Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน”พร้อมทีมเศรษฐกิจบุกตลาดหุ้น ปลุกความเชื่อมั่น! คาดหวังหุ้นขึ้น-ยัน4เดือนลุยเต็มที่

    “อนุทิน”พร้อมทีมเศรษฐกิจบุกตลาดหุ้น ปลุกความเชื่อมั่น! คาดหวังหุ้นขึ้น-ยัน4เดือนลุยเต็มที่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 25 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง เดินทางมาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อร่วมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

    โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นหน่วยงานแรก ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาหารือและให้นโยบาย ภายหลังนำครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยใช้เวลาหารือร่วม 2 ชั่วโมง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อที่จะแสวงหาความร่วมมือกับภาคตลาดทุน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว โดยได้เห็นร่วมกันในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนไทย และการสร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายภาครัฐให้กับนักลงทุน รวมทั้งการใช้ตลาดทุนในการส่งเสริมและพัฒนาภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยรัฐบาลและตลาดทุนจะร่วมมือกัน ขับเคลื่อนให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด ทั้งการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค ที่เรียกว่า กิโยตินกฎหมายต่าง ๆ ที่ล้าสมัย ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญ แต่ต้องทำ เพื่อทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทย ที่ถือเป็นตัวชี้วัดด่านแรกในการแสดงความมั่งคั่งของประเทศอย่างเต็มที่ ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    มุ่งทำงานเต็มที่-รวดเร็ว!

    “รัฐบาลนี้มีข้อจำกัดด้านเวลา การแก้ไขหรือตรากฎหมายใหม่ ทำไม่ได้ในเวลา 4 เดือน แต่รัฐบาลจะมุ่งทำสิ่งที่ตัดสินใจทำได้ทันที ผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร โดยใช้การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและใช้กลไกที่มีอยู่ภายในกระทรวง เพื่อกระทุ้งท่อให้การดำเนินการต่าง ๆ รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าแม้จะเป็นการรับตำแหน่งในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เพียงพอที่จะวางรากฐานที่ดีและสร้างความต่อเนื่องให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้

    ส่วนคำถามที่ว่า ที่ผ่านมาปัญหาการเมืองทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงไปมากนั้น นายกฯ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นที่ทำให้ประชาชน นักลงทุนมั่นใจได้คือ รัฐบาลชุดนี้ ได้ตั้งทีมรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกฯที่เป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใด ๆ จากการเมือง และมีอำนาจตัดสินใจทำงานได้อย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมาย โดยรัฐมนตรีทุกคนจะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นทีมงานด้วยตนเอง เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย

    หวังเห็นตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้น

    “ 4 เดือนนี้ คาดหวังว่าดัชนีหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้น เพราะการลงทุน หากรอให้เห็นผลประกอบการก่อนคงไม่ทัน ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น และเราตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ต้องทำให้ความเสี่ยงนั้นคาดการณ์ได้ ที่ผ่านมาความเชื่อมั่นในรัฐบาลขาดหายไป แต่แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีอายุกี่เดือน ถ้าสามารถสร้างความชัดเจนได้ จะดึงความมั่นใจกลับมาสู่ตลาดทุนไทยได้แน่นอน”

    ส่วนการปรับลด Outlook ของประเทศจาก Fitch Ratings นั้นมองว่าเป็นการประเมินจากพื้นฐานในอดีต และยืนยันว่าจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งนำนโยบายที่ดีของรัฐบาลชุดก่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ส่วนประเด็นเรื่องเงินทุนสีเทาในตลาดทุนนั้น ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ปปง. และ ก.ล.ต. และอาศัยความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายไม่ให้ระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศไทยต้องถูกทำลาย ส่วนกรณีที่มักมีกลุ่มการเมืองเข้ามาหาประโยชน์ในตลาดทุน ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อหาเงินเตรียมกระสุนไว้เพื่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลในตลาดหุ้น หากเกิดขึ้นก็จะต้องถูกฝ่ายตรวจสอบจัดการอยู่แล้ว หากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องในตลาดหุ้น 

    ชง 4 มาตรการ Quick–Big Win

    ด้านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทยในฐานะผู้แทนภาคเอกชนในตลาดทุนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนตลาดทุนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางอนาคตระยะยาวให้กับประเทศไทย ผ่าน 4 ข้อเสนอหลัก ดังนี้ 1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ โดยตั้งทีมงานร่วมภาครัฐและภาคตลาดทุน เพื่อสื่อสาร Thailand Story แก่นักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัด Country Roadshow 2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน ผ่านการจูงใจบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าตลาดหลักทรัพย์ 3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดทุนไทย ยกเว้นภาษีเงินปันผลการลงทุนระยะยาว สนับสนุนการลงทุนใน Thai ESG และกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เป็นมาตรการถาวร เพื่อสร้างความมั่นใจในการวางแผนการเงินระยะยาว 4. สู่อนาคตไทยที่ยั่งยืน Upskill–Reskill แรงงานไทย ผ่าน e-Learning ขับเคลื่อนโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทจดทะเบียน ปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน เพื่อสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน และแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระ อุปสรรค “ได้นำเสนอมาตรการ Quick–Big Win แก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสนับสนุนนโยบายรัฐ สอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้านการดึงดูดการลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ซึ่งมาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce)”

    ด้าน กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า มาตรการที่สามารถทำได้เร็วที่สุด คือ Regulatory Guillotine หรือการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งได้มีการศึกษาและมีข้อสรุปพร้อมดำเนินการแล้ว ซึ่งหากทำได้จะประหยัดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้สูงถึง 1.3 แสนล้าน และมีผลต่อจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จในรัฐบาลนี้ เนื่องจากมีเป้าแล้ว ไม่ต้องใช้เงินลงทุน และนายกฯ ได้รับเรื่องแล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคลังรับที่จะดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2885173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l5ZPq98eo_NMyBAPLleB3

  • เฟดหั่นดบ.ช่วยตลาดหุ้นดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังเจอหลายโจทย์ยาก

    เฟดหั่นดบ.ช่วยตลาดหุ้นดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังเจอหลายโจทย์ยาก

    เฟดหั่นดบ.ช่วยตลาดหุ้นดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังเจอหลายโจทย์ยาก

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ในเครือเอสซีบีเอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปี 2568-2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.9% และ 3.0% หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษี Reciprocal Tariff ต่ำกว่าคาด โดยเก็บเพียง 15% สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และ 19-20% สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดแรงงานอ่อนลงแต่ยังไม่กระทบการบริโภค ขณะที่ยุโรปเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการการคลังและนโยบายการเงินผ่อนคลาย ส่วนจีนยังชะลอจากปัญหาเชิงโครงสร้าง คาดโตเพียง 4.4% ในปี 2568 และ 4.0% ในปี 2569 แม้มีมาตรการ Anti-Involution เพื่อพยุงการเติบโต

    ด้าน นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในไทยไตรมาส 4/2568 ชัดเจนขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)  ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดและค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ช่วยหนุนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ด้านการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงชะลอ โดย InnovestX คาดว่า GDP ปี 2568 โตเพียง 1.8% และปี 2569 โต 1.4% โดยแรงกดดันหลักมาจากการส่งออกที่ยังไม่ฟื้น ราคาสินค้าเกษตรผันผวน และหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเป็นปัจจัยพยุง  ส่วนมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลออกมา เช่น โครงการคนละครึ่ง แม้ช่วยได้บ้าง แต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 0.1% เท่านั้น

    ส่วนฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ปรับลดมุมมองเครดิตประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แต่ยังคงอันดับเครดิตที่ “BBB+” โดยให้เหตุผลว่า ฐานะการคลังมีความเปราะบาง ความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจยังอ่อนแอ โดยนายสุทธิชัย กล่าวว่า การปรับลดมุมมองครั้งนี้ไม่เหนือความคาดหมายของตลาด แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำการบ้าน โดยเฉพาะการประสานสัญญาณร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตในอนาคต

    “ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการที่ Fed ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง และคาดว่าจะลดต่อในครึ่งปีแรกปี 2569 ช่วยหนุนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแก้แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป  แม้ปัจจัยจากต่างประเทศจะช่วยหนุนบรรยากาศลงทุน แต่โจทย์ใหญ่ของไทยยังอยู่ที่การดูแลค่าเงินและการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยรวมแล้ว ภาพการลงทุนมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังต้องระมัดระวัง ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการของรัฐและทิศทางนโยบายการเงินยังคงมีความสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”นายสุทธิชัย กล่าว

    ขณะที่ นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX มองว่า ความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยจำกัด นักลงทุนควรเน้นหุ้น Domestic Play  ที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ พร้อมแนะนำหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น  AP  ที่โดดเด่นด้านอสังหาฯ ที่อยู่อาศัย มีฐานรายได้มั่นคง  CENTEL ได้แรงหนุนตรงจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว DIF รายได้สม่ำเสมอจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และปันผลสูง  HMPRO สอดรับกำลังซื้อและการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในประเทศ  MTC ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและสินเชื่อรายย่อยในภูมิภาค  สำหรับต่างประเทศ เน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมวัฏจักร เช่น TSLA, MSFT, NVDA, AAPL (สหรัฐฯ), ASML, LVMH (ยุโรป) และ Tencent, Alibaba (จีน) ซึ่งได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลงและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/916772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QWmXfOZ0ZEsAvAutCQ0R-

  • ‘อนุทิน’ ลุยฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ปรับเกมเศรษฐกิจสู้

    ‘อนุทิน’ ลุยฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ปรับเกมเศรษฐกิจสู้

    ‘อนุทิน’ ลุยฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ปรับเกมเศรษฐกิจสู้

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวหลังการร่วมประชุมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ว่า วันนี้เราได้หารือกันใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว แล้ว ก็ได้เนื้อหาสาระที่จะแสวงหาความร่วมมือกัน เพื่อที่จะนำไปร่วมมือกันเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนัก ลง ทุน ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็ง ความแข็งแรงของตลาดทุนไทย

    รวมถึงเรื่องของการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุนไทย การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายภาครัฐให้กับนักลงทุน การพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกของตลาดทุน เพิ่มสภาพคล้องระยะยาวในตลาดทุนไทย ตลอดจนแนวทางในการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อให้นำมาซึ่งการดำเนินการต่างๆ ให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการทำให้ตลาดหลักทรัพย์แหล่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด่านแรกของเศรษฐกิจ การแสดงความมั่งคั่งของประเทศ ให้กลับมาได้รับความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่กับทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นภาระและอุปสรรค เพียงแต่อาจเป็นการปรับหรือแก้ไขกฎระเบียมเก่าๆ ที่อาจไม่ทันต่อสถานการณ์แล้ว โดยหากต้องเป็นการแก้ไขกฎหมายเลยก็มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ต้องนำเรื่องเข้าสภาฯ ซึ่งรัฐบาลเรามีเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ดังนั้นสิ่งใดที่เร่งทำได้ก่อนก็จะลงมือทำโดยทันทีไม่รีรอ

    ในฐานะนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้อย่างเต็มที่กับทางคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลทางด้านเศรษฐกิจในแต่ละด้าน ทั้งการคลัง การพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรม ภาคพลังงาน ให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มอบให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง

    จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ตนได้จัดตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่ รองนายกรัฐมนตรี ไปจนถึง รัฐมนตรีในแต่ละสายแต่ละกระทรวงต่างๆ ที่รับผิดชอบอำนาจเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆ ทางการเมือง สามารถที่จะใช้ความรู้ ความสามารถของแต่ละท่านในการทำภารกิจตามนโยบายอย่างเต็มที่

    เป้าหมายการเข้ามาหารือร่วมกับทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยในครั้งนี้ ก็คืออยากทำให้ความเชื่อมั่นเร่งฟื้นกลับคืนสู่ตลาดทุนไทย อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการลงทุน อยากเห็นการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่มากขึ้น การอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ผู้ ประกอบการได้สามารถประกอบกิจการได้ด้วยความสะดวก สามารถสร้างผลกำไร ทำให้นักลงทุนได้มีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุน

    'อนุทิน' ลุยฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ปรับเกมเศรษฐกิจสู้

    กรณีฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ที่มีการประกาศปรับแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ทั้งจากปัจจัยทางการเมืองและรายจ่าย แต่รัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพ และใช้เครื่องมือทางการคลังค่อนข้างมาก

    รัฐบาลจะมีการปรับนโยบายหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสอดคล้องทางการคลัง นายอนุทิน กล่าวว่า การปรับลด Outlook เป็นการปรับลดจากพื้นฐานในอดีต วันนี้เป็นรัฐบาลใหม่เรารับทราบปัญหา ก็จะพยายามจะปรับเพิ่มด้วยการสร้างความเชื่อมั่น กำหนดนโยบายและมีการเดินสายไปพบทั้งผู้ประกอบการและสมาคมต่างๆ มา เพื่อรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน ซึ่งพบว่าความไม่ชัดเจนและทิศทางการสนับสนุนของรัฐต่อผู้ประกอบการ มั่นใจว่านี่คือหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีรัฐมนตรีที่เข้าใจถึงปัญหาจะเร่งแก้ปัญหาร่วมกัน

    การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระชากเศรษฐกิจให้ทรุดลง ตรงนี้มั่นใจได้อย่างไรว่า 4 เดือนนี้จะวางรากฐานไว้และในอีก 4 ปีข้างหน้า จะนำพาทีมนี้กลับมาได้อีก แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก

    รัฐบาลชุดนี้ เมื่อเข้ามาแล้ว นโยบายอะไรที่ดี ๆ ค้างท่อมาจากรัฐบาลที่แล้ว ๆ มา หรือเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ที่เคยเป็นที่นิยมชมชอบ สามารถนำมากระตุ้นคุณภาพชีวิต กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือทำให้เกิดความสงบให้กับสังคมได้ ก็นำมาสานต่อไป เช่น นโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ โจทย์แรกที่รัฐบาลนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมทั้งงบประมาณที่เราเล็งไว้ หากใช้ไม่ได้ก็ใช้อีกก้อนหนึ่ง ที่จะนำมาดำเนินการให้กับประชาชน โดยไม่มีการเลื่อนระยะเวลาที่จะมาดำเนินการ

    ส่วนปัญหาทุนปริศนาที่อาจเข้ามาผ่านหรือพักในตลาดทุนไทยได้มีการกำชับอย่างไรหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องใดที่เป็นสีเทา รมว.คลัง ได้ทำการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารต่างๆ ขอความร่วมมือไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ช่วยมอนิเตอร์ เพื่อไม่ให้เงินเหล่านี้เข้ามาแล้วทำให้เงินบาทแข็ง คนก็เดือดร้อน ก็ต้องพยายามดำเนินการ เพราะสิ่งเหล่านี้ผิดกฎหมาย หากถึงขั้นยึดทรัพย์ได้ก็จะทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/639794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28TBhgpkJbf3UzpFkWKdQG

  • เชียงรายระดมสมองทำแผน 5 ปี “เมืองพี่เมืองน้อง” เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    เชียงรายระดมสมองทำแผน 5 ปี “เมืองพี่เมืองน้อง” เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    เชียงรายเปิดเวทีระดมสมอง ทำแผน 5 ปี “เมืองพี่เมืองน้อง” รับจังหวะ FDI ไทยพุ่ง 125% ตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจ–การค้า–การลงทุนเชื่อม NEC อย่างเป็นรูปธรรม

    เชียงราย, 25 กันยายน 2568 —โรงแรมทีคการ์เด้น สปา รีสอร์ท เมืองเชียงราย เป็นภาพของ “ห้องปฏิบัติการอนาคต” เมื่อผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ–รัฐวิสาหกิจ–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–ภาคเอกชน–สถาบันการศึกษา กว่า 180 คน ทยอยลงทะเบียนเข้าร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงราย บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่เพียงต้องตอบ “เชียงรายอยากเป็นอะไร” แต่ต้องตอบให้ชัดว่า จะเดินไปอย่างไร ในโลกการลงทุนที่กำลังเร่งเครื่อง”

    พิธีเปิดนำโดย นายนนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ก่อนจะเข้าสู่เวทีบรรยายและระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาระหว่างประเทศ และศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน

    แก่นของการประชุมวันนี้ คือการ “ตั้งเข็มทิศร่วม” ของภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา เพื่อออกแบบแผน 5 ปี ที่ จับต้องได้ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนของเชียงรายเข้ากับ คลื่นการลงทุนระลอกใหม่ ที่กำลังไหลผ่านภูมิภาค

    ทำไมต้อง “ตอนนี้” เมื่อหน้าต่างโอกาสของ FDI เปิดกว้าง

    การขับเคลื่อนเชิงรุกของเชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะที่ “ข้อมูลใหญ่” ของประเทศชี้ชัดว่า FDI กำลังไหลเข้าไทยแรงที่สุดในรอบหลายปี ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.–ส.ค.) เงินลงทุนจากต่างชาติ แตะ 225,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 125% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมี นักลงทุน 687 ราย เข้ามาจัดตั้งธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ

    หากซูมเข้าไปดูรายละเอียด 5 อันดับประเทศต้นทาง ที่ขับเคลื่อนการลงทุน จะเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ค่อย ๆ ก่อตัว

    • ญี่ปุ่น เงินลงทุน 71,844 ล้านบาท เน้นห่วงโซ่อุตสาหกรรม—จัดหาวัตถุดิบ/ชิ้นส่วน, ซอฟต์แวร์, ตรวจคุณภาพสินค้า, รับจ้างผลิตตั้งแต่เครื่องจักรไปถึงชิ้นส่วนยานยนต์–การเกษตร
    • สหรัฐอเมริกา 105 ราย เงินลงทุน 3,433 ล้านบาท โดดเด่นที่บริการท่องเที่ยว–โฆษณา–คอนซัลต์ธุรกิจ–รับจ้างผลิตชิ้นส่วน
    • สิงคโปร์ 93 ราย เงินลงทุน 68,495 ล้านบาท ขยายตัวใน ดาต้าเซ็นเตอร์–ฟินเทค–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
    • จีน 87 ราย เงินลงทุน 20,785 ล้านบาท เสริมแกร่งซัพพลายเชนเครื่องจักรอัตโนมัติ–ซอฟต์แวร์–มอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงบริการซ่อมบำรุง EV
    • ฮ่องกง 74 ราย เงินลงทุน 12,372 ล้านบาท ครอบคลุมบริการพลังงาน–โทรคมนาคม–โลหะ/ชิ้นส่วน

    ในมิติการกระจายตัวเชิงพื้นที่ EEC ยังเป็นแม่เหล็กหลัก ด้วยเม็ดเงิน 74,792 ล้านบาท (33% ของทั้งประเทศ) แต่สำหรับ “เชียงราย” จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โรงงานขนาดยักษ์ หากอยู่ที่ โลจิสติกส์ชายแดน–บริการ–ท่องเที่ยวคุณภาพ–การค้า/ขนส่ง–อุตสาหกรรมสนับสนุน ที่สอดรับกับ NEC และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง

    เชียงรายวาง 4 จุดยุทธศาสตร์ “เมืองพี่เมืองน้อง” เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน–วัฒนธรรม–การศึกษา

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การทำแผนครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย ลงนามแล้ว 86 คู่ จาก 40 จังหวัด สำหรับเชียงรายนั้นมีฐานที่มั่นยืนอยู่แล้วกับ มณฑลยูนนาน” (ตั้งแต่ปี 2543) และกำลังเดินหน้าอีก 3 เมือง/พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. เมืองกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น — มุ่งความร่วมมือด้านเทคโนโลยี/อุตสาหกรรมสนับสนุน, เมืองน่าอยู่/สิ่งแวดล้อม, การศึกษาวิจัย และท่องเที่ยวคุณภาพ
    2. จังหวัดท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา — เสริมบทบาทประตูการค้าชายแดน, โลจิสติกส์, บริการท่องเที่ยว–โรงแรม–รีสอร์ต และแรงงานฝีมือ
    3. แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว — เชื่อมโครงข่ายคมนาคม–ขนส่ง, การค้าพรมแดน, เกษตร–อาหาร และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

    ความคล้ายคลึงทางภูมิประเทศ ประเพณี และวัฒนธรรม ระหว่างเชียงรายกับเมืองเหล่านี้ ทำให้การยกระดับสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ–การค้า–การลงทุน มีฐานรองรับจริง และต่อยอดสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, แลกเปลี่ยนการศึกษา/นักศึกษา, อนุรักษ์และใช้ประโยชน์วัฒนธรรมร่วม ได้อย่างสมเหตุสมผล

    ห้องประชุมที่กลายเป็น “ห้องทดลอง” ตั้งโจทย์–แตกประเด็น–จับคู่หุ้นส่วน

    เวทีวันนี้ไม่ใช่เพียงรับฟัง แต่เป็น workshop ตั้งโจทย์ร่วม ผู้เข้าร่วมกว่า 180 คน ถูกแบ่งกลุ่มเพื่อระดมไอเดีย คลัสเตอร์ความร่วมมือ” ที่เชื่อมเศรษฐกิจ–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับทุนของพื้นที่และแนวโน้มโลก

    คลัสเตอร์เศรษฐกิจ/การลงทุน

    • โลจิสติกส์ชายแดน–ศูนย์กระจายสินค้า–บริการขนถ่าย
    • บริการดิจิทัล–ดาต้า–เศรษฐกิจสร้างสรรค์–คอนเทนต์ท้องถิ่น
    • เกษตร–อาหาร–เกษตรแปรรูป–มาตรฐานฮาลาล/เกษตรอินทรีย์
    • ท่องเที่ยวคุณภาพ: เชื่อมวัฒนธรรม–สุขภาพ–ธรรมชาติ–งานเทศกาล

    คลัสเตอร์การศึกษา/นวัตกรรม

    • เครือข่ายวิจัยกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค—แลกเปลี่ยนนักศึกษา/อาจารย์
    • ห้องทดลองนโยบายท้องถิ่น (local policy lab) ทดสอบบริการสาธารณะดิจิทัล

    คลัสเตอร์วัฒนธรรม/สังคม

    • เครือข่ายงานศิลป์–เทศกาลลุ่มน้ำโขง–แลกเปลี่ยนศิลปิน
    • พหุวัฒนธรรม–พหุภาษา–สื่อชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวที่เคารพวิถีคน

    คลัสเตอร์สิ่งแวดล้อม/เมืองยั่งยืน

    • การบริหารจัดการขยะข้ามพรมแดน–การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
    • โครงการพื้นที่สีเขียว–โครงสร้างพื้นฐานเป็นมิตรต่อคนเดิน–จักรยาน

    ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ คือ แผนแม่บท 5 ปี” ที่ไม่ใช่เอกสารลอย ๆ แต่เชื่อมโยง ภาคส่วน–โครงการ–ตัวชี้วัด (KPIs) และ คู่ความร่วมมือ ที่จับมือเดินได้จริง พร้อมกำหนด Roadmap รายปี เพื่อให้ทุกฝ่ายติดตาม–ทบทวน–ปรับปรุงได้เป็นวัฏจักร

    FDI พุ่ง–โครงสร้างลงทุนเปลี่ยน โอกาสของเชียงรายอยู่ตรงไหน

    ข้อมูล DBD สะท้อนชัดว่า แม้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 ลดลงเล็กน้อย 4.25% (เหลือ 59,189 ราย) แต่ ทุนจดทะเบียนรวมกลับขยาย 4.24% (เป็น 194,347 ล้านบาท) แปลว่าภูมิทัศน์การลงทุนกำลัง ขยับสู่ธุรกิจทุนหนา–เทคโนโลยี–บริการมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เติบโตเด่นคือ ขายส่งสินค้าทั่วไป (+51.18%) โรงแรม–รีสอร์ต–ห้องชุด (+44.79%) และขนส่ง–ขนถ่าย (+26.18%)ทั้งหมดคือ “เส้นเลือดใหญ่” ของเมืองชายแดนและเมืองท่องเที่ยว อย่างเชียงราย

    สำหรับ FDI ที่ไหลเข้าไทย 225,536 ล้านบาท (+125%) รูปธรรมต่อเชียงรายชัดเจนใน 3 มิติ

    1. โหนคลื่นโลจิสติกส์ชายแดน: เชื่อมขนส่ง–โกดัง–ด่าน–บริการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า รับเทรนด์ “จัดหาชิ้นส่วน/วัตถุดิบ” จากญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง
    2. ท่องเที่ยวคุณภาพ/บริการดิจิทัล: รับเทรนด์สหรัฐฯ/สิงคโปร์ด้านบริการท่องเที่ยว–คอนซัลต์–ฟินเทค–ดาต้าเซ็นเตอร์ (ในสเกลที่เหมาะกับพื้นที่/สิ่งแวดล้อม)
    3. ซัพพลายเชนอาหาร/เกษตรมูลค่าเพิ่ม: ต่อยอดจุดแข็งเกษตรภาคเหนือ–มาตรฐาน–แปรรูป–โลจิสติกส์–ตลาดต่างประเทศ ผ่านกรอบความร่วมมือ Sister City

    Roadmap 5 ปี จาก “แผนบนกระดาษ” สู่ “การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้”

    เพื่อให้แผน 5 ปีเป็น “เครื่องมือทำงาน” ไม่ใช่ “คู่มือเก็บตู้” ที่ประชุมกำหนด โครงสร้างการขับเคลื่อน–ตัวชี้วัด–กลไกธรรมาภิบาล ไว้เบื้องต้น

    1) โครงสร้างขับเคลื่อน (Governance)

    • คณะทำงานจังหวัด ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง–คัดเลือกโครงการ–จัดสรรทรัพยากร–เจรจาความร่วมมือ
    • คณะทำงานสาขา (คลัสเตอร์) ด้านเศรษฐกิจ/การค้า/โลจิสติกส์/ท่องเที่ยว/การศึกษา/วัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม
    • หน่วยเลขานุการ โดยสำนักงานจังหวัด เชื่อมการเงิน–กฎหมาย–ติดตามประเมินผล

    2) ตัวชี้วัด (KPIs) ที่ประชาชนเห็นและสัมผัสได้

    • มูลค่าการค้า–การลงทุนชายแดน (ปีต่อปี)
    • จำนวนโครงการ/ข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับคู่เมืองพี่เมืองน้อง
    • นักท่องเที่ยวคุณภาพ–รายได้ต่อหัว–ระยะพำนัก ในเส้นทาง Sister City
    • การแลกเปลี่ยนนักศึกษา/งานวิจัยร่วม (โปรเจ็กต์ที่มีผลผลิตชัดเจน)
    • ความโปร่งใส/ธรรมาภิบาลธุรกิจข้ามพรมแดน (เครื่องมือกำกับ–ร้องเรียน–ตรวจสอบ)

    3) กลไกธรรมาภิบาล–คุ้มครองการแข่งขันเป็นธรรม

    • ประสาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในการ ปราบปรามนอมินี–นิติบุคคลบัญชีม้า
    • เปิดข้อมูลสถานประกอบการ–ที่ตั้ง–ผู้รับผิดชอบ (ตามกรอบกฎหมาย) ให้ตรวจสอบได้
    • คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการชายแดน–มาตรฐานบริการ–สิทธิแรงงานข้ามชาติ

    เสียงสะท้อนจากห้องประชุม เมืองน่าอยู่–เศรษฐกิจเดิน–วัฒนธรรมไม่หาย

    แม้เวทีวันนี้จะเน้น “ข้อมูล–แผน–ตัวเลข” แต่สิ่งที่สะท้อนจากการระดมความคิดเห็นคือ ความหวงแหนอัตลักษณ์ และ ความหวังให้โอกาสกระจายถึงชุมชน เสียงจากภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเห็นพ้องว่า การผลักดัน Sister City ควรมุ่ง “ท่องเที่ยวคุณภาพ–ยั่งยืน–เคารพวัฒนธรรม” มากกว่าปริมาณผู้มาเยือน ขณะที่ภาคโลจิสติกส์–การค้าขนส่ง ต้องการให้จังหวัด เร่งบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด่าน–คลัง–ศูนย์กระจายสินค้า ควบคู่กับ อำนวยความสะดวกด้านดิจิทัล (เช่น ระบบเอกสาร/ชำระค่าธรรมเนียม–ติดตามสถานะ–ข้อมูลกระจายตัวแบบเรียลไทม์)

    ด้านสถาบันการศึกษาเสนอให้ตั้ง ศูนย์องค์ความรู้ Sister City” รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–กฎระเบียบของเมืองคู่ความร่วมมือ เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนเข้าถึง ความรู้พร้อมใช้” ต่อยอดได้ทันที และใช้เป็นฐานพัฒนา หลักสูตรร่วม/โครงการวิจัย ที่มีผลลัพธ์เชิงพาณิชย์–สังคมชัดเจน

    จากเวทีสู่สนามจริง โครงการนำร่องที่ชุมชน “มองเห็น–แตะต้อง–ใช้ประโยชน์”

    เพื่อให้แผน 5 ปีเริ่มต้นอย่างมีพลัง ที่ประชุมได้ระบุ “แนวทางนำร่อง” ที่ทำได้เร็วและวัดผลได้ ได้แก่

    • คอร์ริดอร์ท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมเมืองหลักเชียงราย–ท่าขี้เหล็ก–บ่อแก้ว ภายใต้หลักการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) และ เส้นทางเทศกาล–วัฒนธรรมร่วม
    • ศูนย์ข้อมูลการค้า–โลจิสติกส์ชายแดน พัฒนาหน้าบ้านดิจิทัลกลาง ให้ผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะ SME) เข้าถึงข้อมูลขั้นตอน–ภาษี–มาตรฐานสินค้า–จุดให้บริการ
    • โครงการคู่หูมหาวิทยาลัย–ผู้ประกอบการ (U–Biz Buddy) ให้ทุนโปรเจ็กต์เล็ก–เร็ว–เข้าโจทย์จริง สร้างนวัตกรรมบริการ/ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้
    • Sandbox ธรรมาภิบาลข้ามแดน ทดลองใช้ระบบตรวจสอบที่ตั้ง–สถานประกอบการ–ช่องทางร้องเรียนแบบรวมศูนย์ ร่วมกับ DBD และภาคีที่เกี่ยวข้อง

    บรรยากาศที่ไม่ใช่แค่ “ฟัง” เวทีที่คนทำงานรู้สึกว่า “มีที่ยืน”

    สิ่งที่โดดเด่นคือการจัดวางเวทีให้ ทุกภาคส่วนได้พูด ใน “เวลาและภาษาของตัวเอง” ภาคธุรกิจเล็ก–กลางได้อธิบายข้อจำกัดที่เผชิญประจำวัน ตั้งแต่เอกสารข้ามแดนไปจนถึงต้นทุนขนส่ง ภาครัฐรับฟังพร้อมจด “รายการแก้ไขเร็ว” (quick wins) เพื่อทดสอบในไตรมาสถัดไป ส่วนสถาบันการศึกษาวางบทบาท “ช่างเทคนิคของนโยบาย” แปลงโจทย์เป็นงานวิจัยที่ลงสนาม ไม่ใช่รายงานอยู่บนชั้น

    เวทีวันนี้จึงไม่ใช่ “พิธีการ” แต่เป็นการตั้งเครื่องมือการทำงานร่วม ที่ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน วัดผลร่วมกัน และพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน

    ภาพใหญ่ของประเทศ–ภาพเฉพาะของเชียงราย เมื่อเส้นกราฟตัดกันพอดี

    ข้อมูล DBD ยังชี้ว่า เดือนสิงหาคม 2568 ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,641 ราย เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนเดียว 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากทั้งเมื่อเทียบปีก่อนและเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และสอดคล้องกับ FDI ที่ นักลงทุนญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–สิงคโปร์ ยังให้ความสนใจไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับเชียงราย เส้นกราฟ “การสร้างเมืองน่าอยู่–ปลอดภัย–ยั่งยืน” กำลังตัดกับกราฟ “การค้า–การลงทุนชายแดน–บริการมูลค่าเพิ่ม” ในจุดที่เหมาะสม การทำแผนเมืองพี่เมืองน้องระยะ 5 ปี จึงไม่ใช่เพียงการทูตเมือง แต่เป็น ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ที่ออกแบบให้โอกาสใหม่ กระจายลงชุมชน ผ่านงานที่วัดผลได้จริง

    แผน 5 ปีที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และ “ไม่ทิ้งข้อมูลไว้บนสไลด์”

    เมื่อ FDI ของประเทศพุ่ง 125% เม็ดเงิน–เทคโนโลยี–คนเก่งกำลังมองหาพื้นที่ลงหลัก เชียงรายเลือกยืนในที่ของตัวเอง—เมืองชายแดน–บริการ–ท่องเที่ยวคุณภาพ–โลจิสติกส์–อาหาร—และเปิดหน้าต่างไปยัง ยูนนาน–กุนมะ–ท่าขี้เหล็ก–บ่อแก้ว ด้วย แผน 5 ปี ที่มี Roadmap–KPI–ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วม เป็น “นอตยึด” ให้เดินไกลและมั่นคง

    จากห้องประชุมวันนี้ ต่อจากนี้คือ การบ้านรายเดือน–รายไตรมาส ที่ต้องส่งพร้อมหลักฐาน—จำนวนโครงการร่วม, มูลค่าการค้า–การลงทุน, รายได้ท่องเที่ยวต่อหัว, จำนวนการแลกเปลี่ยนการศึกษา, และตัวชี้วัดความโปร่งใสทางธุรกิจ—เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า “เชียงรายไม่ได้แค่คิด แต่กำลังทำ และทำบนข้อมูลจริง”

    กล่องข้อมูลสำคัญ (Key Figures)

    • ผู้เข้าร่วมประชุมระดมสมอง: 180 คน (ภาครัฐ–รัฐวิสาหกิจ–อปท.–เอกชน–สถาบันการศึกษา)
    • คู่ความร่วมมือ Sister City ของเชียงราย: มีแล้ว 1 (ยูนนาน, จีน—ตั้งแต่ปี 2543) กำลังดำเนินการเพิ่มอีก 3 (กุนมะ–ญี่ปุ่น, ท่าขี้เหล็ก–เมียนมา, บ่อแก้ว–ลาว)
    • FDI ไทย 8 เดือนแรกปี 2568: 225,536 ล้านบาท (+125%) นักลงทุน 687 ราย; 5 อันดับประเทศ: ญี่ปุ่น–สหรัฐอเมริกา–สิงคโปร์–จีน–ฮ่องกง
    • โฟกัสพื้นที่ EEC: 74,792 ล้านบาท (33% ของ FDI)
    • ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8 เดือนแรก: 59,189 ราย (-4.25%) แต่ ทุนจดทะเบียนรวม 194,347 ล้านบาท (+4.24%)
    • ธุรกิจที่เติบโตเด่น: ขายส่งสินค้าทั่วไป (+51.18%), โรงแรม–รีสอร์ต–ห้องชุด (+44.79%), ขนส่ง–ขนถ่าย (+26.18%)

    เช็กลิสต์ “ก้าวต่อไป” ที่สาธารณะติดตามได้

    1. เผยแพร่ ร่างแผน 5 ปี ต่อสาธารณะ พร้อมรับฟังความเห็นรอบ 2
    2. ตั้ง คณะทำงานคลัสเตอร์ (เศรษฐกิจ/โลจิสติกส์/ท่องเที่ยว/การศึกษา/วัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม) พร้อมกรอบงาน 12 เดือน
    3. เปิด ศูนย์ข้อมูล Sister City ออนไลน์—รวมกฎระเบียบ–โอกาส–คู่มือธุรกิจชายแดน
    4. เปิด โครงการนำร่อง 3–5 รายการ ภายใน 6 เดือน (ท่องเที่ยวคุณภาพ, ศูนย์ข้อมูลโลจิสติกส์, U–Biz Buddy, Sandbox ธรรมาภิบาลข้ามแดน)
    5. ประกาศ KPI รายไตรมาส และรายงานผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-sister-city-fdi-economy-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U9QkvcqDDujBlGMUQhDB-

  • คนละครึ่ง 2568 มาแน่ ! รัฐจัดเต็มสองเรท แบ่งกลุ่มจ่ายไม่เท่ากัน

    คนละครึ่ง 2568 มาแน่ ! รัฐจัดเต็มสองเรท แบ่งกลุ่มจ่ายไม่เท่ากัน

     
                รัฐบาลเตรียมปรับโฉมโครงการ คนละครึ่ง 2568 ล่าสุดในเวอร์ชันใหม่ในชื่อ คนละครึ่งพลัส โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คนเสียภาษีได้เงินเพิ่มเป็นพิเศษ ส่วนประชาชนทั่วไปได้สิทธิแบบ 50:50

     เปิดเงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 ล่าสุด รัฐจ่ายให้เพิ่ม แต่ไม่เท่ากันทุกคน ใครได้เท่าไหร่ ?

               โครงการคนละครึ่ง 2568 ถูกยกระดับสู่รูปแบบใหม่ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลที่เรียกว่า คนละครึ่งพลัส เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และประชาชนทั่วไป  

               สำหรับกลุ่มผู้เสียภาษีในโครงการคนละครึ่งพลัส จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป คือ รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% หรือในรูปแบบ 60:40 คาดว่าจะมีผู้ได้สิทธิกว่า 11 ล้านคนทั่วประเทศ

               ขณะที่ประชาชนทั่วไปคนละครึ่ง 2568 จะได้สิทธิแบบ 50:50 คือรัฐช่วยครึ่งหนึ่ง และประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง ถือว่าเป็นการคงหลักการเดิม  

     เปิดเงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 ล่าสุด รัฐจ่ายให้เพิ่ม แต่ไม่เท่ากันทุกคน ใครได้เท่าไหร่ ?

               ขณะที่มีแหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยว่า คนละครึ่งพลัส รัฐอาจเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ แบบ top up เช่น จากสิทธิเดิม 300 บาท รัฐบาลอาจบวกเพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อให้เท่ากับสิทธิประชาชนทั่วไป

               ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณาว่าผู้ที่อยู่ในระบบภาษีใน  คนละครึ่งพลัส อาจได้สิทธิมากขึ้น เช่น 1,200 บาทต่อคน แทนที่จะเป็น 1,000 บาท โดยยังต้องรอความชัดเจนในเชิงเทคนิค แต่ยืนยันว่าแนวนโยบายนี้มีการหารือกันจริงและมีโอกาสเดินหน้าแน่นอน

               อย่างไรก็ตาม คนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทีมงานกระปุกดอทคอมจะมาอัปเดตอีกครั้ง 

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ 

               – วิธีติดตั้งแอปฯ เป๋าตังเบื้องต้น สำหรับไว้ใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295249.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YCIH8DVrQD-swg0_r9P_Z

  • นายกฯ ยันตั้งทีมเศรษฐกิจ ไร้การเมืองครอบงำ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 25 ก.ย.68

    นายกฯ ยันตั้งทีมเศรษฐกิจ ไร้การเมืองครอบงำ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 25 ก.ย.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/KYKDQQcraMA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25vR6FiFAEYOSSRRN7k3v1

  • “เอกนิติ” ย้ำ “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ยันรักษาวินัยการคลัง

    “เอกนิติ” ย้ำ “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ยันรักษาวินัยการคลัง

    เศรษฐกิจ

    25 ก.ย. 2025 เวลา 14:37 น.

    “เอกนิติ” ย้ำ “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน เดินนโยบายฟื้นระยะสั้น มองผลระยะยาว พร้อมตั้งเป้าปฏิรูปวินัยการคลังสร้างเชื่อมั่น

    • เอกนิติ ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจในกรอบเวลา 4 เดือน เน้นมาตรการที่รวดเร็ว และสร้างผลกระทบสูง
    • เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส” กระตุ้นใช้จ่ายปลายปี พร้อมยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย เร่งปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน
    • ยืนยันรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ใช้งบประมาณเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าลดขาดดุลระยะยาวกลับสู่ 3% ยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง

    วันนี้ (25 ก.ย.68) เมื่อเวลา 12.40 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 กระทรวงการคลัง ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีวันแรก โดยมีผู้บริหารระดับสูง รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานในสังกัด และข้าราชการรอต้อนรับอย่างคับคั่ง

    นายเอกนิติ เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับวินัยการคลังและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเร่งการฟื้นตัวในระยะสั้น และหวังผลลัพธ์ระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯ มีกรอบเวลาสั้นเพียง 4 เดือน แต่จะมุ่งเน้นมาตรการที่เป็น “Quick Big Win” ซึ่งหมายถึง ต้องรวดเร็ว สร้างผลกระทบที่ใหญ่พอ และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ดังนี้  

    1.มาตรการฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว และสร้างผลระยะยาว เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหลังสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม โดยโครงการนี้ใช้เงินจากงบประมาณเดิม และไม่ได้ทำให้การขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น 

    นอกจากนี้ โครงการยังถูกออกแบบให้ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า รัฐบาลคิดถึงวินัยการคลัง และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี

    2.การยกระดับศักยภาพ Up Skill และ Re Skill ของผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การช่วยพ่อค้าแม่ค้าขายหมูปิ้งให้สามารถขายเข้าสู่ระบบ e-commerce หรือออนไลน์ได้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการทำบัญชีที่ง่ายขึ้น โดยจะมีการหารือกับสถาบันการเงินเพื่อให้สามารถเชื่อมข้อมูลการทำบัญชีให้ถูกต้อง และนำไปสู่การขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือ การเพิ่มความสามารถในการหารายได้ และให้เกิดการกระจายตัวไปทั่วประเทศ โดยจะเห็นโครงการในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    เร่งปลดล็อก อนุมัติการลงทุน

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ตามที่ตนได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยการทำ PPP Fast Track เพื่อเข้ามาปลดล็อกปัญหา และอุปสรรคด้านกฎกติกาการลงทุน เพื่อให้การขออนุญาตต่างๆ เช่น น้ำ ไฟ รวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริง

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศได้  เบื้องต้น ได้หารือกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เพื่อปลดล็อกการเข้าถึงพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    ส่วนกรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดมุมมองประเทศไทยลงนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่รัฐบาลตระหนักดี และถือเป็นคำเตือนที่ต้องให้ความสำคัญ แม้จะไม่สามารถพูดถึงความกังวลด้านการเมืองได้ แต่ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ก็จะพยายามตอบโจทย์ความกังวลดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องวินัยการคลัง

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ ธรรมาภิบาลการคลัง (Fiscal Governance) โดยทุกนโยบายจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และระบุชัดเจนถึงต้นทุนงบประมาณ ประโยชน์ที่ได้รับ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

    นายเอกนิติ ยืนยันว่า เป้าหมายการขาดดุลการคลังระยะยาวให้กลับมาที่ระดับ 3% ซึ่งรัฐบาลจะไม่พูดลอยๆ แต่จะเน้นการกระทำ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้เห็น

    โดยแผนงานที่สำคัญคือ การจัดทำกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework) ซึ่งจะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ในเดือนพ.ย. เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีแผนปฏิรูปการคลังที่ชัดเจน และมีความโปร่งใส มีวินัย

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปฏิรูปรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในส่วนที่ไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย และทำได้ทันที รวมทั้งดำเนินนโยบายภายใต้งบประมาณรายจ่ายปี 2569 และจะไม่ได้มีการเพิ่มวงเงิน แต่จะเน้นการใช้จ่ายงบประมาณเดิมให้มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมายมากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XOVjdunsH1JZpf5qO_jc1

  • I

    I

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 4/2568 ว่า ทิศทางตลาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสดใสขึ้นหลังจากมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีน้อยและช้ากว่าที่เคยประกาศไว้ ณ เดือน เมษายน ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว กดดันจากการส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศที่จะชะลอลง แต่เสถียรภาพการเมืองรวมถึงทีมเศรษฐกิจใหม่และนโยบายที่จะออกมาเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย โดย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350-1,400 จุด โดยมองว่าระดับต่ำกว่า 1,200 จุดเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ กลยุทธ์หลักคือการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ควบคู่กับการจัดพอร์ตอย่างสมดุลในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และ REITs เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการลดความผันผวนในระยะยาว

    InnovestX ประเมินแนวโน้ม Q4/2568 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทาย ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350-1,400 จุด

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เผยมุมมองเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4/2568 ว่า “บรรยากาศการลงทุนไตรมาส 4/2568 ชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจคลี่คลาย โดยมีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เร็วและแรงกว่าคาด แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ไม่ถดถอย ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทย ด้านปัจจัยในประเทศ ความชัดเจนทางการเมืองหนุนให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้ SET Index รักษาแรงส่งเชิงบวกต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงแนะนำการกระจายพอร์ตลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพื่อสร้างผลตอบแทนควบคู่การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น”

    ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกไตรมาส 4/2568 และปี 2569 มีสัญญาณบวกมากขึ้น หลังสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี “Reciprocal Tariff” ต่ำกว่าที่ประกาศเดิม โดยประเทศพัฒนาแล้วถูกเก็บราว 15% และประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย 19-20% หนุนให้ GDP โลกปี 2568-2569 อาจขยายตัว 2.9% และ 3.0% ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ท่ามกลางตลาดแรงงานชะลอ แต่ยังเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากร ส่วนเศรษฐกิจจีนยังชะลอจากปัญหาโครงสร้าง คาดขยายตัวเพียง 4.4% และ 4.0% ในปี 2568 -2569 แม้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นและนโยบาย Anti-Involution เพื่อพยุงการเติบโต สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดชะลอใน 4 ไตรมาสข้างหน้า ทำให้ทั้งปี 2568-2569 โตเพียง 1.8% และ 1.4% แต่ยังพอได้แรงหนุนบางส่วนจากมาตรการเศรษฐกิจ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน”

    ด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าว “ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2568 ความเสี่ยงขาลงจำกัด แม้ Upside ไม่กว้างนัก นักลงทุนควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้ธีม Domestic Play ที่หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวท่องเที่ยว แนวโน้มดอกเบี้ยของ ธปท. และเงินบาทแข็งค่าที่ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ InnovestX ปรับเป้าหมาย SET ปี 2568 ที่ 1,350-1,400 จุด โดยมองว่าบริเวณต่ำกว่า 1,200 จุดน่าสนใจในการเข้าซื้อ กลยุทธ์หลักคือคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง งบดุลมั่นคง ได้อานิสงส์จากอุปสงค์ในประเทศ ดอกเบี้ยขาลง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ พร้อม Valuation สมเหตุสมผล หุ้นเด่น ได้แก่ AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและการเติบโตระยะยาว

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น หนุนการลงทุนเชิงบวก โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง จีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ และแนวโน้ม Fed กับ ธปท. ลดดอกเบี้ย กลยุทธ์คือเน้นหุ้นวัฏจักรและอุตสาหกรรมที่เติบโตตามเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นและดอลลาร์อ่อนค่า แม้ Upside หุ้นโลกจำกัด แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ โดยหุ้นเด่น ได้แก่ TSLA, MSFT, NVDA, AAPL, RTX, JPM (สหรัฐฯ), ASML, LVMH, BAE System, ABB, BNP Paribas, L’Oreal (ยุโรป) และ Tencent, Alibaba, SMIC, Trip.com, HKEX, Lenovo, Xpeng/Zeekr (จีน)

    ขณะที่ ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy Department และ Trading Product Specialist Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4/2568 ควรจัดพอร์ตอย่างรอบคอบและกระจายความเสี่ยง หลังตลาดหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน โดยยังเน้นหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพสูง หรือกลุ่มอิงดัชนี S&P500 แบบ Equal Weight ในธีม Catch up play ขณะเดียวกัน หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและดอลลาร์อ่อนค่า เช่น Emerging markets โดยเฉพาะหุ้นจีนที่เราแนะนำต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และตลาดหุ้นไทยที่มีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezzf5qnzhx1k7is1jwdat5mekk7lsxe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uea4FR78OE61shqB5BPVx

  • เปิดนโยบายรัฐบาลแถลงสภา จัดเต็ม 15 นโยบาย คนละครึ่ง แก้หนี้สิน

    เปิดนโยบายรัฐบาลแถลงสภา จัดเต็ม 15 นโยบาย คนละครึ่ง แก้หนี้สิน

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา พร้อมมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรับไปประสานรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดพิมพ์และแจกจ่ายเอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาต่อไปนั้น

    ล่าสุดแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ร่างคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ครั้งนี้ รัฐบาลได้จัดทำเป็นเอกสารความยาวกว่า 37 หน้า โดยบรรจุแนวนโยบายของรัฐบาลไว้ครอบคลุม 5 ด้านที่สำคัญ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแนวทางการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 15 เรื่องสำคัญ สรุปได้ดังนี้

    1.การสร้างรายได้ และลดรายจ่าย ทั้งพลังงาน น้ำดื่ม ค่าโดยสาร และค่าผ่านทาง พร้อมจัดทำโครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมการใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือน

    2.การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง โดยมีแนวนโยบายแก้หนี้สินรายบุคคลรายละไม่เกิน 1 แสนบาท และช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท 

    3.การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชน ทั้งการซื้อพันธบัตร และการออกสลากเพื่อส่งเสริมการออม

    4.การสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผ่านการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี 

    5.การแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า โดยเตรียมตั้งทีมไทยแลนด์ มาดำเนินการตลาดเชิงรุกโดยเฉพาะการเปิดตลาดการค้าใหม่ ดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบัน

    6.เร่งแก้ปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำประชามติเเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 

    7.แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

    8.การปราบปรามการพนันผิดกฑหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง และไม่สนับสนุนสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    9.รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นบังคับใช้กฎหมายปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนัน อาชญากรข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ การหลอกลวงประชาชน และห้ามใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

    10.แก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจังและเด็ดขาด

    11.พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยดำเนินมาตรการป้องกันและขจัดบ่อนการทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

    12.การเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง พร้อมฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

    13.การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรการสากล และพลักดันพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    14.เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ผลักดันกฎหมายยกระดับการบริหารภาครัฐทันสมัย

    15.เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบที่เนอุปสรรคต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านการกิโยตินกฎหมาย และเสนอกฎหมายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mdv7l3WYy3H9oj0nvOVlT

  • นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ

    นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ 25 ก.ย.-นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ ยันได้ทีมมีความรู้ ความสามารถ ปลอดการเมืองครอบงำ ใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีมานั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังร่วมประชุมหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม

    “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

    เมื่อถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้ว บอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

    ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ

    ส่วนปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้รัฐมนตรีคลังดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ

    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆวันต้องทำงานอย่างเต็มที่“ นายอนุทิน กล่าว

    อย่างไรก็ตามในการประชุมนายกรัฐมนตรีรับฟังนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โดย ก.ล.ต. ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย 1.การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 2.การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 3.การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย

    ด้าน สธท. ได้นำเสนอมาตรการ quick-big win ประกอบด้วย 1.สร้างความเชื่อมั่น นโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมองด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2.พัฒนา เครื่องยนต์ เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 3.เพิ่มสภาพคล่อง ระยะยาวในตลาดไทย และ 4.เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ.-314.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    ทำเนียบฯ 24 ก.ย. – ครม. แบ่งงาน​ 6 รองนายกฯ​ มอบ​ “บวรศักดิ์​” คุม​ยุติธรรม​ -​ คดีพิเศษ -​ สำนักพุทธฯ​ ขณะที่ “เอกนิติ​” คุมพาณิชย์​ -​ สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส​” คุมท่องเที่ยว​ -​ เกษตร​ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​นัดพิเศษ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ มีมติแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี​ 6 คน​ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน​ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์​แห่งชาติ​ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒฒาพิเศษ​ภาคตะวันออก​ (อีอีซี) นายโสภณ​ ซารัมย์​ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม​ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ (ส​ทนช.) […]

    24 ก.ย.- ถนนทรุดตัวเป็นหลุมกว้างบริเวณหน้าวชิรพยาบาล จนท.เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ประชาชนใกล้เคียง ออกนอกพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนหลีกเลี่ยงเส้นทางอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร ช่วงประมาณ 07.13 น. ศูนย์วิทยุพระราม199 รางานเหตุถนนทรุดตัวเป็นบริเวณกว้างใกล้เคียงอาคารของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสามเสน ถึงที่เกิดเหตุ ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นถนนทรุดตัวขนาดใหญ่ เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร ทรุดตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริเวณหน้าโรงพยาบาลและหน้าสถานีตำรวจสามเสน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและประชาชนใกล้เคียง ออกจากจุดที่เกิดเหตุ ล่าสุดสำนักงานเขตดุสิต แจ้งปิดการจราจรแยกวชิรพยาบาล – แยกซังฮี้ และบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ เนื่องจากเหตุผิวจราจรทรุดตัวส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคโดยรอบ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้ -สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ24 ก.ย. – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ วันนี้ (24 ก.ย.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งให้นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือเรียกกันว่า “นายกฯ น้อย” ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ ต้องคอยสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารจัดการงานทั่วไป และประสานงานให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งที่จะต้องรวบรวมวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา และการสั่งการของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นางสาวไตรศุลี ถือเป็นผู้ที่รับตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุด ปัจจุบันนางสาวไตรศุลี อายุ 35 ปี และเป็นลูกสาวของ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มต้นการทำงานทางการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี […]

    23 ก.ย. – เจ้าของห้องคอนโด ย่านพระราม 9 ที่ถูกคู่กรณี ก่อความวุ่นวายทำลายทรัพย์สิน ยืนยันดำเนินคดีถึงที่สุด ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษ หนุ่มเจ้าของห้องคอนโด ย่านพระราม 9 ที่ถูกคู่กรณี ก่อความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สิน รวมถึงใช้อาวุธมีดมาเคาะประตูเชิงข่มขู่กลางดึก เปิดใจว่าขณะเกิดเหตุตกใจกลัวมาก หากประตูพังอาจเกิดเหตุไม่คาดคิด ต้องวิ่งไปหลบในห้องนอนและเอาของมาวางกั้นไว้ แต่ก็ยังโทรฯ หาตำรวจและแจ้งนิติบุคคลคอนโด แต่ก็ไม่มีใครขึ้นมา ตอนนี้ต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราวและลางาน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยมีหลายคนที่เจอเหตุการณ์เหมือนกับตนเอง ส่วนทางคู่กรณี ตนอยากจะบอกว่า ถ้าหากมีอาการจิตเวชจริงก็ขอให้เข้ารับการรักษา ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษเพราะเกินเวลานั้นมานานแล้ว ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่ากฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับตนได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    กทม. 25 ก.ย.-เริ่มแล้วปฏิบัติการเทปูนลงในหลุมถนนทรุด เพื่ออุดรอยรั่ว เนื่องจากกังวลว่าฝนจะตก และดินอาจสไลด์เพิ่ม เวลา 14.20 น. เริ่มปฏิบัติการเทปูนลงไปในหลุมที่ถนนทรุดตัว หน้า รพ.วชิรพยาบาล โดยทีมข่าวได้รับรายงาน คาดว่าวันนี้จะมีรถผสมปูนซีเมนต์ ประมาณ 100 คัน คันละ 5 คิว ประมาณ 1,250 ตัน เข้ามายังบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อนำปูนดังกล่าวเทลงไปบริเวณถนนที่มีการทรุดตัว เพื่อทำการปิดรอยรั่ว และเร่งปรับพื้นผิว ให้สามารถซ่อมแซมผิวถนนได้ เพราะต้องการให้ประชาชนสามารถสัญจรในบริเวณดังกล่าวได้ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 14 วัน ซึ่งจะสูงขึ้นมา 3 เมตร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการ เนื่องจากกังวลว่าฝนจะตก และอาจเกิดการสไลด์ของดินเพิ่มเติม จึงได้นำกระสอบทรายปิดลงไปบริเวณท่อทุกด้านภายในหลุม รวมถึงบริเวณปากหลุม ก็จะนำกระสอบทรายตั้งไว้ เพื่อกันน้ำไหลลงไปด้วย.-420.-สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพ 25 ก.ย. -รฟม.-ผู้รับจ้าง เร่งแก้ไขถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล คืนสภาพการจราจรภายใน 2 สัปดาห์ พร้อมดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อมด้วย กิจการร่วมค้า ซีเคเอสที – พีแอล และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน PMCSC 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ร่วมแสดงเจตจำนงขออภัยประชาชนทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นมา โดย รฟม. และผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา ยืนยันพร้อมรับผิดชอบ ดูแลแก้ไขปัญหาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และจะเยียวยาประชาชน ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อย่างดีที่สุด โดย รฟม.ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ และลงพื้นที่ดูแลทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบทันที นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ รฟม. ตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม. เพื่อยืนยันความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง […]

    รัฐสภา 25 ก.ย.-สภาฯ เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล 29-30 ก.ย.นี้ ฝ่ายค้านได้เวลา 15 ชั่วโมง “ปกรณ์วุฒิ” ลั่นแบ่งพอๆ กัน ปชน. 9 ชั่วโมง เพื่อไทย 6 ชั่วโมง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี สส. และ สว. พิจารณาแนวทางดำเนินการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการแถลงนโยบายรัฐบาล ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนส่งถึงประธานรัฐสภา ว่า มีความพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ภายหลังประชุม ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบกำหนดวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 29-30 กันยายนนี้ โดยจะเริ่มอภิปรายในเวลา 09.00 น. ทั้งสองวัน แต่วันที่สองจะให้จบการอภิปรายในเวลา 18.00 […]

    25 ก.ย. – ผบ.ตร. รอคณะกรรมการฯ เคาะ ทุบหรือซ่อม สน.สามเสน แห่งใหม่ มูลค่า 40 ล้านบาท พบชาวบ้านแจ้งความแล้ว 11 คน จัดหาที่พักให้ข้าราชการตำรวจ 3 แห่ง เตรียมสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หากต้องกลับไปอยู่ที่เดิม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ พ.ต.อ.ชายวุธ ชายโอฬาร ผกก.สน.สามเสน เข้าร่วมประชุมที่ สน.สามเสน ชั่วคราว พร้อมทั้งไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจข้าราชการตำรวจ สน.สามเสน ที่เข้ามาพักอาศัยในสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ก่อนจะออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ในที่ประชุมมีวาระการประชุมทั้งหมด 3 เรื่อง คือ การดูแลเรื่องการจราจร การดูแลที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ สน.สามเสน ที่ได้รับผลกระทบ และเรื่องการสอบสวน ซึ่งจะร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องแรกเรื่องการดูแลสภาพจราจร ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนเรื่องจัดหาที่พักให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1590174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2daoQSKC9489lPub7RNgi7