Category: เศรษฐกิจ

  • ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ขณะที่ เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AqETaa4FJpQ12IA-a3UHI

  • ไอแบงก์ส่งต่อความห่วงใย รับปีใหม่ 2569 กับแคมเปญ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” ดูแลลูกค้าสินเชื่อด้วยประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุและ OPD ฟรี

    ไอแบงก์ส่งต่อความห่วงใย รับปีใหม่ 2569 กับแคมเปญ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” ดูแลลูกค้าสินเชื่อด้วยประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุและ OPD ฟรี

    ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ขอร่วมส่งมอบความสุขและความห่วงใยต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันผ่านแคมเปญพิเศษ “อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์” เพื่อดูแลและอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกก้าวของการเริ่มต้นทางการเงิน โดยมอบความคุ้มครอง ประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) จากอุบัติเหตุ ฟรี เป็นระยะเวลา 90 วัน

    นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานธุรกิจรายย่อย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับไอแบงก์ ลูกค้าคือคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัย ความมั่นคง และความสบายใจของลูกค้าในทุกช่วงเวลา

    ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ไอแบงก์จึงจัดแคมเปญ ‘อุ่นใจเมื่อใช้ไอแบงก์’ เพื่อส่งต่อความห่วงใยและคำขอบคุณ โดยได้ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการทิพยตะกาฟุล มอบความคุ้มครองประกันตะกาฟุลอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) สำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการ สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันทุกประเภท ผ่านสาขา หรือ ibank Application ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการเบิกใช้สินเชื่อภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

    ลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่เบิกใช้สินเชื่อ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวไอแบงก์เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความอุ่นใจ และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZWSSfBn4besVTLPszBKIM

  • เปิด ‘10 คำทำนาย’ ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นร่วมกัน

    เปิด ‘10 คำทำนาย’ ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นร่วมกัน

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “อะไรจะเกิดขึ้น” แต่คือ “แนวโน้มใดที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกัน”

    การวิเคราะห์ “Prediction Consensus 2026” หรือ “มุมมองร่วมของผู้เชี่ยวชาญ ปี 2026” ของ Visual Capitalist ได้รวบรวมและสังเคราะห์การคาดการณ์มากกว่า 2,000 รายการ จากบทความ รายงาน พอดแคสต์ และบทสัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์และองค์กรชั้นนำทั่วโลก ตั้งแต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาระดับสากล ไปจนถึงผู้นำด้านเทคโนโลยี เพื่อคัดกรองสัญญาณที่ปรากฏซ้ำ ๆ ออกมาเป็น “ธีมหลัก” ที่มีน้ำหนักสูงที่สุดสำหรับปี 2026 ออกมาเป็น 10 อย่าง ดังนี้

    1.หุ้นปี 2026 วัดกันที่กำไรจริง ไม่ใช่กระแส

    ถ้า 2025 คือปีแห่งการ “ปรับตัว” ทั้งตลาดการเงินต้องตั้งหลักกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การเมืองโลกที่ปั่นป่วนจากการกลับมาของรัฐบาลทรัมป์ และ AI ที่เริ่มหลุดจากช่วงกระแสไปสู่การใช้งานจริง ในปี 2026 กำลังจะเป็นปีที่โลกเริ่ม “รวมศูนย์” และเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นชัดเจนขึ้น

    มุมมองโดยรวมของนักวิเคราะห์คือ “มองบวกอย่างระมัดระวัง” ตลาดยังมีความหวัง แต่ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง โดยสถาบันการเงิน Morgan Stanley เรียกปี 2026 ว่าเป็น “ปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง” หมายความว่า นักลงทุนจะเริ่มหันจากความกังวลระดับโลก ไปโฟกัสที่ “พื้นฐานของบริษัท” มากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น

    ปัจจัยหนุนสำคัญคือ นโยบายรัฐที่ค่อนข้างเป็นมิตร ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ยังเดินหน้าต่อ และการลดกฎระเบียบ ซึ่งเป็นชุดนโยบายที่ไม่ค่อยได้เห็นพร้อมกัน นอกจากในช่วงเศรษฐกิจซบเซา

    อย่างไรก็ดี The Economist มองภาพด้วยน้ำเสียงที่สุขุมกว่า โดยเตือนว่า ปี 2026 จะถูกกำหนดทิศทางด้วย “ความไม่แน่นอน” เป็นหลัก จากแรงสั่นสะเทือนของการปรับโฉมระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ภายใต้ทรัมป์ ซึ่งยังคงแผ่ขยายไปทั่วโลก ระเบียบโลกแบบยึดกติกาเดิมกำลังเลือนรางลง เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพยิ่งพร่าเลือน การโจมตีทางไซเบอร์ และการแข่งขันเชิงอำนาจที่ยังคงอยู่ตลอดเวลาระหว่างประเทศต่าง ๆ

    สรุปคือ แม้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นอาจยังเติบโตได้ดี แต่โลกที่เป็นพื้นฐานรองรับตลาดเหล่านี้ ยังเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนอยู่ไม่น้อย

    2. AI เข้าสู่การผสานงานจริง พร้อมคำถามเรื่องผลลัพธ์

    เป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ครองเวทีการคาดการณ์อนาคต หากแต่กรอบการสนทนาได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากปี 2024 ที่สังคมยังถกเถียงกันว่า กระแส AI เป็นเพียงกระแสตื่นเต้น หรือมีพื้นฐานรองรับจริง และปี 2025 ที่จุดสนใจขยับไปสู่การนำ AI ไปใช้งานในวงกว้าง

    ในปี 2026 บทสนทนากำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ สู่ “การผสาน AI เข้ากับระบบและกระบวนการทำงานอย่างแท้จริง” รวมถึงผลกระทบเชิงลึกที่กำลังตามมา

    ด้านบริษัทเทคโนโลยี Microsoft มองว่า “ปี 2026 คือปีที่ AI พัฒนาจากการเป็นเพียงเครื่องมือ ไปสู่การเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน สร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหา”

    ขณะที่ Forrester บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐมองว่า “AI จะค่อยๆ หมดความเงางามลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากมงกุฎสู่หมวกนิรภัย ความกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ขององค์กร จะมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาเกินจริงของผู้ขายเทคโนโลยี”

    3. Agentic AI หรือคู่หูร่วมงาน จะมาแรง

    ในหลายอุตสาหกรรม AI กำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่คอยตอบคำถาม ไปสู่ “การทำงานร่วมกับมนุษย์” อย่างจริงจัง และช่วยขยายขีดความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ

    ปีนี้ถูกมองว่าเป็นช่วงของการเร่งสร้าง “Agentic AI” อย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทตรวจสอบบัญชี Deloitte คาดว่า ภายในสิ้นปี 2026 บริษัทมากถึง 75% อาจเริ่มลงทุนใน Agentic AI ซึ่งหมายถึงระบบอัตโนมัติที่สามารถวางแผน ลงมือทำ และปรับตัวได้ด้วยตนเอง โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมตลอดเวลา

    AI กลุ่มนี้ถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็น “เพื่อนร่วมงานดิจิทัล” ช่วยให้ทีมมีขนาดเล็ก และทำผลงานได้เกินตัว

    Microsoft มองภาพอนาคตที่ทีมการตลาดเพียง 3 คน สามารถเปิดตัวแคมเปญระดับโลกได้ภายในไม่กี่วัน โดยให้ AI รับหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและสร้างคอนเทนต์ ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์

    ขณะ Morgan Stanley ระบุว่า AI ได้เสริมมุมมองเชิงบวกต่อกำไรของบริษัทต่าง ๆ พร้อมคาดการณ์ว่า รายได้จาก Generative AI ของบริษัทซอฟต์แวร์และอินเทอร์เน็ต จะเติบโตมากกว่า 20 เท่า ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า

    “ผมเชื่อว่า AI จะสร้างงานใหม่จำนวนมากในระยะยาว แต่ในช่วงปีแรก ๆ จะเกิด ‘ช่องว่างเวลา’ ระหว่างการทำลายงานอย่างรวดเร็วกับการสร้างงานใหม่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือบัณฑิตจบใหม่ระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย รวมถึงแรงงานอายุเกิน 50 ปี ที่ไม่สามารถหรือไม่ยอมปรับตัวเข้ากับ AI” จอห์น แชมเบอร์ส ประธานกิตติคุณ Cisco / CEO, JC2 Ventures กล่าว

    4. S&P 500 ขึ้นต่อ คาดทะลุ 8,000 จุด

    ในปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ราว 6,900 จุด โดยเหล่านักกลยุทธ์วอลล์สตรีทประเมิน “เป้าหมายดัชนี S&P 500” ณ สิ้นปี 2026 อยู่ในกรอบค่อนข้างแคบ ดังนี้

    สถาบัน                             เป้าหมาย             อัพไซด์โดยประมาณ

    Morgan Stanley                 7,800                          15%

    JPMorgan                          7,500                          11%

    UBS                                     7,500                          11%

    CFRA                                   7,400                          10%

    Bank of America                7,100                            5%

    ในฝั่งมุมมองเชิงบวกของ JPMorgan เชื่อว่า ดัชนีอาจ “ทะลุระดับ 8,000 จุดได้” หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าที่ตลาดคาดไว้

    ขณะที่ Morgan Stanley ระบุว่า นี่คือมุมมองเชิงบวกที่สุดในรอบหลายปี โดยมีแรงหนุนจากการกลับมาของความสามารถบริษัทในการทำให้ “กำไรเพิ่มเร็วกว่ารายได้” เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพจาก AI นโยบายภาษีและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับควบคุมได้

    ที่สำคัญ นักวิเคราะห์มองว่า กำไรบริษัทจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2026 สวิตา ซูบรามาเนียน จาก Bank of America คาดว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) จะเติบโตถึง 14% แต่เตือนว่า ค่า P/E อาจหดตัวลงราว 10 จุด ซึ่งหมายความว่า ตลาดจะปรับขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านมูลค่า

    ส่วน Morgan Stanley คาดว่า EPS ของดัชนี S&P 500 ในปี 2026 จะอยู่ที่ 317 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากปีก่อนหน้า

    5.ซูเปอร์ไซเคิลของทองคำ ‘ยังไม่จบ’

    สำหรับทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ขวัญใจของนักลงทุน โดย Morgan Stanley ตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือมีอัพไซด์ราว 9% จากระดับปัจจุบัน

    ขณะที่สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ในปี 2025 ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้ง และอาจสร้างผลตอบแทนรายปีที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่ปี 1971
    แรงขับเคลื่อนของทองคำเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าซื้อของธนาคารกลาง การใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลัง

    ธนาคาร Deutsche มองว่า อุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลาง และจากนักลงทุนที่มองหาทางป้องกันความเสี่ยงให้กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีของตน มีแนวโน้มจะช่วยพยุงราคาทองคำในปี 2026

    ในกรณีเลวร้ายแบบ “วงจรหายนะ” ที่ฐานะการคลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นได้อีก 15–30% จากระดับปัจจุบัน

    “แม้ราคาทองคำอาจดูปรับขึ้นมามากในระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของทองคำยังคาดว่าจะดำรงอยู่ต่อไป ทำให้ทองคำยังคงเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ” Mackenzie Investments ระบุ

    6.ศก.ปีหน้า ชะลอค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิดที่ 3.7% แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย

    ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินตัวเลขใกล้เคียงกัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.0% ในปี 2025 และ 3.2% ในปี 2026 และ 2027

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มเติบโตเพียงราว 1.5–1.6%

    ส่วนตลาดเกิดใหม่ มีแนวโน้มรักษาอัตราการเติบโตได้เหนือ 4% มุมมองโดยรวมจึงเป็นฉากทัศน์ “ลงจอดนุ่ม” (Soft Landing) กล่าวคือ เศรษฐกิจอาจชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เงินเฟ้อยังคงลดลง และธนาคารกลางเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ไม่ถึงขั้นเร่งรุนแรง

    7.ยุค ‘ดอกเบี้ยสูงยาวนาน’ กำลังเลือนหาย

    ในปีหน้า นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น Morgan Stanley คาดว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 3.0–3.25% ภายในช่วงกลางปี ก่อนหยุดพักเป็นระยะเวลานาน

    ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดว่า จะลดดอกเบี้ยลงมาที่ 2.75% ก่อนชะลอการปรับต่อ

    ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเผชิญเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายและการเติบโตที่ซบเซา อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ในปัจจุบัน

    ด้านญี่ปุ่น ยังคงเป็นข้อยกเว้นสำคัญ โดยเป็นประเทศพัฒนาแล้วรายเดียวที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) คาดว่า จะขึ้นดอกเบี้ยไปแตะระดับ 0.75% ภายในเดือนธันวาคม ก่อนจะหยุดพักการดำเนินนโยบาย

    8.ภาษีศุลกากร กลายเป็น ‘เรื่องปกติใหม่’

    แทบไม่มีประเด็นใดที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันมากเท่านี้ นั่นคือ มาตรการภาษีศุลกากร “จะยังไม่หายไปไหน” ภาษีตอบโต้ที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ สามารถสร้างรายได้ให้รัฐเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แม้จะมีความเสี่ยงถูกท้าทายทางกฎหมาย

    ธนาคาร Barclays มองว่า ศาลสูงสุดสหรัฐอาจตัดสินว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อัตราภาษีที่แท้จริง ก็ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 12.1% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1934

    “ภาษีศุลกากร เมื่อบังคับใช้ไปแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะยกเลิก” จีนา ไรมอนโด อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าว “ไม่มีใครอยากเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ทอดทิ้งแรงงานอเมริกัน’ ”

    สำหรับผลกระทบจากภาษี ธนาคาร UBS คาดว่า ในช่วงต้นปี 2026 เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญช่วงสะดุดสั้น ๆ จากผลของภาษีที่ดันราคาสินค้าในประเทศขึ้น แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป การเติบโตจะขยายวงและแข็งแรงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกำลังเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง การค้าโลกอาจถูกจัดเส้นทางใหม่อย่างถาวร ห่วงโซ่อุปทานกำลังกระจายตัว และสหรัฐกำลังใช้ “ภาษีศุลกากร” อย่างชัดเจน ในฐานะเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

    9.จีนหันพึ่งส่งออกกับ ‘ประเทศกำลังพัฒนา’

    ท่ามกลางภาวะเงินฝืด วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ และการเติบโตในประเทศที่ชะลอลง จีนกำลังปรับทิศทางไปเน้นการผลิต และการครองความได้เปรียบด้านการส่งออก พร้อมวางตัวเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเฉพาะต่อประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South ผ่านการทำข้อตกลงการค้า ในช่วงที่สหรัฐกำลังถอยห่างจากระบบพหุภาคี

    “เครื่องจักรการส่งออกของจีน ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างคึกคักตลอดปี 2025 และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อเนื่องไปถึงปี 2026” ธนาคาร Barclays ระบุ

    Morgan Stanley คาดว่า จีดีพีที่แท้จริงของจีนจะขยายตัว 5% ในปี 2026 โดยได้แรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลที่อัดฉีดล่วงหน้า

    อย่างไรก็ดี กลยุทธ์นี้อาจก่อให้เกิดแรงเสียดทานในระดับโลก เพราะปัญหาการผลิตล้นเกินในภาคอุตสาหกรรมจีน อาจทะลักสู่ตลาดโลก และยิ่งกระตุ้นความขัดแย้งด้านภาษีให้รุนแรงขึ้น

    10.ความตึงเครียดใน ‘พื้นที่สีเทา’ เพิ่มมากขึ้น

    The Economist เตือนว่า รัสเซียและจีนอาจ “ทดสอบความจริงจังของสหรัฐ” ในการปกป้องพันธมิตร ผ่านการเคลื่อนไหวกดดันใน “พื้นที่สีเทา” ทั้งในยุโรปเหนือและทะเลจีนใต้ โดยความตึงเครียด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่เขตอาร์กติก อวกาศ รอบวงโคจร ก้นทะเล ไปจนถึงโลกไซเบอร์

    การแข่งขันเชิงอำนาจในลักษณะนี้ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็เกินกว่าความขัดแย้งในยามปกติ คาดว่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ จะพึ่งพาเทคโนโลยีข่าวกรองจากอวกาศ โดรน และปฏิบัติการไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นเรื่อย ๆ

    อ้างอิง: visualcapitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e-khy95MOv1sFh8hfc0SG

  • ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน
    แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นเพียงความฝัน วันนี้…ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานได้ในปี 2577

    ผลลัพธ์ที่ได้…ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือและนั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความสะดวก” แต่คือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อสมุย–สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ต จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป
     

    แล้วประโยชน์คืออะไร

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงเกาะเดียว สามารถขับรถท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ทำให้สมุย–พะงัน–ภูเก็ต–อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ชุมชน และเมืองรองจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
    ปัจจุบันการขนส่งต้องพึ่งพาเรือ ซึ่งมีต้นทุนด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารทะเลเสียหายได้ง่าย ในอนาคตเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาการส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ เกิดคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ” ด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใต้
    ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียนหรือทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน

    โดยสรุป “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพานสำหรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือสะพานแห่งโอกาส—โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรง ๆ ว่า ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว

    ขอยกธงเชียร์ กทพ. อย่างเต็มที่ครับ

    แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ (คลิ๊ก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw009eJ9CtK6Iuu8Ju-lvh6C

  • ชาวอิหร่านประท้วงเศรษฐกิจดิ่งเหว |ทันโลก EXPRESS |  2 ม.ค. 69

    ชาวอิหร่านประท้วงเศรษฐกิจดิ่งเหว |ทันโลก EXPRESS | 2 ม.ค. 69

    ชาวอิหร่านจำนวนมากร่วมเดินขบวนประท้วงต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่มีต้นตอจากวิกฤตค่าเงินของประเทศ ที่ร่วงลงอย่างหนัก จนทำให้ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
    #อิหร่าน #ม็อบ #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/208479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q3xgWQHg3o8wpKdwhw_D4

  • เปิดชื่อผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ ครบทั้ง 10 เขต

    เปิดชื่อผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ ครบทั้ง 10 เขต

    เปิดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ 88 คน ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง จาก 11 พรรคการเมือง ในจำนวนนี้มีสมัครครบทั้ง 10 เขต 6 พรรคการเมือง จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งอดีตรัฐมนตรี อดี ส.ส. อดีต สจ. ข้าราชการบำนาญ นักธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่น เกษตรกร และชาวบ้านทั่วไป ด้าน กกต.เร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สมัคร

    1 มกราคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจากมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้งมี ส.ส.ได้จำนวน 10 คน ที่หอประชุมจังหวัดบุรีรัมย์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 27-31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา

    โดย กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สรุปยอดผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของ จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง มีผู้มายื่นสมัคร รวมทั้งสิ้น 88 คน 11 พรรคการเมือง ในจำนวนนี้มีพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัครครบทั้ง 10 เขต จำนวน 6 พรรคการเมือง ได้แก่ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคเพื่อไทย , พรรคภูมิใจไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ

    พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 9 เขต มี 2 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชากรไทย และพรรคเศรษฐกิจ ส่วนพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 7 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคปวงชนไทย ขณะพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 2 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ 1 เขต มี 1 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่

    โดยผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักการเมืองระดับชาติ อดีตรัฐมนตรี อดี ส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น อดีต สจ. ข้าราชการบำนาญ นักธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร รวมถึงชาวบ้านทั่วไป ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันเข้มข้นในหลายพื้นที่ และประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น

    สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง ประกอบ เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัคร จำนวน 8 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายภาคภูมิ โภคทรัพย์ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 นายพีรภัทร ทองธีรสกุล พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 นายธนายุทธ ยืนยั่ง พรรคประชาชน หมายเลข 4 นางสุทธิลักษณ์ ยายิรัมย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายสนอง เทพอักษรณรงค์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายวิเชียร ลานทอง พรรคประชากรไทย หมายเลข 7 นายนาท ฉัพพรรณธนกูร พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 8 นายอิทธิพัทธ์ ภักดีเนติพันธุ์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายปัญจะ จำลองชาติ พรรคประชากรไทย หมายเลข 2 นายวิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายปรัญชญา ตรีกาญจนา พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 นายมนัสชัย โพธิ์แก้ว พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายสัญชัย ทะนานทอง พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 7 นายตี๋ แก้วสีจันทร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 8 นางสาวรุ้งไพลิน ปิ่นอนันต์สกุล พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายกาจ ทุมสิทธิ์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 3 มีผู้สมัครจำนวน 8 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 นายสุประดิษฐ์ แสนทวีสุข พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 นางสาวชุติมา นับถือสุข พรรคประชากรไทย หมายเลข 4 นายพลวรรธน์ คำพันธ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายทรงพล ทะรารัมย์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 6 นายณัฐพงศ์ เรืองชาย พรรคประชาชน หมายเลข 7 นายพิสุทธิ์ ยายิรัมย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 8 นายวีระยุทธ พะโรงรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์

    เขตเลือกตั้งที่ 4 มีผู้สมัคร จำนวน 7 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายธีรวุฒิ ทับทิมหิน พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 นายวรพจน์ วิบูลย์วิริยะสกุล พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 4 นายกฤษฎา ชูตาลัด พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร พรรคเพื่อไทย หมายเลข 6 นางสาวรุ่งฤดี จะโชนรัมย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 7 นายสมชาย สุเรรัมย์ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 5 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายให่ม สุขะเดชะ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นางประนอม อุทัยแสน พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 นางพชรพรรณ ลิ้มโฆษิต พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นายธนากร สัมมาสาโก พรรคประชาชน หมายเลข 5 นายสุรศักดิ์ เลี้ยงผ่องพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 6 นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 7 นายภัทธ์ษธร กล้วยประโคน พรรคประชากรไทย หมายเลข 8 นายสมคิด สินไธสง พรรคกล้าธรรม และหมายเลข 9 นางสาวนก รักพินิจ พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 6 มีผู้สมัคร จำนวน 10 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายประยุร เพ็งจันทร์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายนันทภพ ทองนุ่น พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายพงษ์นรินทร์ ลิ้มโฆษิต พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นายศักดิ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 ร้อยตำรวจโท สมพงษ์ พันธุ์ศรี พรรคปวงชนไทย หมายเลข 6 นางสาวจุฑามาศ รักพินิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 7 นายภูวดล ศรีหามาตย์ พรรคกล้าธรรม หมายเลข 8 นายอภิชัย สิริสุข พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 9 นายสนม อุ่นสำโรง พรรคประชากรไทย และ หมายเลข 10 นายชัยชนะ กิ่งหว้ากลาง พรรคเศรษฐกิจ

    เขตเลือกตั้งที่ 7 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายณัฏฐชัย สวัสดี พรรคประชาชน หมายเลข 2 นางสาวณโมรี ฉกรรจ์ศิลป์ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 นายพรรณธนู วรรกางซ้าย พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 นายคำก่าย กองพร พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายบุญเพ็ง สุรักษ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 7 นายวุฒิชัย สุขพรรณดอน พรรคกล้าธรรม หมายเลข 8 นายธีรยุทธ อินทรกำแหง พรรคเศรษฐกิจ และ หมายเลข 9 นายสมพงษ์ แช่มรัมย์ พรรคประชากรไทย

    เขตเลือกตั้งที่ 8 มีผู้สมัคร จำนวน 10 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายเพชร สุพพัตกุล พรรคประชาชน หมายเลข 2 นายธนาศักดิ์ เฉลิมสิทธิวงศา พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 3 ร้อยตำรวจเอก บุญเฮียง ชัยสิทธิ์ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 4 นายพัสกร หัสดิน พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 5 นายไตรเทพ งามกมล พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายบุญทรง ลึกลาภ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 7 นายวินัย จีนโน พรรคเพื่อไทย หมายเลข 8 นายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง พรรคกล้าธรรม หมายเลข 9 นางธนวันต์ ทองคำ พรรคประชากรไทย และ หมายเลข 10 นายสุระ แก้วอนันต์ พรรคประชาธิปไตยใหม่

    เขตเลือกตั้งที่ 9 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายชุมนุม ยงสืบชาติ พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 2 นายธีรวัฒน์ ลมุดกูล พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 นายเสกสรร สุริยา พรรคประชาชน หมายเลข 4 นายพลวิวัฒน์ แก้วพลงาม พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายรุ่งโรจน์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 6 นายต่อพงษ์ จีนใจน้ำ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 นายสมชาย พรมวัง พรรคประชากรไทย หมายเลข 8 นายพรศักดิ์ แดงทรัพย์ พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายแสวง สีหามาตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ

    เขตเลือกตั้งที่ 10 มีผู้สมัคร จำนวน 9 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายจำรัส เวียงสงค์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 3 นายภูมิสิทธิ์ มาประจง พรรคไทยประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 นางณัฏฐนันท์ ถาวรสีแดด พรรคปวงชนไทย หมายเลข 5 นายชูชัย พลวัน พรรคไทยรวมสร้างชาติ หมายเลข 6 พันเอก ปรมะ เรืองสูงเนิน พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 7 นายณัฐพงศ์ แสนโคตร พรรคประชาชน หมายเลข 8 นายอิทธิศักดิ์ ปาทาน พรรคกล้าธรรม และ หมายเลข 9 นายวันทา สมร่าง พรรคประชากรไทย

    โดยหลังจากสิ้นสุดวันรับสมัครเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง ได้เร่งตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อปิดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สมัคร.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/924790/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I2za4IiGxdtzhmg2ed_dj

  • โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ! ‘ดร.สามารถ’หนุนสร้างทางเชื่อมสมุย ยกระดับท่องเที่ยวสู่เมืองเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    2 มกราคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร โพสต์เฟซบุ๊กกรณีการ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุยระบุว่า

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊กในเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นแค่ความฝัน วันนี้… ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปี 2577
    ผลลัพธ์ที่ได้… ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือ-นั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้นนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความสะดวก” แต่มันคือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อ สมุย-สุราษฎร์-ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ตจากเดิม 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป

    แล้วประโยชน์คืออะไร?

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เกาะเดียว เขาสามารถขับรถเที่ยวได้หลายแห่ง จะทำให้ สมุย-พะงัน-ภูเก็ต-อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักยาว ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมใหญ่ อีกทั้ง ร้านอาหาร ชุมชน เมืองรองจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสธุรกิจ
    วันนี้การขนส่งต้องพึ่งเรือ มีต้นทุน เวลา และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตร อาหารทะเลเสียหายง่าย วันหน้าเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาส่งสินค้าแน่นอนขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ จะทำให้เกิดคลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ”อีกด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนใต้ผู้ป่วยฉุกเฉินจะไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียน/ทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่

    โดยสรุป สะพานสมุยไม่ใช่แค่สะพานรองรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือ สะพานแห่งโอกาส… โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรงๆ ว่า… ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว ขอยกธงเชียร์ กทพ.อย่างเต็มที่ครับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พบรอยร้าวตรงคอสะพานมหาโพธิ์ ชาวบ้านหวั่นเกิดอันตราย

    แบบนี้ปกติหรืออันตราย? สาวโพสต์ภาพสะพานรอยต่อแยกจากกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4NVOsCBpgDY5KPTsImG2

  • เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    ในปี 2569 ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตช้า และปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะมี Upside ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้ หากการส่งออกไม่ตกต่ำจนเกินไป 

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ติดลบ

    เปิดโอกาสให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นขนาดกลางและเล็กหลายตัวให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล

    สำหรับธีมการลงทุนในปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่

    1. หุ้นที่รับอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น AOT, CENTEL, TFG
    2. หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น CPALL, GLOBAL, KBANK
    3. หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตของ Data Center เช่น GULF, BGRIM, WHAUP

    เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

    นายกวี ชูกิจเกษม, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางตลาดในปี 2569 ว่า นักลงทุนควรติดตามการเติบโตใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านการเป็นศูนย์กลางของการผลิต Data Center

    ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำ, ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และการขนส่ง ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า  

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาเช่นนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การขาดการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น Semiconductor หรือ Data Center ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากปัญหาภายในประเทศเช่น หนี้สินครัวเรือนและสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Aging Society  

    ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.7% โดยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี S-curve ใหม่ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นักลงทุนจึงอาจไม่ได้เห็นหุ้นที่เติบโตเร็วในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาพร้อมกับปันผลสูงในระดับ 4-7% ทำให้ยังมีเสน่ห์อยู่ และการเลือกหุ้นใน SET50 จะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากราคาหุ้นถูกลงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ 

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน) มองภาพการลงทุนในปี 2569 โดยเน้นความสำคัญของการลงทุนในต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งจากความผันผวนของตลาดและความท้าทายในเศรษฐกิจโลกในปีหน้า 

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน)

    สำหรับปี 2569 สินทรัพย์ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้แก่ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพฟื้นตัว โดยเฉพาะทองคำซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุน เพราะสามารถรักษามูลค่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ในขณะเดียวกันอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง 

    ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้อานิสงค์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ในไทย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยยังค่อนข้างมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำ และต้องระวังการใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อ Bond Yield 

    ในส่วนของหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือรายได้ชะลอลงอาจมี Downside ก่อนที่จะกลับมาซื้อขายที่ราคาต่ำกว่าเดิม ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินยูโรและการกระจายการลงทุนจากจีน 

    นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธนาคารยังมีโอกาสเติบโต
     สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.จิติพลมองว่าในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะมี Upside ที่จำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำและขาดการขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว 

    เช่น เทคโนโลยีหรือ Semiconductor แต่ยังคงมีความหวังจากการพัฒนาโครงการทางการเงินระยะยาว เช่น TISA ที่จะช่วยเสริมสร้างวินัยในการออมและการลงทุนระยะยาวให้กับคนไทย 

    การจัดสรรพอร์ตการลงทุนในปี 2569 ควรแบ่งออกเป็นเงินสด 10%, ทองคำ 10%, ตราสารหนี้ 30% และหุ้น 50% โดยในปี 2568 ลูกค้ามักจะปรับพอร์ตน้อย เพราะสินทรัพย์หลายตัวมีผลตอบแทนที่ดี เช่น ทองคำที่ราคาขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา คาดว่าปี 2569 จะมีผลตอบแทนประมาณ 5-7% ตามที่นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด 

    ดร.จิติพลย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงและการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ 

    นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย มองว่า การลงทุนในปีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในด้านการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก  

    นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย

    5 ธีมการลงทุนที่ควรจับตามองในปี 2569 

    1. การสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยทั่วโลก: การผ่อนคลายนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทั่วโลกจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร, อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตทางโครงสร้าง เช่น ธนาคารในยุโรปและกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
    2. การลงทุนในพลังงานไฟฟ้าและโครงข่ายพื้นฐาน (Grid): การขยายตัวของ AI ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ
    3. การขยายตัวของตลาดที่ไม่กระจุกตัว: ตลาดในกลุ่มเฮลท์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    4. การเติบโตของตลาดเกิดใหม่: ประเทศที่อยู่ในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม, อินเดีย, และเกาหลีใต้ ได้รับอานิสงส์จากการปรับนโยบายและการปรับสถานะของตลาดหุ้น
    5. ตลาดหุ้นจีนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: สำหรับตลาดจีน นักลงทุนควรเลือกหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และเลือกหุ้นที่มีการคืนกำไรสู่ผู้ถือหุ้น 

    สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงต่ำจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์  

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและปันผลสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีการจ่ายปันผลสูงถึง 4-7% นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มบริการ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย 

    การลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น เวียดนาม, อินเดีย และเกาหลีใต้ และประเทศไทยก็ยังคงมีโอกาสเติบโตในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและมีปันผลสูงอย่างหุ้นใน SET50

    ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ยังคงมีความน่าสนใจในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 – 3 มกราคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/648054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RtZG3QP-zJUo6KtMOFAX7

  • “ชัยวัฒน์” หวั่นเงินดิจิทัล 1 หมื่น ทำลายเศรษฐกิจไทย

    “ชัยวัฒน์” หวั่นเงินดิจิทัล 1 หมื่น ทำลายเศรษฐกิจไทย

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/-/news/list/30646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jKBKw14ydpUkD8HEs_wxV

  • เริ่มแล้ววันนี้!! เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก : อินโฟเควสท์

    เริ่มแล้ววันนี้!! เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมายไทย

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้าออนไลน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทแรก ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME กับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี

    ทั้งนี้ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% และสินค้าทั่วไปขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้การซื้อขายยังคงสะดวกสบาย โดยปัจจุบันกว่า 97% ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว ผู้บริโภคสามารถชำระเงินครั้งเดียวและรับสินค้าที่บ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องไปดำเนินการชำระภาษีที่ด่านศุลกากรด้วยตนเอง

    ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภค กรมศุลกากรได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU เพื่อคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ อย. รวมถึงสินค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า จะถูกถอดออกจากระบบและไม่อนุญาตให้นำเข้า

    น.ส.ลลิดา ย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่เป็นการปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะยังคงสะดวก ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/557940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydMenGTdSj2NpVYT2S25p