Category: เศรษฐกิจ

  • โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    วันที่ 28 ก.ย.2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย ได้ลงภาพสรุปเนื้อหานโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะมีการอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 โดยนำ นโยบายด้านต่าง ๆ มาสรุป ให้กระชับได้ใจความ เป้าหมาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” 4 เดือนแก้ 4 ภัย คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    1.นโยบายเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ลดรายจ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายขนส่งและเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ลดต้นทุนและป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้า

    2.นโยบายความมั่นคง และการต่างประเทศรัฐบาลจะใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เช่น กรณีพิพาท ไทย-กัมพูชา

    3.นโบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนปรับปรุงระบบเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เปิดเผย ตรวจสอบได้

    และ 4.นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องไม่มีกาสิโน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y_q9T2CpFnV072KQxhBiL

  • “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ไข “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง” คืนความมั่นใจให้ประชาชน มองฝ่ายค้านมีสิทธิออกความเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ

    วันนี้ (28 ก.ย.2568) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึง 4 นโยบายหลักที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ “4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” ของรัฐบาลอนุทินจะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    น.ส.แนน ระบุว่า ทั้ง 4 เรื่องถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือเศรษฐกิจและความมั่นคง มีข้อเสนอจากบุคลากรของพรรค รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่รายละเอียดจะต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการและการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง

    ส่วนด้านความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ 

    กรณีสถานการณ์ชายแดน จ.อุบลราชธานี ที่อาจกระทบประชาชน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความมั่นคงซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินใจของทหาร สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาก่อนและต้องดีที่สุด

    สำหรับการแถลงนโยบาย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี เพราะว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ ต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    อ่านข่าว : เปิดถ้อยแถลง “กัมพูชา” บนเวที UNGA80 อ้างถูกเพื่อนบ้านคุกคาม

    คืบหน้า เทคอนกรีตตามแผนจุดถนนยุบ เริ่มถมทรายวันอังคารนี้

    “สีหศักดิ์” โต้กลับ “กัมพูชา” ยั่วยุต่อเนื่อง สวนทางกับพูด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUbSC_fwgrJBdgfeJZsD3

  • ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

    “ภูมิใจไทย”ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัย”เศรษฐกิจ-ความมั่นคง” คืนความมั่นใจประชาชน ชี้”ฝ่ายค้าน”มีสิทธิออกความเห็น แต่ขออยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์”นายกฯ”

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง 4 นโยบาย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ 4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลักของรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    เมื่อถามว่า 4 นโยบายนี้ มีอะไรที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า 4 ภารกิจหลัก เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจับตามากที่สุดคือเรื่องของภัยเศรษฐกิจกับภัยความมั่นคง โดยภัยเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่เนื้อหารายละเอียดหลักและหลักเกณฑ์ทั้งหมด ขอให้นายกฯ แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย และรอให้กระทรวงการคลังได้ประชุมกันว่าสุดท้ายแล้วเกณฑ์หลักๆ ตรงตาม 100% มีอย่างไรบ้าง ส่วนภัยความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    เมื่อถามถึงความคุกรุ่นในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านอาจจะต้องอพยพอาจจะทำให้ขาดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจะดูแลอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือเรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นการตัดสินใจหน้างานของฝ่ายความมั่นคงคือทหาร ว่าที่สุดแล้วคำสั่งที่จะส่งตรงไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลประชาชน จะต้องเตรียมการอย่างไร จากเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ เตรียมความพร้อมตลอดเวลา แต่ขณะนี้ ข่าวจริงข่าวปลอม หรือข่าวที่ไม่ตรงกับข้อมูลค่อนข้างเยอะในโซเชียล สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาอันดับ 1 และต้องดีที่สุด เพราะเราเคยมีบทเรียนแล้วว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างไร การให้ความปลอดภัยและความมั่นใจกับประชาชนโซนนั้นๆ

    เมื่อถามว่า นายกฯ บอกเองว่าจะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ทางพรรคภูมิใจไทยมีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่เหมือนทางฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเขย่าให้มากที่สุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องของการเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะที่บอกไว้ว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ เราต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 ก.ย.ว่า เรื่องร่างนโยบายรัฐบาล ตนได้ศึกษาแล้ว ในวันที่ 29 ก.ย.ตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นอ่านนโยบายเพื่อให้ที่ประชุมสภารับทราบ

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่กับระยะเวลาที่มีจำกัด นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการทำงานนั้นตนไม่ใช่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ เราทำต่อเนื่องมา 6 ปีแล้ว เว้นแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี่เอง ที่มีพักร้อนไป ฉะนั้น ในสิ่งที่ทำค้างอยู่ ในช่วง 2 เดือน ยังไม่ถึงขั้นต้องยกเลิก สิ่งที่เราอยากทำอะไรก็สานต่อนโยบายใหม่ ๆ ในฐานะที่ตนมาเป็นนายกฯ สามารถมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้น

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C8PpQpdReSx5qoo_DszYT

  • วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    คนไทยแบกหนี้อ่วม! หนี้ครัวเรือนปี 68 พุ่งสูงขึ้นเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี  เหตุภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ไม่ทันรายจ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 พบว่า ไทยมีหนี้สูงขึ้น และประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนมา 10 ปีแล้ว มีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของจีดีพี 

    โดยปี 2567 ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนราว 6 แสนบาท/ครัวเรือน ส่วนปีนี้เพิ่มเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง 22% ถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

    นอกจากนี้ หนี้นอกระบบก็พุ่งสูงขึ้น เพราะสินเชื่อในระบบตึงตัว แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาสแล้ว

    “หลังจากนี้ ต้องจับตามอง NPL เป็นพิเศษ เพราะมี NPL ที่อยู่กลุ่มต้องจับตามองพิเศษ 6% ขณะที่ NPL ในกลุ่มที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองอยู่ที่ 4% ทำให้คนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นจีดีพีโดยเร็ว เริ่มจากมาตรการคนละครึ่ง เชื่อว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินคนละครึ่งวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปีนี้โตได้ถึง 2% จะดึงให้หนี้ครัวเรือนลดลง และหากรัฐกระตุ้นต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ 3-4% จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงต่ำกว่า 80% ได้ภายใน 3 ปี

    นอกจากนี้ รัฐจะต้องเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าว ต้องเร่งหาตลาด รวมทั้งเร่งหาสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี หามาตรการทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกให้ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้

    อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายได้เฉลี่ย 50,001-100,000 บาท/เดือน โดยส่วนใหญ่ 46.3% ไม่เคยเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่วนกลุ่มคนที่มีการเก็บออมพบว่ามีการเก็บออมลดลง

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของครัวเรือนปีนี้กับปีก่อน ส่วนใหญ่ 44.5% มีสถานะเหมือนเดิม, 28.4% แย่ลง, 20.7% แย่ลงมาก, 5.2% ดีขึ้น และ 1.2% ดีขึ้นมาก ด้านสถานะรายได้เทียบกับรายจ่าย 47.3% ตอบว่ามีเงินเหลือเก็บ และ 22.2% เงินไม่เพียงพอใช้จ่าย

    โดยกลุ่มที่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย 39.9% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่าง ๆ อันดับหนึ่งคือกดเงินสดจากบัตรเครดิต รองลงมาคือกู้จากธนาคารพาณิชย์ กู้จากธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนมาก 38.2% มองว่าค่าครองชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลง

    นอกจากนี้ กลุ่มภาวะหนี้ของครัวเรือนในปี 2568 พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 95.1%  มีเพียง 4.9% ที่ตอบว่าไม่มีหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ย 740,596.94 บาท/ครัวเรือน มีอัตราผ่อนชำระ 22,022.08 บาท/เดือน โดยเป็นหนี้ในระบบสัดส่วน 65.0% ผ่อนชำระ 20,330 บาท/เดือน ส่วนอีก 35% เป็นหนี้นอกระบบ ผ่อนชำระ 8,023/เดือน

    ทั้งนี้ ประเภทหนี้สินใหญ่ 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือหนี้ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ โดยเมื่อแบ่งตามอาชีพจะพบว่าอาชีพราชการจะก่อหนี้ยานพาหนะมากสุด อาชีพรับจ้างก่อหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต เจ้าของกิจการก่อหนี้ที่อยู่อาศัย พนักงานเอกชนก่อหนี้บัตรเครดิต และเกษตรกรก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตรมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน ด้านความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน พบว่าคนส่วนใหญ่ 59.3% ตอบว่า สามารถชำระได้ตามกำหนด, 24.3% ชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน, 15.6% ชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 0.8% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ 

    เมื่อถามว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเคยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ 74.4% ตอบว่าเคย มีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.6% และ 25.6% ตอบว่าไม่เคยผิดนัด สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้คือรายได้ลดลง รองลงมาคือเศรษฐกิจไม่ดี มียอดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ตกงาน และอื่น ๆ

    ธนวรรธน์ กล่าวถึง กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว ของไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ ว่า สาเหตุ ที่ปรับลดลงส่วนหนึ่งมาจากหนี้สาธารณะของรัฐบาล และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้

    ภาพ: Deagreez/Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-debt-burden-46-percent-no-savings/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03LOvTa1PjEWN8B-ukg-m2

  • “ศุภจี” ขอบคุณจีนนำเข้าสินค้าเกษตรไทยอันดับ 1 อ้อนซื้อข้าว 2.8 แสนตัน ตามสัญญาจีทูจี

    “ศุภจี” ขอบคุณจีนนำเข้าสินค้าเกษตรไทยอันดับ 1 อ้อนซื้อข้าว 2.8 แสนตัน ตามสัญญาจีทูจี

    “ศุภจี” ปาฐกถาพิเศษงาน ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ชี้ 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น ขอบคุณจีนนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยมากเป็นอันดับ 1 อ้อนซื้อข้าว 2.8 แสนตัน ตามสัญญาจีทูจีให้จบ พร้อมชวนเที่ยวไทยช่วงหยุดยาว “Golden Week” ย้ำรัฐบาล-คนไทย พร้อมดูแลและต้อนรับอย่างดี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand – China Cooperation Expo 2025” ณ ห้องรอยัล จูบิลี อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ก.ย.68 ว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปีติดต่อกัน โดยการค้าระหว่างไทย–จีนช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ปีนี้ มีมูลค่ากว่า 96,254 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ขยายตัวถึง 28.1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น

    ดังนั้น ขอบคุณฝ่ายจีนที่เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญยิ่งของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ช่วง 8 เดือนแรกนี้ จีนได้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างกัน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในปีแห่งการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ปีนี้ ไทยและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการซื้อขายข้าว ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ยังค้างส่งมอบอีก 280,000 ตัน จากสัญญา 1 ล้านตัน ได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองประเทศ”

    สำหรับด้านการลงทุน จีนยังคงเป็นนักลงทุนโดยตรงอันดับ 1 ในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเทคโนโลยีชีวภาพ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จีนยังคงเป็นตลาดหลักที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลไทยมุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจีน และระหว่างนี้เป็นช่วงวันหยุดยาว “Golden Week” ของจีน จึงเป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจีนจะมาเที่ยวเมืองไทย ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทยพร้อมต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวจีนอย่างเต็มที่

    นางศุภจี ยังกล่าวต่ออีกว่า นโยบายของรัฐบาล สอดคล้องกับความร่วมมือไทย–จีนใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชนทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงผลักดันความร่วมมือด้านการค้าในทุกระดับ ทั้งภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) รวมถึงการทำบันทึกความร่วมมือ(MOU) กับมณฑลต่างๆ ของจีน ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในจีน เช่น China International Import Expo (CIIE) 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกัน ก็เชิญชวนผู้ประกอบการจีนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในไทย เช่น Bangkok Gems & Jewelry Fair และ THAIFEX – ANUGA ASIA

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในจีนถึง 8 แห่ง ได้แก่ เฉิงตู คุนหมิง หนานหนิง กวางโจว เซี่ยเหมิน เซี่ยงไฮ้ ชิงต่าว และฮ่องกง รวมทั้งสำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระชับ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและจีนอย่างใกล้ชิด

    “รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยง เพื่อเปิดประตูสู่การค้าการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย – จีน ทั้งการช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจในตลาดจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น และการช่วยสนับสนุนนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนและค้าขายในไทย และจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองประเทศต่อไป”

    สำหรับงาน “Thailand – China Cooperation Expo 2025” จัดโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน สมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในประเทศไทย ภายใต้ “คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืน” และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน และหน่วยงานภาครัฐไทยหลายแห่ง

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2885647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hZ1lBOMHBaVjXS-pF9fhc

  • ชลประทานเชียงใหม่ เดินเครื่องสูบน้ำสถานีสบแม่ข่า กู้อุทกภัยหางดง-พื้นที่เศรษฐกิจโซนใต้

    ชลประทานเชียงใหม่ เดินเครื่องสูบน้ำสถานีสบแม่ข่า กู้อุทกภัยหางดง-พื้นที่เศรษฐกิจโซนใต้

    ชลประทานเชียงใหม่ เดินเครื่องสูบน้ำสถานีสบแม่ข่า กู้อุทกภัยหางดง-พื้นที่เศรษฐกิจโซนใต้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำวิกฤตในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ว่าระดับน้ำด้านหน้าและท้ายของสถานีสูบน้ำสบแม่ข่า อ.หางดง มีความแตกต่างกันถึง 0.3 เมตร ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งดำเนินการเร่งตอบสนองสถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นการบริหารจัดการมวลน้ำและลดความเสี่ยงการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เศรษฐกิจ จึงได้สั่งการให้ เดินเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 1 เครื่อง ส่งผลให้มีการเดินเครื่องสูบน้ำรวมทั้งสิ้น 3 เครื่อง เพื่อระบายน้ำออกจากคลองแม่ข่าน้อยลงสู่แม่น้ำปิงให้ได้มากที่สุด โดยมีกำลังการสูบรวมสูงสุดที่ 7.5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

    สถานีสูบน้ำสบแม่ข่า นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการจัดการน้ำในคลองแม่ข่าน้อย ซึ่งไหลผ่านพื้นที่เสี่ยงของจังหวัด การเดินเครื่องเต็มกำลังของทั้ง 3 เครื่องในครั้งนี้ จึงเป็นความพยายามหลักในการควบคุมสถานการณ์อุทกภัยก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000092721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z9tUpj-_94sQpA3Y69lhm

  • กางดัชนีการเมืองเดือนกันยายน สะท้อนเสียง ปชช.เริ่มมีความหวังกับ ‘รัฐบาลใหม่’

    กางดัชนีการเมืองเดือนกันยายน สะท้อนเสียง ปชช.เริ่มมีความหวังกับ ‘รัฐบาลใหม่’

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,012 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกันยายน 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ที่ได้ 3.71 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.57 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาความยากจน 3.59 คะแนน

    นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 55.98 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 44.27

    ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ คนละครึ่งพลัส ร้อยละ 46.25 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ร้อยละ 61.22    

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า เดือนกันยายนเป็นช่วงคาบเกี่ยวจากรัฐบาลแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน ทำให้คะแนนดัชนีการเมืองไทยอาจยังสะท้อนภาพได้ไม่ชัดเจนนัก แต่การที่คะแนนปรับเพิ่มขึ้นทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้าน ก็เพียงพอจะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่า “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะการจัดทีมเศรษฐกิจควบคู่กับการนำนโยบายขวัญใจอย่าง “คนละครึ่ง” กลับมา “พลัส” เงินในกระเป๋าให้ประชาชน ซึ่งเป็นการเรียกคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลชุดนี้ได้ไม่น้อย

    ด้าน อาจารย์อาทิตยา คงมี อาจารย์สังกัดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนกันยายน 2568 ของสวนดุสิตโพล กำลังบ่งบอกว่าดัชนีการเมืองฟื้นตัว  และประชาชนก็จับตาการทำงานฝ่ายค้าน-รัฐบาลอย่างใกล้ชิด หลังภาพรวมได้คะแนน 4.02 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ผลงานของฝ่ายค้าน ยังครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 4.57 แม้จะลดลงเล็กน้อย และนักการเมืองที่โดดเด่นที่สุดฝั่งรัฐบาลคืออนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้รับคะแนนสูงกว่า 55%  แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังจับตามองนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การที่คะแนนดัชนีหลายด้านขยับขึ้นพร้อมกัน อาจจะกำลังบ่งบอกว่าคนไทยเห็นสัญญาณเชิงบวกจากบรรยากาศการเมือง

    อย่างไรก็ตาม คะแนนด้านเศรษฐกิจ เช่น ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และการว่างงาน แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคาดหวังมาตรการที่ชัดเจนและต่อเนื่อง หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้ ดัชนีการเมืองอาจฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่หากปัญหาปากท้องไม่คลี่คลายคะแนนอาจกลับมาลดลง

    “สิ่งที่น่าสนใจต่อไป คือ รัฐบาลและฝ่ายค้านจะตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนอย่างไร เพราะผลลัพธ์ในช่วงปลายปีนี้อาจสะท้อนภาพรวมการเมืองไทยว่าจะเดินหน้าฟื้นตัวหรือกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้ง” อาจารย์อาทิตยา กล่าว

    Dusit-Polls-September-Political-Index-Reveals-Public-Hope-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/dusit-polls-september-political-index-reveals-public-hope-for-the-new-government&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UbomcOyNArwgY7yfxpEA4

  • ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศ ประเด็น การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy)  โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ภาควิชาการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและภาคประชาสังคม รวมถึงผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัด และกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy) เป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระใน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 โดยประเด็นนี้มีกรอบทิศทางนโยบายสำคัญในการที่จะพลิกโฉมผู้สูงอายุ จากกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ และในฐานะแรงงานหรือผู้ประกอบการ

    นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย เปิดเผยว่า ภายในปี 2576 หรืออีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุถึง 28% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จึงจำเป็นต้องคิดโจทย์ใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศ และมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

    “โอกาสที่เห็นได้จากผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ พบว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภคของผู้สูงอายุ ในปี 2566 มีจำนวน 2.18 ล้านล้านบาท คาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านล้านบาท จึงเป็นช่องทางที่น่ามองว่า จะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่สามารถเข้ามารองรับ และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การออกแบบหรือก่อสร้าง Universal Design สินค้านวัตกรรมทางด้านสุขภาพ ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เป็นต้น”

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ความท้าทายของผู้สูงอายุในฐานะผู้ผลิต เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นแล้วยิ่งมีรายได้น้อยลง โดยพบว่ากว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ หรือ 35.7% มีแหล่งรายได้หลักจากเงินช่วยเหลือของบุตรหลาน จึงต้องมองถึงโอกาสของงานในลักษณะที่ผู้สูงอายุทำได้ เช่น งานที่ปรึกษา งานฝีมือ งานค้าขาย งานบริการ ฯลฯ

    รวมถึงงานในกลุ่มอาชีพใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smart Farmer, Elderpreneur หรือแม้แต่ Granfluencer เป็นต้น โดยคาดว่าแนวโน้มรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นจาก 6.4 แสนล้านบาทในปี 2566 กลายเป็น 8.8 แสนล้านบาทในปี 2576 หรือขยายตัวเฉลี่ย 3.76% ต่อปี

    อย่างไรก็ดี นโยบายด้านสังคมสูงวัยที่ผ่านมา มักจะถูกมองในเชิงของการจัดสวัสดิการ การคุ้มครอง ฯลฯ แต่ยังไม่ค่อยได้มีการมองผู้สูงวัยในฐานะผู้ที่จะเข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศมากนัก การทำเรื่องนี้เป็นมติสมัชชาสุขภาพฯ จะช่วยสร้างความตระหนักถึงประเด็นของเศรษฐกิจสูงวัยในวงกว้างมากขึ้น แล้วจะถูกผลักดันไปสู่การทำงานของภาคส่วนต่างๆ”

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายใน 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. การสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุให้คงอยู่ในตลาดแรงงานและมีรายได้เพียงพอ 2. การผลิตสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ 3. การสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ 4. การสื่อสารเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนในเศรษฐกิจสูงวัย

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ด้านนายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กระบวนการพัฒนาประเด็นนี้ได้มีการเดินหน้าทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมไปแล้วหลายครั้งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2568 เป็นต้นมา พร้อมกับมีการจัดเวที Policy Forum เพื่อถกแถลงถึงนวัตกรรมในการรองรับเศรษฐกิจสูงวัย

    ก่อนนำมาสู่การร่างข้อเสนอเชิงนโยบายและรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนคู่ขนานระดับพื้นที่ โดยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นนี้ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมขับเคลื่อนเป็นพื้นที่นำร่องของการสร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ขณะที่ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17-18 กล่าวว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจสูงวัยนั้นไม่ใช่เรื่องของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของทุกคน ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องเดินมาถึงช่วงวัยดังกล่าว จึงเป็นข้อเสนอที่คนทุกวัยต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ แล้วมารวมแนวคิดให้ข้อเสนอเกิดความหลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/wellbeing/640030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JWyOomJu_IBDEuYjaS77B

  • เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ นทท.ในประเทศ

    นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) ระบุการท่องเที่ยวเชียงใหม่เริ่มกระเตื้อง จากยอดจองห้องพักโรงแรมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ทั้งในระดับโรงแรม 4-5 ดาว และ 3 ดาว ส่วนใหญ่จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ขณะเดียวกันหากจะกระตุ้นการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ วอนทางรัฐบาลใหม่แม้จะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ช่วยจัดโปรโมชั่นแพคเกจท่องเที่ยวในระยะสั้นเพิ่ม

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวในภาคเหนือ และจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยังพอไปได้อยู่ในช่วงเดือนนี้ แต่ว่ามีข่าวดีในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เป็นทัวร์ที่จองมาจากต่างประเทศค่อนข้างดี เป็นระดับที่น่าพอใจ เช่น 1-10 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วันชาติจีน มีห้องพักจองมาแล้วกว่า 80% ในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว หรือระดับ 3 ดาว ก็จะมียอดจองถึงร้อยละ 70-80 เช่นกัน

    เป็นนิมิตรหมายที่ดีของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลลอยกระทงในเดือนพฤศจิกายน ห้องพักจะถูกจองไว้ล่วงหน้าเป็นปี นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวจีน ยังมีชาวยุโรป อเมริกาใต้ ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นชาวบราซิล ที่นิยมมาเที่ยวไทยมากขึ้น และมีจุดหมายส่วนหนึ่งมาที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หรือธรรมชาติป่าเขา เป็นกลุ่มที่น่าสนใจมาก

    ในส่วนภาคการท่องเที่ยวภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ หวังว่ารัฐบาลใหม่ขอให้ช่วยพิจารณาแพคเกจการท่องเที่ยวสั้นๆ ให้คนไทยท่องเที่ยว เพราะว่าที่ผ่านมาคนไทยไม่มีการเดินทาง หรือเดินทางน้อยมาก และเข้ามาท่องเที่ยวในภาคเหนือหรือจังหวัดเชียงใหม่ไม่ถึง 10-20% จึงหวังว่าจะมีนโยบายที่ดีกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3780763/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GWZFFWMwUR03YIRKy0onq

  • สวนดุสิตโพลชี้ดัชนีการเมืองไทยกันยายน2568ฟื้น คะแนนเฉลี่ย 4.02

    สวนดุสิตโพลชี้ดัชนีการเมืองไทยกันยายน2568ฟื้น คะแนนเฉลี่ย 4.02

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คน ระหว่างวันที่ 23–26 กันยายน พบว่าคะแนนดัชนีภาพรวมอยู่ที่ 4.02 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ 3.71 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดคือ “ผลงานของฝ่ายค้าน” เฉลี่ย 4.57 คะแนน ส่วนที่ต่ำสุดคือ “การแก้ปัญหาความยากจน” 3.59 คะแนน โดยผลงานรัฐบาลที่ถูกใจมากที่สุดคือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ร้อยละ 46.25 และผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบคือ “ผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” ร้อยละ 61.22

    ด้านบุคคลทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกมองว่ามีบทบาทโดดเด่นที่สุดในฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 55.98 ส่วนฝ่ายฝ่ายค้านคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 44.27

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ชี้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกด้าน แม้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน สะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่า “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม เริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะมาตรการเศรษฐกิจที่จับต้องได้

    อาจารย์อาทิตยา คงมี จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสริมว่า ดัชนีการเมืองที่ปรับตัวขึ้น บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น แต่โจทย์ใหญ่คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายและลดความเหลื่อมล้ำได้ ดัชนีอาจฟื้นต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่หากไม่สำเร็จ คะแนนอาจถดถอยอีกครั้ง

    สวนดุสิตโพล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aOpUPcbkiR_eNpSLhpjz3