สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย-‘เวิลด์แบงก์’-ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น-ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางปี 2569 จากการเติบโตของจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ 1.9% แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอตัว แต่ก็สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เผยแพร่รายงานเรื่อง THAILAND MONTHLY ECONOMIC MONITOR ประจำเดือน ส.ค. 2569 ระบุถึงการที่รัฐบาลปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตจีดีพีในปี 2569 เป็น 2.2-2.5% แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์แต่ก็อยู่ที่อัตราเติบโต 2.3% เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

“เหตุผลหลักที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง”

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ถึงความเสี่ยงด้านลบต่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศใช้ภาษีใหม่ แม้ว่าสถานการณ์จริงของการเก็บภาษีจะพบว่า มีการยกเว้นภาษีให้สินค้าในวงกว้าง ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยได้มาก แต่นั่นอาจเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้น

ส่งออกไปสหรัฐกว่าครึ่งได้ยกเว้นภาษี

ทั้งนี้ สหรัฐได้กำหนดภาษีใหม่ตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อแทนที่มาตรการชั่วคราวตามมาตรา 122 ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอัตราภาษีที่สูงกว่าที่ 12.5% เทียบกับ 10% สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา เนื่องจากยังไม่ได้ออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือ legislation prohibiting imports of goods made with forced labor ซึ่งอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนสินค้าไทยในสหรัฐสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีในวงกว้างนี้ได้ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงลงอย่างมาก โดยมีอัตราภาษีที่บังคับใช้จริงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 13.7% เป็น 14.7% และการยกเว้นภาษีก็ครอบคลุมสินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐมากกว่าครึ่งหนึ่ง รวมถึงวงจรรวม (circuits) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

รายงานชี้ว่า ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 คือ “เครือข่ายการขนส่งสินค้าผ่านแดนแบบลับ” หรือ “Shadow Transshipment Network” ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้าจีนจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐ ดังนั้น อาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าตามหน่วยงานของสหรัฐ

“พบว่า การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 24% ในครึ่งแรกของปี 2569 ทำให้สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยการส่งออกเติบโต 44.3% ในเดือน มิ.ย. นับเป็นเหตุผลที่ไทยปรับเพิ่ม

คาดการณ์การเติบโตของจีดีพีปี 2569 รวมถึงความต้องการจากต่างประเทศ การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง”

แบงก์ชาติชี้สินค้านอกMPIสอดคล้องภาคส่งออก

รายงานระบุถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่า ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มภาคส่วนที่มุ่งเน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศเพียงไม่กี่ภาคส่วน ขณะที่ภาคการผลิตยังคงอ่อนแอ โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ยังคงหดตัวลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือน มิ.ย.          ขณะที่ ธปท. เห็นต่างโดยประเมินว่า อุตสาหกรรมนอกเหนือจาก MPI แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่แข็งแกร่ง

ด้าน เงินเฟ้อทั่วไป พบว่า ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.ค. ขณะที่แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ค. ลดลงเหลือ 1.95% จาก 2.4% ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นบวกแต่มีอัตราชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยธปท.เงินเฟ้อเป้าหมายยังคงอยู่ที่ 1-3%

“แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง แต่แรงกดดันจากราคาสินค้าพื้นฐานยังคงเพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 1.3% yoy สาเหตุมาจากราคาอาหารสำเร็จรูป ค่าเช่า และค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ราคาไฟฟ้าลดลง 1.2% เนื่องจากการควบคุมราคา ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ยังคงแบกรับต้นทุนเงินอุดหนุนสะสมจำนวน 35.9 พันล้านบาท”

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% และส่งสัญญาณว่าจะติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อและการส่งผ่านต้นทุนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแรงกดดันยังคงมาจากด้านอุปทาน และความคาดหวังเงินเฟ้อระยะกลางยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ทุนเอไอหนุนเศรษฐกิจไทย

นอกจากภาคส่งออกแล้ว โมเมนตัมที่กระตุ้นเศรษฐกิจไทยคือ การยื่นขออนุมัติการลงทุนพบว่า  ปี 2569 ในครึ่งแรก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)รายงานว่า โครงการ 1,300 โครงการได้รับการอนุมัติเพื่อส่งเสริมการลงทุน มีมูลค่ารวม 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง โครงการที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเน้นย้ำถึงการบูรณาการอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านดิจิทัลและพลังงานเข้มข้น

รายงานระบุถึง ด้านนโยบายการคลัง แม้ว่าการขาดดุลการคลังของรัฐบาลขยายตัวในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เป็น 4.4% ของจีดีพี สูงกว่า 3.9% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่การใช้จ่ายระยะสั้นและระยะยาวมีทิศทางเร่งตัวขึ้น 

เนืื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันข้อกำหนดการกู้ยืมหลัก (มาตรา 172) ของพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ให้ยืนยันการจัดสรรงบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และยังคงมีผลบังคับใช้สองงวด ได้แก่ 200,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงสำหรับ

สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น      ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nmw-XETs3kzdeVc99NaSF