Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ จับมือตลาดทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ จับมือตลาดทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประชุมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อหารือในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ”

    อนุทิน กล่าวเปิดการประชุมด้วยท่าทีเป็นกันเองว่า การมาพบครั้งนี้ถือเป็นการพบกับ ‘กัลยาณมิตรของประเทศ’ ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งระดมทุนและตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมหนุนภาคเอกชนให้ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง ทุกคนมีอำนาจเต็มในการทำงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะเวลาอันจำกัด

    pm-anutin-thai-capital-market-confidence-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “แม้รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่เราจะใช้กลไกและอำนาจที่มีในการปลดล็อกกฎระเบียบและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การสานต่อโครงการคนละครึ่ง และมาตรการที่กระตุ้นกำลังซื้อได้จริง พร้อมเดินหน้าจัดการทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด โดยให้กระทรวงการคลังบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ปปง. เพื่อสร้างระบบการเงินที่โปร่งใสและมั่นคง”

    — อนุทิน กล่าว

    ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า FETCO พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักฟื้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตระยะยาวให้ประเทศ ผ่าน 4 ข้อเสนอหลักภายใต้มาตรการ ‘Quick – Big Win’ ได้แก่

    1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐ ด้วยการตั้งทีมร่วมรัฐ–เอกชนเพื่อสื่อสาร Thailand Story และเตรียมจัด Country Roadshow
    2. ผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยจูงใจบริษัท BOI และ EEC เข้าตลาดหลักทรัพย์
    3. เพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน ด้วยการยกเว้นภาษีเงินปันผลระยะยาว สนับสนุน Thai ESG Scheme และดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน
    4. สร้างอนาคตยั่งยืน ด้วย Upskill–Reskill ผ่าน e-Learning ขจัดการหลอกลวงการลงทุน และปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

    ดร.กอบศักดิ์ย้ำว่า การหารือครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ชัดเจนระหว่างภาครัฐและตลาดทุนไทย เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยในขั้นต่อไป FETCO จะเข้าพบกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

    pm-anutin-thai-capital-market-confidence-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “มาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณามาตรการปฎิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งมาจากความร่วมมือของ 4 หน่วยงานหลัก ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.ล.ต. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับในขั้นต่อไป สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะนัดเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อันจะช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยโดยรวม”

    — ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

    pm-anutin-thai-capital-market-confidence-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/pm-anutin-thai-capital-market-confidence-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13bSvd51q57hCDPjI17g_o

  • “อนุทิน” ควงทีมเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอแนะจาก ก.ล.ต. – สธท. ย้ำ รบ.เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย พร้อมหนุนข้อเสนอ Quick -Big win

    “อนุทิน” ควงทีมเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอแนะจาก ก.ล.ต. – สธท. ย้ำ รบ.เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย พร้อมหนุนข้อเสนอ Quick -Big win

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วันที่ 25 กันยายน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาหารือและรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีผู้บริหารสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม

    นายอนุทินกล่าวว่ามาเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) พร้อมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งการได้มาพบกับบุคคลที่ถือว่าเป็นเสาหลักของตลาดทุนไทย และเป็นฟันเฟืองใหญ่ในภาคเอกชน ที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ  สร้างอนาคต สะท้อนความเชื่อมั่นและตัวชี้วัดให้กับนักลงทุน

    การมาพบกันวันนี้ ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดทุนไทย และสนับสนุนให้ตลาดทุนไทย เนื่องจากระยะเวลาทำงานของรัฐบาลมีไม่มาก จะทำงานให้อย่างเต็มที่ แผน/แนวทางที่นำเสนอเมื่อมีความชัดเจนและส่งผลดีต่อภาพรวม ก็พร้อมที่จะให้คณะรัฐมนตรี นำไปออกมาตรการสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ผิดระเบียบ ไม่ผิดกฎหมายและถูกต้อง โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี

    โดยนายกรัฐมนตรีและคณะได้รับฟังนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) โดย ก.ล.ต. ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย 1. การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 2. การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 3. การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย

    ด้าน สธท. ได้นำเสนอมาตรการ quick-big win ประกอบด้วย   1. สร้างความเชื่อมั่น นโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมองด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2. พัฒนา เครื่องยนต์ เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 3. เพิ่มสภาพคล่อง ระยะยาวในตลาดไทย และ 4. เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-mhPWQ-GeIogUc8FlpmqD

  • นำทัพ ครม.เศรษฐกิจ หารือ ภาคตลาดทุน ชี้! เป็นด่านแรกเรียกความเชื่อมั่น

    นำทัพ ครม.เศรษฐกิจ หารือ ภาคตลาดทุน ชี้! เป็นด่านแรกเรียกความเชื่อมั่น

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ,นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายลวรณ แสงสนิทปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมคณะฯ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายกฯ อนุทิน นำทัพ ครม.เศรษฐกิจ หารือ ภาคตลาดทุน รับฟังข้อเสนอฟื้นตลาดทุน ชี้! เป็นด่านแรกเรียกความเชื่อมั่น ย้ำ! แม้เวลาน้อยแต่จะลุยเต็มที่ ส่วนกรณีที่ Fitch Ratings ปรับ Out look เป็นการปรับลดจากพื้นฐานในอดีต ลุย จัดการเงินปริศนา 5 แสนล้าน แก้ปัญหาบาทแข

    ประชุมหารือร่วมกับ นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ” ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    โดยนายอนุทิน​ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจมาพบทุกท่านถึงอาคารตลาดหลักทรัพย์​ ขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ตื่นเต้นนอนไม่หลับ​ มาตั้งแต่ 09.00 น. เพราะทราบดี​ ​จะได้มาพบกับกัลยาณมิตร​ที่ดี​ เพื่อนที่หวังดีต่อกันตลอดเวลา​ และความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาไป แต่ละคนก็มีหน้าที่ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง​ แม้จะอยู่ในภาคเอกชน​ ตลาดทุน​ แต่พวกเราในฐานะรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือในทุกทาง ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด​

    ท่านเป็นแหล่งระดมทุนให้กับประเทศ เป็นกลไกในการสร้างการเจริญเติบโตกับทางเศรษฐกิจ​ ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งในระดับไหน เป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในต่างประเทศ

    จากนั้นภายหลังการประชุม นายอนุทิน ระบุว่า การหารือร่วมกันในวันนี้ เป็นการหารือในเนื้อหาสาระที่จะแสวงหาความร่วมมือกันให้มากพอ ที่จะนำไปเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และด้านความเข้มแข็ง แข็งแกร่งของตลาดทุนไทย ซึ่งหารือเกี่ยวกับการเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในระบบตลาดทุน เสริมสร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐให้กับนักลงทุน พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยกลไกของตลาดทุน ซึ่งมีรายละเอียดให้ภาครัฐและฝ่ายตลาดทุนหารือต่อไปเพื่อให้นำมาซึ่งการดำเนินการโดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ เพื่อทำให้ตลาดทุนไทย เป็นตัวชี้วัดด่านแรกในการแสดงความมั่งคั่งของประเทศ ให้ได้รับความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่จากนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมถึงได้หารือถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ซึ่งจะต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจ หรือการกิโยตินกฎหมาย ผ่านกฎกระทรวงที่กำกับดูแล ต้องไม่แตะการแก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้สภาผู้แทนราษฎร

    พร้อมระบุอีกว่า รัฐบาลชุดนี้จะใช้เวลาที่เหลือ 4 เดือนอย่างเต็มที่ ส่วนไหนที่ทำได้ในเชิงการตัดสินใจบริหารก็จะเร่งทำ โดยในฐานะนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ทั้งการคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม และพลังงาน เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟู และวางรากฐานอนาคตของตลาดทุนไทยของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังย้ำว่าบุคลากรที่เข้ามาทำงานจะไม่ถูกครอบงำทางการเมืองและตนเองจะให้มีอำนาจเต็มที่ในการทำงาน สามารถใช้ความรู้ความสามารถทำภารกิจตามนโยบายของตนอย่างเต็มที่ เพื่อฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ กฎหมายและไม่ทำผิดรัฐธรรมนูญ

    พร้อมฝากถึงภาคตลาดทุนไทยว่า ตลาดทุน และเศรษฐกิจเป็นเรื่องคู่กัน ตนเองคาดหวังให้ดัชนีหุ้นไทยพุ่งและสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะมีทีมงานที่ดี จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ตนเองมั่นใจว่า ประชาชนก็เชื่อมั่นต่อทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดนี้ระดับหนึ่ง

    การปรับลด Outlook เป็นการปรับลดจากพื้นฐานในอดีต

    ส่วนกรณีที่ Fitch Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกเป็นเจ้าถัดมาได้ประกาศปรับ Outlook ของประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” ไปเป็น “เชิงลบ” จากปัจจัยการเมือง รายจ่าย ในขณะที่รัฐบาลก็มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจลดค่าครองชีพและใช้เครื่องมือทางการคลังนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า การปรับลด Outlook เป็นการปรับลดจากพื้นฐานในอดีต วันนี้เป็นรัฐบาลใหม่ ซึ่งเราได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และจะพยายามดำเนินการ ให้ Outlook ปรับเพิ่มขึ้นโดยการสร้างความเชื่อมั่นและกำหนดนโยบายต่างๆ

    ที่ผ่านมาได้เดินสายพูดคุยกับผู้ประกอบการ สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย ซึ่งปัญหาพื้นฐานที่ได้รับฟังจากทุกภาคส่วน จากเอกชนก็คือ ทิศทางการนับสนุนของรัฐต่อผู้ประกอบการที่ไม่ชัดเจน ซึ่งตนมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มาจากภาคเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าใจบริบทปัญหา ก็จะเร่งแก้ไขปัญหาร่วมกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไป แต่ตนเองขอนึกถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก หากนโยบายที่เป็นสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์กับประชาชน ที่ค้างจากรัฐบาลชุดก่อน เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำความสงบให้สังคมได้ก็จะนำมาสานต่อไป เช่นเดียวกับนโยบายคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการต่อให้ได้ ซึ่งได้เตรียมงบประมาณเอาไว้ และหากไม่สามารถใช้งบประมาณก้อนนี้ได้ก็ได้เตรียมงบประมาณเพิ่มเติมเอาไว้ เพื่อไม่มีเป็นการเลื่อนนโยบายที่จะดำเนินการให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ

    ส่วนเป้าหมายและนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ก็อยากให้ทุกคนสนุกกับการลงทุน อยากเห็นการสนับสนุนจากภาครัฐและอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้สามารถประกอบกิจการได้ด้วยความสะดวก สร้างผลกำไร และก็ทำให้นักลงทุนได้มีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุน

    ทั้งนี้ ยอมรับว่า บางข้อเสนอที่มีการหารือกัน คงทำให้ไม่ทันในรัฐบาลนี้ เช่น เรื่องที่ต้องมีการตรากฎหมาย แต่หากเป็นเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่แก้ไขได้ เราก็จะทำทันที เพื่อทะลวงท่อที่ล็อกไว้ โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูแล เร่งดำเนิน หากสภาธุรกิจตลาดทุนไทยขอมา 10 เรื่อง รัฐบาลก็ควรทำให้ได้สัก 3-4 เรื่อง ให้เห็นเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยรวม

    ลุยจัดการเงินปริศนา 5 แสนล้าน แก้ปัญหาบาทแข็ง

    ส่วนกรณีที่ เงินทุนปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจนส่งผลกระทบให้ค่าเงินบาทแข็งนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เรื่องเงินปริศนา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือป้องกันให้ไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้

    นายอนุทิน กล่าวว่า เงินดังกล่าวที่ไหลเข้ามา แล้วมันมีข้อสงสัยก็ต้องใช้การประสานงานติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เงินเหล่านี้เข้ามา ซึ่งการไหลเข้ามาแต่ละครั้งนั้นก็ส่งผลให้เงินบาทแข็ง กระทบผู้ประกอบการ ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเร่งดำเนินการ พร้อมกับย้ำว่าเรื่องที่ผิดกฎหมาย ยังไงรัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ

    ฝากถึงคนหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ถ้าหากยึดได้ก็ต้องยึดเลย อย่างตัวนายกรัฐมนตรีเอง ทีมงานเศรษฐกิจความมั่นคงต่างๆ ผบ.ตร. เลขาผบ.ตร. เราเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันหมด เราทำงานด้วยกัน เรียนด้วยกัน เพราะฉะนั้น การประสานงานต่างๆที่เรามีเป้าหมาย คือไม่ให้ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม ของประเทศไทยถูกทำลาย เรามีเป้าหมายเดียวกันอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นทุกอย่าง เราสามารถแสวงหาความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการปฎิบัติภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/257798&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hakh6ygP1zlNJisVM1D3K

  • นายกฯ พบกัลยาณมิตรผู้บริหาร ตลาดทุนไทย เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ ยืนยันใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ไม่นั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    นายกฯ พบกัลยาณมิตรผู้บริหาร ตลาดทุนไทย เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ ยืนยันใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ไม่นั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    วันนี้ (25 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, ลวรณ แสงสนิทปลัดกระทรวงการคลัง ประชุมหารือร่วมกับ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ ‘ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ’ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการหารือแนวทางเพิ่มความเชื่อมั่นและการพัฒนาตลาดทุนไทย ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว 

    อนุทิน กล่าวเริ่มการประชุมว่า วันนี้เป็นการมาขอพบ ซึ่งทุกคนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ส่วนตัวตื่นเต้นนอนไม่หลับจึงมาตั้งแต่ 9 โมง วันนี้ทราบดีว่าการเดินทางมาที่นี่มาพบกับบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่หวังดีต่อกันมาโดยตลอด ซึ่งแต่ละคนก็มีหน้าที่ที่ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองแตกต่างกัน ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่จะต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือในทุกด้านเพื่อที่จะทำให้สำเร็จได้มากที่สุด เนื่องจากตลาดทุนไทยทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนให้กับประเทศไทยและเป็นกลไกในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจ​ อีกทั้งยังเป็นตัวสะท้อนว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งในระดับไหน รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศด้วย

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทยถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร อนุทิน กล่าวว่าตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้วบอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ 

    เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ 

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ 

    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆ วันต้องทำงานอย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-capital-market-confidence-pm-anutin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dTtZ7XC9U7otX7PI_dq1g

  • เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน “สุดชีวิต สุดสมอง” หลังรับ “พรจากฟากฟ้า” – BBC News ไทย

    เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน “สุดชีวิต สุดสมอง” หลังรับ “พรจากฟากฟ้า” – BBC News ไทย

    การประชุม ครม. นัดพิเศษใช้เวลา 2 ชม. 45 นาที ก่อนที่นายกฯ จะนำทีมเปิดแถลงข่าวในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, การประชุม ครม. นัดพิเศษใช้เวลา 2 ชม. 45 นาที ก่อนที่นายกฯ จะนำทีมเปิดแถลงข่าวในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ปลื้มปิติที่ได้รับ “พรจากฟากฟ้า” ประกาศทำงานอย่าง “สุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมอง” พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ได้เลือกตั้งและลงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเกิดขึ้นทันทีในช่วงหัวค่ำของวันที่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

    จากนั้นนายกฯ อนุทินได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีอีก 28 คนร่วมยืนเป็นฉากหลัง สาระสำคัญคือเปิดแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจ เปิดโรดแมปการเมือง และเปิดใจ-บรรยายความรู้สึกในวันแรกที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

    นี่คือภาพทิศทางสังคมการเมืองไทยที่ฉายโดยผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งจำกัดระยะเวลาในการครองอำนาจฝ่ายบริหารของตนเอาไว้ 4 เดือน

    ภารกิจรัฐบาล 4 เดือน: ฟื้น “คนละครึ่ง” ฝังเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอแถลงนโยบายของรัฐบาลในช่วงวันที่ 28-30 ก.ย. ซึ่งจะใช้เวลา 2 วันตามที่ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A woman with sunglasses on sitting on a chair

    • ถนนทรุด รพ วชิระ ิ

    • เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน มีขนาดความกว้าง 30 เมตร ลึกราว 50 เมตร

    • Image of packets of Tylenol on a shelf. It is a red box with white writing in capital letters.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารประเทศไทยในระยะเวลาอันจำกัด นโยบายของรัฐบาล “อนุทิน” จะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา 4 ด้าน

    1. ปัญหาเศรษฐกิจ: ลดรายจ่ายและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ลดค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้น สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น

    2. ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา: ดำเนินมาตรการทางการทูตควบคู่มาตรการทางทหาร เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไทยและรักษาประโยชน์ของประชาชนไทย

    3. ปัญหาภัยพิบัติ/ภัยธรรมชาติ: เร่งรัดทำระบบเตือนภัยป้องกันภัย และปรับปรุงมาตรการการดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะต้องแก้กฎระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้สะดวกคล่องตัว แก้ปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุด และถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการรั่วไหลหรือการทุจริตคอร์รัปชัน

    4. ปัญหาภัยสังคม: ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การพนัน การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เครือข่ายฉ้อโกงประชาชนขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก และเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมทั้ง ดำเนินการทางวินัยและกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตามด้วยการดำเนินคดีอาญาทุกกรณี

    “รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนธุรกิจการพนันทุกรูปแบบ ไม่มีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แบบมีกาสิโน และไม่อนุญาตให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” นายอนุทินกล่าว

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นโครงการยอดนิยมที่เกิดขึ้นในรัฐบาล “ประยุทธ์” เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยรัฐจะเติมเงินลงกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในลักษณะรัฐช่วยจ่ายให้ 50% และประชาชนจ่าย 50%

    ส่วนการผุดสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง มีแนวคิดจะผลักดันในรัฐบาล “แพทองธาร” ถึงขั้นเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก่อนถอนออกไป โดยคาดหวังว่าจะเพิ่มเม็ดเงินให้ประเทศจากการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งเสริมการจ้างงาน แต่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชนบางส่วนคัดค้านอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลในขณะนั้นกล่าวอ้าง ไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานได้

    นายกฯ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    นอกจากนี้ยังมีแนวนโยบายอื่น ๆ อีก 4 ด้านที่นายอนุทินระบุถึงในระหว่างการแถลงข่าว ได้แก่

    ด้านเกษตร: ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย พร้อมดำเนินการป้องกันปราบปรามขบวนการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทยอย่างไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ

    ด้านสาธารณสุข: จะจัดทำระบบสาธารณสุขให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและสะดวกที่สุด

    ด้านการศึกษา: จะมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือกับเทคโนโลยีที่ผันเปลี่ยนไปตลอดเวลา

    ด้านสิ่งแวดล้อม: เดินหน้าเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

    โรดแมปการเมือง: เลือกตั้งภายใน มี.ค.-ต้น เม.ย. 69

    ผู้นำฝ่ายบริหารที่มาจากพรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ยังพูดถึงวาระสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสังคมการเมืองไทยในระยะยาว

    นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า

    “ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าเราจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569 ทั้งนี้สุดแล้วแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะได้กำหนดต่อไป” นายอนุทินลั่นวาจา

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ซ้าย) พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ซ้าย) พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวบรวมเสียง สส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 146 เสียง ซึ่งน้อยกว่า 2 พรรคใหญ่ในสภา ทว่าเขาสามารถเจรจากับพรรคประชาชน (ปชน.) ทำให้ 143 สส. ของพรรคสีส้มร่วมโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยหัวหน้าของ 2 พรรคได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) ด้วย

    ครม. ต้องทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน

    เนื่องจาก “รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านเวลา” นายอนุทินจึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปรับตัวให้เป็นไปตามกรอบเวลาการดำเนินงานของรัฐบาล

    ผู้นำรัฐบาลกำหนดแนวทางการประชุม ครม. รวมถึงปรับกรอบการทำงานให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน แต่ยังคงความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “ครม. ทุกท่านต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา วันหยุดไม่มี สัปดาห์ละ 7 วัน ทำได้โดยที่ไม่มีความละล้าละลังใด ๆ ซึ่งจะเป็นการทำงานในมิติใหม่ของ ครม. ของประเทศไทย ครม. ของพี่น้องประชาชน และการประชุม ครม. ก็จะดำเนินขึ้นตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง… อาจจะมีการประชุม ครม. มากกว่าสัปดาห์ละ 1 วันในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะปัญหาของประเทศเรารอไม่ได้” นายอนุทินกล่าว

    ครม. ชุดนี้มีคนนอก 9 คน ในจำนวนนี้คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ทักทายกันระหว่างถ่ายภาพหมู่ของ ครม.

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ครม. ชุดนี้มีคนนอก 9 คน ในจำนวนนี้คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ทักทายกันระหว่างถ่ายภาพหมู่ของ ครม.

    ผู้นำรัฐบาลได้แสดงวิธีการทำงานแบบ “วันหยุดไม่มี” หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว โดยเขารุดไปตรวจสอบจุดที่ถนนยุบตัวลงบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน ใกล้จุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ โดยถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 หลังจากนายอนุทินไปดูพื้นที่มาแล้วรอบหนึ่งในช่วงสาย

    นายกฯ ผู้เป็นอดีตวิศวกร และอดีตเจ้าของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ให้เหตุผลว่า มาดูหน้างาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเทการทำงานและแก้ไขปัญหา

    “ในฐานะรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาโทษใคร เป็นเวลาที่ต้องเร่งคืนสภาพผิวการจราจรให้เร็วที่สุด” นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

    ในการตรวจงานราว 23.00 น. มี 3 รัฐมนตรีร่วมคณะด้วย ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

    นายกฯ จัดเสื้อให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอีเอส วัย 35 ปี บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ จนถูกผู้สื่อข่าวแซวว่าทำหน้าที่แทนพ่อ ก่อนที่นายกฯ จะหัวเราะพลางพูดว่า

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายกฯ จัดปกเสื้อให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอีเอส วัย 35 ปี บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ จนถูกผู้สื่อข่าวแซวว่าทำหน้าที่แทนพ่อ ก่อนที่นายกฯ จะหัวเราะพลางพูดว่า “อา ๆ”

    “พรจากฟากฟ้า”

    นายกฯ และ ครม. อยู่ในชุดปกติขาวนานกว่า 8 ชม. (14.00-22.00 น.) เนื่องจาก ครม. นัดหมายกันราว 14.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัว ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    จากนั้นก็ร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษทันทีโดยใช้เวลาราว 2 ชม. 45 นาที

    ปฏิกิริยาแรกที่สังคมเห็นภายหลังออกจากรั้ววังคือ ภาพนายอนุทินน้ำตาคลอในระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบฯ

    นายอนุทินกล่าวว่า ครม. ทุกคนได้รับพระราชทานพรและพระบรมราโชวาท “เชื่อว่า ครม. ทุกท่านมีความปลื้มปิติ และจะทำงานสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมองที่แต่ละท่านมีอยู่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตพวกเรา”

    เมื่อถูกถามถึงความในใจที่ทำให้นายกฯ น้ำตาคลอ นายอนุทินตอบว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สามัญชนอย่างตนพึงจะได้รับ และไม่มีทางทำอะไร นอกเหนือจากทำคุณงามความดีให้กับประเทศและประชาชน ตามพระราชดำรัสที่ได้รับสั่งไว้

    ครม. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ครม. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

    นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวย้ำในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. นัดพิเศษว่า พวกเรา (ครม.) ทุกคนได้รับพรอันประเสริฐจากฟากฟ้า และมีความปลื้มปิติ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานกำลังพระทัยจากองค์พระประมุข พวกเราทุกคนพร้อม และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เต็มใจทุ่มเทที่จะรับราชการบริหารราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาที่คุณ และตอบสนองประชาชนชาวไทยทุกคนนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn4w1395p47o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OFN9YDMyYCg_fuO1G-nI4

  • InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    InnovestX ประเมินแนวโน้ม Q4/2568 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทาย ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2568 – บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 4/2568 ว่า ทิศทางตลาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสดใสขึ้นหลังจากมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีน้อยและช้ากว่าที่เคยประกาศไว้ ณ เดือน เมษายน ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว กดดันจากการส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศที่จะชะลอลง แต่เสถียรภาพการเมืองรวมถึงทีมเศรษฐกิจใหม่และนโยบายที่จะออกมาเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย โดย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าระดับต่ำกว่า 1,200 จุดเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ กลยุทธ์หลักคือการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ควบคู่กับการจัดพอร์ตอย่างสมดุลในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และ REITs เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการลดความผันผวนในระยะยาว

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เผยมุมมองเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4/2568 ว่า “บรรยากาศการลงทุนไตรมาส 4/2568 ชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจคลี่คลาย โดยมีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เร็วและแรงกว่าคาด แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ไม่ถดถอย ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทย ด้านปัจจัยในประเทศ ความชัดเจนทางการเมืองหนุนให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้ SET Index รักษาแรงส่งเชิงบวกต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงแนะนำการกระจายพอร์ตลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพื่อสร้างผลตอบแทนควบคู่การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น”

    ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกไตรมาส 4/2568 และปี 2569 มีสัญญาณบวกมากขึ้น หลังสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี “Reciprocal Tariff” ต่ำกว่าที่ประกาศเดิม โดยประเทศพัฒนาแล้วถูกเก็บราว 15% และประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย 19–20% หนุนให้ GDP โลกปี 2568–2569 อาจขยายตัว 2.9% และ 3.0% ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ท่ามกลางตลาดแรงงานชะลอ แต่ยังเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากร ส่วนเศรษฐกิจจีนยังชะลอจากปัญหาโครงสร้าง คาดขยายตัวเพียง 4.4% และ 4.0% ในปี 2568 -2569  แม้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นและนโยบาย Anti-Involution เพื่อพยุงการเติบโต สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดชะลอใน 4 ไตรมาสข้างหน้า ทำให้ทั้งปี 2568–2569 โตเพียง 1.8% และ 1.4% แต่ยังพอได้แรงหนุนบางส่วนจากมาตรการเศรษฐกิจ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน”

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    ด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าว “ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2568 ความเสี่ยงขาลงจำกัด แม้ Upside ไม่กว้างนัก นักลงทุนควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้ธีม Domestic Play ที่หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวท่องเที่ยว แนวโน้มดอกเบี้ยของ ธปท. และเงินบาทแข็งค่าที่ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ InnovestX ปรับเป้าหมาย SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าบริเวณต่ำกว่า 1,200 จุดน่าสนใจในการเข้าซื้อ กลยุทธ์หลักคือคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง งบดุลมั่นคง ได้อานิสงส์จากอุปสงค์ในประเทศ ดอกเบี้ยขาลง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ พร้อม Valuation สมเหตุสมผล หุ้นเด่น ได้แก่ AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและการเติบโตระยะยาว

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น หนุนการลงทุนเชิงบวก โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง จีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ และแนวโน้ม Fed กับ ธปท. ลดดอกเบี้ย กลยุทธ์คือเน้นหุ้นวัฏจักรและอุตสาหกรรมที่เติบโตตามเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นและดอลลาร์อ่อนค่า แม้ Upside หุ้นโลกจำกัด แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ โดยหุ้นเด่น ได้แก่ TSLA, MSFT, NVDA, AAPL, RTX, JPM (สหรัฐฯ), ASML, LVMH, BAE System, ABB, BNP Paribas, L’Oreal (ยุโรป) และ Tencent, Alibaba, SMIC, Trip.com, HKEX, Lenovo, Xpeng/Zeekr (จีน)

    ขณะที่ ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ  Head of Investment Strategy Department และ Trading Product Specialist Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4/2568 ควรจัดพอร์ตอย่างรอบคอบและกระจายความเสี่ยง หลังตลาดหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน โดยยังเน้นหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพสูง หรือกลุ่มอิงดัชนี S&P500 แบบ Equal Weight ในธีม Catch up play ขณะเดียวกัน หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและดอลลาร์อ่อนค่า เช่น Emerging markets โดยเฉพาะหุ้นจีนที่เราแนะนำต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และตลาดหุ้นไทยที่มีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    ด้านตราสารหนี้ แนะนำลงทุนระยะสั้น–กลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพันธบัตรระยะยาว ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ REITs ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจโลกฟื้น โดย REITs ไทยน่าสนใจกว่า REITs โลกจาก Dividend yield ที่สูงกว่า นอกจากนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลยังได้แรงหนุนจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดังนั้น ควรจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทนควบคู่กับการลดความเสี่ยงระยะยาว

    กองทุนเด่นประจำไตรมาสเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทน ได้แก่ หุ้นจีน KFCSI300-A, หุ้นยุโรป ES-EG-A, ทองคำ UOBSG-H และ REITs ไทย MPDIVMF สำหรับผู้สนใจหุ้นจีน สามารถลงทุนผ่าน DR23 ที่คัดเลือกหุ้นชั้นนำในธีมการเติบโตระยะยาว อาทิ CATL23, HSHD23, SMIC23, BABA23, KUAISH23 อีกทั้งยังสามารถใช้ US Options เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงใช้ USD Futures ผ่านตลาด TFEX เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงินได้เช่นกัน”

    InnovestX แพลตฟอร์มลงทุนที่มั่นใจได้ จากกลุ่ม SCBX ที่เดียวครบ ง่าย ได้เปรียบ ในทุกสภาวะตลาดทั่วโลก สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุน สามารถติดตามบทวิเคราะห์ และกลยุทธ์การลงทุนจาก InnovestX ที่ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ได้ที่ www.innovestx.co.th/cafeinvest และ Facebook: InnovestX หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @InnovestX

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ผลตอบแทนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/730937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MG6iE-GUX8pU2XflSVEVl

  • นายกฯ ลั่นทีมเศรษฐกิจไม่ได้มานั่งเท่ๆ แต่มาฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายกฯ ลั่นทีมเศรษฐกิจไม่ได้มานั่งเท่ๆ แต่มาฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ‘นายกฯ’ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน – เศรษฐกิจ หลังได้ทีมมีความรู้ ความสามารถ ปลอดครอบงำการเมือง ยัน ใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ลั่นไม่มีมานั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    25 ก.ย.2568 – ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม

    “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    เมื่อถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้วบอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต“ นายกฯ กล่าว

    ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ

    ส่วนปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้ รมว.การคลัง ดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ

    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆวันต้องทำงานอย่างเต็มที่“ นายกรัฐมนตรี กล่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/867768/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw333n24trc6xe1f-qO_5VC7

  • โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้าร้านกาแฟ Common ชั้น G ศูนย์การค้า Terminal 21 Korat อ.เมือง จ.นครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา , การท่องเที่ยวและกีฬา จ.นครราชสีมา ร่วมจัดงานแถลงข่าว “30 Cafés 30 Artists”  โดยมีนายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย คุณแสงเพชร ลำไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา , นางสาวปพิชญา ณ นครพนม ผู้อำนวยการศูนย์การค้า Terminal 21 Korat , นางสาวนิสา ชาภู่พวง ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช , นายพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ , นายรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists , คณะกรรมการหอการค้าฯ เยาวชน นักศึกษา กลุ่มคนรุ่นใหญ่ เข้าร่วมงานคึกคัก โดยมีนางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมาร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ มีกิจกรรม Evens Talk การจัดงาน โดย คุณพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ และ คุณรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมโชว์ผลงานศิลปินต้นแบบของกิจกรรม “30 Cafés 30 Artists”

    สำหรับโครงการ “30 Cafés 30 Artists” ครั้งที่ 4 โดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ สมาคมศิลปะและสื่อสร้างสรรค์โคราช ห้างสรรพสินค้า ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน มีระยะเวลาจัดกิจกรรม ตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 รวม 60 วัน โดยจับคู่ 30 ศิลปิน กับ 30 คาเฟ่ชื่อดัง ทั่วเมืองโคราช เพื่อนำผลงานศิลปะมาตกแต่งและจัดแสดงในร้านกาแฟ เปลี่ยนบรรยากาศเมืองให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปะ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AxFCerYvgeExqYldfF0-s

  • ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    การเงิน-การลงทุน

    ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ราคาทองคำโลกปรับตัวลงในวันพุธ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ทองคำถอยลงจากระดับสูงสุด นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญปลายสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    รอยเตอร์  รายงานราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันพุธ ( 24 ก.ย. 68) เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ในการซื้อขายก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ 3,734.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ เวลา 13:56 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ (17:56 GMT) หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,790.82 ดอลลาร์สหรัฐในวันอังคาร

    ราคาทองคำล่วงหน้าสำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคมของสหรัฐฯ (Gold Futures) ปิดตลาดร่วงลง 1.2% มาอยู่ที่ 3,768.1 ดอลลาร์สหรัฐ

    ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (.DXY) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ทำให้ทองคำแท่งที่มีราคาเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่นๆ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

    “ทองคำยังคงปรับตัวรับข่าวจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซีย… นักลงทุนยังคงระมัดระวังเล็กน้อยก่อนที่จะมีข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนออกมา” ฟิลลิป สไตเบิล หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Blue Line Futures กล่าว

    เมื่อวันอังคาร เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดไม่ได้ให้เบาะแสใหม่ๆ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยเน้นย้ำว่าธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัว

    ตลาดกำลังประเมินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกสองครั้งและครั้งละ 0.25% ในปีนี้ โดยครั้งแรกในเดือนตุลาคมมีความน่าจะเป็น 94% และอีกครั้งในเดือนธันวาคมมีความน่าจะเป็น 77% ตามข้อมูลของเครื่องมือติดตามเฟด FedWatch ของ CME

    จับตาเงินเฟ้อ PCE

    ขณะนี้นักลงทุนกำลังให้ความสนใจกับข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานประจำสัปดาห์ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี และการเปิดเผยดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ของสหรัฐฯ (PCE) ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

    ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ กองทัพยูเครนกล่าวเมื่อวันพุธว่าได้โจมตีสถานีสูบน้ำมันสองแห่งในเขตโวลโกกราดของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา

    ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจะมีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย

    ด้านราคาโลหะเงินตลาดสปอตลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 43.84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาแพลทินัมลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 1,468.44 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 1,211.45 ดอลลาร์

    • อัปเดตราคาเช้านี้ (25 ก.ย.68)

    บลูมเบิร์ก รายงานว่าราคาทองคำตลาดสปอตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 3,743.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเวลา 7:50 น. ตามเวลาที่สิงคโปร์ หลังจากลดลง 0.7% ในวันพุธ ดัชนีบลูมเบิร์กดอลลาร์สปอต (Bloomberge Dollar Spot Index) ลดลง 0.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในการซื้อขายก่อนหน้า ราคาโลหะเงินและแพลทินัมแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ราคาแพลเลเดียมปรับตัวสูงขึ้น

    ทองคำแท่งปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,745 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต่ำกว่าระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในวันอังคารไม่ถึง 50 ดอลลาร์ ราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันพุธ หลังจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ายอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 และช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1200302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCPl1CQEwdRECjPHOFnPd

  • แนวโน้มเศรษฐกิจเช็ก

    แนวโน้มเศรษฐกิจเช็ก

    การปรับตัวขึ้นของค่าเงินเช็กคราวน์แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับยูโรในรอบกว่า 2 ปี โดยค่าเงินเช็กคราวน์ ณ วันที่ 23 กันยายน 2568 อยู่ที่ประมาณ 20.5 เช็กคราวน์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 นอกจากนี้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเงินยูโรในปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ที่ 24.2 เช็กคราวน์ต่อยูโร ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักนับตั้งแต่ปลายปี 2566 การแข็งค่าของเช็กคราวน์ส่งผลกระทบหลายด้าน สำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากยูโรโซน อาจได้ประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลง ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง สำหรับผู้บริโภคเช็กและนักท่องเที่ยวภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์หรือยูโรจะถูกลงในแง่ของค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ถือสินทรัพย์ในสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์หรือยูโร อาจได้รับผลกระทบในแง่ “กำไรลดลงเมื่อแปลงกลับมาเป็นเช็กคราวน์”

    อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าต้องติดตามผลการตัดสินใจของธนาคารแห่งชาติเช็ก (Czech National Bank หรือ CNB) ว่าความแข็งแกร่งของค่าเงินเช็กคราวน์จะยังคงดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ และจะปรับนโยบายอย่างไร เที่อาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 CNB คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานไว้ที่ร้อยละ 3.5 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมหรือการใช้จ่ายที่มากเกินไป นอกจากนี้ Mr.Jaroslav Tupý นักวิเคราะห์จาก Purple Trading ให้สัมภาษณ์กับ Forbes CZ ว่า “ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงได้รับผลประโยชน์จากความเชื่อมั่นเชิงบวกในตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุนในสกุลเงินเช็กคราวน์ รวมถึงธนาคารกลางเช็ก (CNB) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างสนับสนุนนโยบายที่เข้มงวด และจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง ความได้เปรียบด้านอัตราดอกเบี้ยนี้จะช่วยให้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงแข็งแกร่งต่อไป”

    การจัดอันดับอัตราเงินเฟ้อของยุโรปในเดือนสิงหาคม 2568 สาธารณรัฐเช็กมีอันดับที่ดีขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จากการวิเคราะห์ของ Portu แพลตฟอร์มการลงทุน ระบุว่าขณะนี้สาธารณรัฐเช็กมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 14 จาก 41 ประเทศในยุโรปที่ได้รับการตรวจสอบ โดยเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 15 ในเดือนกรกฎาคม 2568นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Czech Statistical Office หรือ ČSÚ) รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งทำให้สาธารณรัฐเช็กอยู่ในสถานะที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยโปแลนด์มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2.8 ออสเตรียร้อยละ 4.1 และสโลวาเกียร้อยละ 4.4 ขณะเดียวกัน เยอรมนีรายงานอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.2 สำหรับยูเครนยังคงเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในยุโรปที่ร้อยละ 13.2 ตามมาด้วยรัสเซียที่มีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ขณะที่มอลโดวาและเบลารุสมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 7.9 และ 7.4 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ลิกเตนสไตน์และสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดร่วมกันที่เพียงร้อยละ 0.2 ทั้งนี้ ภาพรวมของอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแตะที่ร้อยละ 2.1 ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามการประมาณการเบื้องต้นของ Eurostat ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับเป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2 โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 แม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงบวก แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงสร้างความกังวลในหลายประเทศในยุโรปชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีป แม้ว่าหลายประเทศจะเข้าใกล้ระดับที่ยั่งยืนมากขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจาก ČSÚ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนของกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เพิ่มขึ้นเป็น 62,307 เช็กคราวน์ต่อเดือน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 49,402 เช็กคราวน์ เงินเดือนของปรากสูงกว่า 12,905 เช็กคราวน์ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในประเทศ และค่าจ้างจริงเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบเป็นรายปีหลังหักเงินเฟ้อ การเติบโตของค่าจ้างนี้บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นและโอกาสในตลาดแรงงานของกรุงปราก ทั้งนี้ จำนวนพนักงานโดยรวมในกรุงปรากเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบเป็นรายปี เป็นประมาณ 830,000 คน ซึ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นทางเศรษฐกิจของกรุงปราก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่านี่เป็นการเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยการเติบโตของค่าจ้างเร่งตัวขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคข้อมูลและการสื่อสาร ซึ่งเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 87,500 เช็กคราวน์ และภาคการเงินและประกันภัย อยู่ที่ประมาณ 84,700 เช็กคราวน์ ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนที่มีรายได้ต่ำ เช่น ภาคบริการและภาคสนับสนุนงานธุรการ มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 29,270 เช็กคราวน์ และ 35,300 เช็กคราวน์ ตามลำดับ

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเช็กขณะนี้เป็น “จุดสมดุล” ที่น่าสนใจ มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึง โอกาสที่น่าสนใจ ได้แก่ การที่ค่าเงินเช็กคราวน์แข็งค่าสูงต่อยูโร การนำเข้าสินค้าจากประเทศในยูโรโซนจะมีต้นทุนลดลง และเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปยังเช็กหรือยุโรปกลางเช่นกัน และการที่เงินเดือนเฉลี่ยในกรุงปรากสูงขึ้นแสดงถึงผู้บริโภคในเมืองมีศักยภาพทางการเงินสูง ส่งผลให้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพหรือแบรนด์ต่างประเทศอาจมีโอกาสเข้าไปแข่งได้ ข้อควรระวัง เมื่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบยุโรปลดลง ผู้ผลิตในยุโรปมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์และคุณภาพที่แข็งแกร่ง ผู้ประกอบการไทยอาจต้องดึงจุดเด่นสินค้าด้วยนวัตกรรม คุณภาพ หรือจุดขายเฉพาะ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเช็กอาจต้องปรับนโยบายดอกเบี้ยหรือตรึงดอกเบี้ยในกรณีที่เงินเฟ้อแผ่วลงหรือเศรษฐกิจชะลอ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและอัตราสินเชื่อในเช็ก ทั้งนี้ การเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายอาจเน้นที่ผู้บริโภครายได้ปานกลางถึงสูงในเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อ โดยเน้นสินค้าคุณภาพสูง เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อาหารแบบพรีเมียม เป็นต้น สำหรับธุรกิจที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศ ควรพิจารณาใช้สัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward contracts) หรือเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ เพื่อป้องกันความผันผวน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและท่าทีทางการเมืองที่เกี่ยวกับการคลังและการลงทุนของเช็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสามารถนำมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจได้ทันท่วงทีต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n7jsvr17tbd6pzew2lsjhuip&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hb9T3iOYDj7MZ5Jw1jYQS