Category: เศรษฐกิจ

  • 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    ท่ามกลางกระแสข่าวสารวุ่นวายทั่วโลก สุดสัปดาห์นี้ หากคุณชอบฟังพอดแคสต์และอยากสร้างไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน SDG Recommends ฉบับนี้ ได้คัดสรร 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อโลกที่จะช่วยเติมไอเดียและแรงบันดาลใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งพอดแคสต์นี้จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงแนวทางปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันให้ยั่งยืน ตั้งแต่ประเด็นอุตสาหกรรมแฟชั่นจนถึงผู้สร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเนื้อหาที่หลากหลายที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มใช้ชีวิตที่ใส่ใจโลกมากยิ่งขึ้น

    1. Sustainable Jungle

    พอดแคสต์นี้เกิดขึ้นจากบล็อก Sustainable Jungle แหล่งแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และไอเดียเพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ถูกเรียกว่าเป็น “รายการภารกิจ” ที่มุ่งเน้นการสนทนาที่น่าสนใจกับผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องโลก รายการเน้นการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ผ่านบทสนทนาเชิงสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษเรื่องสัตว์ป่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโลกธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสำรวจหัวข้อที่ไม่ธรรมดา เช่น โรงเรียนป่าของกัวเตมาลา และการนำอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้มาอัพไซเคิล ตัวอย่างเช่น Scanning Endangered Landscapes And Creating An Earth Archive 

    2. Hey Change

    พอดแคสต์นี้ได้เชิญแขกรับมาร่วมสนทนาเพื่อสำรวจมุมมองใหม่ ทั้งผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นความหมายของการเป็น ‘Climate Optimist’ หรือผู้มองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแนวทางสร้างทัศนคติเชิงบวก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในประเด็นที่ผู้คนมักมองเห็นแต่ความสิ้นหวังและวิตกกังวล พอดแคสต์นี้ช่วยให้ผู้ฟังยอมรับความเป็นจริงใหม่ และเปลี่ยนมุมมองจากความคิดเชิงลบหรือสิ้นหวังไปสู่แรงบันดาลใจ พร้อมกระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจใคร่รู้อยากเห็นมุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ

    3. Wardrobe Crisis

    พอดแคสต์นี้มาจากผู้เขียนหนังสือ Wardrobe Crisis: How We Went from Sunday Best to Fast Fashion ของ Clare Press ในแต่ละตอนมีแขกรับเชิญจากสายงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์ นักวิจัย และนักกิจกรรม มาร่วมสนทนาและพาผู้ฟังสำรวจระบบแฟชั่นในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัว นอกจากนี้ รายการยังนำเสนอแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนที่โดดเด่นพร้อมเรื่องราวน่าสนใจของแบรนด์

    4. Practical(ly) Zero Waste

    พอดแคสต์จากแคนาดาที่เน้นนำเสนอเป้าหมายง่าย ๆ แต่ทรงพลังอย่างการใช้ชีวิตแบบลดขยะให้เป็นศูนย์ “Zero Waste” ให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายและใช้ได้จริง รายการครอบคลุมตั้งแต่หัวข้ออาหารและการเกษตร จนถึงแฟชั่นและชีวิตประจำวันในบ้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและทำได้จริง นอกจากนี้ แต่ละตอนยังแนะนำหัวข้อที่เกี่ยวข้องให้ฟังต่อ ช่วยให้ผู้ฟังสามารถต่อยอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

    5. Good Together

    พอดแคสต์จากแพลตฟอร์ม Brightly ที่นำเสนอการเสริมพลังให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจ และทำให้การใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน รายการช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นที่สำคัญแต่ซับซ้อนเกี่ยวกับความยั่งยืน เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แฟชั่นยั่งยืน (slow fashion) และชี้ให้เห็นจุดร่วมของการเคลื่อนไหวทางสังคมกับสิ่งแวดล้อม (intersectional environmentalism) แต่ละตอนยังนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ช่วยให้ผู้ฟังได้รับทั้งความรู้และแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    คัดสรรมาแล้วว่าดี 5 พอดแคสต์ ที่จะช่วยให้เข้าใจประเด็น ‘สิ่งแวดล้อม’ มากขึ้น
    – MediMusic แอปพลิเคชันจ่ายยาให้คนไข้เป็นเพลย์ลิสต์เพลง ช่วยลดความเครียดและความเจ็บปวดทางร่างกาย
    – 10 พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ มากยิ่งขึ้น
    – SDG Recommends | จากพลังงานสะอาดสู่ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ฟังนานาประเด็นสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนกับ GreenBiz 350
    – SDG Recommends | 10 เพลงที่ฟังแล้วเติมไฟให้มาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    – SDG Recommends | ‘SDG Move TH’ ฟังบทความของ SDG Move ในรูปแบบพอดแคสต์ได้ทุกที่ทุกเวลา

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    – (2.4) ทำให้เกิดความมั่นใจในระบบการผลิตอาหารและการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพผลผลิตและผลผลิตที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในศักยภาพในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ภูมิอากาศที่เลวร้าย, ความแห้งแล้ง, น้ำท่วม และความเสียหาย และเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและที่ดินอย่างก้าวกระโดด ภายในปี 2573
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    – (8.4) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะไม่เชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานระยะ 10 ปี ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนโดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการดำเนินการไปจนถึงปี 2573
    #SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
    – (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    – (12.3) ลดของเสียอาหาร (food waste) ของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหาร (food loss) ตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 256
    – (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ
    – (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนไว้ในรอบการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
    – (12.8) สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยล่วงหน้า

    แหล่งที่มา: 10 sustainable podcasts that will inspire you to change the world (Imagine5)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 61

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/09/26/5-sustainability-podcasts-circular-economy-fashion-waste/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cl5tS1RZJJh0f1BxQIJDy

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานการประชุมประจำปี 68 ของสศช. ว่า เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาเติบโตต่ำ 5% มานาน ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง จนอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไอเอ็มดี ไทยหล่นจากอันดับ 25 ลดลง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่อันดับ 30 โดยไทยเจอข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ลดทอนความเชื่อมั่นเอกชนและประชาชน ยอมรับไทยไม่พัฒนาได้ไกล ถ้ามีโครงสร้างบิดเบี้ยว

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวในหัวข้อ ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ว่า ที่ผ่านมาความก้าวหน้าของการพัฒนาหยุดชะงักมานาน เพราะทำแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ โดยตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เป็นต้นมา อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโตต่ำ 5% มาโดยตลอด ไม่เพียงพอที่จะขยับเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่ไอเอ็มดีปรับลดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันหล่นมาอยู่อันดับ 30 ในปี 68 มาจากสองเรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐาน กับประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เคยอยู่เหนือระดับ 40 และประสิทธิภาพภาครัฐไม่เคยอยู่เหนือระดับ 30 ส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และเทคโนโลยีที่มีปัญหาที่อยู่อันดับมากกว่า 50 ทำให้ดึงอันดับภาพรวมลงมา

    สำหรับทางด้านฝั่งรายได้ของคนที่มีฐานะดี ร่ำรวย มีสัดส่วน 10% เทียบกลุ่มเปราะบาง รายได้แตกต่างกันมากถึง 10 เท่า ในปี 66 เกิดปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทุกหน่วยงานพยายามแก้ไข และไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว ซึ่งเกิดมานานแล้ว จากทั้งภายในและภายนอก มองว่าเป็นเรื่องการบริหารเชิงสถาบัน ทำให้เป็นปัญหาการพัฒนาถดถอยลง

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ คือเรื่องกฎหมายและระเบียบ, การทุจริต และคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรม, ความเป็นประชาธิปไตย และการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เข้มแข็งจะทำให้ไทยยิ่งขาดศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด จากโลกร้อนสู่โลกเดือด และความก้าวหน้าเทคโนโลยีและเอไอ”

    อย่างไรก็ตามมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างต้องรีบทำ ต้องกล้าทำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ยอมรับว่า สศช.ยังไม่มีคำตอบ แต่ต้องมี  ต้องการเปลี่ยนมีความมุ่งมั่นแนวแน่, ต้องลงมือร่วมกันทุกภาคส่วน, ออกแบบนวัตกรรมเชิงสถาบันและกติกาใหม่, ทำทันที ไม่รีรอ

    นายดนุชา กล่าวว่า จากแผนพัฒนาฯ ฉบับ 13 ผ่านมา 2 ปีครึ่ง ทางภาครัฐได้ขับเคลื่อนงบประมาณปี 66 จนปี 68 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดำเนินผ่าน 9,132 โครงการ ขับเคลื่อนผ่านระดับ 3 จำนวน 1,230 แผน ผลที่ออกมา รายได้ประชาชาติต่อหัว 7,497 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป้าหมายสิ้นปี 70 ให้ได้อยู่ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี, ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 67 อยู่ที่ ระดับปานกลาง 0.6354 จากเป้าหมาย 0.7209 ในปี 70 เป็นความท้าทายอย่างมากที่จะเดินหน้าให้ได้ตามเป้า

    ส่วนเรื่องการมุ่งสู่สังคมที่เป็นธรรม ดูจากรายจ่ายประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ให้ต่ำกว่า 5 เท่า ปี 70 แต่ในปี 67 อยู่ที่ 5.22 เท่า, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาคือข้อมูลล่าช้า ปี 67 ปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น 1% เทียบปีก่อนหน้า เป้าหมายลดลงไม่น้อยกว่า 20% ในปี 70 และเรื่องความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลง ปี 67 อยู่ที่ 89.69% โดยปี 70 ต้องไม่ต่ำกว่า 90%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5149188/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC2RsrELKndP3gsya1cUp

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์  : เข้าซื้อ เมื่อราคาย่อ
    แนวรับ  :  $3,735  หรือ  56,950 บาท
    แนวต้าน  : $3,800  หรือ  57,700 บาท

    ข่าว :  

    .

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง : ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ทั้งตัวเลข GDP, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    ราคาทองคำไทยปรับตัว : ณ วันที่ 26 กันยายน 2568 ราคาทองคำในประเทศมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งที่ 1 ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 57,050 บาท และรับซื้อ 56,950 บาท

    นโยบายการค้าสหรัฐฯ : ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายสงครามการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในกลุ่มเวชภัณฑ์และยา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในตลาดและอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาว

    ค่าเงินบาทผันผวน : เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 32.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาด และการที่ Fitch Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย

    ตลาดหุ้นปรับตัวลง: แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นกลับปรับตัวลดลง อาจเกิดจากการเก็งกำไรและความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้า

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยกดดันระยะสั้น : การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

    ปัจจัยหนุนระยะยาว : ภาพรวมในระยะยาวยังคงดูดี โดยมีปัจจัยหนุนจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าสนใจมากขึ้น

    ภาพทางเทคนิค : ในทางเทคนิค ราคาทองคำยังคงทรงตัวได้ดี สามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาได้หลังจากย่อตัวลง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 3,730 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 57,000 บาท

    ผลกระทบจากค่าเงินบาท : การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับราคาทองคำในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าล่าสุดของเงินบาทอาจช่วยหนุนราคาทองไทยได้

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะสั้น : แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การเทรดในกรอบราคา โดยมองหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เนื่องจากราคามีความผันผวนรายวันในกรอบประมาณ 470-500 บาท อาจตั้งโซนเข้าซื้อสุดท้ายไว้ต่ำกว่าราคาสูงสุดของวันประมาณ 500 บาท เช่น หากราคาสูงสุดอยู่ที่ 57,000 บาท จุดเข้าซื้อที่น่าสนใจอาจอยู่ที่ 56,500 บาท

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว : ยังไม่มีความจำเป็นต้องกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง สามารถถือครองต่อไปได้ และอาจพิจารณาขายทำกำไรเมื่อมีสัญญาณชัดเจน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด หรือสถานการณ์สงครามการค้าคลี่คลาย

    การบริหารความเสี่ยง: ควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกเป็นหลัก และใช้ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเป็นตัวแปรเสริมในการตัดสินใจ สำหรับผู้ลงทุนในทองคำไทย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นโอกาสในการทยอยเข้าซื้อสะสม (DCA) เนื่องจากทำให้ได้ราคาทองที่ถูกลง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-26-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x9ZiJQU7DoVEDQjZJPNvA

  • สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและใช้สิทธิได้ทันทีหลัง ครม. เห็นชอบ สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” มีแนวคิดหลัก 2 ด้าน คือ จะเน้นวินัยการคลังและการเข้าสู่ระบบภาษี

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    ซึ่งสิทธิที่ได้รับจะพิเศษกว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะมีการรีสกิลและอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้า ให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำบัญชีและขายสินค้าออนไลน์ ขยายตลาดจากขายเฉพาะในพื้นที่ไปสู่ระดับอำเภอหรือทั้งประเทศ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินงบประมาณและจำนวนผู้มีสิทธิ์ จะต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน

    เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ไม่ทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น ใช้งบเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาตรการนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานระยะยาว ด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้าให้บริหารจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น และสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลัง จะมีการเสนอโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของการประชุม ซึ่งหลังจากที่ ครม. เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว จะเริ่มให้ลงทะเบียนทันที ทั้งร้านค้าและประชาชน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้เลยภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และ มีระยะเวลาใช้จ่าย 2 เดือน คือต้องใช้จ่ายภายในเดือนพฤศจิกา ถึง เดือนธันวาคม 68 

    ส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการช่วยเหลือ แบบ 50/50 หรือไม่ นายลวรณ ระบุว่า รายละเอียดจะต้องรอให้นายเอกนิติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเรียบร้อยก่อน แต่รายละเอียดคร่าวๆ ณ ขณะนี้คือ คนที่เสียภาษีจะได้วงเงินมากกว่าคนที่ไม่ได้เสียภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเสียภาษีมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UhkewIzrokEll56Gyoj-4

  • นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    เศรษฐกิจ

    26 ก.ย. 2025 เวลา 13:16 น.

    นายกฯ อนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์

    • นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025”
    • ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติไทย-จีน โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน
    • ผลักดันไทยและจีนเป็น “สปริงบอร์ด” นำเศรษฐกิจ–นวัตกรรมของภูมิภาค

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืน (TCTM) ได้เเก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน คุณหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย รวมทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีนเข้าร่วม โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน 'สปริงบอร์ด' พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยงสองประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2. เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี ช่วง พ.ศ.2568 – 2572 เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3. เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น
    4. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน 
    5. การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ไทย–จีน มีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือน “สปริงบอร์ด” ที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า–ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศ เข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cDXRNLJn_kMIJGJQuGCsb

  • แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    แถลง 29-30 ก.ย.

    26 ก.ย. 2568 08:16 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2885230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r38zy2bm6lIXxd6h02jOu

  • นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2025 ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน พร้อมผลักดันไทยและจีนเป็นสปริงบอร์ดนำเศรษฐกิจ-นวัตกรรมของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย-จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยง 2 ประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2.เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี (68-72) เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3.เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

    4.การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน

    5.การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือนสปริงบอร์ดที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.68 ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N2QP5Rc08jzeYuPH_yF-8

  • ก.คลัง ลุย! ฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” 

    ก.คลัง ลุย! ฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ​กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ​ว่า ตนเองได้หารือกับปลัดกระทรวงคลังแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม 2568  และเตรียมนำนโยบายต่างๆเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ 2 นอกจากนี้ กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็นลบนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตระหนักดีว่าคำเตือนของฟิทช์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งวินัยการคลัง ฐานะการคลัง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ​ที่นายกรัฐมนตรี​มอบหมายในระยะสั้น 4 เดือน แต่จะพยายามตอบโจทย์ความกังวล โดยเฉพาะข้อกังวลทางการเมือง ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้พูดอะไรไม่ได้  

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสิ่งที่ตนเองตั้งใจจะทำให้เห็นในเวลา 4 เดือน คือ Quick Big Win  หรือต้องเร็ว และทำให้ใหญ่ พอที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย 

    เพราะฉะนั้นนโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ต้องมีผลระยะยาวควบคู่ไปด้วย เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ปลัดกระทรวงการคลังได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ให้เป็นโครงการคนละครึ่งพลัส โดยการเพิ่มคำว่า พลัส ซึ่งคำนึงถึงวินัยทางการคลังเอื้อผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เป็นการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น

     รวมถึง เป็นการยกระดับศักยภาพพ่อค้าแม่ค้า เข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ เพิ่มรูปแบบการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้สามารถขายได้มากขึ้น และยังเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามายกระดับการทำบัญชีได้ถูกต้องและง่ายขึ้นอย่างครบวงจร 

    นายเอกนิติ ระบุว่า รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้า บริหารจัดการต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารจะยินดีปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้น โดยตนเองจะไปหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาระบบ ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสจะช่วยยกระดับให้คนมีความสามารถ ศักยภาพเพิ่มขึ้น หารายได้ได้มากขึ้น และกระจายตัวทั้งประเทศ 

    ตนเองจะใช้ประสบการณ์ที่เคยมี ปลดล็อกกฎกติกา เพื่อทำให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับ BOI เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และจะทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือน

    ในส่วนของวินัยทางการคลัง จากประสบการณ์ที่เคยได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในกรมจัดเก็บภาษี จึงพอทราบแนวทางการเพิ่มศักยภาพการหารายได้ โดยที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย ทั้งการปฏิรูปรายได้ในส่วนไม่ต้องแก้กฎหมาย และที่สำคัญเพื่อให้ตอบโจทย์บริษัทเอเจนซีเรตติ้ง คือการยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ให้เกิดความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายนโยบาย เพื่อให้เห็นต้นทุน ประโยชน์ ค่าใช้จ่าย และผลของนโยบาย โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อรักษาการขาดดุลการคลังที่จะไม่ให้เกิน 3% และงบประมาณปี 69 จะยังคงอยู่ในกรอบเดิม โดยจะใช้ให้มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการดำเนินโครงการต่างๆ โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม ทั้งไฟฟ้า พลังงานสะอาด เพื่อมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ความสามารถในกาาดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น ซึ่งมีแผนการดำเนินการไว้หมดแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19IpVfCTRTXgCMkElQH1gb

  • ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    วันนี้, 07:08น.

              ฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มาจากภาวะอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ของหนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีความเห็นต่อภาคการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

              ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance): ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ส่งผลให้รัฐบาลมีฐานะสินทรัพย์สุทธิต่างประเทศ (Net External Asset Position) สูงถึงร้อยละ 47 ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ -2 และมีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ของ GDP

              ภาวะเศรษฐกิจไทย (Economic Condition): การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากร้อยละ 2.5 ในปี 2567 เป็น ร้อยละ 2.2 ในปี 2568 และร้อยละ 1.9 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากอุปสงค์โลกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว สถานการณ์หนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 21.9 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 39.9 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี Fitch มองว่า ประเทศไทยยังคงมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

              ภาคการคลัง (Fiscal Position): มองว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ของ GDP ในปี 2568 และร้อยละ 4.3 ในปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีการออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาล (Gross General Government Debt) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59.4 ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะต่ำกว่าค่ากลางของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ 59.6 ของ GDP

              ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political Uncertainty): มองว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจจะส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    #อันดับความน่าเชื่อถือ

    #ฟิทช์เรทติ้ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mNETX126rPVZyBkmjwsxf

  • 4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่กระทรวงต่าง ๆ มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับโครงการสำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของเยอรมนี ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยรัฐบาลกลางฯ วางแผนที่จะผ่านกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ในวันพุธหน้า กล่าวคือ (1) กฎหมายมุ่งลดภาษีไฟฟ้า (2) กฎหมายลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า (3) กฎหมายนำรายงานความยั่งยืนมาใช้ และ (4) การยกเลิกพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารของกระทรวงเศรษฐกิจฯ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ สังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands), นาย Alexander Dobrindt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียน แห่งบาวาเรีย (CSU – Christlich-Soziale Union in Bayern), นาง Bärbel Bas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD – Sozialdemokratische Partei Deutschlands), นาง Stefanie Hubig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (SPD) และสำนักนายกฯ ได้ตกลงกันในแนวทางแก้ไขปัญหาแบบที่ทุกฝ่ายพอใจ ก่อนหน้านั้น พรรคร่วมรัฐบาลต่างไม่สามารถหาข้อสรุปกฎหมายฉบับนี้ได้ในหลาย ๆ ประเด็น

    ซึ่งในเอกสารระบุว่า การลดภาษีไฟฟ้ายังคงมีผลบังคับใช้ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะยังมีเพียงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และป่าไม้ เท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีดังกล่าว โดยว่า จะมีบริษัทกว่า 600,000 แห่ง ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ สำหรับ การลดภาษีไฟฟ้า ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ในข้อตกลงร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และสำหรับผู้บริโภค โดยในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า จะลดภาษีไฟฟ้า “ทันทีที่รัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาง Reiche ถือเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการให้มีการบังคับใช้โดยทันที แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณที่จัดเตรียมไว้สำหรับเรื่องนี้จะยังคงไม่มี โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าจะถูกยกเลิก รัฐบาลกลางเยอรมันจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่านกองทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (KTF – Klima- und Transformationsfonds) โดยจะจัดสรรเงินงบประมาณในเรื่องนี้ไว้ที่ 6.5 พันล้านยูโร กระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า KTF ได้จัดสรรเงินกว่า 26 พันล้านยูโร ไว้สำหรับการลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ถูกเผยแพร่เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ระบุอย่างชัดเจนว่า จะมีการลดค่าธรรมเนียมโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมภายหลังปี 2026 หรือไม่ ปัจจุบันมีเพียงเนื้อหาเกี่ยวกับการยกเลิกค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับปี 2026 เท่านั้น ซึ่งตัวแทนภาคธุรกิจได้วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งในเอกสารระบุเพียงว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไปจะมี “จะให้เงินอุดหนุนจำนวนมากในค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้านอกชายฝั่ง” โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้แตกต่างจากค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าทั่วไป และมีจุดประสงค์เพื่อชดเชยให้กับผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเป็นหลัก ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานความยั่งยืน และพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทาน นั้น ถือเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างหนัก โดยพรรค CDU/CSU พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ข้อกำหนดกฎระเบียบทางราชการเพิ่มเติมสำหรับภาคเอกชน ขณะที่พรรค SPD มุ่งเสริมสร้างและรักษาสิทธิของแรงงานและสิ่งแวดล้อมไว้ ข้อตกลงในปัจจุบันประกอบด้วยการนำข้อบังคับสำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรายงานความยั่งยืน โดยกำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน (CSRD – Corporate Sustainability Reporting Directive) มาปรับใช้ในกฎหมายระดับชาติ โดยหลักเกณฑ์ (Directive) นี้รับรองว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องจัดทำเอกสารมาตรการด้านความยั่งยืนของตนและต้องมีรายละเอียดครบถ้วน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา EU ก็ได้ดำเนินการจัดการกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ข้อบังคับดังกล่าวอย่างจริงจัง หลังจากที่เยอรมนีได้เลื่อนการบังคับใช้ CSRD ทั่วประเทศ มานานกว่าหนึ่งปี กระทรวงเศรษฐกิจฯ ก็ระบุว่า ได้สนับสนุนให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาระผูกพันในการจัดทำรายงานใหม่เข้าไปอีก

    หลักเกณฑ์ (Directive) ของสหภาพยุโรปที่จะแทนที่กฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติ เหนือสิ่งอื่นใดแผนดังกล่าวกำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการรายงานฯ เริ่มต้นใช้กับบริษัทที่มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน แทนที่จะเป็น 500 คน ตามแผนเดิม ในทางกลับกันรัฐบาลได้ตกลงที่จะผ่อนปรนกฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติลง ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง MOU แต่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายละเอียด ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “การเจรจาที่ยากลำบาก” เลยทีเดียว โดยภายใต้พระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตภายใต้ห่วงโซ่อุปทานของตน โดยจะยกเลิกข้อกำหนดในการรายงานออกไป นอกจากนี้ บทลงโทษสำหรับการละเมิดก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายจึงสามารถกล่าวได้ว่า การยกเลิกกฎหมายนี้มีผลอย่างเป็นทางการทันที โดยกฎหมายภายในประเทศจะถูกแทนที่ด้วยหลักเกณฑ์ (Directive) ว่า ด้วยห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในกรุงบรัสเซลส์ กระทรวงเศรษฐกิจเขียนว่า ในตอนแรกกระทรวงแรงงานที่นำโดยพรรค SPD พยายาม “อย่างต่อเนื่อง” ที่จะสร้างแนวการเจรจาที่เข้มงวดในส่วนของเยอรมนี แต่แนวการเจรจานี้ “ถูกลดหย่อนลง” อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุในการตอบแบบสอบถามว่า โดยทั่วไปแล้ว กระทรวงฯ จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการประสานงานภายในของรัฐบาลกลาง

    จาก Handelsblatt 26 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nswbbgekv3dsyz21otg7jq29&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KN27tFUp9aus0mW8zE9Cp