Category: เศรษฐกิจ

  • กิ๊ก อนิศ ผุดไอเดีย ใช้เป๋าตัง สู้ศึกแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    กิ๊ก อนิศ ผุดไอเดีย ใช้เป๋าตัง สู้ศึกแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

    วันที่ 5 มกราคม 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจหนุ่มผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.กาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยต้อง มีแพลตฟอร์มขายของ ก่อนเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ

    ติ๊กต่อก ขึ้นต๋งอีกแล้ว  ชอปปี้  ขึ้นต๋งอีกแล้ว  ค่าแอดขึ้นอีกแล้ว  คนไทยทำอะไรได้บ้าง 

    ทำไม่ได้เลยครับ ผมเคยพูดไปนานแล้ว ว่า เราเสียเอกราช ทางเศรษฐกิจ ด้านออนไลน์ไปแล้ว  ทุกคนมัวแต่ตื่นเต้นกับ ค่านายหน้าเดือนละหมื่น ละแสน โดยหารู้ไม่ว่า โดนแอพจีน หลอกให้ ทำงานให้เขา กันทุกคน ทุกครั้งที่คุณโพสต์ ซื้อ โพสต์ขาย เงินไหลไปที่แอพจีน อย่างน้อย 20-30 %  

    หมายความว่า ทุกครั้งที่ซื้ออะไร 100 บาท เงินไหลออกไป 30 บาท   แต่จริงๆ แล้วมากกว่านั้น เพราะสินค้า หลายอย่าง ก็ของจีน ค่าต๋ง ก็ของจีน ขนส่งก็ของจีน   คุณว่าเหลือ เงินอยู่ในประเทศ  เท่าไหร่  เอาจริงไม่ถึงครึ่ง เงินร้อยบาท ซื้อของผ่านแอพ 3 ที คือ แบงค์ร้อยหมดใบเลย จีนเอาไปหมด ผ่านกลไก  พวกแอพ ชอปปิ้ง ของเขานั่นเอง  
    โปรเจค Rebrand Thailand ของผมวันนี้ ไอเดีย คือ เราต้องมีแอพไทยครับ  ย้อนศรกลับไป  แต่อย่าไปทำแอพ อีคอมเมิร์ส เหมือนเขาแบบไลฟ์ได้ อะไรได้ เก็บวีดีโอไว้ทั้งชาติ แบบติ๊กต่อก 

    เงินเราสู้เขาไม่ได้ จะหมดตูด  

    ต้องใช้นโยบายรัฐ เป็นตัวช่วยด้วย  

    พัฒนาจากแอพ เป๋าตังนี่แหละ  มีคนอยู่ในนั้น เป็นสิบล้านแล้ว  เชื่อมกับ payment gateway จ่ายเงินแล้ว ยิงเคมเปญ  

    “ก่อนซื้ออะไร เช็ค เป๋าตังค์ก่อน  ”

    หมายความว่าอะไร  ปล่อยให้ พวก แอพต่างชาติ ทำแอพให้คนเล่น สร้างความไวรัลไป  แต่ educate คนไทย ว่าก่อนซื้ออะไรให้มาเช็ค ที้เป๋าตังค์ ที่นี่จะถูกสุด  
    ว่าแต่ว่า ทำได้ไง 

    1  คืนภาษี สักหน่อย เช่น แวต 7 % แต่มาซื้อที่นี่มีคืน 2% จากรัฐบาล   
    2 ค่าต๋ง แอพอื่น15- 20 %  ที่นี่ 5% พอ  
    3 ทุกเงินช่วยเหลือจากรัฐ ถ้าจะซื้อออนไลน์ ซื้อได้จาก เป๋าตังค์ เท่านั้น 
    4 ดึงแม่ค้า พ่อค้า ดังๆ มาช่วยโปรโมท เช่น คุณ วิน วิลเลี่ยม คุณ พิมรี่ พาย ซึ่งเขาขายได้กำไรเยอะขึ้น ราคาถูกลง

    คงไม่ปฎิเสธอยู่แล้ว 

    นิสัยผู้บริโภคสมัยนี้ เห็น แอด แค่กดใส่ตะกร้า แต่ยังไม่ซื้อหรอก จะไปเช็ค ทุกแอพก่อน ว่าอะไร ที่ไหน ถูกที่สุด 

    เจอเคมเปญนี้  ถ้ามาเช็คแล้วที่นี่ ถูกที่สุด จะไม่ซื้อยังไงไหว สุดท้ายก็จะเป็นนิสัย  แอพจีน จะกลายเป๋นที่โปรโมท แต่สุดท้ายคนจะมาซื้อที่เป๋าตังค์ ร้านค้ากำไรเหลือเยอะขึ้น คนซื้อของได้ถูกลง รัฐได้ภาษี  

    ใครเห็นด้วย กับนโยบายนี้ พิมพ์ สนับสนุนด่วน ช่วยพิมพ์เห็นด้วย ช่วยเม้นท์ ช่วยแชร์ ถ้าไวรัลพอ จะรีบเอาไปผลักดัน ผ่าน พี่แต๋ม รวมว ศุภจี   ระดับพี่ท่าน เผลอๆ ไม่เกิน 6 เดือนเสร็จ  รับรองเศรษฐกิจ ฟื้นทันที 

    พรรคอื่น ถ้าอ่านเจอ แล้วเห็นด้วย มาร่วมกันทำครับ  พิมเห็นด้วยแล้วด่าเรื่องอื่นต่อก็ได้ แต่เรื่องนี้ต้องด่วนๆ 
    เราต้องมี ก่อนเงินจะไหล ออกประเทศไปหมด เหมือนทุกวันนี้  หรือใครมีแนวคิดอะไรดีๆเสริม บอกมาได้เลย  เราคนไทยต้องช่วยกัน 
    Rebrand Thailand. 
    วันนี้หาเสียงหมดแรง พรุ่งนี้ว่าใหม่นะครับ 
    บาย 
    อนิศ โอสถานุเคราะห์  ผู้สมัคร สส กาฬสินธ์ เขต 2 ภูมิใจไทย #กิ๊กอนิศ  #อนิศโอสถานุเคราะห์ #rebrandthailand #ภูมิใจไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23pqlLNQKCzQkN3UUX2xHf

  • (เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้ารีบาวด์รับ sentiment บวกตัวเลขเศรษฐกิจจีน-สหรัฐดีกว่าคาด มองเวเนฯเดือดไม่กระทบ

    (เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้ารีบาวด์รับ sentiment บวกตัวเลขเศรษฐกิจจีน-สหรัฐดีกว่าคาด มองเวเนฯเดือดไม่กระทบ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)

    นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีรีบาวด์ ตามตลาดต่างประเทศ หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงท้ายปี อาทิ PMI จีน และผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐดีกว่าคาด ทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศปิดบวกในวันศุกร์และปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเช้าวันนี้ ส่วนสถานการณ์เวเนซุเอลาเชื่อไม่มีผล ขณะที่ทางเทคนิค SET Insex ปิดเหนือ 1,250 จุดได้ ทำให้ภาพยังแกว่งไซด์เวย์ ให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,270-1,275 จุด

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ โดย Sentiment จากต่างประเทศในวันศุกร์ที่ผ่านมาหลายตลาดเคลื่อนไหวแดนบวก เป็นผลมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงท้ายปีออกมาในทิศทางที่ดี อาทิ PMI จีน และจำนวนขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดหวังเชิงบวกต่อภาพเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นเอเชียปิดบวกในวันศุกร์และยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเช้านี้

    ขณะเดียวกันในทางเทคนิค ดัชนี SET Index สามารถปิดท้ายปี 68 เหนือแนวรับสำคัญที่ 1,250 จุดได้ ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นการแกว่ง Sideway

    สัปดาห์นี้แนะติตดามตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิ ดัชนีภาคการผลิต (ISM) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ต้องติดตามสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้ง

    ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา มองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้กดดันกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ยังเป็นบวกต่อกลุ่มอื่น ๆ ได้ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ปรับลดลง

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,270-1,275 จุด

    *ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (2 ม.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,382.39 จุด เพิ่มขึ้น 319.10 จุด หรือ +0.66%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,858.47 จุด เพิ่มขึ้น 12.97 จุด หรือ +0.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,235.63 จุด ลดลง 6.36 จุด หรือ -0.03%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดฉากสัปดาห์แรกของปี 2569 พุ่งขึ้น ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดตลาดที่ระดับ 51,010.28 จุด เพิ่มขึ้น 670.8 จุด หรือ +1.33%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,361.44 จุด เพิ่มขึ้น 22.97 จุด หรือ +0.09% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,986.97 จุด เพิ่มขึ้น 18.13 จุด หรือ +0.46%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (30 ธ.ค.) 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 5.64 จุด (+0.45%) มูลค่าซื้อขาย 32,547.93 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (30 ธ.ค.) 46.54 ล้านบาท

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ.(2 ม.ค.)ลดลง 10 เซนต์ หรือ 0.17% ปิดที่ 57.32 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (2 ม.ค.) อยู่ที่ 6.64 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิดต้นปี 31.46 คาดกรอบแกว่งวันนี้ 31.40-31.60 จับตาราคาทอง-ทิศทาง Flow

    – “สหรัฐฯ” ยึด “เวเนซุเอลา” เขย่าเกมอำนาจตลาดพลังงานโลกหลังพบมีสำรองน้ำมันสูงสุดของโลกกว่า 3 แสนล้านบาร์เรล หากสหรัฐฯ เข้าคุมการผลิต คาดกำลังผลิตเพิ่มจาก 800,000 ล้าน บาร์เรลต่อวัน เป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน กดดันอุปทานโลกเสี่ยงราคาน้ำมันดูไบลดเหลือ 58-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์มอง TASCO เด่น จากโอกาสนำเข้าน้ำมันดิบหนักราคาถูกลง หากยกเลิกคว่ำบาตร

    – แบงก์ชาติ-ปปง. ยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ หลังกดดันค่าเงินบาทหนัก พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์

    – แบงก์-ประกันมองโจทย์เศรษฐกิจปี’69 เจอสารพัดลมต้าน ยกระดับ “ภัยพิบัติ” ความเสี่ยงใหม่ ธปท.สั่งแบงก์ใส่ปัจจัย Climate Change ในแบบทดสอบภาวะวิกฤต Stress Test แบงก์กรุงเทพ-ไทยพาณิชย์ เร่งแผนช่วยลูกค้าปล่อยกู้กรีนไฟแนนซ์ SCB กาง 4 โจทย์ท้าทาย เร่งสปีดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ในภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ ดอกเบี้ยขาลง “กสิกรไทย” เตรียมสำรองเงินกองทุน ผลกระทบต่อพอร์ตสินเชื่อ-ธุรกิจของลูกค้า นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยย้ำความเสี่ยงภัยพิบัติเพิ่ม “เบี้ยภัยพิบัติ” พุ่ง ยันฐานะเงินกองทุนประกันยังแกร่ง

    – เอกชนประสานเสียงห่วงส่งออกไทยปี 2569 ยังลูกผีลูกคน กกร.คาด Geopolitic กดดันการค้าโลก แข่งราคาเดือด มีสิทธิฉุดส่งออกไทยติดลบ 0.5-1.5% จี้รัฐบาลแก้บาทแข็ง ไม่งั้นฉุดส่งออกเกษตร ข้าวไทยเหนื่อยหนัก ปี’69 ไร้ความชัดเจนทั้งขายข้าวจีน-สิงคโปร์ ยังคาราคาซัง แถมอินโดฯ-ฟิลิปปินส์ไร้แววซื้อเพิ่ม ชี้ข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง

    – “อภิสิทธิ์” หาเสียงกรุงเทพฯ เขต 3 ในถิ่นเก่าที่เคยเป็น สส. ปลื้ม คน กทม. รอการกลับมา ลั่นถ้าชนะเลือกตั้ง จะเลือกพรรคดีที่สุดมาร่วมรัฐบาล ด้านนิด้าโพลชี้ ถ้าเลือกตั้งวันนี้ “คนสงขลา” เลือกพรรคประชาธิปัตย์ หนุน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ ขณะที่ “พิพัฒน์” ลั่น “ภูมิใจไทย” ชูนโยบายพลิกโอกาส 14 จังหวัดใต้

    *หุ้นเด่นวันนี้

    – TASCO (ฟินันเซีย ไซรัส) “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 16.90 บาท ระยะสั้นคาดมีโอกาสได้ Sentiment บวกหลังสหรัฐฯเข้าควบคุมเวเนซูเอลา และจะส่งบริษัทน้ำมันเข้าไปบริหารจัดการ อาจทำให้เวเนซูเอลากลับมาส่งออกน้ำมันได้มากขึ้นในอนาคตหลังเผชิญการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ หาก TASCO สามารถกลับมานำเข้าน้ำมันดิบหนักจากเวเนซูเอลาได้จะเป็นบวกต่อการดำเนินงานสำหรับยางมะตอยที่ได้ Yield ดีขึ้น Consensus คาดกำไรปี 69 เติบโตในกรอบ 7% y-y ปัจจุบันเทรด 2026PER 11.5 เท่าและคาด Dividend Yield 7%

    – KKP (เคจีไอ) เป้าพื้นฐาน 70 บาท ประเมิน Sentiment บวกจากดอกเบี้ยขาลงและคาดราคารถมือสองเริ่มฟื้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินต้นทุนระดมทุนที่ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายหนุน NIM ฟื้น ขณะที่ดัชนีราคารถมือสองเดือน พ.ย.ฟื้น MoM และคาดการควบคุมธุรกิจเช่าซื้อของทาง ธปท.เป็นบวกต่อผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง KKP ส่วน Valuation ไม่แพง ปันผลสูง PBV

    0.86 เท่า (ค่าเฉลี่ยในอดีต 0.9 เท่า) และ Dividend yield ปีละ > 7% คาดปันผล H2/68 หุ้นละ 0.3 บาท (Yield 4.5%)

    – ICHI (เมย์แบงก์) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 14.80 บาท กำไรไตรมาสไตรมาส 4/68 คาดโต +28% YoY จากการออกสินค้าใหม่ การขยายช่องทางจำหน่าย และ คนละครึ่ง Plus ขณะที่กำไรปี 69 คาดโตต่อ +10% YoY สูงกว่ากลุ่ม อัตราเงินปันผล 8-9% ในปี 68-69 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นทั้งหมดที่เรา coverage ที่ 5.1% และ SETHD Index ที่ 5-6% ทำให้ Downside จำกัดจากทั้งกำไรที่เติบโตและอัตราเงินปันผลอยู่ในระดับสูง

    โดย วรินทร ศิรินอก/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC40IQB5EZ0A07WM8YDP2C4X9ZEA1DM&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AMI00UKz9MmxUCyERndA_

  • หุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้ารีบาวด์รับ sentiment บวกต่างประเทศหลังตัวเลขเศรษฐกิจจีน-สหรัฐดีกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้ารีบาวด์รับ sentiment บวกต่างประเทศหลังตัวเลขเศรษฐกิจจีน-สหรัฐดีกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีรีบาวด์ ตามตลาดต่างประเทศ หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงท้ายปี อาทิ PMI จีน และผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศปิดบวกในวันศุกร์และปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเช้าวันนี้ ขณะที่ทางเทคนิค SET Insex ปิดเหนือ 1,250 จุดได้ ทำให้ภาพดัชนียังแกว่งไซด์เวย์ โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,270-1,275 จุด

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ โดย Sentiment จากต่างประเทศ ในวันศุกร์ที่ผ่านมาที่หลายตลาดเคลื่อนไหวแดนบวก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงท้ายปีออกมาในทิศทางที่ดี อาทิ PMI จีน ออกมาดีกว่าคาด รวมทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดหวังเชิงบวกต่อภาพเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นเอเชียปิดบวกในวันศุกร์และยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้านี้

    ขณะเดียวกันในทางเทคนิคดัชนี SET Index สามารถปิดเหนือแนวรับสำคัญที่ 1,250 จุดได้ ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นการแกว่ง Sideway

    โดยสัปดาห์นี้แนะติตดามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิ การประกาศดัชนีภาคการผลิต (ISM) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ต้องติดตามสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้ง ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา มองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ไม่ได้กดดันกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นบวกต่อกลุ่มอื่น ๆ ได้ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวลง

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,270-1,275 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC40IQ00CQAL5DPI1LQPLH3WHKAXXAE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TtRwQdoUCTeW8MK5UcMYp

  • แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (3)

    แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (3)

    แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (3)

    ครั้งที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐ ว่ามีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับสูง ทำให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ยากกว่าที่คาดการณ์กัน หากผมจะประเมินผิดก็จะเป็นเพราะ 2 เหตุผลคือ

    เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยลงในปี 2026 อย่างผิดคาด เช่น อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นไปแตะ 5% หรือมากกว่า (จากปัจจุบัน 4.6%) ทำให้จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงโดยฉับพลัน และ/หรือ นักลงทุนผิดหวังเกี่ยวกับผลประกอบการและผลตอบแทนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยและความมั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐ

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง เอไออาจให้ผลตอบแทนและมีศักยภาพที่ดีเกินคาด ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้สูงกว่า 1.6% มาก และเงินเฟ้อจะยังอยู่ที่ระดับสูงทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า การที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวสูงเกินคาด ยังจะทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลง และสถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐดีขึ้นอย่างผิดคาดได้อีกด้วย

    ในความเห็นของผมนั้น โอกาสที่ฉากทัศน์แรกจะเกิดขึ้นมีประมาณ 20% และโอกาสที่ฉากทัศน์สองข้างต้นจะเกิดขึ้นมีประมาณ 5% เท่านั้น

    ๐ จีน 

    ปัญหาหลักคือ เศรษฐกิจภายในประเทศของจีนขยายตัวต่ำ เพราะยังไม่ได้มีการแก้ปัญหาการหดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และปัญหาภาวะเงินฝืด (เงินเฟ้อติดลบ) อย่างเบ็ดเสร็จ จึงจะยังเป็นปัญหายืดเยื้อต่อมาในปี 2026 ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2026 จะลดลงเหลือ 4.2% จากที่ได้ขยายตัว 4.8% ในปี 2025

    แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการมากมายหลายมาตรการใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ ในขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในก็ดูเหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า ประเทศจีนเข้าสู่ภาวะประชากรสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว 

    อีกสาเหตุหนึ่งคือ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอันดับแรกกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมก้าวหน้า (advanced industries) อันจะทำให้ประเทศจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีชั้นนำ และเป็นประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและด้านการทหาร

    เห็นได้จากที่ปัจจุบัน จีดีพีของจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของจีดีพีโลก (19.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) แต่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของจีนมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของโลก จีนต้องการให้การขยายตัวของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาทดแทนความตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์

    ภาคอุตสาหกรรมของจีนขยายตัวประมาณ 6% ต่อปี หรือมากกว่า ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อในประเทศ (และการขยายตัวของจีดีพีของโลก)

    ดังนั้น จีนจึงมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินจำนวนมาก และต้องส่งออกไปกินส่วนแบ่งตลาดของประเทศอื่น ผลคือ จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.0 ล้านล้านเหรียญในปี 2025 กล่าวคือ ผลผลิตส่วนเกินของภาคอุตสาหกรรมของจีน จึงจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจโลกที่จะต้องรองรับสินค้าดังกล่าว

    ๐ ญี่ปุ่น 

    สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นมีจีดีพีเล็กกว่าจีนมาก คือ มูลค่า 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.7% ของจีดีพีโลก) แต่ก็มีความสำคัญในเอเชีย และเป็นประเทศคู่ค้าหลัก และเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2026 นั้นสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแตกต่างจากจีน คือ มีอัตราเงินเฟ้อสูงประมาณ 3% ในปี 2025 (สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางญี่ปุ่นคือ 2% ต่อปี)

    และดอกเบี้ยนโยบายก็ยังอยู่ที่ระดับต่ำคือ 0.75% ดังนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงน่าจะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีก 0.50-0.75% ทำให้เงินเยนอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ในครึ่งหลังของปี 2026

    การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางของญี่ปุ่นนั้น ทำให้มีความกังวลว่า จะส่งผลต่อสภาพคล่องโดยรวมของโลก ในอดีตเงินเยนมีต้นทุนการกู้เงินต่ำและเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า จึงได้มีการกู้เงินเยนไปใช้ลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ทั่วโลก (yen carry trade) รวมทั้งการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

    ด้วยเหตุนี้ การที่เงินเยนกำลังจะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้น จึงจะมีส่วนทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าและดอกเบี้ยสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นได้ในปี 2026

    ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความกังวลว่า รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งขาดดุลงบประมาณและมีหนี้สาธารณะสูงถึง 230% ของจีดีพี จะประสบปัญหาการคลังหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นไปอีก และน่าจะสูงถึง 3% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับจีดีพีที่จะขยายตัวจริงเพียง 0.6%

    ผมเห็นว่า ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะมีปัญหาด้านการคลังอยู่จริง แต่ยังไม่มากพอที่จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติ เพราะกว่า 90% ของหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นนั้น เจ้าหนี้หรือผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นคือ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (ซึ่งประเมินว่า ปัจจุบันธนาคารกลางของญี่ปุ่นถือครึ่งหนึ่งหนึ่งของพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นทั้งหมด)

    และที่เหลือถือโดยประชาชนชาวญี่ปุ่นเอง ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.5-4.0% ของจีดีพี แปลว่า ประเทศญี่ปุ่นโดยรวมมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ประชาชนมีเงินเหลือไม่ต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ovUTHej-cG_LBbpitLhow

  • การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน ฉุดเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำรอบ 5 ปี

    การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน ฉุดเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำรอบ 5 ปี

    Loading…

    การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน ฉุดเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำรอบ 5 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-68&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N1Hdc-SMFT4c5GNpH0hd2

  • ‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’  เพิ่มความเสี่ยง ’ภูมิรัฐศาสตร์โลก‘

    ‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’ เพิ่มความเสี่ยง ’ภูมิรัฐศาสตร์โลก‘

    Economics

    ‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’ เพิ่มความเสี่ยง ’ภูมิรัฐศาสตร์โลก‘

    05 ม.ค. 2026 เวลา 7:01 น.

    ‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’  เพิ่มความเสี่ยง ’ภูมิรัฐศาสตร์โลก‘

    “สภาพัฒน์” จับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก เพิ่มความเสี่ยงเศราฐกิจ หลังสหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา หวั่นบานปลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค กระทบบรรยากาศการค้าโลกชี้หากบานปลายส่งผลกระทบ ซัพพลายเชนอุตสาหกรรม

    • สภาพัฒน์ฯ เฝ้าระวังสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เพิ่มขึ้น
    • ชี้สหรัฐฯส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการในเวเนซุเอลา มีความเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้
    • สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก นอกเหนือจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครนและตะวันออกกลาง 
    • ชี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกในปีนี้มากขึ้น 

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในกรอบ 1.2-2.2% หรือมีค่ากลางราว 1.7% สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ สศช.เฝ้าระวัง

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าว่าในปีในปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญความท้าทาย และมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังหลายด้านทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือ โดยปัจจัยต่างๆที่ประเทศไทยต้องรับมือในปี 2569 นั้นยังรวมถึงเรื่องของความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง และถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก

    ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดแย้งในจุดต่าง ๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหารเพิ่มขึ้น ขณะที่สหรัฐส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการใน “เวเนซุเอลา”

    ซึ่งต้องจับตาดูว่าสถานการณ์นี้จะบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณหนึ่งของความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์ใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบบรรยากาศการค้าโลกมากขึ้น  รวมทั้งอาจจะทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกจนเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) ได้

    ก่อนหน้านี้ในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่ สศช.ประเมินไว้ระบุว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลก ได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงของการค้าระหว่างประเทศในช่วงปี 2568 ขณะที่ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.8% และ 2.3% ชะลอลงจาก 3.2% และ3.4% ในปี 2568  

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ สำหรับแรงกดดัน ด้านเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นภายหลังผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนทางการค้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ ธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

    ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศ กำลังพัฒนาและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินลงทุนระหว่างประเทศจากการปรับ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ

    นอกจากนี้ความเสี่ยงทางด้านความภูมิรัฐศาสตร์โดยจะส่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 สศช.คาดว่าจะอยู่ในช่วง 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจาก 68 ดอลลาร์ต่อ บาร์เรล ในปี 2568 โดยมีปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ได้แก่

    1. แนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ส่งผล ให้อุปสงค์น้ำมันดิบลดลงโดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่
    2. แนวโน้มการปรับเพิ่มกำลัง การผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศ OPEC+ สะท้อนจากการปรับเพิ่มโควตาการผลิตของประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ OPEC+ ที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
    3. และแนวโน้มปริมาณน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงเหลวคงคลัง สุทธิของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.4 ล้านบาร์เรล สะท้อนการผลิตส่วนเกินของน้ำมันดิบโลก ขณะที่ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ภายใต้ความไม่แน่นอน ของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HROIJVdEqwwbaaPB28oGC

  • “พริษฐ์” ลาออก “พรรคเศรษฐกิจ” ทุกตำแหน่ง เซ่นปมขุดรากเหง้าคณะราษฎร

    “พริษฐ์” ลาออก “พรรคเศรษฐกิจ” ทุกตำแหน่ง เซ่นปมขุดรากเหง้าคณะราษฎร

    “พริษฐ์” ลาออก “พรรคเศรษฐกิจ” ทุกตำแหน่ง เซ่นปมขุดรากเหง้าคณะราษฎร

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 เปิดเผยว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งภายในพรรคเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    การตัดสินใจดังกล่าว เป็นการสมัครใจของนายพริษฐ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และ เพื่อให้การทำงานของพรรคเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารต่อสาธารณชน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

    ด้านนายพริษฐ์ กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และทีมงานทุกคน สำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานการเมือง ยืนยันยังเคารพในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรคเศรษฐกิจ พร้อมขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายพริษฐ์ถูกขุดคุ้ยประวัติ เป็นทายาทหลวงเสรีเริงฤทธิ์ (1ในคณะราษฎร) ซึ่งเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2560 นายพริษฐ์ เคยเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สน.ดุสิต ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมาด้วย

    ต่อมา นายพริษฐ์ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว ยืนยัน ไม่ได้ “แอบอ้าง” ผมเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์จริงๆ และผมตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผม จะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ

    ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/611912&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2924nMTU-uVp4L2fEAK9ju

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/01/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/01/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/121012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0meLj64gZqhMzZm2AAykUT

  • เลือกตั้ง69 : ภาคใต้เปลี่ยนขั้วการเมือง คะแนนเสียงอยู่ที่ผลงานจริง

    เลือกตั้ง69 : ภาคใต้เปลี่ยนขั้วการเมือง คะแนนเสียงอยู่ที่ผลงานจริง

    ภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป

    ภูมิทัศน์การเมืองภาคใต้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็น “ฐานเสียงประจำ” ของพรรคการเมืองบางพรรค กำลังกลายเป็นสมรภูมิเปิดที่ทุกพรรคต้องเริ่มต้นใหม่เกือบทั้งหมด

    สูตรการเมืองแบบเดิมที่ยึดโยงกับความคุ้นเคยหรือสายสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีต เริ่มไม่สามารถตอบโจทย์สังคมปัจจุบันได้อีกต่อไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากหันมาพิจารณานโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตจริง ทั้งเรื่องรายได้ ความมั่นคงทางอาชีพ และต้นทุนการดำรงชีวิต

    ปัจจัยเร่งสำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะอุทกภัยซ้ำซากในหลายจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของการบริหารจัดการรัฐมากกว่าการยึดโยงทางการเมืองแบบเดิม

    หาดใหญ่กับโจทย์ “รีสตาร์ท” เศรษฐกิจภาคใต้

    หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้เป็นเพียงเมืองศูนย์กลางการค้า แต่เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของภาคใต้ คิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของ GDP ภูมิภาค การฟื้นตัวของเมืองนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งภาค

    โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน “6 เครื่องยนต์หลัก” ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา อุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน ภาคเกษตรกรรมโดยรอบ การท่องเที่ยว และบทบาทศูนย์กลางค้าปลีก–โลจิสติกส์

    หาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยวราว 7 ล้านคนต่อปี ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน หากเมืองไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตได้ ก็ยากที่จะรักษาบทบาททางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ในเชิงการเมือง หาดใหญ่จึงกลายเป็นพื้นที่ที่นโยบายต้อง “ทำได้จริง” มากกว่าคำสัญญา เพราะผลลัพธ์ของเศรษฐกิจเมืองนี้สะท้อนโดยตรงถึงศักยภาพของพรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ

    ความเหลื่อมล้ำ รายได้ และสมรภูมิเลือกตั้ง

    ข้อมูลรายได้ต่อหัวของจังหวัดภาคใต้สะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า 3 แสนบาทต่อปี ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานีกลับอยู่ในอันดับต่ำสุดของภูมิภาค

    ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญ จังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติมีโจทย์ต่างจากจังหวัดที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และประชาชนยังเผชิญปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง

    ภาคใต้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 7.1 ล้านคน โดยกลุ่ม Gen Y และ Gen X รวมกันกว่า 4 ล้านคน คือกลุ่มชี้ขาดผลเลือกตั้ง ขณะที่ First Voter และผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มที่ทุกพรรคต้องให้ความสำคัญ

    เมื่อรวมกับสมรภูมิสำคัญอย่างสงขลา นครศรีธรรมราช และสามจังหวัดชายแดนใต้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการวัดกระแส แต่คือการทดสอบว่านโยบายเศรษฐกิจใดสามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนใต้ได้มากที่สุด

     
    การเมืองภาคใต้กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ไม่มีใคร “จองพื้นที่” ไว้ล่วงหน้าได้อีกต่อไป ผู้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อพรรค แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

    ภาคใต้ในวันนี้จึงเปรียบเหมือนสนามแข่งที่วัดกันด้วยพลังของนโยบายและความเชื่อมั่นจากประชาชน มากกว่าสายสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเดิม.

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n7FaQ3oBaN35Q3xKf_F81

  • ‘สภาพัฒน์’ กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69  ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า เสี่ยงฉุด GDP โตต่ำ

    ‘สภาพัฒน์’ กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า เสี่ยงฉุด GDP โตต่ำ

    สศช. กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 คาดจีดีพีโตต่ำเพียง 1.7% ท่ามกลาง 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งส่งออกชะลอตัว-บาทแข็งค่า-ภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

    • “สภาพัฒน์”กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 ฉุดจีดีพีโตในกรอบ 1.2 – 2.2%ท่ามกลาง 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งส่งออกชะลอตัว-บาทแข็งค่า-ภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด
    • พร้อมเตือนรับมือสุญญากาศงบประมาณปี 70 ช้าเหตุเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง
    • ชี้ต้องวางแผนแก้ภัยพิบัติด้วนแผนลงทุนระยะยาว ย้ำไทยต้องเร่งรื้อโครงสร้างสู่ High-Tech และ Wellness 
    • ชูธงเร่งเข้าสมาชิก OECD ภายใน 3 ปีเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลดึงความเชื่อมั่นโลก

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 2.2% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 1.7% อย่างไรก็ตามในปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทาย และมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังหลายด้านทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือ โดยปัจจัยต่างๆที่ประเทศไทยต้องรับมือในปี 2569 ได้แก่

    1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมของปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลก ในปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3.1 – 3.2% ซึ่งแม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจโลกถือว่า ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก และเป็นระดับที่คงตัวเช่นนี้มาหลายปีนับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ นอกจากนี้ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 เช่นกัน 

    โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวมาจากผลกระทบของสงครามการค้า (Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทยที่ในปี2569 ที่จะชะลอตัวลงจากในปี 2568

    2.ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าของไทยถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าปัญหานี้จะลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสาเหตุที่ ธปท.และกระทรวงการคลังพบว่ามาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยวอลุ่มการเทรดทองคำในปัจจุบันบางช่วงสูงกว่าวอลุ่มในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรในทองคำที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่านั้นแม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นกระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยในปี2569 สศช.เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย 35 ล้านคน ซึ่งในระยะต่อไปหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    แนะผู้ส่งออกเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า

    เลขาธิการ สศช. มองว่าการที่ผู้ประกอบการไทยจะรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะยาวไม่ใช่แค่การดูที่ค่าเงินอย่างเดียว แต่ต้องปรับที่ตัวโครงสร้างสินค้าและบริการ โดยต้องเน้นคุณภาพและความแตกต่าง (Differentiation) ของสินค้าผู้ส่งออกไม่สามารถขายสินค้าแบบเดิมที่เน้นปริมาณได้อีกต่อไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตสินค้าเลียนแบบไทยได้เกือบหมดแล้ว ดังนั้นต้องเปลี่ยนจากเน้นปริมาณการส่งออก เช่น การเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 มาเน้นที่การเพิ่มมูลค่า (Value Creation) และต้องผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพที่ตรงความต้องการของประเทศปลายทางแทนซึ่งทำให้เราสามารถขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปได้

    ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยเคยมีฐานการผลิต ตอนนี้อยูในขั้นตอนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ High-Tech ที่เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยต้องเร่งเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) สมาร์ทเซนเซอร์ และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้รัฐต้องเร่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาค (Regional Value Chain – RVC) และรัฐต้องเร่งดึงห่วงโซ่ ของอุตสาหกรรมไฮเทคเข้ามาในไทยให้ครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคง (Security) และความเสถียรในการผลิต ลดความเสี่ยงจากเงื่อนไขทางการค้าโลก

    แนะกระตุ้นการใช้ และผลิตสินค้าในประเทศ

    ขณะที่การเจรจาการค้าที่ยังคงดำเนินการอยู่ประเทศไทยต้องเร่งการทำเกณฑ์ Local Content ต่อเนื่อง โดยเมื่อสร้าง RVC ได้แล้ว จะทราบสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งสามารถนำมาใช้กำหนดมาตรการจูงใจ (Incentive) ให้คนไทยใช้สินค้าไทยมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการผลิตภายในประเทศเพื่อชดเชยส่วนต่างจากค่าเงินได้ ขณะเดียวกันต้องมีการยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงผ่าน Wellness และ Medical Tourism ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย และเป็นการส่งออกภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป

    สำหรับการหาตลาดเพิ่มเติมนายดนุชา กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาเปิดเสรีการค้า (FTA) โดยเฉพาะ FTA ไทย – EU เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลก

    ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กระทบเศรษฐกิจโลก 

    3.ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)  ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง และถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดแย้งในจุดต่าง ๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร ขณะที่สหรัฐเริ่มมีการส่งสัญญาณว่ากำลังจะส่งกำลังทหารเข้าไปในเวเนซุเอลาที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งเป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบการค้าเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) ได้

    4.ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ซึ่งมาจากแรงส่งในเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลงภายหลังจากที่มีการยุบสภาฯ ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะมีความล่าช้า เนื่องจากในปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณต่อ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    และ 5.ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลักที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันต่องบประมาณของประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการลงทุนในเรื่องระบบน้ำของประเทศ และการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นโครงการลงทุนในระยะยาวจะมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อให้สามารถลดภาระงบประมาณในการเยียวยาในระยะยาว โดยต้องเริ่มต้นมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น โครงการคลองระบายน้ำเพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ หรือโครงการที่ตัดยอดน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาตอนบน เช่น คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย เพราะหากไม่ลงทุนโครงการลักษณะนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซาก และทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงจากการกู้ยืมมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความเปราะบางของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติด้วย

    ตั้งเป้า 3 ปีเข้าเป็นสมาชิก OECD 

    เลขาธิการ สศช.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ของประเทศไทยในปัจจุบันมีความคืบหน้าสำคัญ โดยไทยได้ยื่นแสดงเจตจำนง (Initial Memorandum – INM) ไปเรียบร้อยแล้ว และได้เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจทานด้านเทคนิค (Technical Review) ซึ่งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของ OECD จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลและหาข้อเท็จจริง (Finding) ภายในประเทศ เพื่อประเมินมาตรฐานและจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล

    โดยหัวใจสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกคือความรวดเร็วในการ ปิดช่องว่าง (Close Gap) ตามคำแนะนำของ OECD ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ ขั้นตอนการทำงาน และการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น โดย สศช. ได้มีการประสานงานกับทางสภาเพื่อเตรียมความพร้อมในการเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะเข้าเป็นสมาชิกให้ได้เร็วขึ้นคือภายใน 3  ซึ่งถือว่ารวดเร็วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสากลที่ 5 ปี โดยปัจจุบันในอาเซียนมีเพียงอินโดนีเซียที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกเช่นเดียวกับไทย

    “การเข้าเป็นสมาชิก OECD เปรียบเสมือนการที่ประเทศไทยได้รับ ใบรับรองมาตรฐาน ISO ในระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานทุกภาคส่วนให้เป็นสากลและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันระดับโลก นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกปัจจุบันทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และอังกฤษ ต่างให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการเห็นประเทศจากภูมิภาคเอเชียเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกผ่านองค์การนี้มากขึ้น” นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f05syb8gPchpc_wfnb-12