Category: เศรษฐกิจ

  • ดร.สามารถ ชี้ค่าเดินทางต้องไม่เกิน 10% ค่าแรงขั้นต่ำ เสนอรถไฟฟ้าเริ่ม 5 บาท แบ่ง 4 โซน ลดภาระคนทำงาน

    ดร.สามารถ ชี้ค่าเดินทางต้องไม่เกิน 10% ค่าแรงขั้นต่ำ เสนอรถไฟฟ้าเริ่ม 5 บาท แบ่ง 4 โซน ลดภาระคนทำงาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/120843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HzbKP4_0h49gDUm_hPcHm

  • ​‘การดี-สกลธี’ลุยหาเสียงเมืองกรุง ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้อง‘ไทยหายจน’

    ​‘การดี-สกลธี’ลุยหาเสียงเมืองกรุง ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้อง‘ไทยหายจน’

    ​‘การดี-สกลธี’ลุยหาเสียงเมืองกรุง ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้อง‘ไทยหายจน’

    วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

    “การดี-สกลธี”นำผู้สมัคร สส.เมืองกรุง ปชป.ลุยหาเสียงย่านสะพานสูง-ลาดกระบัง ชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องคนกรุง”ไทยหายจน”

    เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลด้านนโยบายพรรค พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ รวมพลังกันลงพื้นที่ และเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18 เบอร์ 7 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ (พันธุ์) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลําผักชีและแขวงลําต้อยติ่ง) เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลําปลาทิว) และเขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ) และเขต 19 เบอร์ 11 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล (กานต์) ครอบคลุมพื้นที่ เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง)

    โดย นายสกลธี เปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่เป็นการลงพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นครั้งแรก แต่ทีม “กรุงเทพฯฟ้าใหม่” พร้อมก่อน เดินก่อน ของพรรค ได้ออกเดินหาเสียงมาอย่างต่อเนื่องหลังวันสมัคร ซึ่งท่านหัวหน้า และท่านแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้ลงพื้นที่เคียงข้างมากับผู้สมัคร สส.กทม.ทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น

    “วันนี้เป็นอีกครั้งที่ ดร.การดี และผม ได้จับมือกันเพื่อรวมพลังเดินเท้า มาพบปะพี่น้องประชาชน เพื่อลงมาช่วยหาเสียงกับ สส.กทม.ทั้ง 2 เขต โดยชูแนวคิดหลัก “ไทยหายจน” โดยมีนโยบายแก้ไขปัญหาคนกรุงเทพฯ เน้นการสร้างสังคมโปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้คน กทม.มีความสามารถในการสร้างรายได้ให้ตัวเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเมืองใหญ่” นายสกลธี กล่าว

    นายสกลธี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ SME เพื่อให้มีรายได้มั่นคง รวมถึงการแก้ปัญหาความยากจนในเมือง อีกทั้งนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตในกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและปัญหาปากท้องของคนเมือง สำหรับโซนพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ ถือเป็นโซนที่มีการทำเกษตรกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นนโยบายการประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะสามารถตอบโจทย์ในโซนนี้ได้ รวมถึงควรจะมีการปรับชนิดพันธุ์ของการปลูกพืชในโซนนี้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น การปลูกพืชหรือผักที่มีผลตอบแทนสูงกว่าสิ่งที่เคยทำอยู่ เป็นต้น

    “หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทุกท่าน พร้อมลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง” นายสกลธี กล่าว

    ด้าย นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18 เบอร์ 7 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังลงพื้นที่พบว่าพื้นที่โซนนี้เป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งปัญหาหลักคือ แม้ประชาชนจะทำงานหนัก แต่รายได้กลับมีความไม่แน่นอน ดังนั้น นโยบายการประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงตอบโจทย์พื้นที่นี้โดยตรง รวมถึงการส่งเสริมปรับชนิดพืช ปลูกพืชหรือผักที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งจะสอดคล้องกับเศรษฐกิจจริง เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่นี้ สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

    ขณะที่ น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 19 เบอร์ 11 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากตนได้ลงพื้นที่เขตสะพานสูง พบว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จึงอยากเน้นนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก ในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มผู้สูงวัย และผู้ป่วยติดเตียงที่เดินทางไปยังสถานพยาบาลไม่สะดวก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาน้ำประปาในเขตพื้นที่สะพานสูง ที่ไม่ได้คุณภาพเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ตนอยากเข้ามาช่วยแก้ไขให้ประชาชนพื้นที่แห่งนี้ และประเด็นที่ตนอยากให้ความสำคัญหลังจากลงพื้นที่คือเรื่องปัญหายาเสพติดในชุมชน โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันแก้ไขดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อสร้างชุมชนสีขาวร่วมไปกับประชาชนในพื้นที่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cwXAA78N3hmvKCAbFLqF5

  • จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

    จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

    • การแพทย์แม่นยำและจีโนมิกส์ จากงานวิจัยสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ

    จีโนมิกส์ (Genomics) คือการศึกษาลำดับสารพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมด หรือดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงต่อโรค การตอบสนองต่อยา และความแตกต่างทางชีววิทยาในระดับรายบุคคล

    แนวคิดนี้เป็นรากฐานของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งแตกต่างจากการแพทย์แบบดั้งเดิมที่ใช้แนวทางการรักษาเดียวกับผู้ป่วยจำนวนมาก แม้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมและการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันก็ตาม

    เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับจีโนมิกส์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับภาระต้นทุนด้านสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังและโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า การเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วย และการหลีกเลี่ยงการรักษาที่ไม่ได้ผล ถูกมองว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและภาระระบบสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

    อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องลงทุนด้านจีโนมิกส์ด้วยตนเอง คือ ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรไทยกับประชากรตะวันตก ข้อมูลจีโนมจำนวนมากที่ใช้เป็นฐานในการวิจัยยาและแนวทางรักษาระดับโลก ยังอิงจากประชากรยุโรปหรืออเมริกาเป็นหลัก การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้กับคนไทยโดยตรง อาจไม่สะท้อนความเสี่ยงโรคหรือการตอบสนองต่อยาที่แท้จริง และอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น

    จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

    โครงการและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มลงทุนด้านจีโนมิกส์ผ่านหลายช่องทาง ทั้งงบวิจัย งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และงบด้านสิทธิประโยชน์สุขภาพ หนึ่งในโครงการระดับชาติที่ถูกกล่าวถึงมากคือ โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดทำฐานข้อมูลจีโนมของประชากรไทย เพื่อใช้เป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัย การพัฒนาการรักษา และการวางนโยบายด้านสุขภาพในระยะยาว

    ในระดับสถาบันการแพทย์และการศึกษา โครงการด้านจีโนมิกส์ก็ขยับอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการจีโนมิกส์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาการใช้ข้อมูลพันธุกรรมในผู้ป่วยจริง โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคหายาก รวมถึงการสร้างศักยภาพบุคลากรด้านเวชพันธุศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

    ขณะที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนางานด้านการตรวจวิเคราะห์ยีนเพื่อสนับสนุนการรักษาเฉพาะบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลทางคลินิกเข้ากับข้อมูลพันธุกรรมมากขึ้น

    จากงานวิจัยสู่ สิทธิประโยชน์ของรัฐ

    จุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบาย คือการที่การตรวจทางพันธุกรรมบางรายการเริ่มถูกบรรจุเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบสุขภาพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจากการเป็นงานวิจัยหรือบริการเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงในระดับระบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่

    • การตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม เพื่อประเมินความเสี่ยงและช่วยกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
    • การตรวจยีนในทารกแรกเกิด เพื่อค้นหาโรคพันธุกรรมบางชนิดที่สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความพิการและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระยะยาว
    • การอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและมีต้นทุนการรักษาสูงหากตรวจพบในระยะลุกลาม

    แม้การลงทุนด้านจีโนมิกส์ยังคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งหมด แต่การขยับจากโครงการนำร่องไปสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายว่าจีโนมิกส์ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    หากแต่เป็นเครื่องมือที่อาจช่วยลดภาระโรค ค่าใช้จ่าย และความสูญเสียในระยะยาวของระบบสุขภาพไทย เพียงแต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นของการทดสอบ ‘ความคุ้มค่า’ ของตัวนวัตกรรม

    นอกจากนี้ ในระยะต่อไป ฐานข้อมูลจีโนมของคนไทยที่กำลังถูกพัฒนาจากหลายสถาบัน  อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญทั้งในการพัฒนายา การออกแบบแนวทางรักษาที่เหมาะกับบริบทประเทศ และการลดการพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการแพทย์ไทยในยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    • CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัด

    CAR-T Cell  คือการรักษามะเร็งด้วยการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย หรือทีเซลล์ (T-cell) ออกมาดัดแปลงทางพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย การรักษานี้จัดอยู่ในกลุ่มการแพทย์ขั้นสูง เนื่องจากเป็นการรักษาเฉพาะราย ใช้กระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้องอาศัยบุคลากรเฉพาะทาง

    ในระดับโลก CAR-T Cell ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาที่มีต้นทุนสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยหนึ่งรายอาจสูงถึงหลายล้านบาท ทำให้การเข้าถึงจำกัดอยู่ในประเทศรายได้สูง และกลายเป็นคำถามสำคัญด้านความคุ้มค่าและความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ

    สำหรับประเทศไทย จุดมุ่งหมายหนึ่งคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการเข้าถึง CAR-T Cell ซึ่งหลายแห่งสามารถทำได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการรักษาในต่างประเทศเลยทีเดียว!

    จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

    ความคืบหน้าในประเทศไทย  จากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่การพัฒนาเอง

    สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวด้าน CAR-T Cell ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไปสู่การพัฒนาและผลิตเองในประเทศ โรงเรียนแพทย์ เช่น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ฯลฯ ได้พัฒนา CAR-T Cell สำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โดยมุ่งลดต้นทุนการรักษาเมื่อเทียบกับการนำเข้ายาจากต่างประเทศ 

    การพัฒนา CAR-T Cell ในประเทศไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วย แต่ยังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสร้างขีดความสามารถด้านการแพทย์ขั้นสูงในประเทศ

    ประเด็นสำคัญที่ทำให้ CAR-T Cell ถูกจับตามองมากกว่าการเป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็ง คือบทบาทของมันในฐานะ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) หรือยาขั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่รัฐไทยกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบาย ATMP ของภาครัฐมีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถวิจัย พัฒนา ผลิต และกำกับดูแลยาขั้นสูงได้เอง เพื่อลดการนำเข้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการแพทย์และชีวการแพทย์

    CAR-T Cell จึงถูกคาดหมายว่าจะเป็น ยา ATMP สัญชาติไทยตัวแรก ที่พัฒนาในประเทศและมีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากสามารถขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกำกับดูแลยาไทย และเป็นจุดพิสูจน์ว่าประเทศไทยสามารถรองรับการประเมินความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผลของยาขั้นสูงได้ด้วยตนเอง

    • Longevity 

    ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ไม่เพียงส่งผลต่อระบบสาธารณสุขในแง่ภาระโรคเรื้อรังและค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ยังทำให้แนวคิดเรื่อง Longevity และ Health span หรือการมีอายุยืนควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี กลายเป็นทั้งวาระด้านสุขภาพและพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค  แต่ขยายไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน การชะลอความเสื่อม และการประเมินอายุชีวภาพ  (Biological Age) ซึ่งสะท้อนสภาพร่างกายที่แท้จริงมากกว่าอายุปฏิทิน

    ภาคเอกชนในประเทศไทยเริ่มลงทุนในบริการตรวจอายุชีวภาพ โปรแกรมชะลอวัย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และธุรกิจ wellness อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตตามจำนวนผู้สูงอายุและกลุ่มคนวัยทำงานที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

    จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

    ความคืบหน้าประเทศไทย

    ในเชิงนโยบายของประเทศไทยในฝั่งของ ‘สาธารณสุข’ ภาพของ Longevity ถูกเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ โดยรมว.พัฒนา เคยกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายกรอบความคิดจากการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปสู่การสร้าง เศรษฐกิจสุขภาพ (medical economy) ที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

    มุมมองต่อ Medical economy สะท้อนมุมมองใหม่ของรัฐ ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เฉพาะให้ความสำคัญอยู่ที่แค่การรักษาเท่านั้น แต่เริ่มได้ตั้งแต่การป้องกันหรือ ‘ดูแลก่อนป่วย’

    ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สิทธิประโยชน์หลายประการที่ออกมาให้แก่ประชาชนชาวไทย จึงเห็น ‘การตรวจคัดกรอง’ ออกมามากเป็นพิเศษ เพราะตรวจเร็ว เจอเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว และ จ่ายน้อยกว่า

    รวมไปถึงนโยบาย ‘นับคาร์บ ลดโรค NCDs’ ในสมัยของรมว.สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่กลายเป็นสโลแกนในยุคท่านไปโดยปริยาย ไปที่ไหนก็ได้ยินคำว่า ‘นับคาร์บ’ แม้ในหมู่ อสม.

    หรือ 1 ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ ที่เน้นเรื่องของสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาไทย เช่น การนวดไทย ที่ก็เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพโดยใช้ศาสตร์แพทย์ทางเลือกมาเกี่ยวข้อง แนวคิดนี้มีการยืนยันหลายครั้งว่า ไม่ได้มุ่งแทนที่การแพทย์สมัยใหม่ แต่เป็นการเสริมระบบสุขภาพให้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาว

    Wellness อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน Longevity

    นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ความโดดเด่นหนึ่งในการผลักดัน Longevity ที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ บทบาทของโรงพยาบาลเอกชนเจ้าใหญ่ และภาคเอกชน ที่ออกมาผลักดันประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาที่มีผู้เล่นเพิ่มเติมอยู่หลายเจ้า! และคาดว่าจะได้เห็นมากขึ้นในปีนี้

    รวมไปถึงนโยบายผลักดันด้านการท่องเที่ยว ที่ก็ล้อไปกับ Wellness Tourism และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ใช้แนวคิด Wellness เข้ามาจับเปิดตัวที่พักอาศัย ที่ให้บริการด้าน Wellness แบบครบวงจร ทำให้ตลาดนี้เติบโตและคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เท่าทวีคูณ!

    อีกทั้งในปีหน้านี้จะมีการจัดเวทีประชุม Wellness ระดับโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการตอกหมุดประเทศแห่ง Wellness ได้อีกทาง!

    เมื่อมองภาพรวม วงจร Longevity นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่การป้องกันและดูแลสุขภาพ การตรวจคัดกรองเพื่อเข้ารับการรักษาได้รวดเร็ว และนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ที่สามารถรักษาโรคยากหรือโรคที่ไม่เคยรักษาแล้วได้ผลดีให้ประชาชนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จึงนับว่าครบลูป Longevity ที่แท้จริง  ซึ่ง ‘สาธารณสุขไทย’ ก็กำลังผลักดันตั้งแต่ จีโนมิกส์ ATMP นวัตกรรมการคัดกรองใหม่ๆ และการผลักดันด้าน Wellness ที่ต่างก็อยู่ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพของรัฐ!

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การเติบโตของ Longevity เป็นที่สนใจของประชาชน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้อย่างมหาศาล ก็ยังมาพร้อมคำถามเชิงระบบ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีชะลอวัย และบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลที่จะเอื้อใหการเติบโตของ Longevity ในประเทศเติบโตได้เร็ว ภายใต้ความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหรือไม่?

    นี่คือ 3 นโยบายที่ โพสต์ทูเดย์ หยิบยกขึ้นมาและจับตามอง ซึ่งสะท้อนภาพรวมและทิศทางของ ‘สาธารณสุขไทย’ ยังไม่นับการเข้ามาของ ‘ยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1’ ซึ่งจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมโรค NCDs หรือไม่

    การเข้ามามีบทบาทของ ‘ประกันสุขภาพ’ ที่ตั้งแต่ต้นปีมีแนวคิดตั้งแต่ การสร้างประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลรัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขกับประชาชน และดึง ‘เม็ดเงิน’ จากประกันสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่รัฐ!

    หรือการเก็บประกันการเดินทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านนี้เวลาเกิดเหตุจำนวนมหาศาล

    รวมไปถึง การปฏิรูปการบริหาร 3 กองทุนสุขภาพ บัตรทอง-ประกันสังคม-สิทธิข้าราชการ ที่มองว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะถึงคราววิกฤตด้านการคลังเป็นแน่!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/735889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1abITVtvL5eZYZPyBN22Lp

  • เลือกตั้ง’69: “เสี่ยหนู” หาเสียงที่ระนองชูแลนด์บริดจ์-คนละครึ่งพลัส : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: “เสี่ยหนู” หาเสียงที่ระนองชูแลนด์บริดจ์-คนละครึ่งพลัส : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียงที่จังหวัดระนอง โดยระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อผู้สมัครของพรรค ซึ่งทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เคยผ่านการทำหน้าที่ สส.มาก่อน มีความรู้ความเข้าใจบริบทจังหวัด และมีแนวทางพัฒนาระนองอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับจังหวัดระนองมีศักยภาพและความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับจังหวัดไปอีกขั้น ควบคู่กับนโยบายคนละครึ่งพลัสที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับพื้นที่และประเทศโดยรวม

    “ระนองเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพที่จะเติบโตไปข้างหน้าได้ ชาวระนองต้องการพรรคการเมืองและผู้แทนที่กล้าคิด คิดได้ และทำเป็น ซึ่งพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครของพรรคมีความพร้อมในทุกมิติ” นายอนุทิน กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pUZli2aMy3NVGJf2sEAzv

  • จับตาสถานการณ์ฟอกเงินและพื้นที่เสี่ยงภัยอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

    จับตาสถานการณ์ฟอกเงินและพื้นที่เสี่ยงภัยอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

    ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์และสภาพปัญหาการฟอกเงินทั้งหมด 9 พื้นที่กรณีศึกษา อันได้แก่ 

    1.กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

    2.อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

    3.เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ตราด และสระแก้ว 

    4.จังหวัดเชียงใหม่ 

    5.จังหวัดเชียงราย 

    6.อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 

    7.จังหวัดขอนแก่นและชายแดนอีสานเหนือ

    8.จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต 

    9.จังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช 

    โดยใช้วิธีการสังเกตการณ์ทางตรงในช่วงเวลา 9 เดือน ผสมกับการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ในแหล่งข่าวเปิดและการทบทวนวรรณกรรม สามารถนำเสนอผลการสังเกตการณ์มาเขียนสรุปภายใต้ กรอบเค้าโครง ในหัวข้อดังต่อไปนี้

    1.ขอบเขตของพื้นที่

    2.ช่วงระยะเวลาที่เริ่มมีปรากฏการณ์

    3.บริบททางเศรษฐกิจการเมืองระดับโลก/ชาติ ที่มีผลต่อการดึงดูดการฟอกเงินเข้าสู่พื้นที่

    4.ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร และบรรยากาศของเมือง

    5.โครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่เอื้อต่อการฟอกเงิน การคมนาคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

    6.ทรัพย์สินที่เอื้อให้เข้ามาซื้อเพื่อฟอกเงิน (โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หมู่บ้าน คอนโด อพาร์ตเมนต์ โรงงาน ธุรกิจ ร้านค้า สินค้าหรูหรา งานศิลปะ สินค้าที่ปั่นราคาตามกระแส และองค์กรทางธุรกิจที่จ้างงาน)

    7.บริการเสริมที่เอื้อให้การฟอกเงินสะดวก (สำนักงานทนายความ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ผู้ตรวจสอบบัญชี/ภาษี ธุรกิจ/ผู้รับจ้างดำเนินการ)

    8.สถาบันการเงิน แลกเงิน แลกเงินดิจิทัล

    9.การตั้งองค์กรอำพรางกิจกรรมผิดกฎหมาย สมาคมหรือมูลนิธิบังหน้า

    10.สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้อาชญากรอยากมาตั้งรกราก

    11.เครือข่าย กลุ่มทุน และสมาคมของคนในพื้นที่ ซึ่งเอื้อต่อการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรอาชญากรรมฟอกเงิน

    12โอกาสในการคอร์รัปชันระหว่างอาชญากร เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ 

    13.ความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่

    14.ตัวอย่างคดีที่มีการจับกุมหรือเป็นข่าวในพื้นที่

    หากนำทุกปัจจัยและเงื่อนไขมาประมวลผลแล้วนักวิจัยสามารถจัดอันดับสถานการณ์ความร้ายแรงของปัญหาและแนวโน้มความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นของการฟอกเงินได้ตามลำดับที่เรียงจากมากไปหาน้อย ดังต่อไปนี้

    1.พัทยา ชลบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการทำกิจกรรมการฟอกเงิน ไม่ว่าจะเป็นวิธีฟอกเงินแบบใด เนื่องจาก เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และสถานศึกษา โรงพยาบาล สินค้าอุปโภคและบริโภคมากมายต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า รวมถึงยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆ มากมาย ทำให้การเข้ามาลงทุนหรือทำกิจการในพื้นที่เป็นจำนวนมาก 

    ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการเข้ามาทำการฟอกเงิน ทั้งการฟอกเงินแบบซื้อสังหาริมทรัพย์ทั่วไปยังไม่มีการประกอบกิจการต่าง ๆ เพื่ออยู่อาศัย และทำกิจการต่าง ๆ เพื่อบังหน้าการฟอกเงิน (ได้ทำทำการฟอกเงิน และได้กำไรจากการทำกิจการด้วย) รวมไปถึงเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาทำกิจการถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมากมาย 

    ทำให้อาจมีการสร้างเครือข่ายกันภายในในการร่วมมือกันเป็นกลุ่มได้ การรักษาภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวทำให้การเข้าปราบปรามของตำรวจอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์เรื่องการท่องเที่ยวของประเทศไทย ขัดขวางการเข้าตรวจสอบหรือปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างไม่เต็มที่ ทำให้การเข้ามาทำกิจการฟอกเงินในพื้นที่ อาจสามารถรอดพ้นจากการปราบปรามหรือตรวจสอบได้ดีกว่าการเข้าไปทำการฟอกเงินในพื้นที่อื่นๆ

    2.กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างมากในการทำกิจกรรมฟอกเงิน เพราะเป็นเมืองที่ครบถ้วนด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจ ทำกิจกรรมฟอกเงิน รวมไปถึงยังเหมาะแก่การอยู่อาศัยด้วย 

    ดังนั้นอาชญากรที่มาทำกิจกรรมในพื้นที่นี้ จะได้ทำธุรกิจอย่างสะดวก มั่นคงและเจริญเติบโต ไปพร้อมกับการคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่อาศัยอย่างมีความสุขนั่นเอง (ได้ทั้งฟอกเงิน ได้ทั้งกำไร และได้ทั้งคุณภาพชีวิตที่ดี) แต่ต้องเผชิญกับการเฝ้าระวังต่อต้านจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และการจับตาของประชาสังคมที่มีความกังวลต่อประเด็นสังคม

    3.เชียงใหม่ เหมาะอย่างยิ่งในการทำกิจกรรมฟอกเงิน เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หรือใกล้จังหวัดข้างเคียงที่มีพรมแดนติดกับประเทศข้างเคียง ทำให้การซื้อขายยาเสพติดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ด้วยเหตุนี้ทำให้เม็ดเงินมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องนำเงินสกปรกเหล่านั้นฟอกขาว เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป อีกทั้งจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและอยู่อาศัย ทำให้อาจมีกลุ่มจีนเทาปะปนมาตั้งรกรากอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 

    โดยมีการมีการซื้อขายบ้านหรู อาคารชุด และธุรกิจโรงแรม อย่างคึกคักและยังใช้นอมินีคนไทย ในการเข้าซื้อทรัพย์สินเหล่านี้ เพื่อเปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

    ทั้งยังมีช่องโหว่เรื่องวีซ่านักเรียนหรือวีซ่านักท่องเที่ยว และการมีเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบน ที่เอื้อให้กลุ่มอาชญากรสามารถเข้ามาพำนักและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบสถานะ 

    และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีสกุลเงินดิจิทัล ทำให้การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในการเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงินในระดับภูมิภาค และเป็นทำเลที่กลุ่มคนที่ต้องการดำเนินธุรกิจแบบผิดกฎหมายต่างมุ่งหมายที่จะมาตั้งรกราก

    4.เชียงรายและชายแดนเหนือติดสามเหลี่ยมทองคำ ปัจจัยทั้งหมด ทั้งด้านภูมิศาสตร์ที่ติดกับ Criminal Zone (คิงโรมัน), ความใกล้ชิดกับสามเหลี่ยมทองคำเก่าและเส้นทางค้ายาเสพติด, โครงสร้างเศรษฐกิจและธุรกิจที่หลากหลาย, ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมที่เอื้อ, และระบบรัฐที่ยังมีช่องโหว่ 

    เชียงรายจึงถือเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกใช้เป็น ‘ศูนย์กลางการฟอกเงิน’ แห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเชียงรายมีทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง ในเชิงโครงสร้างวัฒนธรรมและเครือข่ายธุรกิจ

    5.แม่สอดและชายแดนริมฝั่งสาละวิน มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานหลากหลายที่สามารถนำมาใช้เพื่อ ‘ฟอก’ เงินที่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมายได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ร้านเหล้า อสังหาริมทรัพย์ ตลาดค้าสินแร่ รวมถึงแรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมาก 

    ความหลากหลายของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวของเงินทุนและสินค้าดูไม่ผิดปกติ อีกทั้งยังเพิ่มความยากลำบากในการตรวจสอบและจับกุม แม่สอดยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘พื้นที่ทองคำฝังเพชร’ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานเมือง

    แม่สอดจึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการทำกิจกรรมฟอกเงินในระดับสูง ทั้งจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนที่มีความซับซ้อน และระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เปราะบาง เปิดโอกาสให้เครือข่ายอาชญากรรมและกลุ่มทุนสีเทา สามารถดำเนินกิจกรรมฟอกเงินได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    6.ขอนแก่นและชายแดนริมฝั่งโขง จังหวัดขอนแก่นมีปัจจัยหลายประการที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมฟอกเงิน เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลางในหลายด้านของภูมิภาค มีสินทรัพย์และธุรกิจจำนวนมากที่เหมาะแก่การฟอกเงิน 

    ในอนาคตจะมีโครงการรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ทั้งยังผลักดัน ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ’ (NEEc) ครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย หลายฝ่ายจึงคาดว่าจะมีการลงทุน การเคลื่อนย้ายประชากรมายังขอนแก่นมากขึ้นอีก ซึ่งอาจตามมาด้วยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่จะแฝงตัวเข้ามา

    7.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ มีสินทรัพย์ที่น่าสนใจ มีธุรกิจที่เงินไหลเวียนผ่านได้มหาศาล แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางขนส่ง กลุ่มทุนต่างชาติและกลุ่มท้องถิ่นที่อยู่ในภูเก็ต กระบี่พังงามาก่อนมีการปะทะและเปิดโปงกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาแข่งขันแย่งชิงพื้นที่ได้สูงมาก เนื่องจากเป็นแลนด์มาร์คหรูหราระดับโลก 

    สภาพเมืองและวัฒนธรรมบนพื้นที่พังงาและกระบี่ ยังไม่เปิดรับการมาประกอบธุรกิจและอยู่อาศัยของกลุ่มทุนเอเชียมากนัก จึงยังไม่เหมาะกับกลุ่มธุรกิจสีเทาที่พัวพันกับการฟอกเงินให้เครือข่ายหลอกลวงทางเทคโนโลยี

    8.ชะอำและหัวหิน เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตของคนไทยระดับสูงและชนชั้นกลางเป็นพื้นที่ของหน่วยราชการและความมั่นคงหนาแน่น แม้มีบรรยากาศและสินทรัพย์น่าสนใจ แต่มีความเสี่ยงมากเกินไปในการนำเงินมาฟอกในพื้นที่นี้ เนื่องจากอาจตกเป็นเป้าของการสอดส่องจับกุมได้และเดินทางลำบาก

    9.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ไม่มีสินทรัพย์ที่เป็นสิ่งดึงดูดอาชญากรมากนัก เว้นพื้นที่เกาะสมุยและพะงันแต่ก็ต้องปะทะกับกลุ่มทุนต่างชาติอื่น ที่พยายามครอบครองพื้นที่ในทั้ง 2 เกาะ และการเดินทางไม่สะดวกนัก จึงไม่เหมาะเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรที่ต้องการหมุนเวียนเงินเยอะอย่างรวดเร็ว

    [1] ส่วนหนึ่งของรายงานวิจัยเรื่อง การฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย ด้วยงบประมาณของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปี 2568 โดยคณะผู้จัดทำ ทศพล ทรรศนพรรณ, สรชา สุเมธวานิชย์ และภาสกร ญี่นาง

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/ruleoflaw-moneylaundering/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AXjuMOXU7LleS3XFHNplW

  • ทิศทางเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจเอเชีย ปี 2569 ผจญความเสี่ยงขาลง

    ทิศทางเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจเอเชีย ปี 2569 ผจญความเสี่ยงขาลง

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย แนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2569 ทั้งเศรษฐกิจของประเทศของชาติมหาอำนาจของเอเชีย และอาเซียน พบว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมไปถึงปัญหาภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้เศรษฐกิจในปี 2569 อาจชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะเผาจริง

    ที่ผ่านมา สศช. ได้ประเมินแนวนิมเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จากภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 หลังจากได้รับผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น 

    อีกทั้ง เศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์

    รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมแร่หายากของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย ดังนี้

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าจะขยายตัว 0.7% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 1% ในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการส่งออก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนตุลาคมที่ลดลงมาอยู่ที่ 48.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือน 

    นอกจากนี้ แม้ว่าค่าจ้างจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการต่อรองค่าจ้างประจำฤดูใบไม้ผลิ (Shunto) ประจำปี 2569 และการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กว่า 6.3% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงยังคงมีแนวโน้มลดลงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของค่าจ้าง 

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากงบประมาณประจำปี 256926 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวจากยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรคงค้างที่ยังคงสูงอยู่ในช่วงปลายปี 2568 และการลงทุนในเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนปัญหาขาดแคลนแรงงาน 

    ประกอบกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาล สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ 2%

    เศรษฐกิจจีน

    เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 โดยเป็นผลมาจากแรงส่งของภาคการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของฐานการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นสูงในช่วงปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวสอดคล้องกับยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ปรับลดลง 

    ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ 

    รวมถึงการสิ้นสุดแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น 

    อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อไป

    เศรษฐกิจอินเดีย 

    เศรษฐกิจอินเดีย คาดว่าจะขยายตัว 6.5% ชะลอลงจาก 7% โดยเป็นผลมาจาการชะลอลงของการส่งออกและการผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรมจากการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีการค้าตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่ออินเดียที่ 50% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ และจะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของอินเดียในระยะต่อไป 

    อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศภายใต้การดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีเพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและบรรเทาภาระภาษีของประชาชนระหว่างปีงบประมาณ 2568 – 256929 ประกอบกับแรงกดเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs) ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 ตามการลดลงของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมสินแร่สำคัญของจีนที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่จะมีแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐบาลในดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 

    ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงิน มีแนวโน้มผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศ โดยในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไต้หวัน เศรษฐกิจฮ่องกง และเศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 2.4% 2% และ 1.8% ชะลอลงจาก 5% 2.6% และ 3.5% ในปีก่อนหน้า ตามลำดับ 

    ขณะที่ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% เร่งขึ้นจาก 1.1% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

    เศรษฐกิจอาเซียน

    เศรษฐกิจอาเซียน ส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี การอุปโภคบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐ31 ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ประกอบกับนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายภายใต้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ 

    ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามจะขยายตัว 4.7% 4.2% และ 5.9% ชะลอลงจาก 4.8% 4.4% และ 7.5% ตามลำดับ 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจฟิลิปปินส์คาดว่าจะขยายตัว 5.6% ปรับตัวดีขึ้นจาก 5.3% เนื่องจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aVXWou3bVJqXkO_JR6C52

  • ‘นายกอุ๊ ปชป.’ท้าชิงสส.เขต 1 อยุธยา เสนอแก้น้ำท่วม‘บางบาล’ ดันกรุงเก่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ‘นายกอุ๊ ปชป.’ท้าชิงสส.เขต 1 อยุธยา เสนอแก้น้ำท่วม‘บางบาล’ ดันกรุงเก่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

    ชูประสบการณ์ท้องถิ่นสู่สภา! ‘นายกอุ๊’เบอร์ 7 พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแก้น้ำท่วม‘บางบาล’ไม่วนลูปซ้ำซาก พร้อมดัน‘อยุธยา’ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    3 มกราคม 2569 นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมายเลข 7 เปิดเผยถึงปฐมบทเส้นทางการเมืองของตนเองว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากฐานอำนาจหรือเครือข่ายทางการเมือง หากแต่มาจากการลงมือทำจริงในระดับท้องถิ่น จากวันที่ตัดสินใจลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช เมื่อปี 2556 ทั้งที่ไม่มีญาติ ไม่มีฐานเสียง และไม่เคยคิดเล่นการเมืองมาก่อน

    นายกอุ๊ ระบุว่า การตัดสินใจลงสมัครในครั้งนั้นเกิดจากความไม่สามารถเลือกข้างทางการเมืองในพื้นที่ได้ และต้องการพิสูจน์ว่าหากใครจะอาสาเข้ามาทำงานให้บ้านเมือง วัดกันที่ความสามารถได้ประชาชนเริ่มคิดได้แล้ว

    เมื่อเข้ารับตำแหน่ง กลับพบว่า อบต.บ้านใหม่อยู่ในสภาพวิกฤตอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาการเงินขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เบี้ยผู้สูงอายุ ค้างค่าไฟฟ้า ค้างภาษีและประกันสังคมหลายปี รวมถึงมีหนี้สะสมหลายล้านบาท ระบบสาธารณูปโภคทรุดโทรม น้ำประปาไม่ไหล ไฟฟ้าไม่ทั่วถึง และสำนักงาน อบต.อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างหนัก นอกจากนี้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินยังตรวจพบการทุจริตงบประมาณกว่า 110 ฎีกา หรือคิดเป็นเกือบ 90% ของงบประมาณทั้งปี ส่งผลให้ต้องดำเนินการทางวินัยเอาข้าราชการออกไปหลายคน และปฏิรูประบบบริหารองค์กรใหม่ทั้งหมด

    จากจุดที่ล้าหลังที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกอุ๊ใช้เวลาสองสมัย ฟื้นฟูและพัฒนาตำบลบ้านใหม่ จนกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการระดับประเทศ ได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ รางวัลการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากดีเด่น รางวัลนวัตกรรมชุมชน รางวัลการพัฒนาสินค้าโอทอประดับประเทศและระดับโลก รวมถึงการจัดตั้งโรงงานกลางผลิตสินค้าชุมชนที่ได้รับการรับรอง อย. แห่งแรกในระดับ อบต. ของประเทศไทย พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ถนน น้ำ ไฟ ประปา ระบบแก้มลิง และการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ภายใต้แนวคิด “การเมืองสุจริต และทำจริงยิ่งกว่าพูด”

    ในส่วนของนโยบายระดับชาติ นายกอุ๊ระบุว่า เหตุผลสำคัญของการลงสมัคร ส.ส. คือ ต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่บางบาลและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาน้ำท่วมกลายเป็นวาทกรรมหรือเวทีหาเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมชี้ว่าหากรัฐมีงบประมาณ มีโครงสร้าง และมีอำนาจ แต่ประชาชนยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ นั่นคือความผิดปกติของการบริหาร ไม่ใช่ความผิดของชาวบ้านหรือผู้นำท้องถิ่น โดยยืนยันว่าตนมีประสบการณ์ตรงจากเหตุอุทกภัยปี 2554 และเคยนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาลจนถูกนำไปใช้จริง ในเรื่องระบบครัวชุมชน พร้อมเสนอแนวคิดการจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน แก้ไข และเยียวยา เพื่อลดความสูญเสียซ้ำซากในระยะยาว

    ควบคู่กันนี้ นายกอุ๊ยังเสนอแนวคิดยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอยุธยา ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยชูตัวอย่างการใช้ “ไฟสุ่มไก่และงานจักสาน” เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการจัดเทศกาล การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้สู่โรงแรม ร้านอาหาร ตลาด และแรงงานในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าอัตลักษณ์และฝีมือคนไทย หากออกแบบอย่างมีวิสัยทัศน์ สามารถผลักดันอยุธยาในฐานะเมืองมรดกโลกให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติได้ และสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาอันสั้น

    “ด้วยประสบการณ์การทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายสิบปี เข้าใจโครงสร้างการพัฒนาและการจัดสรรงบประมาณทุกระดับ ทำให้มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าบทบาทฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากเข้าใจระบบและทำงานเป็น ย่อมสามารถผลักดันประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่า แม้จะไม่ได้มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่เขต 1 แต่เชื่อมั่นว่าผลงานและประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ จะเป็นคำตอบให้ประชาชนตัดสินใจว่าอยุธยาและบางบาลควรเดินหน้าไปในทิศทางใดต่อไป และมีความเชื่อมั่นในการเมืองสุจริตเกิดขึ้นได้จริง ในอยุธยาแม้จะใช้เวลาบ้างก็ตาม” นายกอุ๊ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/938521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KZYaSMbOViWoNlZjJQjyk

  • “อนุทิน” ช่วย “คงกฤษ” หาเสียงระนองสุดคึกคัก

    “อนุทิน” ช่วย “คงกฤษ” หาเสียงระนองสุดคึกคัก

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/news/news/link/138931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12aoiHi5-tT3ClLIhHeFj1

  • ‘อนุทิน’ ช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.ระนอง ชู ‘คนละครึ่งพลัส-แลนด์บริดจ์’ ยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่

    ‘อนุทิน’ ช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.ระนอง ชู ‘คนละครึ่งพลัส-แลนด์บริดจ์’ ยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่

    ระนองคึกคัก “อนุทิน” ช่วย “คงกฤษ” หาเสียง ประชาชนขอถ่ายรูปตลอดทาง ชู “คนละครึ่งพลัส–แลนด์บริดจ์” ปลุกเศรษฐกิจพื้นที่

    3 มกราคม 2569 – ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองระนอง จังหวัดระนอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดระนอง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้การต้อนรับและขอถ่ายรูปตลอดเส้นทาง

    นายอนุทิน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการสร้างความเชื่อมั่นประชาชนต่อผู้สมัครของพรรค ซึ่งนายคงกฤษทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เคยผ่านการทำหน้าที่ สส. มาก่อน มีความรู้ความเข้าใจบริบทจังหวัด และมีแนวทางพัฒนาระนองอย่างเป็นรูปธรรม

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า จังหวัดระนองมีศักยภาพและความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับจังหวัดไปอีกขั้น ควบคู่กับนโยบายคนละครึ่งพลัสที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับพื้นที่และประเทศโดยรวม

    “เชื่อว่าระนองเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพที่จะเติบโตไปข้างหน้าได้ ชาวระนองต้องการพรรคการเมืองและผู้แทนที่กล้าคิด คิดได้ และทำเป็น ซึ่งพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครของพรรคมีความพร้อมในทุกมิติ” นายอนุทินกล่าว

    ทั้งนี้ ตลอดการลงพื้นที่ นายอนุทินและนายคงกฤษได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/925467/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LLVhWl-aHItCnqmcXklx6

  • ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด

    ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด

    หลังจากตลาดหุ้นไทยปี 2568 ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างหนัก ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ และภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สงครามแถบตะวันออกกลาง ผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ  

    สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค.2568) ปรับตัวลดลง 140.54 จุด หรือลดลง 10.04% จากสิ้นปี 2567 ปิดที่ 1,400.21 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา    

    ทางด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 อยู่ที่ 15,931,939.88 ล้านบาท หรือลดลง 1,501,813.57 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 17,433,753.45 ล้านบาท

    บล.บัวหลวง ประเมินว่า ในปี 2569 ตลาดตราสารทุนจะทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3-4 ปี 2568 กดดันจากการค้าโลกที่อาจชะลอ สะท้อนผลกระทบมาตรการภาษีทรัมป์ ทั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่แผ่ว และการระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) กดดันภาคการส่งออกของไทย 

    ทั้งนี้ แรงหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คาดมาจาก

    วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle)

    คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาส หลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ (อ้างอิงจากสงครามการค้ารอบแรก) อาจกดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤต) 

    สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่ในอดีตมักทยอยฟื้นตัว หลังอยู่ในวัฏจักรชะลอตัว (down cycle) ต่อเนื่องราว 2-3 ปี อีกทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New order index) ของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มักเป็นตัวนำ (leading indicator) ของดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ ราว 1-3 ไตรมาส ได้เข้าสู่โซนขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ และจีน ในช่วงปลายไตรมาส 3/2568 สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569

    เศรษฐกิจโลกทยอยฟื้น คาดหนุน re-rating เปิด upside ตลาดหุ้นไทยปี 2569

    ในอดีตรอบการปรับ Valuations multiple (PER) ขึ้นของ SET อยู่ราว +0.75SD ถึง +1.25SD

    การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    ตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% YoY และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% YoY ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570

    ความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    เช่น ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ คาดยังหนุนการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่อง แม้การส่งออกภาพรวมอาจชะลอลง

    มาตรการกระตุ้นตลาดทุนคาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า

    หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินาวงเงินการซื้อขายหุ้นมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ เบื้องต้น ภาคเอกชนเสนอสิทธิลดหย่อนภาษีวงเงิน 500,000-1,000,000 บาทต่อราย โดยต้องลงทุนในหุ้นไทย และถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี

    นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือ 1.00% หลังเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ลงเหลือ 2.25% และเหลือ 1.25% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจำกัด คาดเงินเฟ้อทั่วไปราว -0.2% ในปี 2568 และ 0.1% ในปี 2569 (เทียบ 0.4% ในปี 2567) 

    สอดคล้องกับ Fed คาดจะลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องอีก 1 ครั้งในเดือนมกราคม 2569 เหลือ 3.5% ก่อนจะหยุดเพื่อรอประเมินสถานการณ์ หากเงินเฟ้อชะลอต่อเนื่องเข้าใกล้เป้าหมาย longer run ของ Fed ที่ 2% มากขึ้น Fed มีแนวโน้มจะกลับมาลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2570 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 3%

    การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น

    การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5 ล้านคน ในปี 2567 เหลือ 33.2 ล้านคน ในปี 2568 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 2569 โดยคาดจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น YoY ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569

    มาตรการกระตุ้นฯ ช่วยพยุงการบริโภค คาดเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ

    มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง (86.8% ของ GDP ในไตรมาส 2/2568) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เริ่มใช้ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568) และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มเดือนมกราคม 2026 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt 

    อย่างไรก็ดี ประเมินผลประโยชน์จำกัด คาดหนุน GDP ปี 2568-2569 ได้เพียง 0.1-0.2% และหนุนกำไรหุ้นไทยราว 0.4-0.8% ทั้งนี้ หลังหักงบมาตรการกระตุ้นคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ประเมินเหลืองบประมาณเพียง 3.9 หมื่นล้านบาท คาดจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

    ความเสี่ยงหลักต่อตลาดหุ้นไทย นำโดย

    1) เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด กดดันจากภาคแรงงานของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภาคอสังหาฯ ของจีน

    2) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรง

    3) เศรษฐกิจในประเทศ อาจยังโดนกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคในประเทศ

    4) ความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง หลังหนี้สาธารณะคงค้าง ณ กันยายน 2568 คิดเป็น 64.8% ของ GDP แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 70% แต่อาจเร่งสูงขึ้นอีก หากประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่ำกว่าคาด อีกทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

    5) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งในอดีตมักลดลงจากระดับปกติราว 30-40% ซ้ำเติมกับงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว โดยงบประมาณปี 2568/2569 อยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน) ประกอบด้วยรายจ่ายประจำ ลดลง 1% YoY และรายจ่ายลงทุน ลดลง 7.3% YoY

    เป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 90 (+9.8%) โดยใช้ PER ที่ 15.7-16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25-0.5SD

    กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569

    ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม ดังนี้

    กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation

    การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำกำลังจะเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Ready-to-Serve Utilities” ที่มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตในทันที ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 คาดภายในปี 2571 จะมีกำลังไฟฟ้าใหม่ (IT load) ราว 2 กิกะวัตต์ ในกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามสถิติในอดีต ราว 80% ของคำขอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่น BOI ได้รับการอนุมัติ โดยในจำนวนนี้ 30-40% จะออกบัตรส่งเสริมภายในอีก 3-6 เดือน และจะเริ่มมีการลงทุนจริงตามมาภายใน 6 เดือนถัดไป 

    ดังนั้น ตัวเลขอนุมัติฯ ที่เร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/2567–ครึ่งแรกของปี 2568 คาดแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า เป็นบวกต่อกลุ่มผู้ก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้า “Power Grid Builders” 

    ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง (Captive plant) รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation) (WHAUP, GULF, trading GUNKUL, ADVANC)

    กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง

    การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 (manufacturing cycle) จะหนุนความต้องการปิโตรฯ และกำไรกลุ่มปิโตรฯ ฟื้นตัวชัดในปี 2569 ขณะที่ความเสี่ยงอุปทานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE, PP และ PET อยู่ “ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน (Breakeven) ซึ่งทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ชะลอลง 

    นโยบาย “Anti-involution” ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม ระดับ Valuations อยู่ในภาวะถูกมากใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตปี 2551 และช่วยจำกัด downside ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม คาดหนุนการเติบโตกำไร (PTTGC, SCC, ITC)

    กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ

    มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2569 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงและอยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคน หนุนการบริโภคเพิ่มเติม 

    ในขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน คาดเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการรับซื้อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank โดยการจัดตั้ง JV AMC ในขณะที่รายได้จากการเกษตร (farm income) คาดกลับมาขยายตัวได้ราว 2-3% ในปี 2569 จากหดตัวราว 4.2% สำหรับมกราคม-กันยายน ปี 2568 กดดันจากราคาสินค้าเกษตร 

    อย่างไรก็ดี คาดผลประโยชน์จากมาตรการค่อนข้างจำกัด ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพสูงที่มีทิศทางกำไรที่ชัดเจน หนุนจากรายได้สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง ยังเน้นกลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ กลุ่มท่องเที่ยว-สนามบิน (CPN, CPALL, CENTEL, AOT)

    กลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร

    หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งนี้ คาดมาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (KTB, SCB)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/735924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0imoRvb-Osk-5K9wHDHlMO