Category: เศรษฐกิจ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งเครื่องหนุนนักออกแบบไทย ปลดล็อกใช้ประโยชน์ข้อมูล “สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์” ที่ใกล้หมดอายุ เปิดทางพัฒนาดีไซน์ใหม่ ต่อยอดเชิงพาณิชย์รวดเร็วขึ้น

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งเครื่องหนุนนักออกแบบไทย ปลดล็อกใช้ประโยชน์ข้อมูล “สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์” ที่ใกล้หมดอายุ เปิดทางพัฒนาดีไซน์ใหม่ ต่อยอดเชิงพาณิชย์รวดเร็วขึ้น

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งเครื่องหนุนนักออกแบบไทย ปลดล็อกใช้ประโยชน์ข้อมูล “สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์” ที่ใกล้หมดอายุ เปิดทางพัฒนาดีไซน์ใหม่ ต่อยอดเชิงพาณิชย์รวดเร็วขึ้น

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ล่าสุดเปิดให้บริการ “ระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง” จุดประกายนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เตรียมพร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยว่า อุตสาหกรรมออกแบบของไทยมีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยคุณค่าของงานออกแบบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงาม แต่ยังเป็นอาวุธทางการแข่งขันที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งาน ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมออกแบบไทยผ่านการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อคุ้มครองงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง ลวดลาย หรือองค์ประกอบสีของแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความใหม่และแตกต่างจากแบบที่มีอยู่เดิม โดยมีระยะเวลาการคุ้มครองตามกฎหมาย 10 ปี และส่งเสริมการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุความคุ้มครอง งานออกแบบดังกล่าวจะกลายเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) และบุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการต่อยอดงานออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ กรมฯ จึงได้จัดทำระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง (Design Patent Expiration Date Early Warning) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับนักออกแบบและผู้ประกอบการใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ช่วยลดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้สนใจสามารถใช้บริการระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง ผ่านเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th ที่เมนูบริการทรัพย์สินทางปัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (DIP e-Service) ได้สะดวกรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง มีสิทธิบัตรการออกแบบฯ ที่หมดอายุความคุ้มครองแล้วทั้งสิ้น 21,988 ฉบับ และสิทธิบัตรการออกแบบฯ ที่กำลังจะหมดอายุความคุ้มครองในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า มากกว่า 136,000 ฉบับ ครอบคลุม 7 กลุ่มสาขาสำคัญที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ได้แก่ (1) แฟชันและเครื่องแต่งกาย (2) อาหารและบรรจุภัณฑ์ (3) การแพทย์ สุขภาพ และความงาม (4) วัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้า (5) ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (6) อิเล็กทรอนิกส์ และ (7) นันทนาการ โดยเชื่อมั่นว่าข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะสามารถจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมออกแบบของไทยได้อีกมาก

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอเชิญชวนนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ใช้ประโยชน์จากระบบแจ้งเตือนดังกล่าว เพื่อการวิเคราะห์ทิศทางของตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการปรับปรุงรูปแบบสินค้าให้โดดเด่นและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของสินค้าดีไซน์ไทยในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยได้อย่างยั่งยืน นางอรมน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw131fv96wDkGbBm0Ffgdu9o

  • เศรษฐกิจปีม้าไฟยังติดหล่ม ชี้ทางสู่โอกาสเพื่ออยู่ให้รอด | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจปีม้าไฟยังติดหล่ม ชี้ทางสู่โอกาสเพื่ออยู่ให้รอด | เดลินิวส์

    แต่ไม่ว่าจะนโยบายหาเสียงไหน ก็มีแต่เรื่องของการใช้เงิน ไม่ว่าจะเติมเงินให้สิทธิคนละครึ่ง กระตุ้นการใช้จ่าย, โครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, รถเมล์แอร์ 10 บาท หรือแม้กระทั่งอุดหนุนประกันเกษตรกร ซึ่งล้วนมีแต่นโยบายใช้เงิน ท่ามกลางเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าที่จะหยิบยกการเพิ่มรายได้ของประเทศขึ้นมา เพราะการเพิ่มรายได้นั้น เปรียบเสมือนการขึ้นภาษี ซึ่งเป็นของต้องห้าม ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับคะแนนประชานิยม

     โตตํ่ากว่าศักยภาพ

    ในยามที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่งสำคัญ จากเครื่องยนต์ทางด้านเศรษฐกิจมีปัญหารอบด้านไม่ว่าจะทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของไทยในปี 69 เติบโตตํ่ากว่าระดับศักยภาพ โดยมีหลายสำนักเศรษฐกิจได้ประเมินจีดีพีไทยปี 69 ไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย วิทัย รัตนากรผู้ว่าการ ธปท. ได้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเจอความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลาย 10 ปี จากการเติบโตของจีดีพีเคยสูงถึง 5-7% แต่ในเวลานี้ ตํ่ากว่าศักยภาพ เหลือเพียง 2.2% ในปี 68 และในปี 69 ธปท.คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวแค่ 1.5%

    สาเหตุเศรษฐกิจไทยตํ่ากว่าศักยภาพมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังซื้อและกำลังแรงงานลดลงอย่างมาก, ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน, ผลิตภาพตํ่า เนื่องจากพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่าและเทคโนโลยีเดิม, ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมถึงหนี้ครัวเรือนสูง

    ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ไว้ที่ 1.7% ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยให้จับตาประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในเรื่องต่าง ๆ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 69 โดยเฉพาะงบลงทุนที่ต้องเบิกจ่ายไม่ตํ่ากว่า 75% ของกรอบงบลงทุนรวม, เร่งรัดการท่องเที่ยว มุ่งเน้นแก้ปัญหาความปลอดภัย อาชญากรรม การทำตลาดเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องการดูแลภาคการเกษตร, การขับเคลื่อนการส่งออก ซึ่งต้องลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีทรัมป์ การเร่งหาตลาดใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันทางการค้า, การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ, การแก้ไขปัญหาสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และจับตาสถานการณ์การเมืองของไทย

    แต่ในขณะที่กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจไว้มากกว่าใครที่ 2% ในปี 69 ยังหวังปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศ และการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะดีขึ้น แม้ยังมีปัจจัยที่ถูกกดดันจากมาตรการภาษีทรัมป์ของสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง เรียกว่าเศรษฐกิจยังไม่อาจฟื้นตัวเหนือระดับศักยภาพได้ในเวลานี้

     ตํ่าสุดในรอบ 30 ปี

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าไทยเคยอยู่เกือบถึงจุดที่เรียกว่าเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แต่สุดท้ายเป็นได้แค่ลูกเสือจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล เพราะพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ อย่างการส่งออกสินค้า ที่ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย จนการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 โตตํ่าสุดในรอบ 30 ปี (ไม่นับรวมช่วงวิกฤติ) จะโตแค่ 1.5% และเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความท้าทายหลายด่านในช่วงเวลาข้างหน้า

    เศรษฐกิจปีม้าไฟที่ยังไม่พ้นปากเหว ยังต้องลุยไฟการเมืองที่ร้อนระอุ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศด้วยนโยบายประชานิยมที่แต่ละพรรคการเมืองได้หาเสียงที่ไม่พ้นการอุดหนุนเงินให้ประชาชนได้กินดีอยู่ดี แต่สิ่งสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ต้องเข้ามาแก้ไขและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปให้ได้ แม้จะมีอุปสรรคข้างหน้าค่อนข้างมาก ขณะที่ข้อจำกัดทางด้านนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ใกล้จะถึงทางตัน!!

     ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง คือการใช้เครื่องมือทางการคลัง ในช่วงที่หนี้ครัวเรือนสูง กดดันการใช้จ่าย ซึ่งถ้าหากต้องการกระตุ้นส่วนนี้ ก็ต้องใช้การคลังมากระตุ้นการใช้จ่าย หนุนบริโภคในประเทศ สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจ แต่หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว จึงเป็นข้อจำกัดให้กับรัฐบาลใหม่

    นอกจากนี้มาตรการภาษีทรัมป์ ยังเป็นปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเกาะติดใกล้ชิด และจะเริ่มมีผลกระทบเต็มปีในปี 69 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของจีดีพีคงเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้ยาก รวมทั้งการเกิดสุญญากาศของรัฐบาลทำให้การผลักดันงบประมาณปี 70 หยุดชะงัก ซึ่งกระทบกับช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี 69 ที่จะเริ่มใช้งบประมาณปี 70 มีแนวโน้มล่าช้าออกไป 2-3 เดือน

     ปัจจัยท้าทายถาโถม

    ปัจจัยความท้าทายและความเสี่ยงที่ถาโถมของเศรษฐกิจไทยในปี 69 สามารถแบ่งผลกระทบออกได้หลายด้าน ในเรื่องแรก มาจากภายนอกจะรุนแรงขึ้นจาก นโยบายภาษีทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายในการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ จากการขาดดุลการค้าในระดับสูง โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย การปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 19% ในบางหมวดสินค้า จะทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที

    ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนซึ่งถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐ ก็จะมุ่งเป้ามาที่การระบายสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนและไทยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อยอดขาย แต่ยังบีบให้อัตรากำไรของภาคธุรกิจไทยลดลงจนถึงขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีในภาคการผลิต

    นอกจากนี้ยังมีเรื่อง… วิกฤติหนี้ครัวเรือนไทยในปี 69 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 86-87% ของจีดีพี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่เริ่มลามจากกลุ่มรายได้น้อยไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลางและสูง จากภาวะการเงินที่ตึงตัวจากการที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยในภาคธุรกิจเริ่มกลับมารัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในเกือบทุกประเภท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้แทน

    ขณะเดียวกันในปี 69 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็น สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่เพียงสวัสดิการของรัฐ แต่ส่งผลโดยตรงต่อระดับศักยภาพของจีดีพี หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะการลดลงของจำนวนแรงงานและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล ทำให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น ในขณะที่ภาระภาษีในการดูแลผู้สูงอายุจะตกเป็นของคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ

    สุดท้ายคงเป็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดทางการคลัง เมื่อไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งทั่วไป จะนำมาซึ่งสภาวะสุญญากาศทางนโยบายและความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 เนื่องจากรัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถตัดสินใจในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผูกพันงบประมาณได้ ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ อาจสะดุดลง และยิ่งภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทำให้ “พื้นที่ทางการคลัง” ในการออกนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้จำกัดลงอย่างมาก

     สนับสนุนเศรษฐกิจ

    ส่วนปัจจัยที่จะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ หนีไม่พ้นภาคการท่องเที่ยว แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย ยังไม่กลับมาสู่ก่อนระดับโควิด แต่ได้ขยับดีขึ้นในทุก ๆ ปี จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น ฟรีวีซ่า ในบางประเทศ และการอำนวยความสะดวกการเดินทางอื่น ๆ ให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพิ่มเติม โดยสภาพัฒน์คาดว่าทั้งปี 69 จะมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.1% จากปี 68

    ด้านภาคเกษตรมีแนวโน้มที่ดี จากปริมาณนํ้าเพียงพอ ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ดีต่อราคาสินค้าเกษตรที่จะลดลง ขณะที่ปัจจัยสำคัญเป็นเรื่อง การใช้จ่ายของภาคเอกชนและการลงทุน โดยมีแนวโน้มการฟื้นตัวของยอดจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เช่นเดียวกับการใช้จ่ายในภาคบริการที่สอดรับกับภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว รวมทั้ง เงินเฟ้อที่ตํ่า ยังส่งผลดีต่อราคาพลังงานและอาหารสดยังอยู่ระดับตํ่า ส่วนการลงทุนของเอกชนมีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่สูงอย่างต่อเนื่อง

    การใช้จ่ายรัฐบาล ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนในปี 69 จากนโยบายการเร่งเบิกจ่ายให้รวดเร็ว แม้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 69 อาจได้รับผลกระทบบ้างจากความล่าช้าของการออกใช้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ซึ่งมีแนวโน้มถูกเลื่อนใช้ออกไป 2-3 เดือน เพื่อรอรัฐบาลใหม่

     โอกาสของการอยู่รอด

    เมื่อเห็นภาพความเสี่ยงที่ต้องระวังและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ท่ามกลางความท้าทายที่ดูมืดมน โดยภาคธุรกิจที่อยากอยู่รอดต้องปรับตัวสอดรับกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการกระจายตลาด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนอาจไม่กลับมาเท่ากับระดับก่อนโควิด แต่ในปี 69 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ปัจจัยสนับสนุนหลักจะมาจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและสหรัฐ รวมถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง

    ดังนั้น การมุ่งเน้นท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (เมดิคัลเวลเนส) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง จะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าการเน้นเชิงปริมาณ ขณะที่การขยายตัวของสายการบินต้นทุนตํ่าเข้าสู่เมืองรอง จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังท้องถิ่นได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ต้องลงทุนใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและบีซีจี เพราะเป็นเครื่องยนต์การเติบโตแห่งอนาคต โดยเริ่มเห็นชัดเจนจากการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม ดาต้า เซ็นเตอร์และคลาวด์ เซอร์วิส ที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกเริ่มดำเนินการจริงในไทย , การลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเอไอ จะเป็นตัวพยุงภาคการผลิต รวมถึงนโยบาย อุตสาหกรรมสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ เน็ต ซีโร่ ภายในปี 93 จะดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

    พร้อมทั้งโอกาสในเรื่องซิลเวอร์ อีโคโนมีเนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยในปี 69 จะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และแอปพลิเคชันในการดูแลสุขภาพและการจัดหาผู้ดูแลมืออาชีพ รวมทั้งนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ออกแบบมาเพื่อสรีระและโภชนาการของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

    ท่ามกลางความเสี่ยงและความท้าทายที่มีอยู่มากแห่งปีม้าไฟอาจไม่ใช่แค่เพียงประคองให้อยู่รอด จุดสำคัญคือรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมุ่งเน้นปรับโครงสร้างใหม่อย่างไร ถ้าหากปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อาจกลายเป็นปีม้าทองจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ระดับเต็มศักยภาพอีกครั้ง.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5460401/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qMvrKBqrpux5biMzgyHf

  • ถอดรหัส ‘Quick Big Win’ ภารกิจพยุงเศรษฐกิจไทย จากวิกฤตติดหล่มสู่แรงส่งปี 2569 

    ถอดรหัส ‘Quick Big Win’ ภารกิจพยุงเศรษฐกิจไทย จากวิกฤตติดหล่มสู่แรงส่งปี 2569 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 กำลังเผชิญกับสภาวะ “เสียสมดุล” อย่างรุนแรง จากตัวเลขการเติบโตของจีดีพีที่ส่งสัญญาณดิ่งลงอย่างน่ากังวล แม้ไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ 3.1% แต่กลับลดต่ำลงเหลือเพียง 1.7% ในไตรมาส 3 มีการคาดการณ์ว่า หากไร้มาตรการกระตุ้นที่ตรงจุด ไตรมาสสุดท้ายอาจทรุดตัวเหลือเพียง 0.3%

    จากปัจจัยลบทั้งจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติที่ซ้ำเติม ทำให้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว 

    ท่ามกลางช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จึงได้ผลักดันแพ็กเกจ “Quick Big Win” ผ่าน 5 เสาหลักเศรษฐกิจ

    แม้จะมีระยะเวลาดำเนินงานเพียง 2 เดือนครึ่งก่อนการยุบสภา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยดึงเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้กลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1% และรักษาเป้าหมายจีดีพีปี 2568 ไว้ที่ 2%

    เสาหลักแรก คือการอัดฉีดเม็ดเงินผ่าน “คนละครึ่งพลัส” ที่มุ่งเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและชุมชน โดยตัดวงจรโมเดิร์นเทรดออกไป ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 70,000 ล้านบาท ภายใน 2 เดือน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีดตัวขึ้นเกิน 50% เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน 

    เสาหลักที่สองและสาม มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อยกว่า 3.4 ล้านคน และการใช้กลไกซอฟต์โลนบวกกับการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. วงเงินกว่า 2.6 แสนล้านบาท เพื่อทลายกำแพงความกลัวของสถาบันการเงินและคืนสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็ก 

    เสาหลักที่สี่ คือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการออม ทั้ง “บอนด์ออมพลัส” และการปรับปรุงเกณฑ์ประกันบำนาญ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

    เสาหลักสุดท้าย คือ การปลดล็อกการลงทุนผ่าน “Thailand Fast Pass” แก้ไขจุดติดขัดในโครงการบีโอไอ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริงในปี 2569–2570 ได้สูงถึง 480,000 ล้านบาท 

    แม้รัฐบาลชุดนี้จะสิ้นสุดวาระลงอย่างรวดเร็ว แต่นโยบาย Quick Big Win ได้ถูกดำเนินการไปแล้วกว่า 99% สิ่งที่ทำไปแล้วจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “ฐานราก” และสร้าง “แรงส่ง” (Momentum) ไปยังปี 2569 โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการฟื้นฟูศักยภาพการแข่งขันของ SMEs ที่ได้รับการอัปเกรดทักษะสู่โลกออนไลน์  

    อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของปี 2569 ยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ถึง 1.5% ตามเป้าหมายงบประมาณปี 2569 หรือไม่นั้น

    จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงส่งจากอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายและเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเข้ามาต่อยอดโครงการที่ค้างอยู่ เพื่อไม่ให้กุญแจที่เพิ่งไขออกต้องถูกล็อคไว้อีกครั้งในระหว่างทาง 

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,163 วันที่ 4 – 7 มกราคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M_LC-neDjtSa-Q9nQAmQd

  • ก.ล.ต. มุ่งกำกับและพัฒนา ชูสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ก.ล.ต. มุ่งกำกับและพัฒนา ชูสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่ให้ความสนใจลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เม็ดเงินจากการลงทุนและการระดมทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้กลายเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เร่งเดินหน้าทำงานในสองมิติไปพร้อม ๆ กัน      ทั้งการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนา เพื่อให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนค่ะ

    ในด้านการกำกับดูแล ก.ล.ต. เองให้ความสำคัญอย่างมากกับการป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน โดยเฉพาะปัญหาบัญชีม้าคริปโทและแพลตฟอร์มซื้อขายแบบ P2P ที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง เช่น การห้ามเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับผู้ที่มีรายชื่อเป็นบัญชีม้าดำและบัญชีม้าเทา รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งกำหนดการจัดกลุ่มลูกค้าตามระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถดูแลได้อย่างเหมาะสมค่ะ

    ควบคู่กันนั้น ก.ล.ต. ยังทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไข “พ.ร.ก. ไซเบอร์ฯ” เพื่อกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชี ข้อมูลธุรกรรม และหมายเลขกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลกับสถาบันการเงิน รวมทั้งห้ามให้บริการแก่บุคคลหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สำคัญยังมีหลักการ “shared responsibility” หรือความรับผิดร่วมกันในกรณีที่เกิดความเสียหาย หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการที่กำหนด ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ผลลัพธ์จากความร่วมมือนี้ทำให้ปัจจุบันมีการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลได้แล้วกว่า 45,476 บัญชี และอายัดสินทรัพย์ได้ประมาณ 210,121,956 บาท (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2568)

    อีกด้านหนึ่งของการกำกับดูแล คือการจัดการผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต โดย ก.ล.ต. ได้ร่วมผลักดันแก้ไข พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ยกระดับการปิดกั้นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่มีพฤติกรรมการชักชวนหรือโฆษณาการให้บริการ (solicit) กับผู้ลงทุนในประเทศไทย และทำให้กระบวนการปิดกั้น การเข้าถึงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายทำได้รวดเร็วมากขึ้น ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการกล่าวโทษผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้ว 5 แพลตฟอร์ม และร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการเตรียมบังคับใช้เกณฑ์ Travel Rule ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ

    ขณะที่ในด้านการพัฒนา ก.ล.ต. ยังคงเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หนึ่งในนั้นคือโครงการ Digital Asset Regulatory Sandbox โครงการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการให้บริการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ผู้ทดสอบได้พัฒนาการให้บริการผ่านการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น และผู้ลงทุนมีทางเลือกในการใช้บริการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนที่มีนวัตกรรมการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตลาดทุนหรือสินทรัพย์ดิจิทัล และมีความสนใจเข้าร่วมการทดสอบ

    สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ก.ล.ต. อีเมล [email protected] และในปีนี้ ยังเปิดให้ทดสอบการให้บริการควบคู่กับการทดสอบให้บริการพร้อมกับการชำระเงินแบบ Programmable Payment เพื่อรองรับกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร  โดยสามารถสมัครเข้าร่วมทดสอบภายใต้โครงการ Regulatory Sandbox ของ ก.ล.ต. ควบคู่กันกับโครงการทดสอบนวัตกรรมการชำระราคาที่มีเงื่อนไขอัตโนมัติ (Programmable Payment) ภายใต้กรอบ Enhanced Regulatory Sandbox ของ ธปท. ได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน เช่น กำหนดให้ ICO portal หรือผู้ให้บริการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต้องประเมินความเหมาะสมของผู้ลงทุนทุก 2 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนเข้าใจความเสี่ยงและเลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสม พร้อมกันนั้น ยังได้ปรับเกณฑ์เงินกองทุนและระบบการดูแลสินทรัพย์ของผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบโดยรวม

    เมื่อมองภาพรวมการทำงานในปี 2568 จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของ ก.ล.ต. คือการเดินหน้าทั้งสองด้านอย่างครบถ้วน ด้านหนึ่งมุ่งป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางอาชญากรรม อีกด้านหนึ่งส่งเสริมนวัตกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานและความคุ้มครองผู้ลงทุน ทั้งหมดนี้มีจุดหมายเดียวกัน คือสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และในปี 2569 ก.ล.ต. จะยังคงเดินหน้าภารกิจนี้ต่อไป ความคืบหน้าและพัฒนาการสำคัญต่าง ๆ จะขอนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ติดตามกันค่ะ

    คอลัมน์ชวนคิด ชวนคุย กับ ก.ล.ต.: โดยนางสาวอาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JTKjJoK-fFh_Id1LXmfye

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 03/01/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 03/01/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 3 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุดมีราคาดังนี้ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 ธ.ค.2568 เวลา 05.00 น.)

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 31.35 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 40.04 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 30.44 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.98 บาท/ลิตร

    เบนซิน 95 :ราคา 39.64 / ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 29.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 27.09 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 31.35 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 30.44 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.98 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 29.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 27.09 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    เบนซิน ราคา 40.14 ราคาบาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 31.35 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 29.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.98 บาท/ลิตร

    ดีเซล ราคา 30.44 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 29.44 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 31.28 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 31.85บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 30.44 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/120783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GV-1AZ-R8LvL0mH28HMRN

  • พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ กำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกยังสามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้ แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    นายพูนพงษ์กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและความสามารถในการเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวสู่การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น การเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ การสั่งซื้อผ่านออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่
     

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซูเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคานต์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าปลีกอื่น ๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2563–2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 รายในปี 2567 ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มขึ้นจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการพบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 11,571 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สัดส่วน 21.14% มูลค่า 2,446 ล้านบาท จีน สัดส่วน 18.98% มูลค่า 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ สัดส่วน 16.70% มูลค่า 1,932 ล้านบาท

    นายพูนพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่ต้องพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735881&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FA730S9_ukRVmROBZMATp

  • จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

    Tag :

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ยังมีแรงส่งมาจากกิจกรรมในภาคบริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ,ผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า ,การฟื้นตัวของธุรกิจหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ,ผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศ โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวด โดยเฉพาะเครื่องประดับ และอิเล็กทรอนิกส์ และจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน

    ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวม ขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตามการบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอลง
    ในขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน ตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ เงินโอน และดุลการค้า ส่วนการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/938381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Kj1lcOflFIlwojc-2gVP

  • สหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ออกไปเป็นปี 2027

    สหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ออกไปเป็นปี 2027

          ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ปรับมาตรการการนำเข้าไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ เข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยได้ลงนามในประกาศ (Proclamation) ช่วงคืนวันส่งท้ายปีเก่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี ค.ศ. 1962 เพื่อชะลอการปรับขึ้นอัตราภาษีออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า (Upholstered Furniture) ตู้ครัว (Kitchen Cabinets)  และตู้ล้างหน้า (Vanities)  โดยยังคงอัตราภาษีเดิมที่ร้อยละ 25  
         การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองและสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค และการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการค้ากับประเทศคู่ค้าเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น  
        เมื่อต้นปีนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้า ไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ (ผลิตภัณฑ์ไม้) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอเมริกันและปกป้องความมั่นคงแห่งชาติการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เสร็จสิ้นการสอบสวนตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งพบว่า ปริมาณและเงื่อนไขปัจจุบันของการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ 
         ประธานาธิบดีทรัมป์ตระหนักว่า การพึ่งพาไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้จากต่างประเทศมากเกินไป อาจบ่อนทำลายขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การพึ่งพาไม้แปรรูปนำเข้าของอเมริกายังรุนแรงขึ้นจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลต่างชาติและแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ของสหรัฐฯ ด้วยการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้ ประธานาธิบดีจึงตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นภาษี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพิ่มเติมกับประเทศอื่น ๆ
        ประกาศฉบับนี้ต่อยอดจากมาตรการการคุ้มครองอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญก่อนหน้านี้ของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการค้าและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ รับใช้ผลประโยชน์แห่งชาติ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดนโยบายการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” เพื่อทำให้เศรษฐกิจอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้มาตรา 232 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเสริมสร้างภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและยานยนต์
                   ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในหลายอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยา เครื่องบินพาณิชย์ กังหันลม หุ่นยนต์ ระบบอากาศยานไร้คนขับ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของอเมริกา แก้ไขความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เท่าเทียมซึ่งคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ และเยียวยาผลกระทบจากการค้าที่ไม่เท่าเทียมโดยได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศ และบันทึกประธานาธิบดีหลายฉบับ เพื่อส่งเสริมการทำเหมือง การผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการลดกฎระเบียบและขจัดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ

    ข้อคิดเห็น

                 การเลื่อนภาษีดังกล่าวจากเดิมเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะมีแผนจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 30 และตู้ครัวและตู้ล้างหน้าจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 50 จึงทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้บริโภคยังไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมภายในประเทศยังได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่งจากอัตราภาษีที่มีอยู่ ซึ่งการปรับขึ้นภาษีอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของครัวเรือนอเมริกันในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

                มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ในประเทศ โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ เช่น รัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว  ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมไม้ของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

               การคงอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 25 จนถึงต้นปีหน้า จึงเป็นโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนประสานงานร่วมกันในการเร่งการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mje3b6abrkojqjy22voyora0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fa3IXt25H8Id7yi8NeMew

  • 10 เรื่องเศรษฐกิจที่ “ประชาชนอยากได้จริง” ในปีเลือกตั้ง 2569

    10 เรื่องเศรษฐกิจที่ “ประชาชนอยากได้จริง” ในปีเลือกตั้ง 2569

    ปี 2569 เป็นปีที่การเมืองเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะเข้ามา “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง” ได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาบนเวทีหาเสียง เพราะในชีวิตจริง ค่าครองชีพยังสูงรายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย งานไม่มั่นคง และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงานแทบทุกกลุ่ม

    “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” จึงตั้งคำถามตรงไปยังประชาชนจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่แรงงานอิสระ ผู้บริหารภาคธุรกิจ คนทำงานสร้างสรรค์ นักศึกษา คนข่าว ไปจนถึงนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนว่า “เศรษฐกิจแบบไหน” ที่ประชาชนอยากเห็นจริงในปีเลือกตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจบนกระดาษตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่คือเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรง

    คำตอบที่ได้สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ค่าครองชีพ น้ำมัน ค่าไฟ ค่าเดินทาง งานที่มั่นคงและโปร่งใส โอกาสของแรงงานไทยในและนอกประเทศ การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า ไปจนถึงนโยบายเพิ่มรายได้ที่ต้องทำจริง ไม่ใช่แจกชั่วคราว หรือปล่อยให้รายได้กระจุกอยู่ที่ทุนใหญ่ เสียงเหล่านี้จึงถูกร้อยเรียงเป็น “10 เรื่องเศรษฐกิจที่ประชาชนอยากได้จริง” เพื่อเป็นโจทย์สำคัญให้ทุกพรรคการเมืองต้องตอบให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียงจากประชาชน

    1.ค่าครองชีพอะไรแพงที่สุดตอนนี้?

    ธีรศักดิ์ พาโคกทม ขับจักรยานยนต์รับจ้าง

    ขณะนี้ค่าครองชีพในชีวิตประจำวันมีราคาแพงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวราดแกง ข้าวผัดกะเพราเมื่อกลางปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 50 บาท แต่ขณะนี้พ่อค้าแม่ค้าขอปรับขึ้นเป็น 60 บาท ทำให้มีรายได้ลดลงเพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะพยายามประหยัดในการใช้จ่ายผมขอเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่หาวิธีการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงมาจากปัจจุบันให้ได้เท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะขณะนี้เติมน้ำมันปริมาณต่อวันเท่าเดิม แต่เมื่อหักต้นทุนค่าน้ำมันแล้วพบว่ารายได้ลดลงวันละ 100-200 บาท จากปกติมีรายได้เฉลี่ย 800 บาทต่อวัน แม้ว่าจำนวนเที่ยววิ่งต่อวันรวมทั้งระยะทางจะเท่าเดิม

    นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาลดราคาค่าไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยลงอีก แม้ว่าล่าสุดค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยในเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 แล้วก็ตาม

    2.รายงานประชาชนพอใช้ไหม?

    มนต์ชัย บัวแดง รับจ้างทั่วไปทำงานร้านก๋วยเตี๋ยว

    ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 500 บาท ทำงานเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง เริ่มงานตั้งแต่ตี 5 เลิกงานเวลา 15.00 น. เมื่อก่อนทำทั้ง 7 วัน แต่ตั้งแต่มีเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาด ทางร้านก็หยุดขายวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะขายไม่ดีเท่าวันธรรมดา ทำให้ทุกวันนี้มีรายได้จากการทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ รายได้ลดลง ต้องบอกว่าแค่พออยู่พอกิน ต้องประหยัดไม่ได้สุขสบายเท่าไร เพราะได้เงินมาก็มีภาระต้องใช้จ่ายทั้งในชีวิตประจำวันได้มาใช้ไป ขณะที่มีภาระต้องส่งลูกเรียน จึงทำให้ไม่มีเงินเก็บ เงินออม ทุกวันนี้ต้องหารายได้เสริมกับภรรยาโดยขายลูกชิ้นปิ้ง และพยายามหารายได้อื่นเพิ่ม แต่งานก็หายาก ขณะที่ภรรยาก็มีอาชีพรับจ้างรายวันเช่นกัน

    ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ค่าแรงเท่าเดิมและรายได้ลดลงจากการลดวันทำงาน ตั้งใจว่าปีหน้าจะไปสมัครเป็นไรเดอร์ในแอปต่างๆขับรถส่งของเพื่อหารายได้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกทาง

    3.เรื่องไหนที่ทำให้ชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม?

    มนัสส์ มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านประสบการณ์ลูกค้าและธุรกิจรีเทล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

    ปี 2569 มีสิ่งที่ทำให้ชีวิตยากขึ้นหลายเรื่อง สิ่งแรกคือภาวะเศรษฐกิจ นี่คือน่ากลัวมาก กำลังซื้อลดลงเป็นประวัติการณ์ เพราะคนลดค่าใช้จ่าย แม้ค่าแรงจะขึ้น แต่เงินเฟ้อก็ขึ้นตาม ข้าวของแพง คนจึงไม่ซื้อเยอะ แม้ทรูอยู่ในธุรกิจที่กลายเป็นปัจจัยที่ 5 เป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว แต่ต้นทุนเราเยอะ ค่าบริหาร ปรับปรุงโครงข่ายแต่ละปีมูลค่ามหาศาล

    ความยากอีกอย่างคือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ความที่เราไม่รู้ ว่าเราไม่รู้อะไร ตั้งแต่ปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วมเชียงราย หาดใหญ่, ภัยสงคราม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change)

    ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ทรูต้องไปเปลี่ยนโมเดมอินเตอร์เน็ตให้ลูกค้ากว่า 20,000 ครัวเรือนเพื่อให้เขาติดต่อสื่อสารได้ ทีมวิศวกรต้องพายเรือ ว่ายน้ำอุ้มถังน้ำมันไปเติมสถานีฐาน เพื่อให้กลับมาทำงานได้ สิ่งเหล่านี้จริงๆเรามีระบบป้องกันหมด มีระบบไฟสำรอง แต่น้ำท่วมสูงมากและกินเวลานาน 3-4 วัน นี่คือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลย

    นอกจากนั้น การที่โลกเปลี่ยนไวเหลือเกิน ทำให้อดีตไม่ได้บอกอนาคต แม้คนทำงานประจำอย่างผมก็ยังยาก พวกที่ทำงานอิสระ ทำธุรกิจส่วนตัว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

    4.อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างงานประเภทไหน?

    อจลา ตะเภาพงษ์ LOOKMOO PR ประชาสัมพันธ์อิสระและสื่อสารแบรนด์

    อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างแหล่งงานที่ถูกกฎหมายและโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ลดแรงจูงใจเข้าสู่วงจรการล่อลวงและอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่ขยายตัวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ควบคู่กับการพัฒนาทักษะอาชีพใหม่ให้สอดรับกับตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การสร้างงานและการรักษาการจ้างงานควรถูกยกเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐต้องสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและ SME ควบคู่กับการสร้างอาชีพใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจำเป็นต้องยกระดับอาชีพในวงการข่าวสารและสื่อมวลชน ผ่านการคุ้มครองแรงงาน การจ้างงานที่เป็นธรรมและการเสริมทักษะดิจิทัล เพื่อให้สื่อสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพและเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจข้อมูล

    การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและความปลอดภัย เป็นทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเครื่องมือกระตุ้นการจ้างงานในระดับพื้นที่ สร้างรายได้ให้แรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั่วประเทศ

    ในระยะยาว การพัฒนาการศึกษาและทักษะภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและจีน เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถแรงงานไทย รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ และขยายโอกาสการทำงานในตลาดโลก

    นอกจากนี้ การใช้กีฬาและกิจกรรมขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างโครงการคนละครึ่ง สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและรักษาการจ้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ท้ายที่สุด การยกระดับระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมให้ประชาชนพึ่งพาได้จริง จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และวางรากฐานตลาดแรงงานไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืน

    5.หนี้หนักที่สุดคือหนี้อะไร…อยากให้รัฐบาลช่วยอะไร?

    บัวไล แสนอุ่น ชาวนา บ้านหนองคู ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

    ปีนี้อายุ 77 ปีแล้ว แต่ยังมีหนี้อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ราว 100,000 บาท จากเดิมกู้เงินมา 200,000 บาท เอามาทำนา สร้างบ้าน และดำรงชีพในแต่ละวัน แม้จะได้รับเงินผู้สูงอายุ แต่ค่าใช้จ่ายในยุคปัจจุบัน ข้าวของต่างๆขึ้นราคาทุกอย่าง และด้วยการเป็นผู้สูงอายุแล้ว ต้องสร้างบ้านหลังใหม่ให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยด้วย เพื่อมิให้เป็นภาระลูกหลาน

     ปัจจุบันหนี้ลดลงเรื่อยๆ เพราะชำระหนี้ทุกปี ด้วยการเป็นหนี้ของ ธ.ก.ส. นั้น ต้องชำระเป็นรายปี ตามฤดูกาลผลิต เมื่อทำนาเสร็จ ขายข้าวได้ ก็จะนำเงินไปชำระหนี้ การทำนาไว้กิน เมื่อเหลือกิน ก็ขาย มีเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัว

    “อายุ 77 ปีแล้ว ไม่อยากเป็นหนี้แล้ว แต่ไม่กู้ ก็ไม่มีเงินสร้างบ้านหลังใหม่ ไว้อยู่อาศัยในยามแก่ เพราะบ้านหลังเก่าทรุดโทรมมาก สิ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยเหลือ คือ การเพิ่มเงินผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท เพราะเมื่ออายุเยอะแล้ว การเดินทางไปโรงพยาบาลก็ต้องมีค่าใช้จ่ายการเดินทาง แม้ค่ารักษาพยาบาลจะใช้โครงการ 30 บาท แต่การเดินทางแต่ละครั้งใช้เงินหลายร้อยบาท เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ และบางครั้งต้องไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด”

    นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรให้มากกว่านี้ บางปีแล้ง บางปีน้ำท่วม ปัญหานี้แก้ไม่หาย ปีนี้น้ำมาช้ามาก ทำให้นาข้าวเสียหาย ปีก่อนน้ำท่วม นาข้าวก็เสียหายเช่นกัน อยากให้รัฐวางแผนอย่างยั่งยืน อยากให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าว ปีนี้ราคาไม่ดี เพราะยายทำนาปีละครั้ง เก็บไว้กิน เก็บไว้ขาย ราคาวัว ควาย หมู ตอนเลี้ยงก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะขายได้ พอขายได้ราคาต่ำ แต่พอไปซื้อที่ชำแหละแล้ว ราคาสูงมาก

    6.คิดอยากไปทำงานต่างประเทศไหม? เพราะอะไร?

    พงษ์ไพโรจน์ เลิศสุดวิชัย นักศึกษาปริญญาโท University of Szeged

    ในฐานะที่ผมกำลังศึกษาปริญญาโท เอกการแสดงไวโอลิน ที่ประเทศฮังการี ทำให้มีความคิดอยากทำงานในต่างประเทศตลอด เพราะที่ฮังการีให้ประสบการณ์การเรียนดนตรีคลาสสิกที่เข้มข้นและลึกซึ้ง มีวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกที่หยั่งรากลึก ผู้คนที่นี่นิยมดูดนตรีคลาสสิกมากกว่าที่ไทย มีโรงอุปรากร มีหอแสดงอยู่ทุกเมือง เวลามีคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ผู้คนจะเข้ามาชมจนล้นหอแสดง ทำให้เรามีโอกาสทำงานมากกว่าอยู่ที่ไทย

     นอกจากนี้ โลกของดนตรีคลาสสิกในฮังการี หรือประเทศยุโรปอื่น ยังเชื่อมถึงกัน นักดนตรีส่วนใหญ่ทำงานข้ามประเทศกันบ่อย วันนี้เล่นคอนเสิร์ตเมืองนี้ วันต่อมาไปเล่นประเทศอื่น การได้เป็นนักดนตรีประจำวงออร์เคสตรา ได้ทำงานร่วมกับนักดนตรีเก่งๆจากหลายประเทศ หรือแม้แต่การเล่นในโปรเจกต์เล็กๆตามเมืองต่างๆ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาทักษะ มุมมองทางดนตรี และ connection ที่จะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

     “ผมมองว่า อนาคตของนักดนตรีคลาสสิกในต่างประเทศ ไม่ได้ปิดตายอยู่ในกรอบของการเป็นเพียงนักดนตรี หรือเป็นอาจารย์สอนดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับการทดลอง และมีโอกาสที่จะได้ค้นพบสิ่งที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง เช่น ทำงานด้านการอัดเสียงในสตูดิโอ หรือแม้แต่เล่นเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือโฆษณา ยิ่งไปกว่านั้นการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง และคุณภาพดนตรีระดับสากล ช่วยผลักดันให้เราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง”

    7.เที่ยวไทยตอนนี้คุ้มหรือแพงเกินไป?

    คณมาศ อิ่มพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท แบงค์คอกไรเตอร์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

    การท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ ถือว่ามีราคาค่อนข้างสูง ทั้งค่าที่พักและค่าตั๋วเครื่องบินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น สมุย และภูเก็ต บางช่วงมีค่าใช้จ่าย ใกล้เคียงกับการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ดูคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี รวมถึงจีน มีราคาที่ไม่สูงนัก และมีการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวไปยังเมืองใหม่ๆมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หากเลือกเดินทางเที่ยวไทยนอกช่วงไฮซีซัน หลีกเลี่ยงวันหยุดยาว และเน้นเดินทางในวันธรรมดา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านที่พักและการเดินทางได้อย่างมาก และยังได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่แออัดมากนักอีกด้วย และประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และการบริการที่มีมาตรฐานสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ถ้ามีการวางแผนที่ดี เลือกที่พักและกิจกรรมให้เหมาะสมกับงบประมาณ การเที่ยวไทยยังสามารถมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหลากหลายได้อย่างแน่นอน.

    เสียงจากชีวิตจริง ถึงรัฐบาลใหม่ต้องฟังให้ชัด

    8.นโยบายอะไรที่ “ห้ามพูดเล่น ต้องทำจริง”?

    ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

    นโยบายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน  นโยบายยอดฮิตของทุกพรรคการเมือง แต่ไม่เคยทำจริงจัง และมักจะพูดแบบขายฝัน และคาดว่าถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น GDP โตขึ้นแล้ว ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ซึ่งไม่เคยเป็นจริง เพราะรายได้ประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาเพิ่มที่เงินในกระเป๋าประชาชน

    หรืออย่างมากที่สุด นโยบายเพิ่มรายได้ก็มักจะแค่เป็นการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วครั้งชั่วคราวให้ประชาชนทั่วไป อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกร หรือมีนโยบายขึ้นค่าแรง ซึ่งทำได้ง่าย แต่มีผลแค่ระยะสั้นๆ หมดโครงการ รายได้คนก็กลับไปเหมือนเดิม หรือขึ้นค่าแรงครั้งเดียวก็ไม่ขึ้นไปอีกเป็นสิบปี

    นั่นก็เป็นเพราะการจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องยากกว่า และเห็นผลช้า เช่น การเพิ่มทักษะให้แรงงานสามารถเปลี่ยนอาชีพหรือได้ค่าตอบแทนเพิ่ม การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ขายของได้ราคาดีขึ้นหรือลดต้นทุนลง การลดอำนาจของทุนผูกขาดเพื่อให้ราคาสินค้าถูกลง หรือแม้แต่การแก้ไขกฎระเบียบ ลดใบอนุญาตเพื่อให้คนทำมาค้าขายมีภาระลดลง ไม่ต้องจ่ายส่วยจ่ายใต้โต๊ะ เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเห็นรัฐบาลไหนจะใส่ใจผลักดันมากนัก และไม่ลงแรงมากพอที่จะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จจริงจัง

    การเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยากให้ประชาชนจับตานโยบายการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนทั้งนโยบายระยะสั้น และระยะยาวว่าแต่ละพรรคการเมืองจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จหรือไม่ ยั่งยืนแค่ไหน เพราะนโยบายเรื่องนี้ “ห้ามพูดเล่น! ต้องทำจริงเท่านั้น”

    ข้อ 9 ปี 69 อยากเห็นอะไรดีขึ้นจับต้องได้/หนิงให้พี่อ้อ

    9.ในปี 2569 อยากเห็นอะไรดีขึ้นแบบที่สามารถจับต้องได้?

    ชัยวัฒน์ เกษสม ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงคมนาคม หนังสือพิมพ์ทรานสปอร์ต เจอร์นัล

    ในฐานะคนข่าวที่คลุกคลีกับระบบขนส่งมากว่า 10 ปี สิ่งที่อยากเห็นชัดเจนที่สุดในปี 2569 คือ “การเดินทางที่ราคาถูกและเป็นธรรม” ซึ่งค่าโดยสารควรสอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ไม่ใช่ภาระที่ประชาชนต้องแบกรับทุกเช้าเย็น เพราะการเดินทางคือปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ไม่ต่างจากไฟฟ้าและน้ำประปา

    นายชัยวัฒน์ มองว่า นโยบายด้านค่าโดยสารไม่ควรผูกติดกับพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ควรถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นใจให้ประชาชน ยกตัวอย่าง เมื่อวันนี้รัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน ค่าโดยสารก็เปลี่ยน ประชาชนปรับตัวไม่ทัน” คือภาพสะท้อนที่คนข่าวคมนาคมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    หากปี 2569 จะมีสิ่งใดดีขึ้นแบบจับต้องได้ เขาอยากเห็นตั๋วโดยสารที่ราคายิ้มได้ ระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม และนโยบายที่ไม่เปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง เพราะสุดท้ายแล้ว การเดินทางที่ดีไม่ควรเป็นเรื่องของความหวัง แต่ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน

    10.ถ้ารัฐบาลใหม่ทำได้แค่เรื่องเดียว ควรทำอะไร?

    ไพบูลย์ นลินทรางกูร นักบริหาร ซีอีโอ บล.ทิสโก้

    หากรัฐบาลใหม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้เพียงเรื่องเดียว เรื่องนั้นควรเป็นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขเงินลงทุนระยะสั้น แต่ต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    เพราะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม และการขาดเทคโนโลยีขั้นสูง การดึง FDI เข้าสู่ภาคส่วนที่เหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (potential economic output) ของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    “ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ชีววิทยาศาสตร์ โลจิสติกส์มูลค่าสูง อาหารมูลค่าสูง และการแพทย์สมัยใหม่ มากกว่าการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว นโยบาย FDI ที่มีประสิทธิภาพต้องมาพร้อมกับกฎระเบียบที่ชัดเจน ความต่อเนื่องของนโยบาย และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งควรสนับสนุนให้เกิดการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย”

    การดึงดูด FDI เชิงคุณภาพจะช่วยสร้างการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ เพิ่มจำนวนบริษัทศักยภาพสูงในตลาดหุ้นไทย และขยายฐานรายได้ของรัฐในระยะยาว ที่สำคัญกว่านั้นคือ จะช่วยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศมานานหลายปี หากรัฐบาลใหม่สามารถวางยุทธศาสตร์ FDI ได้อย่างถูกทิศทาง นี่จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดต่อการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า

    ทั้งหมดนี้ คือเสียงสะท้อนจากชีวิตจริงที่ชี้ชัดว่า ประชาชนไม่ได้เรียกร้องสิ่งหรูหรา แต่ต้องการเศรษฐกิจที่ยุติธรรม อยู่ได้ และมองเห็นอนาคต การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันนโยบาย แต่คือบททดสอบว่าพรรคการเมืองใด “เข้าใจปัญหาจริง” และพร้อมลงมือทำจริง

    เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจที่ดี ไม่ควรเป็นแค่ความหวังในวันเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2905444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x4t2csc1S4gnsOdc5aT4q

  • มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    การเมือง

    มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    วันศุกร์ ที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บรรยากาศการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ “มูเตลู” หรือวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโชคลาง ถูกยกระดับจากความศรัทธาส่วนบุคคลสู่เครื่องมือทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพรรคการเมืองหลายขั้วต่างนำมาใช้เป็นกลไกสื่อสารเพื่อเข้าถึงจิตวิทยามวลชน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม

    นักวิเคราะห์ชี้ว่า มูเตลูในช่วงปี 2568–2569 ได้ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล กลายเป็น “สายมูออนไลน์” และพัฒนาเป็น “เศรษฐกิจสายมู” (Mu-conomy) ที่มีมูลค่าหมุนเวียนสูงถึงปีละกว่า 10,000–15,000 ล้านบาท สะท้อนจากตัวเลขรายได้ธุรกิจโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ที่เติบโตมากกว่า 800% ในรอบไม่กี่ปี พรรคการเมืองจึงเริ่มผนวกมิติความเชื่อเข้ากับนโยบาย Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ในสนามภาคอีสาน พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงยุทธศาสตร์การปรับตัวทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน จากภาพลักษณ์พรรคคนรุ่นใหม่ สู่การเคารพจิตวิญญาณท้องถิ่น ผ่านการลงพื้นที่สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและลอดประตูชุมพลที่จังหวัดนครราชสีมา นักวิชาการมองว่าเป็นการใช้ “มูเตลูเชิงสัญลักษณ์” เพื่อสร้างความไว้วางใจและลดช่องว่างระหว่างอุดมการณ์ก้าวหน้ากับจารีตท้องถิ่น ก่อนเชื่อมโยงไปสู่การนำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจและการแก้ปัญหาทุนสีเทา

    ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ นำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ เลือกใช้แนวทางแตกต่าง ด้วยการมองมูเตลูในฐานะ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่ต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “บริหารนำการเมือง” พรรคพยายามแปลงความศรัทธาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับ Soft Power ไทยอย่างโปร่งใสและยั่งยืน มากกว่าการใช้พิธีกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเฉพาะหน้า

    บทวิเคราะห์ยังชี้ว่า การใช้มูเตลูของพรรคการเมืองแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมายและเจเนอเรชัน ตั้งแต่กลุ่ม Gen X ที่ยึดถือจารีตและศาสนา Gen Y ที่มองมูเตลูเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ไปจนถึง Gen Z ที่นิยมมูเตลูแบบมินิมอลและเชื่อมโยงกับโลกดิจิทัล พรรคการเมืองจึงเริ่มนำหลัก “Muketing” หรือการตลาดบนฐานความศรัทธา มาใช้สร้างเรื่องราวและความผูกพันทางอารมณ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า มูเตลูได้กลายเป็น “ตัวแปรทางการเมือง” ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการพิสูจน์ว่า การนำความเชื่อมาใช้จะไม่เป็นเพียงฉากหน้าในการหาเสียง แต่สามารถบูรณาการเข้ากับนโยบายที่ทำได้จริง มีจริยธรรม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางกายและใจให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/460761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iDX73HUUi6exCJ–BZkBF