Blog

  • เศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

    เศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

    ท่ามกลางกระแสต้อนรับการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ก็มีอีกประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือ การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่มาของงบประมาณสำหรับ สสส.

    ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งผู้กำหนดนโยบายระดับโลกจะใช้เวทีนี้ ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกร่วมกัน

    ทั้งนี้ จะมีนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การพัฒนา จากทั่วโลกนอกเหนือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก มากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ มาร่วมประชุม

    การประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งน่าจะยกระดับบทบาทของไทยในการกำหนดวาระในระดับโลก (Global Agenda) ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางนโยบายการเงิน และการคลัง

    ในขณะเดียวกัน มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำงบประมาณที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับจากภาษีสุราและยาสูบ ร้อยละ 2 จากเดิมที่ได้รับโดยตรง มาเป็นการรับจากงบประมาณปกติแทน

    โดยพรรคภูมิใจไทยอ้างว่าเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังเพื่อความมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน

    พรรคภูมิใจไทยชี้แจงว่า การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (หรือ ไทย พีบีเอส) นั้น ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้งสี่องค์กร

    แต่เหตุผลคือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” และอธิบายว่า หลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

    เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลทุกยุค ทุกสมัย จำเป็นที่จะต้องหารายได้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ดูเหมือนว่า การอ้างหลักการในการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐครั้งนี้ จะไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด

    หากรัฐบาลมีความจริงใจในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อประโยชน์สาธารณะ คงต้องขับเคลื่อนหลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องจ่าย” ซึ่งเป็นหลักการระดับนานาชาติ

    แนวคิดนี้เสนอแนะโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development – OECD) เมื่อปี ค.ศ. 1972 ซึ่งเกิดกระแสความตระหนักทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมพุ่งขึ้นสูงสุด

    โดยมีการแถลงว่า “ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อการป้องกันการเกิดมลพิษและมาตรการในการควบคุม” ทั้งนี้ หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องจ่าย” สามารถนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมยาสูบได้ 

    ผลิตภัณฑ์สุรา และยาสูบ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ 

    การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไข ร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (Earmark tax)

    เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือ อุตสาหกรรมสุราและอุตสาหกรรมยาสูบ เหตุใดผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว จึงคิดสั้น ตัดรายได้ของรัฐบาลที่ไม่พอเพียงอยู่แล้วให้น้อยลง และผลักดันให้ทั้ง 4 กองทุนไปเบียดเบียนงบประมาณส่วนกลางที่มาจากภาษีอากรปรกติ?

    ภาษีบาป (Sin tax) ที่เก็บจากผลิตภัณฑ์สุราและยาสูบ มีสาเหตุจากการที่ผลิตภัณฑ์ทั้งสองก่อให้เกิดภาระโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาล

    การยกเลิกการเก็บภาษีบาปเป็นการยกประโยชน์ให้กับผู้ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ โดยไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงกองทุนทั้งสี่ ปีละ 10,000 ล้านบาท

    หากนักการเมืองเป็นที่มั่นใจของประชาชนว่า มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การอ้างหลักการในการรักษาวินัยการเงินการคลัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

    แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ในขณะที่คะแนนดัชนีรับรู้ระดับคอรัปชั่นของประเทศไทย ได้ 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นเมียนมาและกัมพูชา

    รัฐบาลจำเป็นต้องตอบข้อสังเกตว่า เหตุใดการเสนอแก้ไข ร่างกฎหมายโดยพรรคภูมิใจไทย จึงจะยกประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมสุราและยาสูบ?

    เป็นที่น่าสังเกตว่า การแต่งตั้งโฆษกรัฐบาลซึ่งเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่าล้มเหลวมาโดยตลอด น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคืออะไร

    สภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้สังคมของผู้มีวิจารณญาณ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ต่อร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวทาง https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 ภายในวันที่ 14 ตุลาคม ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์สาธารณะ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1255377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eovg70DzD6xj1xcE8KUPz

  • ประธานาธิบดีแอลจีเรีย เผยว่า เศรษฐกิจแอลจีเรีย จะโตทะลุร้อยละ 4 สูงกว่าที่ IMF คาดการณ์

    ประธานาธิบดีแอลจีเรีย เผยว่า เศรษฐกิจแอลจีเรีย จะโตทะลุร้อยละ 4 สูงกว่าที่ IMF คาดการณ์

    ประธานาธิบดีแอลจีเรีย (H.E. Abdelmadjid Tebboune) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจแอลจีเรียคาดว่า จะขยายตัวในอัตราร้อยละ 4.01–4.02 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่าเศรษฐกิจแอลจีเรียจะขยายตัวร้อยละ 3.8 ในปี 2026 โดยระบุว่า เศรษฐกิจแอลจีเรียมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอาจจะสูงกว่าบางประเทศในยุโรป

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้แอลจีเรียสามารถบรรลุผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี 2026 หรือในช่วงไตรมาสแรกของปี 2027 และมีความเป็นไปได้ที่ GDP จะสูงกว่าระดับดังกล่าว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมากทั่วประเทศ และการนำศักยภาพของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 

    รัฐบาลแอลจีเรียยังมุ่งเพิ่มรายได้จากเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศที่มีความสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การทำเหมืองแร่ การผลิตเหล็กภายในประเทศ ตลอดจนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และ   เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในครัวเรือน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญ  ในการเพิ่มรายได้และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้า ขณะเดียวกัน รัฐบาลแอลจีเรียอยู่ระหว่างการดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้จากภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอน และส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการดึงดูดบริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลยังคงดำเนินการสำรวจและค้นหาแหล่งพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ประธานาธิบดีแอลจีเรีย ยังระบุเพิ่มเติมว่า ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจประเทศในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะดำเนินมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการนำเข้า เพื่อบริหารจัดการการใช้เงินตราต่างประเทศและรักษาทุนสำรองของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยคาดว่าทุนสำรองระหว่างประเทศจะยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพออย่างน้อยจนถึงปี 2031 ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจของแอลจีเรีย

    ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

    • เศรษฐกิจแอลจีเรียมีแนวโน้มขยายตัวและรัฐบาลเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ เหมืองแร่ เหล็ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถขยายการส่งออก ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร และอุปกรณ์อุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการของภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    • การที่แอลจีเรียลงทุนในหลายภาคส่วนเพิ่มขึ้นสามารถเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และบริษัทอุตสาหกรรมของแอลจีเรีย เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจและขยายตลาดในระยะยาวได้

    • เนื่องจากรัฐบาลแอลจีเรียมีนโยบายลดการนำเข้าและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ ผู้ประกอบการไทยควรเน้นสินค้าที่แอลจีเรียยังมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์สำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้มากกว่าสินค้าสำเร็จรูปที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ

      ————————————

    ที่มา 

    • https://news.radioalgerie.dz/en/node/95747

    • https://www.aps.dz/en/presidency-news/muti2qcd-algeria-s-gdp-could-reach-usd400-billion-by-late-2026-or-early-2027-president-tebboune-affirms

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/no4skrfe4yigvjph3f0j8vnc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HzEJ50HCWAJ6bQn74m3on

  • IMF เตือน! “ฤดูหนาวกำลังมา” สำหรับเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    IMF เตือน! “ฤดูหนาวกำลังมา” สำหรับเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเตือนในวันนี้ (7 ต.ค.) ว่า  “ฤดูหนาวกำลังมา” สำหรับเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี

    นางกอร์เกียวากล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวที่สิงคโปร์ ก่อนที่สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก จะจัดการประชุมประจำปี 2026 หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (AM2026) ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.

    ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาหนักแน่น นางกอร์เกียวาได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้ภาครัฐที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    เธอกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องยาก ๆ เช่น การควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยค่อย ๆ ทำให้ประชาชนลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมทั้งใช้มาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 6.03% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998

    ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของสหรัฐก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตด้านงบประมาณ ก็มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

    ขณะเดียวกัน ยูโรอ่อนค่าลง ส่งผลให้ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือนเมื่อเทียบกับยูโร

    สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

    ความกังวลเหล่านี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพันธบัตรมาตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อต้นปีนี้ และผลกระทบยังคงแพร่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ

    เธอกล่าวว่า “ดิฉันขออ้างคำพูดจาก Game of Thrones ว่า ‘ฤดูหนาวกำลังมา’”

    “แรงกดดันด้านราคาอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ และเมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องเพิ่มเติมสต็อกสำรองของตน”

    “แม้ว่าสงครามในอ่าวเปอร์เซียจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่ปัญหาราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงก็มีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ราคาสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าในขณะนี้สะท้อนว่า ตลาดคาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี 2027”

    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเติบโตของ AI ก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเช่นกัน

    ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลก

    นางกอร์เกียวากล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้า ซึ่ง IMF จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจฉบับใหม่

    ทั้งนี้ IMF จะใช้ไทยเป็นเวทีเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งจะระบุตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปี 2026 และ 2027 โดย IMF จะเปิดเผยรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนต.ค.ในวันอังคารที่ 13 ต.ค.เวลา 09.00 น. โดยใช้หัวข้อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความสามารถในการรับมือภายใต้แรงกดดัน และการตัดสินใจที่เร่งด่วน”

    ในรายงาน World Economic Outlook ก่อนหน้านี้ในเดือนก.ค. IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.0% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.3% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027

    นอกจากนี้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.6% ในปี 2026 และ 4.1% ในปี 2027

    ส่วนเศรษฐกิจไทย IMF คาดว่าจะมีการขยายตัว 1.9% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027

    นางกอร์เกียวากล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้จะสะท้อนถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางและยูเครน

    เธอกล่าวว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรอบคอบ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ตามรอยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้านี้แล้ว

    นางกอร์เกียวากล่าวว่า ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งแบกรับภาระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น ยังคงไม่ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดที่จำเป็นเพื่อควบคุมการใช้จ่าย และไม่ควรเลื่อนการดำเนินการออกไปอีก

    เธอยอมรับว่า เรื่องนี้จะเป็นงานที่ยากมาก

    “หลังจากเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งนโยบายการคลังของรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ประชาชนก็เคยชินกับการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น”

    “เรากำลังเผชิญกับการตัดสินใจทางการเมืองที่ยากลำบากอย่างยิ่ง” นางกอร์เกียวากล่าว

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/660869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oi0jkb28skikLpHInoAvG

  • นครฯ เดินหน้าพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    นครฯ เดินหน้าพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    สำหรับโครงการดังกล่าว มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพคนในท้องถิ่นให้สามารถนำทุนที่มีอยู่ในชุมชน ทั้งด้านอาหาร ศิลปหัตถกรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว มาต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถสร้างรายได้และการจ้างงานให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โครงการดังกล่าว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการ โดยมุ่งสร้างกำลังคนที่มีทักษะและความสามารถในการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ใช้กับทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่

    ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “จังหวัดนครศรีธรรมราชมีต้นทุนที่เข้มแข็งและหลากหลาย ทั้งทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ อาหาร วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในบริบทของเศรษฐกิจยุคใหม่ การมี “ทุน” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการนำทุนเหล่านั้นมาสร้างคุณค่าและพัฒนาให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินโครงการจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะสูงและมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำทุนของชุมชนมาพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ชุมชน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1713339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1swu4HDctKjBeIGQe_Ccxt

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดข่าว 8 ต.ค. 69 สภาถกกระทู้สด /เงินเยียวยาน้ำท่วม/ จับตาโนเบลวรรณกรรม/ เช็กฝนทั่วไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวสำคัญประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และข่าวออนไลน์ โดยประเด็นที่น่าสนใจยังอยู่ที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank และการประกาศรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปี 2026

    1. สภาถกกระทู้สด จับตาการทำงานของ กมธ.

    สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดประชุม โดยภายหลังการปรึกษาหารือของสมาชิก จะเข้าสู่การพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา และกระทู้ถามทั่วไป ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินและสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการมีมติใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง

    2.ลุ้นเงินเยียวยาน้ำท่วมล็อตแรก จับตา AOT ลงนาม AOTGA

    ด้านเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือประชาชน ประเด็นสำคัญคือการดำเนินการโอนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า ปภ.ได้รวบรวมข้อมูลผู้ประสบภัยและส่งต่อข้อมูลในพื้นที่ที่ผ่านการรับรองแล้วให้ธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือ

    สำหรับพื้นที่นำร่องที่มีข้อมูลพร้อม ได้แก่ จังหวัดสระแก้วและกระบี่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโอนเงินเยียวยาให้แก่ประชาชนที่ผ่านหลักเกณฑ์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการในพื้นที่อื่นต่อไป

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีกำหนดลงนามสัญญากับบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เพื่อเข้ามาเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และธนาคารโลก หรือ World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ

    3. จับตาประกาศรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม 2026

    ข่าวต่างประเทศที่ได้รับความสนใจ คือการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปี 2026 โดยสถาบันสวีเดนมีกำหนดประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 8 ตุลาคม ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

    รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญของสัปดาห์การประกาศรางวัลโนเบลประจำปี โดยปี 2026 มีการทยอยประกาศรางวัลในสาขาต่าง ๆ ตามกำหนดการของมูลนิธิโนเบล

    4. เช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง จับตาฝนเพิ่มช่วง 9–13 ต.ค.

    ด้านข่าวออนไลน์และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงวันที่ 7–8 ตุลาคมว่า ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนและมีฝนตกหนักบางแห่ง

    สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ประชาชนจึงควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงเช้าและช่วงเย็น

    ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น และบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก จึงควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

    อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมในกรุงเทพฯ คือการดูแลระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/327231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bcZ4LYEGWsovyobl1yTvw

  • กกร. หนุนแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 ยกระดับเป้าศก.ไทยโตเหนือ 3% เร่งขับเคลื่อนกลไก 3

    กกร. หนุนแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 ยกระดับเป้าศก.ไทยโตเหนือ 3% เร่งขับเคลื่อนกลไก 3

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาครัฐและภาคเอกชน มีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก

    โดย กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่

    • Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน และปลดล็อกอุปสรรค
    • Transition Now เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยี และมาตรฐานใหม่
    • Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

    นายพจน์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ยังปรับตัวสูงขึ้น ว่า ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลาง และน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศ รวมทั้งไทย ในเดือนกันยายน ปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชน และค่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

    อย่างไรก็ดี ที่ประชุม กกร.ในเดือนต.ค.นี้ ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้เท่ากับรอบการประชุมเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ จะเติบโตได้ 2.1-2.5% ส่วนมูลค่าการส่งออก ขยายตัวได้ 12-16% และอัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.5-3.0%

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กกร. ยังเห็นควรว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากการขนส่งสินค้าทางอากาศ มีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้า และถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสาร และสัมภาระตกค้างเป็นจำนวนมาก

    สนามบิน เป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย ปัญหาการให้บริการที่ติดขัด จึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นายพจน์ ระบุ

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12848701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkLHdZOKLKVOLVQNM7WOD

  • พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน

    พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน

    วันนี้ (7 ต.ค.2569) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยังไม่มีแนวทางกู้เงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันกองทุนฯ มีสถานะติดลบแตะ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มภาระหนี้และดอกเบี้ย ให้กับประชาชนในระยะยาว โดยการกู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยืดเยื้อ และเครื่องมือบริหารจัดการราคาที่มีอยู่ถูกนำมาใช้จนหมดแล้ว

    นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน

    นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน

    ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน และไม่ต้องการส่งสัญญาณที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ไทยกำลังจะก่อหนี้เพื่อพยุงกองทุนฯ โดยหากเลือกได้ จะไม่กู้เงิน และจะเน้นส่งเสริมการใช้พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ แม้มีต้นทุนสูงกว่า แต่จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายไปยังเกษตรกร และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ช่วยหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย

    ด้านนางไพลิน ฟุ้งเกียรติ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า แม้สถานะกองทุนฯ ติดลบ แต่ยังมีกระแสเงินไหลเข้าและมีเงินสดหมุนเวียนประมาณ 10,000 ล้านบาท ยังสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้ หากสถานการณ์ราคาพลังงานเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพื่อลดภาระติดลบได้

    พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน  อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน

    พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สกนช. กล่าวว่า วันที่ 7 ต.ค.2569 กองทุนฯ มีภาระชดเชยประมาณ 316 ล้านบาทต่อวัน แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 289 ล้านบาท และ LPG 27 ล้านบาท ลดลงจากช่วงที่เคยชดเชยสูงถึง 1,000–2,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ดีเซลปัจจุบันชดเชยประมาณ 2 บาทต่อลิตร สะท้อนว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สกนช.

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สกนช.

    ทั้งนี้ การกู้เงินเป็นหนึ่งในแนวทางที่ศึกษาไว้ ตามแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2569–2572 ซึ่ง ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 โดยหากจำเป็นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน และจังหวะที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณามาตรการอื่น เช่น การหารือกับกรมสรรพสามิต เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

    ซึ่งภารกิจของกองทุนน้ำมันฯ คือการดูแลราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นราคาถูก แต่ต้องป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานปรับตัวรุนแรงหรือรวดเร็วเกินไปจนกระทบประชาชน เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ มีเวลาในการปรับตัวต่อภาวะราคาพลังงาน

    อ่านข่าว:

    น้ำมันแพง อาหารสำเร็จรูปขึ้นราคา ดันเงินเฟ้อพุ่ง สนค.หั่นเป้าใหม่เป็นเหลือ1.8-2.2%

    ส.อ.ท.ชี้สงครามยังไม่ยุติ แนะโรงงาน รับมือราคาน้ำมันผันผวน

    พลังงานยันดีเซลเพียงพอ ชวนคนไทยใช้ B20 ลดนำเข้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00S7fZ_IgJXZh4HO59e_C3

  • นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

    นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

    วันนี้, 17:19น.

              วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก โดยนายกฯ จะนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

               ภายหลังเดินทางถึงสิงคโปร์ นายกฯ เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ ณ โรงแรม Shangri-La Singapore โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

                จากนั้น นายกฯ มีกำหนดพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media ก่อนเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ในช่วงค่ำ และร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรงต่อผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก

    #นายกประชุมสิงคโปร์

    Cr:ไทยคู่ฟ้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SU_l96HIxQ9iiv_BfZNxe

  • ผู้เชี่ยวชาญเสนอ “รีเซตการเติบโตเศรษฐกิจ-การลงทุน” ช่วยประเทศกำลังพัฒนาหนี้สินล้น | เดลินิวส์

    ผู้เชี่ยวชาญเสนอ “รีเซตการเติบโตเศรษฐกิจ-การลงทุน” ช่วยประเทศกำลังพัฒนาหนี้สินล้น | เดลินิวส์

    สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า ผู้สันทัดกรณีด้านการพัฒนาระดับสูง 3 คน กล่าวว่า การรีเซตการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน มีเป้าหมายเพื่อป้องกันภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางระดับล่าง โดยการประสานความพยายามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เจ้าหนี้ทางการระดับทวิภาคี และผู้ให้กู้ภาคเอกชน

    ผู้เขียนแผนโครงการริเริ่มระบุในเอกสารว่า โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะอัดฉีดเงินทุนที่เข้าถึงได้ เข้าสู่ประเทศที่มีระดับหนี้สินสูง และหยุดยั้งประเทศเหล่านั้นไม่ให้ใช้เงินกู้พหุภาคีดอกเบี้ยต่ำ เพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ระดับทวิภาคี เช่น จีน

    “ประเทศกำลังพัฒนาประสบปัญหาภาระดอกเบี้ยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเบียดบังการลงทุนที่จำเป็น และหากไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ดังกล่าวจะเลวร้ายลง เนื่องจากหนี้สินการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศในราคาต่ำช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กำลังจะครบกำหนดชำระ ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้น” ผู้เขียนระบุเสริม

    นอกจากนี้ ข้อเสนอยังเรียกร้องให้ไอเอ็มเอฟ จัดทำโครงการเฉพาะเพื่ออัดฉีดเงินทุนระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ เข้าสู่ประเทศที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว โดยประสานงานกับการให้กู้และการค้ำประกันของเวิลด์แบงก์ เพิ่มเติมจากเงินกู้ปกติ

    อนึ่ง ข้อเสนอข้างต้นมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ที่กรุงเทพมหานคร ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมีการหารือเกี่ยวกับความท้าทายมากมายที่ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์สภาพอากาศซูเปอร์เอลนีโญ ราคาพลังงานที่สูง ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการที่ลดลงอย่างมาก และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6256323/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RCfVy-8YknjnYtOSIl4qq

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสชี้ ยังไม่ต้องพึ่ง ECB แก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสชี้ ยังไม่ต้องพึ่ง ECB แก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ : อินโฟเควสท์

    เอ็มมานูเอล มูแลง ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือจากธนาคารกลางยุโรป (ECB)

    มูแลงให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ France Inter ในวันนี้ (7 ต.ค.) ว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ ECB จะต้องเข้ามาแทรกแซง พร้อมระบุว่า ทางออกของฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่ ECB แต่อยู่ที่การแก้ปัญหาภายในประเทศ

    ผู้ว่าการฝรั่งเศสชี้ว่า ฝรั่งเศสสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการผ่านงบประมาณที่มุ่งลดการขาดดุล

    ปัจจุบัน ตลาดการเงินฝรั่งเศสกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่พุ่งขึ้นตามการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าฐานะการคลังที่เปราะบางของฝรั่งเศสอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นในยุโรป

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลฝรั่งเศสเสนอร่างงบประมาณปี 2570 ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 1 ต.ค. โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 5.4% ของ GDP ในปีนี้ เหลือ 5% ในปี 2570

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังถูกกดดันจากฝ่ายค้านทั้งฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด ทำให้การผลักดันงบประมาณเพื่อควบคุมการขาดดุลยังมีความไม่แน่นอน

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/660634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xADiPZKysMChqKsj44Sdu