Category: เศรษฐกิจ

  • 4 เสาตลาดเงิน-ตลาดทุน โชว์ไอเดียพลิกเศรษฐกิจปี69 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    4 เสาตลาดเงิน-ตลาดทุน โชว์ไอเดียพลิกเศรษฐกิจปี69 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น –  “คลัง ธปท. ก.ล.ต. และตลท.” รวมพลังโชว์ไอเดีย หวังพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศ มุ่งหวังให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    “คลัง” เร่งดูแลกรอบเงินเฟ้อ 

    “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ในอีก 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 ตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี เติบโตเกิน 3% โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้กลับขึ้นไปอยู่ที่ 30% ของ GDP ภายในระยะเวลา 4 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 23% เพื่อรีเซ็ตศักยภาพการเติบโตของประเทศ

    ขณะที่กรอบเงินเฟ้อยังคงเป็นไปตามเดิมแม้ตอนนี้จะอยู่ในระดับต่ำ โดยเตรียมหารือร่วมกันใน 4 หน่วยงาน ทั้ง กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ เพื่อผลักดันให้กรอบเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    ธปท. มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ มิติหุ้น ว่า ในปี 69  ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.5% ต่ำกว่าปี 68 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.2% เนื่องจากการยุบสภาเลือกตั้ง ทำให้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นหล่นหายไป

    ส่วนระยะยาวมองว่างบประมาณปี 70  จะล่าช้าออกไปทำให้ขาดตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ จนอาจทำให้ชะลอตัวลง ด้านการท่องเที่ยวมองว่าจะยังทรงตัวจากยอดนักท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา จึงทำให้เศรษฐกิจขาดแรงส่งและชะลอเหลือ 1.5% โดยเครื่องยนต์หลักในปี 69 นี้ จะมาจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนเป็นหลัก

    “เรายังอยู่ในช่วงที่ศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากที่ผ่านมาการลงทุนของไทยมีน้อยใน และมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ทำให้ฉุดรั้งจีดีพี” นายวิทัย กล่าว

    อย่างไรก็ตามทาง ธปท. จะเร่งมือ และพยายามให้ทุกหน่วยงานช่วยกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ ซึ่งความร่วมมือกันทั้งรัฐ และเอกชน น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ แบงก์ชาติ จะไม่ได้ดูแลแค่เสถียรภาพ แต่จะช่วยดูการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยด้วย

    ก.ล.ต.เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

    “ดร.พรอนงค์ บุษราตะกูล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “ปี 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดทุน ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการรักษา ‘Trust and Confidence’ ให้คงอยู่กับตลาดทุนไทย โดยเพิ่มความเข้มข้นและความรวดเร็วในการทำงาน ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

    ในปี 2569 ก.ล.ต. ยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย ผ่านการสร้าง Attractive Supply รองรับการระดมทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs และ new economy รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบัน และสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีลงทุนส่วนบุคคล (turn savings into investments) ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive growth) พร้อมมุ่งสู่ ‘Preventive Anti-Scam for All’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน”

    SET เปิด 5 ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทุน 

    “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและตลาดทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นตลาดชั้นนำของภูมิภาค โดยคาดหวังให้รัฐบาลร่วมขับเคลื่อนใน 5 เรื่องหลัก

    ได้แก่ 1) สนับสนุนการลงทุนและการออมระยะยาว 2) จูงใจให้บริษัท New Economy โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI และ EEC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 3) ยกระดับความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทยผ่านโครงการ Jump+

    4) ร่วม Roadshow กับรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทยแก่นักลงทุนสถาบันและต่างชาติ และ 5) สร้างความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของตลาดผ่านการส่งเสริมธรรมาภิบาล และปรับปรุงกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดในตลาดหลักทรัพย์ ได้อย่างรวดเร็ว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/04/607174/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OV7B8hr25qdCHshMCpnsi

  • ‘พริษฐ์’ ยื่นลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ ! | เดลินิวส์

    ‘พริษฐ์’ ยื่นลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ ! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่โรงแรมปริ๊นซ์ตั๊น กทม. พรรคเศรษฐกิจ แถลงการณ์ชี้แจ้งว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งภายในพรรคเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของนายพริษฐ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และเพื่อให้การทำงานของพรรคเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารต่อสาธารณชน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

    นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และทีมงานทุกคน สำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานทางการเมืองร่วมกัน พร้อมยืนยันว่า ยังคงเคารพในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรคเศรษฐกิจ และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ด้านพรรคเศรษฐกิจขอขอบคุณนายพริษฐ์ สำหรับการทำงานและการทุ่มเทที่ผ่านมา และขอยืนยันว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองตามนโยบายและอุดมการณ์ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง พรรคเศรษฐกิจจะดำเนินการตามขั้นตอนของพรรคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5470001/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00efqDyM-lIUuIWkQ-S8KJ

  • “พิพัฒน์” ไม่หวั่นผลโพล มั่นใจภูมิใจไทยกวาด 30 สส. ใต้ ตามเป้า

    “พิพัฒน์” ไม่หวั่นผลโพล มั่นใจภูมิใจไทยกวาด 30 สส. ใต้ ตามเป้า

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง พร้อมยืนเคียงข้างผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย เขต 1 นาวาอากาศเอก ดร.อธิคุณ คงมี (ผู้การจุน) เบอร์ 4, เขต 2 นาย วรท เทอดวีระพงศ์ (ปลัดเม่น) เบอร์ 1, เขต 3 นาย เขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) เบอร์ 3 รวมถึงผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ เบอร์ 37 คือ นายชลัฐ รัชกิจประการและ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ โดยย้ำว่าทีมผู้สมัครทั้งหมดจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพัทลุงอย่างเป็นรูปธรรม 

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2562 ที่พรรคภูมิใจไทยมี สส.ในพื้นที่ ประชาชนพัทลุงได้เห็นพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านคมนาคม ทั้งการขยายถนนสายหลัก และโครงการสำคัญที่ผลักดันมาต่อเนื่องจนได้รับงบประมาณแล้ว อาทิ โครงการสะพานมโนราห์ข้ามทะเลสาบสงขลา-พัทลุง สะพานข้ามเกาะลันตา และศูนย์อนุบาลลูกปลาน้ำจืดอิรวดี ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยในการนำความเจริญและโอกาสใหม่ ๆ มาสู่จังหวัดพัทลุงอย่างต่อเนื่อง

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระแสของภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ เป็น “กระแสความคาดหวัง” ของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หลังจากภาคใต้เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึงมาเป็นเวลานาน 

    “จากการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนหลายคน สะท้อนตรงกันว่า อยากเห็นนักการเมืองที่เข้าใจชีวิตจริงของคนใต้ เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจ งาน รายได้ และอนาคตของลูกหลาน ซึ่งผมมองว่านี่เป็นสัญญาณบวกต่อภูมิใจไทย เพราะเราเดินการเมืองด้วยการทำงาน ไม่ใช่แค่การพูด แต่ต้อง “พูดแล้วทำ พลัส” ด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ส่วนกระแสทางการเมืองภายหลังการลงพื้นที่ของพรรคการเมืองอื่น ที่จังหวัดสงขลา รวมถึงผลสำรวจความคิดเห็นของโพล ซึ่งระบุว่า ประชาชนในจังหวัดสงขลาบางส่วนยังให้ความนิยมต่อบุคคลทางการเมืองบางราย นายพิพัฒน์ มองว่า โพลเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นในช่วงเวลาหนึ่ง และไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้ง

    “ผมเคารพทุกผลโพล แต่การเลือกตั้งจริงตัดสินกันที่ชีวิตจริงของประชาชน โพลไม่สามารถแทนเสียงของคนทั้งจังหวัดหรือทั้งภาคได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ ใครทำให้คนใต้มีอนาคตที่ดีขึ้นได้จริง” นายพิพัฒน์ กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยจะดึงความเชื่อมั่นกลับมาด้วยผลงาน นโยบาย และการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น ถนนวงแหวน อำเภอหาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของการจราจร การเพิ่มระบบระบายน้ำ ในตัวเมืองชั้นใน เพื่อแก้ไขลดความเสี่ยงภัยพิบัติในระยะยาว และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-พัทลุง ส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ในครัวเรือนให้พี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง เป็นต้น 

    สำหรับช่วงเวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ ระบุว่า กลยุทธ์หลักของภูมิใจไทยคือการสื่อสารนโยบายภายใต้แนวคิด “ขอโอกาสทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี” ซึ่งตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ภาคใต้เคยให้โอกาสทางการเมืองพรรคอื่นมาแล้วหลายครั้ง วันนี้ถึงเวลาที่พี่น้องประชาชนจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบว่า โอกาสนั้นกลับมาถึงคนใต้มากพอหรือยัง ภูมิใจไทยขอเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อทวงคืนโอกาสที่ควรเป็นของคนใต้เพื่อคนใต้ 

    เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาคใต้ นายพิพัฒน์ ระบุว่า พรรคตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 30-31 ที่นั่ง และจากกระแสตอบรับในพื้นที่ขณะนี้ มีความเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์อาจออกมาดีกว่าที่คาด หากประชาชนเห็นว่านโยบายและแนวทางการทำงานของภูมิใจไทยตอบโจทย์ชีวิตจริง 

    “ผมไม่อยากประเมินตัวเลขล่วงหน้า เพราะสุดท้ายเสียงตัดสินอยู่ที่ประชาชน แต่จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผมมั่นใจว่าแนวทางของภูมิใจไทยกำลังได้รับความสนใจ และมีโอกาสทำผลงานได้ตามเป้าอย่างแน่นอน” นายพิพัฒน์ กล่าว  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/735959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gez4M9b4rgjnpcY5o3AjG

  • ไม่มีใครบังคับ!!!

    ไม่มีใครบังคับ!!!

    ไม่มีใครบังคับ!!! ‘พริษฐ์’ประกาศลาออกทุกตำแหน่ง’พรรคเศรษฐกิจ’

    วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

    เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 พรรคเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดยมี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ , นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรค โดย พล.อ.รังษี ได้ประกาศสั้นๆ ว่า “นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเศรษฐกิจ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

    ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทีมงานพรรคทุกท่าน ขอบคุณทีมงานคณะกรรมการคัดสรร สส.บัญชีรายชื่อ ตัวผมเองไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่ตำแหน่งปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 5 ที่ผ่านมามีหน้าที่ดูแลในเรื่องของโซเชียลมีเดีย ประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อชื่อผมปรากฏขึ้นใน สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคแล้ว ประชาชนไม่สบายใจ ผมจึงเห็นควรต้องลาออก ซึ่งการลาออกนี้เป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ

    อย่างไรก็ตาม การลาออกในครั้งนี้ ทางพรรคเศรษฐกิจไม่ได้ลงรายละเอียดถึงสาเหตุที่นายพริษฐ์ลาออก แต่คาดว่าอาจมาจากกระแสข่าวที่นายพริษฐ์ ถูกขุดประวัติเรื่องที่เขาเคยเข้าแจ้งความตามหาหมุดคณะราษฎร เมื่อปี 2560 และเขายังเคยประกาศว่า เขาคือทายาทของ หลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในคณะราษฎร ผู้มีส่วนในเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม เมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งตัวเขามีศักดิ์เป็นเหลนแท้ๆ ด้วย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nzgrahnFhIIL9DZ2moTJC

  • ผวา! การเมืองป่วน.. ทุบเศรษฐกิจทรุดหนัก | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ผวา! การเมืองป่วน.. ทุบเศรษฐกิจทรุดหนัก | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2569

    พบกับสัมภาษณ์สด: รศ.ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช / นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    ติดตามรายการ “ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์” ทุกวันอาทิตย์เวลา 19.00 น.

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่

    Website : https://www.thaipost.net/

    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV

    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost

    Twitter : https://twitter.com/thaipost

    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/

    Tiktok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk?lang=th-TH

    Line : https://lin.ee/ukteb32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/923047/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39DTcVMwo2DOAOTGvjnjv5

  • ‘รังษี’ เปิดแคมเปญกลางกรุง ‘กทม.ทุจริตเท่ากับประหาร’ | เดลินิวส์

    ‘รังษี’ เปิดแคมเปญกลางกรุง ‘กทม.ทุจริตเท่ากับประหาร’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดแคมเปญ “กทม.ทุจริตเท่ากับประหาร” ที่วัดไตรมิตร ฝั่งถนนมิตรภาพไทย-จีน กทม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง ดร.แสนสุข อุทยานินทร์  ผู้สมัครสส.กทม. เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ และ ผู้สมัครสส.กทม. พรรคเศรษฐกิจ ร่วมกันเดินขบวน ลงพื้นที่ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กทม. และ ตลาดสำเพ็ง เพื่อพบปะประชาชนไทยเชื้อสายจีน โดยรับฟังความคิดเห็น ปัญหาปากท้อง และข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงได้เข้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ เพื่อความเป็นสิริมงคล

    โดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย กทม.ทุจริตเท่ากับประหาร การทุจริตมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเศรษฐกิจ ว่า ก็ถ้าวันนี้มีการทุจริตตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศชาติและมีการทุจริตไปถึงระดับรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ประเทศจะไปต่อไม่ได้ เพราะวันนี้ปัญหาหนี้ของเราเยอะมาก หนี้ 3 ก้อน ได้แก่ หนี้รัฐบาล หนี้ประชาชน หนี้นักธุรกิจ จำนวนเงิน 55 ล้านล้านบาท โดยพรรคเศรษฐกิจมี 2 โครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะทำให้เราหลุดพ้นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ประชาชน หรือนักธุรกิจ แต่การที่เราจะหาเงินเข้ามาและทุจริตคอร์รัปชั่นยังไงประเทศเราไม่รอด เพราะฉะนั้นการหาเงินเข้าประเทศและการปราบทุจริตต้องไปด้วยกัน

    พล.อ.รังษี กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้นหากไทยมีผู้นำที่ไม่รู้เรื่องในการหารายได้เข้าประเทศ ในการที่จะดึงนักลงทุน และการที่จะทำให้ประชาชนสร้างรายได้อาชีพ ถ้าเรามีแต่นโยบายการแจกเงิน ตัวนโยบายการประกันสินค้าทางการเกษตร จำนำสินค้าทางการเกษตร ประเทศเราจะเข้าสู่หายนะตกอยู่ในเหวลึกของวิกฤติเศรษฐกิจ 

    ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจ พล.อ.รังษี กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจต้องการเสียงข้างมาก เพื่อเข้ามาแก้วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติความมั่นคง โดยมีนโยบายเมกะโปรเจกต์ ที่จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมกลับมาดีขึ้น เมกะโปรเจกต์ของพรรคเศรษฐกิจจะเป็นการลงทุนระดับโลกไม่ใช่ระดับภูมิภาค ส่วนการคอร์รัปชัน เราจะแก้กฎหมายให้เป็นโทษประหารชีวิตทั้งผู้ให้ผู้รับ รวมถึงปฏิรูปกฎหมายทั้งต้นน้ำปลายน้ำ ต้นน้ำคือตำรวจและปลายน้ำคือกรมราชทัณฑ์ 

    เมื่อถามว่าการเลือกตั้งหวังว่าจะเป็นแลนด์สไลด์หรือไม่ พล.อ.รังษี กล่าวว่า ตนหวังเช่นนั้น เพราะด้วยระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยได้เสียงข้างมากจะต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และจะนำนโยบายมาปฏิบัติตามที่ได้มีการสัญญาไว้กับประชาชน

    เมื่อถามอีกว่าคิดเห็นอย่างไรกับการที่ประชาชนมีการบอกว่าพรรคเศรษฐกิจเป็นพรรคม้ามืดที่มาแรง พล.อ.รังษี กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ หากได้เป็นรัฐบาล เราจะเอานโยบายของเราไปปฏิบัติ ให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการทุจริตและวิกฤติความมั่นคง

    เมื่อถามย้ำว่าการลงพื้นที่ถนนเยาวราชผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.รังษี กล่าวว่า วันนี้ตนดีใจมากที่ประชาชนตอบรับพรรคเศรษฐกิจที่เป็นพรรคเกิดใหม่ โดยให้การตอบรับแบบที่คาดไม่ถึง ขอขอบคุณประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนด้วย

    ด้าน พ.ต.ท.หญิง ดร.แสนสุข อุทยานินทร์ กล่าวว่า วันนี้ในการลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนดีมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบในนโยบายของพรรคเศรษฐกิจในเรื่องของการปราบคอร์รัปชัน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมานานก็มีในเรื่องของการทุจริต ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เงินภาษีของประชาชนตกอยู่ในมือของนักการเมืองชั่ว แล้วหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเศรษฐกิจจะเป็นแลนด์สไลด์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468774/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3daPGcaBU3BDhpN_DgejRG

  • “ซูชิ พริษฐ์” ลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ เซ่นปมหมุดคณะราษฎร

    “ซูชิ พริษฐ์” ลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ เซ่นปมหมุดคณะราษฎร

    “ซูชิ พริษฐ์” ลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ เซ่นปมหมุดคณะราษฎร

    “พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์” แถลงลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ เซ่นปมหมุดคณะราษฎร-อ้างตัวเป็นเหลนหนึ่งในคณะราษฎร

    วันนี้ (4 ม.ค.69) เวลา 15.30น. พรรคเศรษฐกิจตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วน นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ /นายคริสโปตระนันทน์ ประธานพรรค รวมถึง คณะกรรมการบริหารพรรคคนอื่น ร่วมกันแถลงข่าว

    โดยพล.อ.รังษี ได้ประกาศสั้นๆว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    FB / พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ – ซูชิ
    “พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์” แถลงลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ

    ด้านนายพริษฐ์ บอกว่า ขอขอบคุณทีมงานพรรคทุกท่าน ขอบคุณทีมงานคณะกรรมการคัดสรรสส.บัญชีรายชื่อ ตัวผมเองไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่ตำแหน่งปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 5 ที่ผ่านมามีหน้าที่ดูแลในเรื่องของโซเซียลมีเดีย ประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อชื่อผมปรากฎขึ้นใน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคแล้ว ประชาชนไม่สบายใจ ผมจึงเห็นควรต้องลาออก ซึ่งการลาออกนี้เป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ

    อย่างไรก็ตามการลาออกในครั้งนี้ ทางพรรคเศรษฐกิจ ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงสาเหตุที่ นายพริษฐ์ลาออก แต่ก็คาดว่า อาจมาจากกระแสข่าวที่นายพริษฐ์ถูกขุดประวัติเรื่องที่เขา เคยเข้าแจ้งความตามหา หมุดคณะราษฎร เมื่อปี 2560 และเขายังเคยประกาศว่า เขาคือทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในคณะราษฎร ผู้มีส่วนในเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม เมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งตัวเขามีศักดิ์เป็น “เหลน” แท้ๆด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/265203&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lFto76BWQLF4RKddWFRnN

  • เศรษฐกิจไทย ม.ค. ยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากการส่งออกที่อ่อนแอลง

    เศรษฐกิจไทย ม.ค. ยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากการส่งออกที่อ่อนแอลง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ เดือนมกราคม 2026 ว่า

    เศรษฐกิจโลก
    – การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 จากผลของการปรับขึ้นภาษี แม้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI จะยังช่วยพยุงได้บางส่วน 
    – สหรัฐฯ มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจสองระดับ” ชัดเจนขึ้น โดยเงินเฟ้อ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน 
    – ความแตกต่างของนโยบายการเงินในปี 2026 กว้างขึ้น จากการผ่อนคลายเพิ่มเติมของเฟด ขณะที่บีโอเจยังดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนจะยังเผชิญการอ่อนค่า

    ธ.กสิกร
    ความเลื่อนไหวค่าเงินบาท ตลาดหุ้นไทย 5-9 ม.ค. 69

    เศรษฐกิจไทย 
    – ประมาณการส่งออกไทยในปี 2025 ถูกปรับเพิ่มเป็น 12.0% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่ในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว 1.2% 
    – เศรษฐกิจไทยในปี 2026 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จากการส่งออกที่อ่อนแอลง ภาคการผลิตที่ซบเซา และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง 
     – เงินเฟ้อในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาอยู่ในแดนบวกที่ 0.4% แม้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอยู่

    ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท 
    – เงินบาทอ่อนค่ากลับมาตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ทั้งนี้ในสัปดาห์ทำการสุดท้ายของปี 2568 เงินบาทพลิกอ่อนค่า กลับมาแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 31.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลกและแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ เพื่อปรับโพสิชั่นก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ยังสอดคล้องกับแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ในสัปดาห์นี้ (29-30 ธ.ค. 68) ธปท. มีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยมีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขาย FX ของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นอกจากนี้ ธปท. และสำนักงาน ปปง. ยังร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับภาพรวมในปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568) เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.5% มาปิดตลาด ณ สิ้นปี 2568 ที่ 31.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากระดับ 34.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2567

    – ระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.00-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซน 

    ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย 
    – ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในช่วงแรก ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ขณะที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบางก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาวสิ้นปี ทั้งนี้ SET Index ปรับตัวลงในวันทำการแรกของสัปดาห์ตามแรงขายของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และต่างชาติ โดยมีการเลือกขายทำกำไรหุ้นรายตัว อาทิ บริษัทผู้ประกอบธุรกิจท่าอากาศยาน บริษัทที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีก และบริษัทด้านพลังงาน เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/2568 และหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งหลังร่วงลงแรงก่อนหน้านี้ อนึ่ง สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเพียง 2 วัน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง สำหรับภาพรวมระหว่างวันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568 นั้น ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด (ณ 30 ธ.ค. 68) ลดลง 10.04% จากระดับ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 2567 

    – สัปดาห์ที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/265170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EwgOgFPUxyaJDSupM7wsp

  • วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ ปม ทรัมป์ บุกคุมตัว ผู้นำเวเนซุเอลา

    วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ ปม ทรัมป์ บุกคุมตัว ผู้นำเวเนซุเอลา

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์สถานการณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ถล่มเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร และสหรัฐจะเข้าไปควบคุมบริหารประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว

    โดยระบุว่า ขออนุญาตแชร์มุมมองเหตุผลเชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ว่าทำไมสหรัฐฯ จึงตัดสินใจ “ทำ” และ “มุ่งเป้า” ไปในทิศทางนี้

    FB Vorapak Tanyawong
    วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์ ปมสำคัญ ทำไมสหรัฐฯ จึงตัดสินใจ “ทำ” และ “มุ่งเป้า” บุกคุมตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนวุเอลา

    เวเนซุเอลา : เมื่อพลังงาน ดอลลาร์ และ Geopolitics บรรจบกัน และทำไมสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเดินเกมที่แรงที่สุดในซีกโลกตะวันตก?

    เหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการจับกุม นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองระหว่างประเทศทั่วไป หากแต่เป็น จุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางนโยบายโลกของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน – จาก “การโน้มน้าวเชิงอุดมการณ์” ไปสู่ “การจัดการเชิงผลประโยชน์”

    หากมองให้ลึก เหตุการณ์นี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า ประชาธิปไตย เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองผ่านเลนส์ของ เศรษฐกิจพลังงาน ระบบการเงินโลก และภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ

    พลังงาน: ทรัพยากรจริงที่โลกขาด และสหรัฐฯ ต้องการ

    เวเนซุเอลาถือครอง ปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทรัพยากรนี้กลับถูก “แช่แข็ง” ด้วยการคว่ำบาตร การบริหารที่ล้มเหลว และการเมืองแบบปิด

    สำหรับสหรัฐฯ เวเนซุเอลาไม่ใช่เพียงประเทศที่มีปัญหา แต่คือ

    แหล่งพลังงานขนาดยักษ์ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด

    การเปิดเวเนซุเอลาอีกครั้งหมายถึง

    • แหล่ง supply ใหม่ที่ไม่ขึ้นกับตะวันออกกลาง
    • ต้นทุนขนส่งต่ำ ไม่มี choke point ทางภูมิรัฐศาสตร์
    • โอกาสให้บริษัทพลังงานอเมริกันกลับเข้าไปควบคุม upstream และ midstream

    ในยุคที่ OPEC+ ไม่ได้เป็นมิตร และ shale oil มีต้นทุนสูงขึ้น เวเนซุเอลาจึงกลายเป็น strategic energy reserve นอกแผนที่อย่างเป็นทางการ ของสหรัฐฯ

    เงินเฟ้อ: น้ำมันคือการเมืองภายในประเทศ

    ภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดโลก แต่คือคะแนนนิยมของรัฐบาล

    เมื่อน้ำมันราคาถูก → ค่าใช้จ่ายครัวเรือนลด → CPI ลด → แรงกดดันต่อธนาคารกลางลด

    ทั้งหมดนี้เชื่อมตรงไปยังการเมืองภายใน

    ดังนั้น ในมุมนี้ เวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องต่างประเทศ แต่คือเครื่องมือกดเงินเฟ้อโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

    ดอลลาร์ : ศึกเงียบที่อันตรายยิ่งกว่ากองทัพ

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลากลายเป็น “ห้องทดลอง” ของการค้าพลังงานนอกระบบดอลลาร์

    • ขายน้ำมันให้จีนและรัสเซีย
    • รับชำระเงินด้วยสกุลเงินทางเลือก
    • ใช้ barter และ crypto เพื่อเลี่ยงระบบการเงินตะวันตก

    สำหรับสหรัฐฯ นี่คือ ภัยเชิงโครงสร้าง เพราะถ้าน้ำมัน – สินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของโลก – ไม่ต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์ สถานะของดอลลาร์ในฐานะ Reserve Currency จะถูกกัดกร่อนอย่างเงียบๆ การดึงเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ระบบการค้าแบบเดิม จึงเท่ากับการปิดหนึ่งในแนวหน้าของกระบวนการ De-dollarisation

    ภูมิรัฐศาสตร์: การทวงคืน Backyard

    เวเนซุเอลาในยุคมาดูโร คือ จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของจีนและรัสเซียในซีกโลกตะวันตก

    •  จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่
    • รัสเซียมีบทบาทด้านความมั่นคงและพลังงาน
    •  Caribbean กลายเป็นพื้นที่อิทธิพลนอก NATO

    ดังนั้น การเข้าควบคุมทิศทางเวเนซุเอลาอีกครั้ง คือการส่งสัญญาณว่า Western Hemisphere ยังไม่ใช่พื้นที่ที่มหาอำนาจอื่นจะเข้ามาปักธงได้โดยไร้ต้นทุน นี่คือ Monroe Doctrine ในเวอร์ชันศตวรรษที่ 21 – ไม่ได้ประกาศ แต่ปฏิบัติจริง

    นายวรภัค บอกด้วยว่า เศรษฐกิจการเมืองภายใน: ชัยชนะที่ขายได้ ซึ่งต่างจากอิรักหรืออัฟกานิสถาน เวเนซุเอลาเป็น “สงคราม” ที่

    • อยู่ใกล้
    • ใช้เวลาสั้น
    • มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
    • และเล่าเรื่องได้ง่าย : ยาเสพติด น้ำมัน และความมั่นคง

    ในเชิงการเมืองภายใน นี่คือ Intervention ที่ ต้นทุนต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

    ดังนั้น บทสรุป: นี่ไม่ใช่สงครามเพื่ออุดมการณ์

    โดยมองว่า เหตุการณ์เวเนซุเอลาสะท้อนชัดว่า สหรัฐอเมริกากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของนโยบายต่างประเทศ

    ยุคที่

    • กฎหมายถูกใช้เพื่อลดสถานะอธิปไตย
    • การทหารถูกใช้แบบ surgical
    • และเศรษฐกิจ–การเงินคือเป้าหมายหลัก

    เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อประชาธิปไตยแต่คือ การจัดระเบียบอำนาจทางเศรษฐกิจโลกใหม่ ผ่านพลังงาน ดอลลาร์ และภูมิรัฐศาสตร์ และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศขนาดกลางทั่วโลกว่า ในโลกใบใหม่ “ทรัพยากร + ระบบการเงิน + ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์” คือปัจจัยที่กำหนดชะตาทางการเมืองมากกว่าอุดมการณ์ใดๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tDEIYUM941ndbgDuVRakT

  • นิด้าโพล เผยเลือกตั้ง’69 “คนสงขลา” เทใจให้ประชาธิปัตย์ หนุน “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯ : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยเลือกตั้ง’69 “คนสงขลา” เทใจให้ประชาธิปัตย์ หนุน “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา”

    1. เมื่อถามถึง “บุคคล” ที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ในวันนี้ พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 40.67% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 24.18% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 12.56% ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 11.43% ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 2.16% ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.78% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    • อันดับ 7 ตัวอย่าง 1.41% ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    2. สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลา มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 45.45% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 19.49% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 15.09% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 11.90% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 2.16% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.97% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
    • อันดับ 7 ตัวอย่าง 1.78% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    3. เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนสงขลา มีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 44.42% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 23.81% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 13.96% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 10.87% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 1.87% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.22% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 20- 5 ธันวาคม 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MbH2zD4RTsT-iS-dy8gE8