ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ เดือนมกราคม 2026 ว่า
เศรษฐกิจโลก
– การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 จากผลของการปรับขึ้นภาษี แม้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI จะยังช่วยพยุงได้บางส่วน
– สหรัฐฯ มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจสองระดับ” ชัดเจนขึ้น โดยเงินเฟ้อ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน
– ความแตกต่างของนโยบายการเงินในปี 2026 กว้างขึ้น จากการผ่อนคลายเพิ่มเติมของเฟด ขณะที่บีโอเจยังดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนจะยังเผชิญการอ่อนค่า
เศรษฐกิจไทย
– ประมาณการส่งออกไทยในปี 2025 ถูกปรับเพิ่มเป็น 12.0% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่ในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว 1.2%
– เศรษฐกิจไทยในปี 2026 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จากการส่งออกที่อ่อนแอลง ภาคการผลิตที่ซบเซา และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง
– เงินเฟ้อในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาอยู่ในแดนบวกที่ 0.4% แม้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอยู่
ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท
– เงินบาทอ่อนค่ากลับมาตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ทั้งนี้ในสัปดาห์ทำการสุดท้ายของปี 2568 เงินบาทพลิกอ่อนค่า กลับมาแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 31.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลกและแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ เพื่อปรับโพสิชั่นก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ยังสอดคล้องกับแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ในสัปดาห์นี้ (29-30 ธ.ค. 68) ธปท. มีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยมีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขาย FX ของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นอกจากนี้ ธปท. และสำนักงาน ปปง. ยังร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับภาพรวมในปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568) เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.5% มาปิดตลาด ณ สิ้นปี 2568 ที่ 31.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากระดับ 34.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2567
– ระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.00-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซน
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
– ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในช่วงแรก ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ขณะที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบางก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาวสิ้นปี ทั้งนี้ SET Index ปรับตัวลงในวันทำการแรกของสัปดาห์ตามแรงขายของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และต่างชาติ โดยมีการเลือกขายทำกำไรหุ้นรายตัว อาทิ บริษัทผู้ประกอบธุรกิจท่าอากาศยาน บริษัทที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีก และบริษัทด้านพลังงาน เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/2568 และหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งหลังร่วงลงแรงก่อนหน้านี้ อนึ่ง สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเพียง 2 วัน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง สำหรับภาพรวมระหว่างวันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568 นั้น ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด (ณ 30 ธ.ค. 68) ลดลง 10.04% จากระดับ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 2567
– สัปดาห์ที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและจีน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/265170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EwgOgFPUxyaJDSupM7wsp
