Category: เศรษฐกิจ

  • แนวโน้ม SET “ไซด์เวย์อัพ” จับตาครม.เศรษฐกิจถก FETCO

    แนวโน้ม SET “ไซด์เวย์อัพ” จับตาครม.เศรษฐกิจถก FETCO

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดแกว่งไซด์เวย์อัพได้ โดยที่ติดตามคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะเข้าหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนต่อความคาดหวังในการกระตุ้นตลาดทุนของไทยได้ และเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน

    ขณะที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ทำให้จะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานได้ด้วยเช่นกัน และส่งผลหนุนต่อดัชนี ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เปิดมาเคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน โดยให้แนวต้าน 1,290 จุด แนวรับ 1,265 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04GfNB4_ANnxk-jzuRNSMy

  • ส.อ.ท.ยื่น 4 ข้อเสนอรัฐบาล

    ส.อ.ท.ยื่น 4 ข้อเสนอรัฐบาล


    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานEconmass Talk ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทยได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและส.อ.ท. ว่า ได้เตรียมนำข้อเสนอแนะให้รัฐบาล เพื่อขอให้ช่วยเหลือ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการนำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวกำหนด ใน 4 ประเด็นหลักดังนี้ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน 2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3. ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ของพลาสติกครบวงจร

    “แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดัน จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค”

    นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และต้องเผชิญปัญหาความท้าทายเช่นเดียวกัน รวมถึงไทยด้วย ซึ่งสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19% ซึ่งไม่นับรวมอัตราภาษีเดิมอีก 5% เมื่อรวมแล้วสินค้าส่งไปจำหน่ายในสหรัฐฯ จะเสียภาษีในอัตรา 24% ขณะที่สินค้าพลาสติกและปิโตรเคมีประเทศคู่แข่งของไทย อัตราภาษีต่ำกว่าไทย ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม รวมถึงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ด้วย

    นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมพีพีพี พลาสติก กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจคัดแยกและกำจัดขยะ แล้วนำมารีไซเคิลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นโอกาสทำเงินได้ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณขยะมีมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี แต่การกำจัดขยะ แล้วนำมารีไซเคิลอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายมีเพียง 50,000 ตันต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2884886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T7VaqBWIB-5t5oW6WHHYg

  • ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย เลี่ยงช่องแคบมะละกา ด้านเอกชนแนะใช้ Sandbox วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน-เขตปลอดอากร-โรงงานอุตสาหกรรม หนุนเศรษฐกิจระนองเติบโตระยะยาว

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าเรือระนองว่า ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ถูกวางบทบาทสำคัญในฐานะ “ศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ” (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้เข้าสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย โดยจะทำหน้าที่คู่ขนานสองบทบาทที่เกื้อหนุนกัน คือ ท่าเรือระนองปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนท่าเรือชายฝั่งสำหรับเรือขนาดเล็กในระดับภูมิภาค ส่วนโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนั้น จะกลายเป็นประตูการค้าหลักเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ในเส้นทางระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ท่าเรือระนองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกประมาณ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือ Feeder ขนาดบรรทุก 50-120 ตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ที่เชื่อมโยงการค้ากับตลาดสำคัญอย่างย่างกุ้งและจิตตะกอง ส่วนท่าเรือน้ำลึกใหม่ จะถูกออกแบบให้มีร่องน้ำลึก 18 เมตร ยื่นออกไปในทะเล เพื่อรองรับ Mother Vessel ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3,000–20,000 TEU โดยตรง ทำให้ไทยมีท่าเรือฝั่งอันดามันที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัด

    “ท่าเรือทั้งสองแห่งไม่ได้แข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน โดยท่าเรือน้ำลึกใหม่จะเน้นรองรับเรือข้ามทวีป ส่วนท่าเรือเดิมจะยังคงเป็นหัวใจของการขนส่งชายฝั่งและภูมิภาค ซึ่งการมี Mother Vessel เข้ามาเทียบท่าจะสร้างอุปสงค์การกระจายสินค้าต่อด้วยเรือเล็ก ส่งผลให้ท่าเรือระนองปัจจุบันคึกคักยิ่งขึ้น“

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ท่าเรือระนองมีศักยภาพโดดเด่นคือ โครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมตรงจากจีนตอนใต้ โดยมีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน ผ่านลาวเข้าสู่ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่จากท่าเรือระนองสามารถส่งต่อสินค้าสู่ย่างกุ้งเพียง 2.5 วัน โคลัมโบ 7 วัน และเชนไน 5 วัน ซึ่งสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

    ขณะเดียวกันทางจีนจึงให้ความสนใจอย่างสูงต่อโครงการแลนด์บริดจ์และท่าเรือระนอง เพราะช่วยแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งทางเรือ และยังเชื่อมต่อโดยตรงสู่ตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาค BIMSTEC ที่มีประชากรรวมกว่า 1 ใน 4 ของโลก โดยเฉพาะเมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ดังนั้นท่าเรือระนองไม่ใช่แค่ท่าเรืออีกแห่ง แต่คือหัวใจของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่จะเชื่อมจีนตอนใต้เข้ากับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียอย่างเต็มรูปแบบ

    ด้านนายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ อำนวยการอาวุโสฝ่ายการค้าพัฒนาธุรกิจและการลงทุน ผู้แทนองค์กรด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าท่าเรือระนองจะเป็น Gateway Port ของฝั่งอันดามัน โดยใช้โครงสร้างปัจจุบันเป็นทำหน้าที่เตรียมเป็นพื้นที่ต้นแบบ Sandbox ทดสอบเส้นทางจริงทันที ไม่ต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม BIMSTEC รับมือความผันผวนโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    นอกจากประโยชน์ทางการค้า โครงการพัฒนาท่าเรือระนองยังมีมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ โดยจะช่วยสร้างงานใหม่ กระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหารทะเล และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดันจังหวัดระนองที่มีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมทะเลก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

    ขณะเดียวกันมองว่าการผลักดันโครงการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก การสนับสนุนจากพาณิชย์จังหวัด ทูตพาณิชย์ BOI และผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ในอนาคต ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ยังเตรียมต่อยอดสู่การขนส่งทางอากาศ เช่น การรวบรวมสินค้าล็อตเล็กที่สุวรรณภูมิแล้วส่งต่อทางเรือผ่านระนองไปยังประเทศปลายทาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายของโครงข่ายขนส่ง ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางการค้าใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคและสร้างจุดยืนใหม่ให้ไทยบนเวทีการค้าโลก

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ByyTd7bDQH5J9R5k6BcmV

  • สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    “เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” จากโจทย์อันท้าทายนี้เอง ที่เชิญชวนให้ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทยมาร่วมกันนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจบนเวทีงานสัมมนา Future Forum 2025 : Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน


    โดยผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ได้มาชี้ชัด 4 เทรนด์สำคัญที่กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกบนเวที Future Forum 2025 : Great Transformation

    เริ่มจาก มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า
    “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาด คือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19)”
    “การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก”
    โดย อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ให้มุมมองสำคัญว่าโลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ
    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”
    มร.เฮง สวี เกียต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าสิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    The Circle of Investing

    “โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน คำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร”
    และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ยังย้ำอีกว่า “การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ”
    “เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้”
    “และในยุคนี้ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน”
    ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า
    “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม”
    “และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี”
    “โดยกรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน” 
    “ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร”
    “ส่วนประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมจะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    มาถึงในส่วนของผู้นำภาคเอกชนไทย ได้เน้นย้ำชัดเจนว่าให้เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก

    พลวัตเศรษฐกิจดิจิทัล

    ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก”
    “ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า”
    “เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    ด้าน ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง”
    “ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI”

    เมืองน่าลงทุนระดับโลก

    “สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG”
    “การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”
    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนและให้มุมมองในฐานะบริษัท Technology เพิ่มเติมว่า
    “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา”
    “ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ที่มา : บทความเรื่อง “เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก” จากเว็บไซต์ CarlifeWay


    อัปเดตทุกเทรนด์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาในทุกด้าน

    ส่องอาชีพมาแรง และ ธุรกิจอาหารสร้างสรรค์ ปี 2025 เทรนด์ไหนกำลังมา ไปดูกัน!

    ถอดบทเรียนจาก “กรุงศรี 80 ปี” สถาบันการเงินคู่สังคมไทย กับการปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อรับโอกาสจากเทรนด์ ‘การเงินเพื่อความยั่งยืน’

    10 เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2026 ยกระดับ ‘อุตสาหกรรมเที่ยวไทย’ ให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลก

    Post Views: 97

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/24/4-trends-from-future-forum-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UWRB_7VVkawEVDnHmJuEb

  • เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว

    นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รอง ผวจ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเปิดงานเทศกาลเมืองชากาแฟ Chiang Rai Tea & Coffee Festival 2025 อย่างเป็นทางการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5141907/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DH-9qmzFt6GJY2Bocoe_f

  • “ฟิตซ์ เรตติ้ง” คงเครดิตไทย BBB+ แต่ส่งซิกแนล “ลบ” การเมืองเสี่ยง

    “ฟิตซ์ เรตติ้ง” คงเครดิตไทย BBB+ แต่ส่งซิกแนล “ลบ” การเมืองเสี่ยง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ย.68) ฟิทช์เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “คงที่” (Stable) เป็น “ลบ” (Negative) โดยคงอันดับเครดิตที่ระดับ BBB+ เหตุจากความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการคาดการณ์นโยบาย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และวินัยทางการคลัง

    ฟิทช์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม BBB ที่ราว 3.5% เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนอ่อนแอ ปัญหาด้านผลิตภาพ และจำนวนแรงงานที่ลดลง ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะเกิน 65% ภายในปี 2570 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม BBB ที่อยู่ราว 55% ขณะเดียวกันการขาดดุลการคลังคาดว่าจะอยู่ใกล้ 4% ของ GDP ต่อปีในช่วงปี 2568-2569 จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและโครงการลงทุนของภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี อันดับเครดิต BBB+ ของไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากความสามารถในการบริหารหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับจัดการได้ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงกว่า 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่า 8 เดือนของการนำเข้า ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่กลับมาเกินดุลจากภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ รวมถึงระบบธนาคารที่มีเงินกองทุนและสภาพคล่องแข็งแรง

    ฟิทช์ระบุว่า ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตในอนาคต ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะเร็วกว่าที่คาด และการไหลออกของเงินทุนที่กระทบต่อทุนสำรอง ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลง สร้างความชัดเจนทางการเมือง และผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตจนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเกิน 3% ต่อเนื่อง ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับอันดับเครดิตขึ้นในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eQocY3iRQZccGF0WHtrUh

  • ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลก-ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูงแนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค-ทองคำ-เงิน

    ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลก-ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูงแนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค-ทองคำ-เงิน

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

    ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลก-ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูงแนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค-ทองคำ-เงิน

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Tanapat Dhanachata, Economist, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบแนวโน้มการคลังในระยะยาว

    ในส่วนของสหรัฐฯ เศรษฐกิจมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นอ่อนแอรุนแรง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง โดย TISCO ESU ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3.0% โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2.0% ต่อเนื่อง 2.โครงสร้างตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยอุปสงค์แรงงานชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานแรงงาน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนั้นค่อนข้างจำกัด 3.เครื่องชี้ภาวะตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการลาออกแบบสมัครใจ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจและครัวเรือนเกี่ยวกับสภาวะตลาดแรงงาน และอื่นๆ บ่งชี้ภาพการชะลอลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ต่างการตัวเลขการจ้างงงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลงอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนตลาดแรงงาน โดยไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วจนเกินไป

    การเมืองฝรั่งเศสปั่นป่วน เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็ได้รับความสนใจจากตลาดไม่น้อย หลังสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Francois Bayrou เหตุจากข้อเสนอของรัฐบาลในการลดรายจ่ายภาครัฐลงราว 44,000 ล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และกลุ่มการเมืองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยการเจรจาและประนีประนอมอย่างมาก 

    TISCO ESU มองว่า แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แม้จะมีความชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงอาจเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตลง โดยทั้ง Fitch Rating, Moody และ S&P ระบุในทางเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    แนะปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นกลุ่ม “สาธารณูปโภค-ทองคำ”

    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Komsorn Prakobphol , Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญถึง 3 ด้าน ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานในระยะข้างหน้า โดย ด้านแรก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวแบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจ้างงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านที่สอง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นหลังจากมาตรการขึ้นภาษีมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดย TISCO ESU คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึงแค่เพียง 3.5% เท่านั้น ต่างจากที่ตลาดคาดว่าจะลดลงต่ำกว่าระดับ 3% ในปี 2569

    ด้านสุดท้าย คือระดับราคาของสินทรัพย์ (Valuation) ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้โดยตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

    จากทั้งสามปัจจัยนี้ TISCO ESU ประเมินว่าตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน โดยตัวกระตุ้นสำคัญอาจมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มากขึ้น

    ระวัง!! ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี แนะกระจายลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า การฟื้นตัวของสภาพคล่องในตลาดทุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด และกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Super Stock แห่งยุคอย่าง NVIDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และแรงหนุนนี้ยังขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน

    ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU จึงได้นำโมเดล “Hopes & Dreams” มาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น นอกเหนือจากมาตรวัดที่คุ้นเคยอย่าง P/E โดยโมเดลนี้ใช้หลักการแยกมูลค่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ได้แก่ กำไรรวมที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมูลค่าทางบัญชีของบริษัท ออกจากส่วนที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด ซึ่งผลการประเมินพบว่า จากมูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 กว่า 57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่อีกกว่า 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66% ของมูลค่าตลาดรวม เกิดขึ้นจาก “Hopes & Dreams” ของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 45% อย่างมีนัยสำคัญ และยังใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม

    กล่าวได้ว่า การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในระดับปัจจุบัน เสมือนกับการใช้เงินถึงสองในสามส่วนเพื่อซื้อ “ความหวัง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยผลตอบแทนระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำโมเดลนี้ยังแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่แม่นยำกว่าการใช้ค่า P/E เพียงอย่างเดียว จึงช่วยสะท้อนความเสี่ยงและแนวโน้มผลตอบแทนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง “ทองคำและเงิน” แม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40% ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600–3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ได้แก่ 1.แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก และ 3.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF ทองคำและเงินที่เติบโตสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแล้ว (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กับปริมาณเงินทั่วโลก (ราว 115 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ราว 21% ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในปี 2554 ที่ 18% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับบริบทโลกที่วินัยการคลังถดถอย รายจ่ายภาครัฐขยายตัว และเสถียรภาพเชิงนโยบายการเงินลดลง TISCO ESU จึงเชื่อว่า “Monetary Debasement” หรือการลดคุณค่าของเงิน จะยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างโลหะมีค่ามีบทบาทมากขึ้นในการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน คาด GDP ปีนี้โต 1.9%

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้จะขยายตัวได้กว่า 3.0% แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดจากแรงหนุนชั่วคราว เช่น การส่งออกก่อนมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ TISCO ESU ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่1.9% สำหรับปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า จากความท้าทายที่ยังมีอยู่รอบด้าน แม้จะมีความหวังเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่เพิ่มเข้ามาก็ตาม

    ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย 1.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง 2.การลงทุนภาครัฐที่สะดุดในช่วงท้ายปีงบประมาณ 3.ความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 33.5 ล้านคน 4.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และ 5.ผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลจริง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานโดยเฉพาะในภาคการผลิต

    ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% แล้ว แต่ TISCO ESU มองว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงคาดว่า ธปท.มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไตรมาสละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในช่วงกลางปี 2569 โดยการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธปท.คนใหม่อาจช่วยให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง 2.0” ที่รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนั้น แม้จะช่วยประคับประครองเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้บางส่วน แต่ TISCO ESU ประเมินว่า อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างออกไป ทั้งเงินออมของครัวเรือนที่ลดลง และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ขนาดของมาตรการน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลในแวดวงการเงิน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงยังมีการตั้งคำถามถึงตัวแปรหนึ่งในดุลการชำระเงินอย่าง “NEO หรือ Net Errors and Omissions” ที่สะท้อนถึงเงินทุนที่ไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อร่วมกัน “Connect the dots” หาคำตอบถึงที่มาของเงินดังกล่าว และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขแล้ว

    นอกจากนี้ TISCO ESU มองว่ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกประการคือ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยที่ 2.7% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างของเงินเฟ้อสะท้อนถึงอัตราการเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินที่ไม่เท่ากัน ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 1.6% สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินบาทที่ถ่วงน้ำหนักด้วยการค้า (THB NEER)

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ก็เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/447692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw202PnlsOxFAFgyruq7jNB2

  • ปิโตรเคมี-พลาสติก ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ปิโตรเคมี-พลาสติก ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ส.อ.ท. จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ร่วมถกเวทีเสวนา “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ  หวั่นปัญหาสินค้าและวัตถุดิบทุ่มตลาดไหลเข้าไทย พร้อมเสนอรัฐออกมาตรการเสริมแกร่ง  รับมือการแข่งขันทุกปัจจัยเสี่ยง  เร่งปรับตัว หาตลาดใหม่  ส่งเสริมใช้พลาสติกรีไซเคิล ดันสู่การเป็น New S-Curve ย้ำภาครัฐกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานการผลิตของภูมิภาคไว้ในไทย

    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย

    ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ

    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว

    ความท้าทายจากภาษีทรัมป์    
    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/24/580992/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30EwIN_n43C49fLq4GqkPM

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค – ทองคำ – เงิน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค – ทองคำ – เงิน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Tanapat Dhanachata, Economist, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบแนวโน้มการคลังในระยะยาว

    ในส่วนของสหรัฐฯ เศรษฐกิจมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นอ่อนแอรุนแรง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง โดย TISCO ESU ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3.0% โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2.0% ต่อเนื่อง 2.โครงสร้างตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยอุปสงค์แรงงานชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานแรงงาน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนั้นค่อนข้างจำกัด 3.เครื่องชี้ภาวะตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการลาออกแบบสมัครใจ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจและครัวเรือนเกี่ยวกับสภาวะตลาดแรงงาน และอื่นๆ บ่งชี้ภาพการชะลอลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ต่างการตัวเลขการจ้างงงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลงอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนตลาดแรงงาน โดยไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วจนเกินไป

    การเมืองฝรั่งเศสปั่นป่วน เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็ได้รับความสนใจจากตลาดไม่น้อย หลังสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Francois Bayrou เหตุจากข้อเสนอของรัฐบาลในการลดรายจ่ายภาครัฐลงราว 44,000 ล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และกลุ่มการเมืองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยการเจรจาและประนีประนอมอย่างมาก

    TISCO ESU มองว่า แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แม้จะมีความชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงอาจเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตลง โดยทั้ง Fitch Rating, Moody และ S&P ระบุในทางเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    แนะปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นกลุ่ม “สาธารณูปโภค-ทองคำ”

    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Komsorn Prakobphol , Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญถึง 3 ด้าน ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานในระยะข้างหน้า โดย ด้านแรก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวแบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจ้างงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านที่สอง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นหลังจากมาตรการขึ้นภาษีมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดย TISCO ESU คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึงแค่เพียง 3.5% เท่านั้น ต่างจากที่ตลาดคาดว่าจะลดลงต่ำกว่าระดับ 3% ในปี 2569

    ด้านสุดท้าย คือระดับราคาของสินทรัพย์ (Valuation) ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

    จากทั้งสามปัจจัยนี้ TISCO ESU ประเมินว่าตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน โดยตัวกระตุ้นสำคัญอาจมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มากขึ้น

    ระวัง!! ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี แนะกระจายลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า การฟื้นตัวของสภาพคล่องในตลาดทุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด และกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Super Stock แห่งยุคอย่าง NVIDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และแรงหนุนนี้ยังขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน

    ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU จึงได้นำโมเดล “Hopes & Dreams” มาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น นอกเหนือจากมาตรวัดที่คุ้นเคยอย่าง P/E โดยโมเดลนี้ใช้หลักการแยกมูลค่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ได้แก่ กำไรรวมที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมูลค่าทางบัญชีของบริษัท ออกจากส่วนที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด ซึ่งผลการประเมินพบว่า จากมูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 กว่า 57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่อีกกว่า 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66% ของมูลค่าตลาดรวม เกิดขึ้นจาก “Hopes & Dreams” ของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 45% อย่างมีนัยสำคัญ และยังใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม

    กล่าวได้ว่า การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในระดับปัจจุบัน เสมือนกับการใช้เงินถึงสองในสามส่วนเพื่อซื้อ “ความหวัง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยผลตอบแทนระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำ โมเดลนี้ยังแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่แม่นยำกว่าการใช้ค่า P/E เพียงอย่างเดียว จึงช่วยสะท้อนความเสี่ยงและแนวโน้มผลตอบแทนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง “ทองคำและเงิน” แม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40% ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600–3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ได้แก่ 1.แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก และ 3.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF ทองคำและเงินที่เติบโตสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแล้ว (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กับปริมาณเงินทั่วโลก (ราว 115 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ราว 21% ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในปี 2554 ที่ 18% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับบริบทโลกที่วินัยการคลังถดถอย รายจ่ายภาครัฐขยายตัว และเสถียรภาพเชิงนโยบายการเงินลดลง TISCO ESU จึงเชื่อว่า “Monetary Debasement” หรือการลดคุณค่าของเงิน จะยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างโลหะมีค่ามีบทบาทมากขึ้นในการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน คาด GDP ปีนี้โต 1.9%

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้จะขยายตัวได้กว่า 3.0% แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดจากแรงหนุนชั่วคราว เช่น การส่งออกก่อนมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ TISCO ESU ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% สำหรับปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า จากความท้าทายที่ยังมีอยู่รอบด้าน แม้จะมีความหวังเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่เพิ่มเข้ามาก็ตาม

    ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย 1.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง 2.การลงทุนภาครัฐที่สะดุดในช่วงท้ายปีงบประมาณ 3.ความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 33.5 ล้านคน 4.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และ 5.ผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลจริง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานโดยเฉพาะในภาคการผลิต

    ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% แล้ว แต่ TISCO ESU มองว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงคาดว่า ธปท.มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไตรมาสละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในช่วงกลางปี 2569 โดยการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธปท.คนใหม่อาจช่วยให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง 2.0” ที่รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนั้น แม้จะช่วยประคับประครองเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้บางส่วน แต่ TISCO ESU ประเมินว่า อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างออกไป ทั้งเงินออมของครัวเรือนที่ลดลง และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ขนาดของมาตรการน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลในแวดวงการเงิน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงยังมีการตั้งคำถามถึงตัวแปรหนึ่งในดุลการชำระเงินอย่าง “NEO หรือ Net Errors and Omissions” ที่สะท้อนถึงเงินทุนที่ไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อร่วมกัน “Connect the dots” หาคำตอบถึงที่มาของเงินดังกล่าว และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขแล้ว

    นอกจากนี้ TISCO ESU มองว่ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกประการคือ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยที่ 2.7% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างของเงินเฟ้อสะท้อนถึงอัตราการเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินที่ไม่เท่ากัน ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 1.6% สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินบาทที่ถ่วงน้ำหนักด้วยการค้า (THB NEER)

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ก็เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/24/580861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MOQseRtdPVO_KdqiRoRX8

  • “อนุทิน” ยกทีม รมต.เศรษฐกิจ ร่วมหารือ FETCO ถกข้อเสนอหนุนตลาดทุนไทยพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    “อนุทิน” ยกทีม รมต.เศรษฐกิจ ร่วมหารือ FETCO ถกข้อเสนอหนุนตลาดทุนไทยพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะจะเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ” ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ โดยคณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_N1fhCDGuFlZCI5LbA7mB