่วงเวลา ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินที่ครัวเรือนสูญเสียทั้งหมด บ้าน รถ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพที่เสียหายจึงต้องประเมินแยกต่างหาก การซื้อของทดแทนและจ้างซ่อมอาจเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ประสบภัยมั่งคั่งขึ้น หากต้องใช้เงินออมหรือก่อหนี้เพิ่ม เศรษฐกิจโดยรวมอาจดูดีขึ้นพร้อมกับฐานะครัวเรือนที่ถดถอย

    งานวิจัย Unbreakable ของธนาคารโลกชี้ให้ประเมินภัยพิบัติผ่านความเป็นอยู่ของประชาชน ควบคู่กับความเสียหายของทรัพย์สิน เพราะคนที่มีทรัพยากรน้อยรับมือและฟื้นตัวได้ยากกว่า กรอบนี้ทำให้เห็นว่าเงินที่สูญเสียเท่ากันอาจกระทบชีวิตไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าช่องว่างรูปตัว K ในกรุงเทพฯ ขยายเพียงใด ยังต้องมีข้อมูลรายได้ หนี้ และการปิดกิจการหลังภัยแยกตามกลุ่ม

    สำหรับการท่องเที่ยว การเปิดเส้นทางและเรียกความเชื่อมั่นกลับมาจำเป็น แต่ต้องฟื้นผู้ประกอบการในห่วงโซ่ด้วย หากนักท่องเที่ยวกลับมา ขณะที่บริษัททัวร์รายย่อย รถนำเที่ยว ร้านอาหาร และแรงงานบริการกลับมาทำงานไม่ได้ รายได้ที่ฟื้นอาจกระจุกตัว การสื่อสารควรระบุพื้นที่ที่เดินทางได้จริง พร้อมข้อมูลบริการและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้

    นโยบายควรเดินสามระยะ ระยะแรก เร่งเงินช่วยเหลือให้ถึงผู้เสียรายได้และผู้ขาดเครื่องมือทำมาหากิน โดยใช้ข้อมูลพื้นที่เสียหายจริงและเปิดช่องให้แรงงานอิสระเข้าถึง ระยะฟื้นฟู สนับสนุนค่าซ่อมที่จำเป็นร่วมกับเอกชน

    ควบคู่การปรับโครงสร้างหนี้และสินเชื่อที่ประเมินความสามารถชำระคืนจริง เพื่อไม่ให้การฟื้นชีวิตเริ่มด้วยหนี้เกินกำลัง ระยะยาว ลงทุนระบายน้ำและเตือนภัยตามความเปราะบางของประชาชน พร้อมพัฒนาประกันภัยที่เข้าถึงได้ รวมถึงประกันแบบดัชนีที่จ่ายตามเกณฑ์ฝนหรือระดับน้ำ โดยต้องออกแบบให้สอดคล้องกับความเสียหายจริง

    ความสำเร็จจึงควรวัดจากระยะเวลาที่ครัวเรือนกลับมามีรายได้ ภาระหนี้หลังภัย และจำนวนธุรกิจรายย่อยที่เปิดได้อีกครั้ง ควบคู่กับ GDP กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการค้า การเดินทาง และบริการของประเทศ

    การฟื้นเมืองจึงต้องทำให้ประชาชนกลับมาหาเลี้ยงชีพได้ด้วย คำถามสำคัญคือ ใครเสียหาย ใครยังฟื้นไม่ได้ และความช่วยเหลือไปถึงเขาเร็วเพียงใด 

    อ้างอิงแนวคิด Hallegatte และคณะ (2017) Unbreakable ธนาคารโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/670633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ugl4YiqOQ0UvfXxM00H6U

  • ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    วันนี้ (4 ต.ค.2569) เวลา 14.00 น. กรมทางหลวง โดยศูนย์บริหารงานอุบัติภัย รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อโครงข่ายทางหลวงในพื้นที่ 19 จังหวัด รวม 156 แห่ง ปัจจุบัน การจราจรผ่านได้ 117 แห่ง และผ่านไม่ได้ 39 แห่ง โดยหน่วยงานในพื้นที่ ยังคงติดตามสถานการณ์และดูแลเส้นทาง ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    สำหรับจุดที่ ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 39 แห่ง กระจายอยู่ใน 11 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี 16 แห่ง กรุงเทพมหานคร 4 แห่ง พระนครศรีอยุธยา 4 แห่ง ฉะเชิงเทรา 4 แห่ง ระยอง 3 แห่ง นครสวรรค์ 2 แห่ง สระบุรี 2 แห่ง และสระแก้ว นนทบุรี จันทบุรี กาญจนบุรี จังหวัดละ 1 แห่ง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    ส่วนพื้นที่ กำแพงเพชร ชัยนาท นครนายก ปทุมธานี สมุทรปราการ สุพรรณบุรี อ่างทอง และชลบุรี จุดที่ได้รับรายงานผลกระทบสามารถสัญจรผ่านได้ทั้งหมด

    กรมทางหลวง จัดเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ประจำพื้นที่ พร้อมติดตามระดับน้ำและสภาพเส้นทาง เพื่อเร่งแก้ไขจุดที่ได้รับผลกระทบ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยขอให้ผู้ใช้ทางวางแผนการเดินทาง ตรวจสอบสภาพเส้นทางก่อนออกเดินทาง และปฏิบัติตามป้ายเตือนและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพพื้นที่

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    ทางหลวงเผยภัยพิบัติบนโครงข่ายทางหลวง 19 จังหวัด 156 แห่ง สัญจรได้ 117 แห่ง

    อ่านข่าว :

    “ชัชชาติ” เผยน้ำท่วม กทม.เริ่มคลี่คลาย เคหะร่มเกล้าพรุ่งนี้พื้นที่แห้งเพิ่ม 80%

    สทนช.​เผยมวลน้ำเหนือถึง​อยุธยาวันนี้​ ​ริมฝั่งเจ้าพระยา-แม่น้ำน้อยรับน้ำเพิ่ม 10​ ซม.​

    “ชุมชนเคหะร่มเกล้า” น้ำท่วมเริ่มลดลง แต่บางจุดยังสูง 1.30 ม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U1oQKNnwELkxsopsc4pB-

  • หนี้ครัวเรือน: ปัจจัยส่งผ่านคนจนสู่ ความยากจนข้ามรุ่น

    หนี้ครัวเรือน: ปัจจัยส่งผ่านคนจนสู่ ความยากจนข้ามรุ่น

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fmSIy8zYvZbPKE7OnJ3hW

  • วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 05/10/69 – สยามรัฐ

    วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 05/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้ม เปิดในทิศทางเชิงบวกต่อเนื่อง ในวันจันทร์ที่ 5 ต.ค. 2569 หลังนักลงทุนตอบรับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคม

    ปัจจัยสำคัญจากการซื้อขายวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. คือ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ 0.49% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ 0.73% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ 1.19% สะท้อนว่านักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย

    แรงหนุนสำคัญมาจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 90,000 ตำแหน่งอย่างมาก นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ยังถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดมองว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลงมากกว่าที่เคยประเมิน

    ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อตลาดหุ้น เพราะหากตลาดแรงงานชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เฟดจะมีเหตุผลมากขึ้นในการ ชะลอหรือหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากเกินไปกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน

    ข้อมูลจาก CME FedWatch ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมุมมองนักลงทุนอย่างชัดเจน โดยโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนต.ค. ลดลงเหลือ 22.7% จาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และลดลงอย่างมากจาก 64.2% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน การลดลงของความเป็นไปได้ดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลน้อยลงต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

    สำหรับการเปิดตลาดวันที่ 5 ต.ค. นักลงทุนจึงน่าจะให้น้ำหนักกับ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดเป็นอันดับแรก โดยหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีโอกาสได้รับแรงซื้อ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย เพราะต้นทุนเงินที่ลดลงจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของหุ้นที่มีมูลค่าจากกระแสเงินสดในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา เพราะตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอไม่ได้เป็นบวกต่อหุ้นในทุกมิติ หากตลาดเริ่มตีความว่าการจ้างงานที่ชะลอตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง ความกังวลเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจกลับมากดดันตลาดได้ ดังนั้น นักลงทุนจะต้องแยกให้ออกระหว่าง “เศรษฐกิจชะลอในระดับที่ทำให้เฟดผ่อนคลาย” กับ “เศรษฐกิจชะลอจนกระทบกำไรบริษัท”

    ในภาพรวม ดาวโจนส์มีโอกาสเคลื่อนไหวในแดนบวกหรือทรงตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq มีโอกาสได้รับแรงหนุนมากกว่า หากบรรยากาศการลงทุนยังคงเชื่อว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะ Nasdaq ซึ่งปรับขึ้นถึง 1.19% ในการซื้อขายครั้งล่าสุด สะท้อนแรงซื้อกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีอย่างเด่นชัด

    แต่การปรับขึ้นของตลาดในวันศุกร์อาจทำให้เกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ได้เช่นกัน นักลงทุนจึงควรจับตาทิศทางพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดและข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อประเมินว่าการคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ยกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด

    ก่อนเปิดตลาดนิวยอร์กวันที่ 5 ต.ค. 2569 ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นยังให้น้ำหนัก “บวก” จากตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอและความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย โดย Nasdaq มีโอกาสโดดเด่นกว่าดัชนีอื่น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวและแรงขายทำกำไรยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ตลาดผันผวนระหว่างวัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xehPyXuoG40UQoKv1ryei

  • Bnomics เตือนน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ ชี้ไทยต้องเปลี่ยนจาก “ระบายน้ำ” สู่ “อยู่กับน้ำ”

    Bnomics เตือนน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ ชี้ไทยต้องเปลี่ยนจาก “ระบายน้ำ” สู่ “อยู่กับน้ำ”

    Bnomics ชี้น้ำท่วมไม่ใช่แค่ปัญหาฝนตกหนัก แต่สะท้อนเมืองรับน้ำไม่ไหว เตือนความเสียหายลามถึง GDP และ Supply Chain แนะไทยลงทุนจัดการน้ำอย่างคุ้มค่า เปลี่ยนสู่การ “อยู่กับน้ำ”

    Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เผยบทวิเคราะห์ “น้ำท่วม… เรากำลังสู้กับอะไร? ฝนที่ตกหนักขึ้น หรือเมืองที่รับน้ำไม่ไหว” ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา หลายพื้นที่เจอภาพที่คุ้นเคย ฝนตกหนัก น้ำเริ่มขัง รถเริ่มติด บางเส้นทางใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติหลายเท่า ร้านค้าบางแห่งต้องปิดเร็วขึ้น ไรเดอร์ส่งของได้น้อยเที่ยว ขณะที่หลายคนเสียเวลาเป็นชั่วโมงอยู่บนถนน

    พอเกิดน้ำท่วม คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ฝนตกหนัก” ซึ่งก็จริง เพราะถ้าฝนจำนวนมากตกลงมาในช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อให้มีระบบระบายน้ำ ก็อาจระบายไม่ทัน

    แต่ถ้าเราหยุดคิดดี ๆ เวลาน้ำท่วม เรากำลังสู้กับฝนที่ตกหนักขึ้น หรือกำลังสู้กับเมืองที่ยังรับน้ำได้ไม่ดีพอ?

    ฝนไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด

    สำหรับระบบระบายน้ำ ปริมาณฝนรวมทั้งวันอาจไม่ได้บอกทุกอย่าง

    ลองนึกภาพง่าย ๆ หากฝนค่อย ๆ ตก ระบบยังมีเวลาระบายน้ำออก แต่หากฝนปริมาณมากตกกระจุกตัวภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง น้ำจำนวนมหาศาลจะเข้าสู่ท่อ คลอง และสถานีสูบน้ำพร้อมกัน หากเกินขีดความสามารถของระบบ น้ำก็ต้องรออยู่ที่ไหนสักแห่ง และหลายครั้ง “ที่ไหนสักแห่ง” ก็คือถนนหน้าบ้านเรา

    เรื่องนี้กำลังสำคัญขึ้น เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของโลก

    แต่เมื่อฝนตกลงมาถึงพื้นแล้ว ความเสียหายจะมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับอีกสองเรื่องสำคัญ คือ Exposure และ Vulnerability

    Exposure คือ มีคน บ้าน โรงงาน ถนน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากแค่ไหน ส่วน Vulnerability คือ สิ่งเหล่านั้นมีความสามารถรับมือกับน้ำได้ดีเพียงใด

    เมืองยิ่งโต ความเสียหายจากน้ำท่วมอาจยิ่งแพง

    ลองนึกถึงเมืองสองเมืองที่เจอฝนในปริมาณใกล้เคียงกัน เมืองหนึ่งมีระบบระบายน้ำที่รองรับได้ดี มีคลองและทางน้ำที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ มีพื้นที่รับน้ำ และมีพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมลงดินได้ อีกเมืองหนึ่งมีพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมาก พื้นที่รับน้ำมีจำกัด ทางระบายน้ำบางจุดเป็นคอขวด และการขยายตัวของเมืองเกิดเร็วกว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐาน

    ฝนเท่ากัน ผลลัพธ์อาจต่างกันมาก

    เมื่อเมืองเติบโต บ้าน ถนน อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่เคยช่วยดูดซับหรือชะลอน้ำบางส่วนก็ลดลง น้ำที่เคยซึมลงดินจึงกลายเป็นน้ำที่ไหลบนพื้นผิวและเข้าสู่ระบบระบายน้ำมากขึ้นและเร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน เมืองที่ใหญ่ขึ้นยังมี Economic Exposure สูงขึ้นด้วย ถนนเส้นเดิมอาจท่วมในระดับเท่าเดิม แต่หากวันนี้มีคนใช้ถนนมากขึ้น มีร้านค้า อาคารสำนักงาน ระบบขนส่ง คลังสินค้า หรือโรงงานอยู่โดยรอบมากขึ้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็สามารถสูงกว่าเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อนได้มาก และเราเคยเห็นภาพนี้อย่างชัดเจนในมหาอุทกภัยปี 2554

    World Bank ประเมินความเสียหายและความสูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 12.6% ของ GDPโดยภาคการผลิตได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วม ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำ แต่กระจายผ่าน Supply Chain ไปยังธุรกิจที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานเหล่านั้นด้วย

    ผ่านมากว่าทศวรรษ ความเสี่ยงนี้ก็ยังไม่ได้หายไป

    รายงาน Thailand Economic Monitor: Coping with Floods and Droughts ของ World Bank ประเมินว่า หากในปี 2030 ไทยเผชิญน้ำท่วมระดับที่มีโอกาสเกิดประมาณหนึ่งครั้งในรอบ 50 ปี คล้ายเหตุการณ์ปี 2554 ความสูญเสียด้านการผลิตอาจสูงกว่า 10% ของ GDP และอาจสูงกว่านั้นหาก Supply Chain ไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอ

    สิงคโปร์: เมืองที่ออกแบบให้น้ำมีที่ไป

    สิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความหนาแน่นของเมืองสูง มีพื้นที่จำกัด และต้องเจอกับฝนเขตร้อนที่สามารถตกหนักในเวลาสั้น ๆ หากย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1960–1970 น้ำท่วมเคยเป็นเรื่องปกติของสิงคโปร์ บางครั้งน้ำสูงถึงระดับเอว และในช่วงทศวรรษ 1970 ประเทศมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร หลังจากลงทุนและปรับระบบอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเหลือน้อยกว่า 0.25 ตารางกิโลเมตร หรือลดลงมากกว่า 99%

    แนวทางของสิงคโปร์ไม่ได้พึ่งการขยายระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ใช้หลักที่เรียกว่า Source–Pathway–Receptor

    เริ่มตั้งแต่ Source หรือพื้นที่ต้นทาง อาคารและโครงการพัฒนาใหม่ขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไปต้องมีมาตรการชะลอน้ำฝน เช่น ถังกักเก็บหรือบ่อพักน้ำ เพื่อลด Peak Flow ที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน

    จากนั้นคือ Pathway หรือเส้นทางที่น้ำไหล ผ่านการปรับปรุงคลอง ท่อ และระบบระบายน้ำ

    สุดท้ายคือ Receptor หรือพื้นที่และทรัพย์สินที่ต้องปกป้อง เช่น การกำหนดระดับพื้นอาคาร การทำ Flood Barrier หรือการยกระดับทางเข้าสู่พื้นที่ใต้ดิน

    ถ้าเราเคยสงสัยว่า ทำไมทางเข้าสถานี MRT ใต้ดินบางแห่งของสิงคโปร์ต้องเดินขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยเดินลง เหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากหลักคิดนี้ เพราะการยกระดับทางเข้าช่วยลดโอกาสที่น้ำบนถนนจะไหลเข้าสู่ระบบรถไฟใต้ดิน

    ที่สำคัญ หน่วยงานน้ำของสิงคโปร์ยอมรับว่า การสร้างท่อและโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่พอรองรับฝนสุดขั้วทุกสถานการณ์อาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง เพราะทั้งที่ดินและงบประมาณมีจำกัด Flash Flood จึงยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเป้าหมายของการจัดการน้ำอยู่ที่การดน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบ เพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางระบายน้ำ และลดความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ

    น้ำลดแล้ว แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจยังอยู่

    พอฝนหยุด น้ำเริ่มลด รถกลับมาวิ่ง เรามักรู้สึกว่าเหตุการณ์จบแล้ว แต่ต้นทุนบางส่วนยังอยู่ต่อ

    รถที่เสีย บ้านที่น้ำเข้า หรือร้านค้าที่ได้รับความเสียหายสามารถมองเห็นและประเมินเป็นเงินได้ค่อนข้างชัด แต่ต้นทุนอีกส่วนกระจายอยู่กับคนและธุรกิจจำนวนมากจนเราแทบไม่ทันสังเกต

    คนทำงานเสียเวลาเดินทางเพิ่มหนึ่งหรือสองชั่วโมง ร้านอาหารเสียลูกค้า ไรเดอร์รับงานได้น้อยลง รถขนส่งใช้เวลาและน้ำมันมากขึ้น บริษัทได้รับสินค้าช้าลง ขณะที่กิจกรรมบางอย่างถูกเลื่อนหรือยกเลิก

    สำหรับคนหนึ่งคน เวลาเพิ่มขึ้นหนึ่งชั่วโมงอาจดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดกับคนหลายแสนคนพร้อมกัน จำนวนชั่วโมงที่เมืองสูญเสียไปจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลกระทบยังสามารถส่งต่อรไปยังธุรกิจได้ หากโรงงานหยุดผลิต บริษัทที่รอรับชิ้นส่วนอาจต้องลดการผลิตตาม หากระบบขนส่งหยุดชะงัก สินค้าก็ไปไม่ถึงปลายทางตามเวลา

    ด้วยเหตุนี้ World Bank จึงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของ Supply Chain เพราะธุรกิจที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรงก็สามารถได้รับผลกระทบจากธุรกิจอื่นที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้ น้ำท่วมจึงกระทบทั้ง Productivity และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะเมืองต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่ของคน สินค้า และบริการอยู่ตลอดเวลา

    เมืองอาจต้องเรียนรู้ที่จะ “อยู่กับน้ำ” มากขึ้น

    ที่ผ่านมา วิธีคิดเรื่องน้ำในเมืองค่อนข้างตรงไปตรงมา เมื่อฝนตก เราต้องพยายามระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ท่อ คลอง อุโมงค์ และสถานีสูบน้ำจึงยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่เมื่อเมืองหนาแน่นขึ้นและความเสี่ยงจากสภาพอากาศเปลี่ยนไป การเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำเพียงด้านเดียวมีข้อจำกัด

    World Bank จึงเสนอให้ไทยใช้ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการอื่นควบคู่กัน ตั้งแต่ระบบเตือนภัย การปรับตัวระดับชุมชน การควบคุมการใช้ที่ดินและน้ำ ไปจนถึง Nature-based Solutions เช่น การใช้พื้นที่ธรรมชาติช่วยกักเก็บหรือชะลอน้ำ

    แต่ปัญหาของไทยไม่ได้มีเฉพาะ “น้ำมากเกินไป” เพราะในบางช่วงเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง พื้นที่เดียวกันหรือพื้นที่อื่นอาจกลับต้องเผชิญกับน้ำไม่เพียงพอ

    การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองทั้งวงจรว่า เมื่อไรควรระบาย เมื่อไรควรชะลอ เมื่อไรควรเก็บ และน้ำที่เก็บไว้จะถูกนำไปใช้อย่างไร

    แล้วเราควรลงทุนมากแค่ไหน?

    คำตอบคงไม่ใช่ “ลงทุนให้มากที่สุด” เพราะเงินทุกบาทที่นำไปสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ขยายคลอง หรือสร้างพื้นที่รับน้ำมี Opportunity Cost เงินก้อนเดียวกันอาจนำไปสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่นได้

    ประเทศไทยใช้เงินกับการบริหารจัดการน้ำมาไม่น้อย

    หากดูเฉพาะ แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงปีงบประมาณ 2560–2569 มีการจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 6 แสนล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ประมาณ 62,621 ล้านบาท และปี 2569 ประมาณ 63,421 ล้านบาท

    แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วมทั้งหมด เพราะการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมตั้งแต่น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร การรับมือภัยแล้ง การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ไปจนถึงการป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม แต่ช่วยให้เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในภารกิจที่รัฐต้องจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ลงทุนก็มีต้นทุนเช่นกัน

    “ทุกครั้งที่น้ำท่วม เราเสียทั้งทรัพย์สิน รายได้ ชั่วโมงทำงาน การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่เหตุการณ์ขนาดใหญ่สามารถสร้างความเสียหายผ่าน Supply Chain และกระทบต่อ GDP ได้”

    เหตุการณ์บางอย่างอาจมีโอกาสเกิดไม่สูง แต่หากเกิดขึ้นแล้วสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ Expected Loss ก็อาจสูงพอที่จะทำให้การลงทุนป้องกันมีความคุ้มค่า World Bank จึงเสนอให้ไทยใช้ Cost-Benefit Analysis อย่างเป็นระบบในการจัดลำดับมาตรการรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง

    บางพื้นที่อาจคุ้มกับการขยายท่อหรือสร้างอุโมงค์ บางพื้นที่อาจเหมาะกับพื้นที่รับน้ำหรือการเพิ่มพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ ขณะที่บางพื้นที่ การปรับการใช้ที่ดิน ระบบเตือนภัย หรือการเตรียมพร้อมของชุมชนอาจลดความเสียหายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเงินที่ใช้

    เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหนักเพียงใด แต่เรายังเลือกได้ว่าจะเตรียมเมืองให้พร้อมรับมันแค่ไหน ดังนั้น การประเมินการลงทุนจึงต้องดูด้วยว่าเงินที่ลงทุนไปช่วยลดความเสียหายในอนาคตได้มากเพียงใด

    เมื่อมองแบบนี้การจัดการน้ำอาจกลับมาอยู่ที่หลักคิดง่าย ๆ ว่า “เราควรจ่ายวันนี้ หรือจ่ายผ่านความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม?”

    เอกสารอ้างอิง: “Thailand Economic Monitor June 2023: Coping with Floods and Droughts”, World Bank

    ที่มา : เฟซบุ๊ก Bnomics by Bangkok Bank

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/275540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2akEqQgIY87E5xwAKOmV62

  • กูเกิลทุ่ม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในฟินแลนด์ ชาวบ้านหวังเศรษฐกิจฟื้น แต่กังวลสิ่งแวดล้อม

    กูเกิลทุ่ม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในฟินแลนด์ ชาวบ้านหวังเศรษฐกิจฟื้น แต่กังวลสิ่งแวดล้อม

    กูเกิลประกาศแผนลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในฟินแลนด์มูลค่า 1.3 หมื่นล้านยูโร หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 2 ปีข้างหน้า ครอบคลุมพื้นที่เทศบาลกาย็านี, มูโฮส, วาลา และฮามีนา ซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์ของกูเกิลดำเนินการอยู่แล้ว ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในยุโรป และสร้างทั้งความหวังและความกังวลให้กับชุมชนท้องถิ่น

    โอกาสที่ชุมชนรอคอย

    ในเมืองมูโฮส ทางตอนเหนือของฟินแลนด์ ซึ่งมีประชากรเพียงราว 8,800 คน โยนี พิตกาเนน เกษตรกรวัย 36 ปี กล่าวว่าตนมองโครงการนี้ในแง่บวก เพราะจะนำ “กิจกรรมทางธุรกิจขนาดใหญ่” และ “ชีวิตชีวา” มาสู่ชุมชนชนบท แม้จะแสดงความกังวลเกี่ยวกับการรับมือกับปริมาณการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นด้วย

    กิมโม ฮินโน นายกเทศมนตรีเมืองมูโฮส เปิดเผยว่าโครงการดังกล่าวจะ “เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทั้งเทศบาลและภูมิภาคอูลู” อย่างสิ้นเชิง พร้อมคาดว่าจะมีแรงงานนับพันคนจากหลายสัญชาติเดินทางเข้ามาในช่วงก่อสร้าง ซึ่งต้องการทั้งที่พักและบริการต่างๆ

    ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

    หน่วยงานกำกับดูแลฟินแลนด์ (LVV) กำลังสอบสวนกรณีที่บริษัททูอิเก ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นตัวแทนของกูเกิล อาจตัดป่ากว่า 300 เฮกตาร์ในมูโฮส โดยไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายกำหนด

    ฮันนา ฮัลเมนปา ประธานคณะกรรมการสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติฟินแลนด์ ระบุว่าพื้นที่ตัดโค่นมีขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอล 420 สนาม และเรียกร้องให้ระงับการก่อสร้างจนกว่าจะมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าโครงการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

    กูเกิลชี้แจงผ่านอีเมลว่าการตัดไม้ดำเนินการตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติป่าไม้ และระบุว่ากำลังรอคำแนะนำเพิ่มเติมจาก LVV

    เสียงเรียกร้องจากประชาชน

    ฟินแลนด์ดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากด้วยสภาพภูมิอากาศเย็น ไฟฟ้าราคาถูก และระบบผลิตพลังงานที่พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานลม และพลังน้ำ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเปตเตริ ออร์โป ให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนด้านนี้เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังก่อสร้างจำนวนมากของบริษัทอย่างไมโครซอฟท์และติ๊กต็อก ได้จุดกระแสสังคม โดยคำร้องของภาคประชาชนเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเข้มงวด สามารถรวบรวมลายเซ็นได้กว่า 50,000 รายชื่อในเวลาเพียงสามวัน ซึ่งหมายความว่าจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

    'The project is so massive that it's basically hard to really grasp,' said local farmer Joni Pitkanen

    ‘The project is so massive that it’s basically hard to really grasp,’ said local farmer Joni Pitkanen

    'This will completely change the situation for the entire municipality and the Oulu region,' he said mayor Kimmo Hinno

    ‘This will completely change the situation for the entire municipality and the Oulu region,’ he said mayor Kimmo Hinno

    Hanna Halmeenpaa of the Finnish Association for Nature Conservation wants work on the site suspended

    Hanna Halmeenpaa of the Finnish Association for Nature Conservation wants work on the site suspended

    Google told AFP that its tree-felling activities were in compliance with Forestry Act requirements

    Google told AFP that its tree-felling activities were in compliance with Forestry Act requirements

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/google-data-centre-finland-muhos-investment-environment&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kEz0T7ZZ_BSI7qkJNvLrz

  • ปริมาณเงิน M2 สหรัฐฯ และจีนรวมกันทำสถิติใหม่ ทะลุ $76 ล้านล้าน

    ปริมาณเงิน M2 สหรัฐฯ และจีนรวมกันทำสถิติใหม่ ทะลุ $76 ล้านล้าน

    Siam Blockchain

    By

    ตุลาคม 4, 2026

    ปริมาณเงิน M2 สหรัฐฯ และจีนรวมกันทำสถิติใหม่ ทะลุ $76 ล้านล้าน

    สรุปข่าว
    • ปริมาณเงินในระบบ (M2) ของสหรัฐฯ และจีนรวมกันแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $76.4 ล้านล้านในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น $7.9 ล้านล้านจากปีก่อน
    • M2 ของจีนอยู่ที่ $53.1 ล้านล้าน ส่วนของสหรัฐฯ อยู่ที่ $23.3 ล้านล้าน ทั้งคู่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล
    • ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จับตาว่าสภาพคล่องที่ขยายตัวจะไหลไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

    ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมักถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว แต่ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังและไม่มีตัวกระตุ้นที่ส่งผลต่อราคาในทันที ตลาดจึงยังไม่ตอบสนองอย่างชัดเจน

    เมื่อเวลา 04:27 น. ของวันที่ 4 ต.ค. ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ปริมาณเงินในระบบ (M2) ของสหรัฐฯ และจีนรวมกันเพิ่มขึ้น $7.9 ล้านล้านเมื่อเทียบรายปีในเดือนสิงหาคม แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $76.4 ล้านล้าน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในรอบ 10 ปี โดยทั้งสองประเทศต่างทำสถิติสูงสุดตลอดกาลพร้อมกัน

    BREAKING: US and China combined M2 money supply surged +$7.9 trillion YoY in August, to a record $76.4 trillion.

    This figure has more than doubled over the last 10 years.

    This comes as China’s M2 soared to $53.1 trillion, while US M2 jumped to $23.3 trillion, both at all-time… pic.twitter.com/reUVYatyDR

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) October 3, 2026

    จีนครองสัดส่วนใหญ่ของเงินที่เพิ่มขึ้น

    จากข้อมูลที่รายงาน M2 ของจีนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ $53.1 ล้านล้าน คิดเป็นราว 70% ของยอดรวมทั้งสองประเทศ ขณะที่ M2 ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ $23.3 ล้านล้าน การที่ทั้งสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกขยายปริมาณเงินพร้อมกันสะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง

    ปริมาณเงินที่ขยายตัวหมายถึงอะไรกับตลาด

    M2 คือปริมาณเงินในระบบที่รวมทั้งเงินสด เงินฝากในบัญชี และสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย นักลงทุนจำนวนไม่น้อยใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดสภาพคล่อง เพราะเมื่อมีเงินในระบบมากขึ้น เงินส่วนหนึ่งมักไหลเข้าสู่สินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ทองคำ และ Bitcoin อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีและมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Trump ชี้เงินเฟ้อช่วยลดหนี้สหรัฐฯ $40 ล้านล้าน หนุนทองคำและ Bitcoin ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของปริมาณเงินและมูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องได้


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ตัวเลข M2 ที่ทำสถิติใหม่เป็นภาพใหญ่ที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สัญญาณที่เอามาใช้ตัดสินใจระยะสั้นได้ เพราะเงินในระบบเพิ่มขึ้นมานานแล้ว และตลาดก็เห็นข้อมูลนี้มาตลอด สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือเงินก้อนนี้จะไหลไปทางไหนต่อ และธนาคารกลางของทั้งสองประเทศจะขยับนโยบายอย่างไรในระยะถัดไป ถ้าใครติดตามเรื่องสภาพคล่อง ลองดูทิศทางดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย

    ที่มา: @KobeissiLetter

    ภาพจาก AI

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/10/04/us-china-m2-money-supply-record-76-trillion/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw254k5uETwIaluqpUYsm_r_

  • เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. เงินเฟ้อพุ่ง 2.53% อีสานเด่น-ใต้ค่าครองชีพสูง

    เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. เงินเฟ้อพุ่ง 2.53% อีสานเด่น-ใต้ค่าครองชีพสูง

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาคยังมีความแตกต่างกัน โดยแรงกดดันสำคัญมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางด้าน โดยเฉพาะการจัดตั้งธุรกิจและภาคท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังขยายตัวได้ดี

    ทั้งนี้ ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 2.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในทุกภูมิภาค โดยภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุด 2.85% รองลงมาคือภาคกลาง 2.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.43% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.38% และภาคเหนือ 2.21% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่กระจายตัวทั่วประเทศ

    ปัจจัยสำคัญมาจากราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น 2.99% สูงกว่าหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มซึ่งเพิ่มขึ้น 2.23% โดยสินค้าเกษตรที่ราคาปรับขึ้นชัดเจน ได้แก่ ผักสดเพิ่ม 7.42% และไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่ม 5.16% 

    ขณะที่ สนค.ประเมินว่าผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่ออุปทานจากสภาพอากาศ

    นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางราคาอาหารในตลาดโลก โดย สนค.ระบุว่า FAO รายงานดัชนีราคาอาหารเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาน้ำมันพืชอยู่ที่ 196.9 จุด สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ท่ามกลางผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง รวมถึงเอลนีโญที่กระทบผลผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Heatflation หรือเงินเฟ้อจากความร้อน

    ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 49.5 ลดลงจากเดือนก่อน และยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยมีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 52.0 ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ 47.3 กรุงเทพฯ และปริมณฑล 49.2 ภาคเหนือ 49.4 และภาคใต้ 49.9

    อีสานโดดเด่น ตั้งธุรกิจโต 36.3%

    ขณะเดียวกันด้านการจัดตั้งธุรกิจ พบว่าเดือนสิงหาคม มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งทั่วประเทศ 7,913 ราย เพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัวสูงสุดถึง 36.3% มีจำนวน 1,037 ราย รองลงมาคือภาคเหนือเพิ่มขึ้น 28.4% และภาคกลางเพิ่มขึ้น 1.0% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 3.7% และภาคใต้ลดลง 11.5%

    อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนเลิกกิจการยังเพิ่มขึ้น โดยทั่วประเทศมีจำนวน 2,244 ราย เพิ่มขึ้น 35.2% และเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค โดยภาคกลางมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด 69.1% ตามด้วยภาคใต้ 27.9% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 25.6% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24.1% และภาคเหนือ 35.1%

    สำหรับยอดขายของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดเดือนมิถุนายน 2569 ภาพรวมประเทศหดตัว 0.2% แต่ภาคกลางขยายตัวโดดเด่น 17.1% ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัว 3.1% ภาคใต้ 1.2% ภาคเหนือ 1.1% ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลหดตัว 5.0%

    ท่องเที่ยวฟื้นต่างกัน ภาคเหนือโตแรง

    ด้านรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเดือนกรกฎาคม 2569 ทั่วประเทศอยู่ที่ 235,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคเหนือขยายตัวสูงสุด 14.8% มีรายได้ 17,985 ล้านบาท ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัว 5.2% และมีรายได้ 10,440 ล้านบาท

    ส่วนภาคกลางมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 51,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรายได้ 73,438 ล้านบาท ลดลง 0.1% และภาคใต้มีรายได้สูงถึง 81,820 ล้านบาท แต่ลดลง 0.4% สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

    ขณะที่รายได้เกษตรกรเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 5.6% ในภาพรวม แต่ยังมีความแตกต่างสูงระหว่างภูมิภาค โดยภาคใต้ขยายตัว 4.5% ซึ่งสูงที่สุด ขณะที่ภาคกลางลดลง 5.1% ภาคตะวันออกลดลง 3.6% ภาคตะวันตกลดลง 9.3% ภาคเหนือลดลง 4.8% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 2.8%

    พาณิชย์เร่งดูแลค่าครองชีพ-เกษตรกร

    ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคา กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคและกำกับดูแลสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับราคา ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดมหกรรม “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    ส่วนภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและกระจายตลาด โดยเฉพาะลำไยในภาคเหนือ ซึ่งมีการติดตามสถานการณ์การผลิตและรับซื้อ พร้อมขยายตลาดลำไยอบแห้งไปยังอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักและสร้างเสถียรภาพด้านราคา

    ขณะที่ภาคใต้มีการเชื่อมโยงผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรเข้าสู่โรงงานปลายทางจำนวน 500,000 ลูก ในราคารับซื้อประมาณ 8-10 บาทต่อลูก เพื่อช่วยระบายผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

    โดยภาพรวมข้อมูลเดือนสิงหาคมสะท้อนว่า เศรษฐกิจภูมิภาคยังอยู่ในภาวะ “ฟื้นไม่พร้อมกัน” แม้บางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ มีสัญญาณบวกจากการจัดตั้งธุรกิจและการท่องเที่ยว แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังต่ำ ประกอบกับต้นทุนค่าครองชีพและรายได้เกษตรกรที่อ่อนแอในหลายพื้นที่ ยังคงเป็นโจทย์สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/670608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04o1zIeBrG5X6hJSieQemS

  • สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

    สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

    ปธ.สภาเอสเอ็มอี ประกาศความสำเร็จผลักดัน ‘Credit Term 45 วัน’

    ชี้ก้าวสำคัญแก้ปัญหา SME ถูกยืดจ่ายเงิน ย้ำ “ขายของแล้วต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้รายเล็กกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่”

    ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกาศความสำเร็จในการผลักดันแก้ปัญหา Credit Term ของผู้ประกอบการ SME หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เห็นชอบแนวทางยกระดับกติกาการชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME โดยกำหนดกรอบการชำระเงินสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน และกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน พร้อมยกระดับจากแนวปฏิบัติเดิมไปสู่กติกาที่สามารถบังคับใช้ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่อง Credit Term เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สภาเอสเอ็มอีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยตรง โดยที่ผ่านมา SME จำนวนมากส่งสินค้าและบริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณียาวถึง 120–180 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องนำเงินของตัวเองหรือกู้เงินมาเป็นทุนหมุนเวียนแทนคู่ค้ารายใหญ่

    “นี่เป็นก้าวสำคัญของ SME ไทย เพราะปัญหา Credit Term ไม่ใช่เรื่องของการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมทางการค้า เมื่อ SME ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว SME ก็ควรได้รับเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ถูกบังคับโดยอำนาจต่อรองให้กลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า”

    — สุปรีย์ กล่าว

    ข้อมูลจาก กขค. ระบุว่า ปัญหาการยืดระยะเวลาชำระเงินของธุรกิจขนาดใหญ่สร้างเงินค้างในระบบ SME จำนวนมาก โดยมีการประเมินว่ามูลค่าเงินที่ติดค้างจากปัญหา Credit Term อาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี การกำหนดกรอบ 30–45 วันจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาชำระเงิน แต่มีผลโดยตรงต่อเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก

    สุปรีย์กล่าวว่า จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ในอดีตกติกา Credit Term มีลักษณะเป็นแนวปฏิบัติและเปิดช่องให้มีการกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างออกไปตามเหตุผลทางธุรกิจ แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การอาศัยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเพียงพอ

    กขค. จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ SME ภายในกรอบเวลาที่กำหนด และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าได้

    “สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอดไม่ใช่การทำให้ SME ได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คือการทำให้ SME ไม่ต้องเสียเปรียบเพียงเพราะตัวเล็กกว่า”

    ประธานสภาเอสเอ็มอีระบุ พร้อมชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าทั้งคณะที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ประกอบการ และกล้านำปัญหาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในตลาดมาพิจารณาในเชิงโครงสร้าง

    “ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ กขค. ทั้งชุด รวมถึงสำนักงาน กขค. ที่รับฟังเสียงของผู้ประกอบการ และมองเห็นว่าปัญหา SME ไม่สามารถแก้ได้ด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว หากกติกาในตลาดยังเปิดให้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าสามารถผลักต้นทุนทางการเงินลงมายังผู้ประกอบการรายเล็กได้”

    สุปรีย์ กล่าวว่า การที่ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการของ กขค. ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ภาค SME มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม Credit Term 45 วันไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็น “ก้าวแรก” ของการสร้าง Fair Trading Practices หรือกติกาการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย

    หลังจากนี้ สภาเอสเอ็มอีจะเดินหน้าผลักดันประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การฝากขายหรือ Consignment การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผลต่อโอกาสในการแข่งขันของ SME

    “ประเทศไทยช่วย SME มาหลายสิบปีด้วยสินเชื่อ โครงการ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ SME ขายของแล้วต้องรอเงินสามเดือน สี่เดือน หรือหกเดือน เราก็กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”

    “รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้ SME ชนะ แต่รัฐต้องสร้างกติกาที่ทำให้ SME มีโอกาสชนะได้ และ Credit Term 45 วัน คือหนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการช่วย SME ไปสู่การสร้างสิทธิและความเป็นธรรมให้ SME ในระบบเศรษฐกิจไทย”

    — สุปรีย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/credit-term-45-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31w4neTj83vn6Uf_9S8Nt-