Category: เศรษฐกิจ

  • สื่อนอกชี้ เวียดนามจ่อแซงไทย เศรษฐกิจพุ่งแรง สวนทางไทย หนี้รุมเร้า-ศึกชายแดนกัมพูชา

    สื่อนอกชี้ เวียดนามจ่อแซงไทย เศรษฐกิจพุ่งแรง สวนทางไทย หนี้รุมเร้า-ศึกชายแดนกัมพูชา

    สื่อนอกชี้ เวียดนามจ่อแซงไทย เศรษฐกิจพุ่งแรง สวนทางไทย หนี้รุมเร้า-ศึกชายแดนกัมพูชา

    สื่อต่างประเทศ Nikkei Asia รายงาน เศรษฐกิจอาเซียน “เวียดนาม” กำลังเร่งเครื่องพัฒนาประเทศอย่างหนักจนมีแนวโน้มว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะพุ่งแซงหน้าประเทศไทย ได้ภายในปี 2026 นี้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ของภาครัฐ ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญมรสุมรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้สิน และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา

    รัฐบาลเวียดนามวางเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้อย่างดุดัน โดยคาดการณ์ว่า GDP ที่แท้จริง (Real GDP) ในปี 2568 จะขยายตัวราว 8% และตั้งเป้าให้สูงกว่า 10% ในปี 2569 เป็นต้นไป แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง แต่ นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ ชิงห์ ยืนยันหนักแน่นว่าการเติบโตระดับสองหลักเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

    หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน GDP ของเวียดนามอาจแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2569 หรือ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เวียดนามแซงหน้าไทยและก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากอินโดนีเซีย) พร้อมดันรายได้ต่อหัว (GDP per head) ทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการทุ่มงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 26% ในปี 2569 อาทิ โครงการสนามบินแห่งใหม่ใกล้โฮจิมินห์ซิตี้ที่มีกำหนดเปิดใช้ และโครงการรถไฟสายเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน

    ในทางตรงกันข้าม ไทยน่าห่วง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พยากรณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยลบสำคัญรุมเร้า ได้แก่ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กดดันกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ

    ภาคการผลิตถดถอย ผลพวงจากกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Suzuki ตัดสินใจยุติการผลิตรถยนต์ 4 ล้อในไทย ส่วน Honda ได้ลดกำลังการผลิตลง

    การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า ยังไม่กลับมาคึกคักเท่าที่ควร ปมขัดแย้ง “ไทย-กัมพูชา” ซ้ำเติมวิกฤต

    อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และปะทุเป็นการสู้รบหนักเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา (ธ.ค. 2568) เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลถึงเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจดึงภูมิภาคนี้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับจีนได้

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1511490/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hGYnshA4FDG2p45a3kJsk

  • คลังเร่งประเมินผลกระทบสงครามสรัฐฯ-เวเน จับตาสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ค่าเงิน-ทองคำ

    คลังเร่งประเมินผลกระทบสงครามสรัฐฯ-เวเน จับตาสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ค่าเงิน-ทองคำ

    ‘คลัง’ เร่งรวบรวมข้อมูลก่อนประเมินผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา พร้อมจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ค่าเงินบาท-ทองคำ

    5 ม.ค. 2569 – นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา เพื่อเร่งประเมินผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้คงยังเร็วไปที่จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบในมิติใดบ้าง โดยคงต้องให้มีการพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านก่อน

    อย่างไรก็ดี เบื้องต้นมองว่าผลกระทบที่น่าจะเห็นชัดเจน น่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน ส่วนจะเป็นผลกระทบแบบบวกหรือลบยังไม่สามารถประเมินรายละเอียดได้ เพราะต้องดูรายละเอียดและข้อมูลทั้หมดก่อน

    “ตอนนี้คงยังเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์สหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ตอนนี้ สศค. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลให้รอบด้าน แต่เบื้องต้นที่เห็นชัดเจนคงเป็นเรื่องน้ำมัน ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอประเมินรายฃะเอียดก่อน” นายลวรณ กล่าว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยเบื้องต้นจะต้องรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้ก่อนจึงจะประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งขณะนี้ต้องจับตาดูสถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวโน้มราคาทองคำมากขึ้น เพราะมองว่าหากมีผลกระทบเกิดขึ้น ก็น่าจะเกิดกับ 2 ปัจจัยนี้ก่อน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/926365/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tfFK7_VC9V1Zinp02xy4Z

  • ทำนายเศรษฐกิจโลก 2026

    ทำนายเศรษฐกิจโลก 2026

    ปีที่ผ่านมา 2025 พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกนั้น ‘อึด’ กว่าที่เราคิด เราผ่านมรสุมนโยบายภาษีของทรัมป์ สงครามที่ยังไม่สงบ และความตึงเครียดที่ลามไปทั่วแผนที่ แต่ในความอึดนั้นก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ เหมือนแก้วที่ผ่านการแตกร้าวแล้วถูกประสานใหม่ด้วยกาวที่ชื่อว่า ‘เทคโนโลยี’

    เมื่อเข้าสู่ปี 2026 แม้เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงและธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ย แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่ายุคของราคาถูกได้จบลงแล้ว นี่คือสรุปเศรษฐกิจโลกปี 2026 ผ่าน 5 กราฟสำคัญจาก The Guardian ที่จะบอกเราว่าโลกใบนี้กำลังพยายามปรับสมดุลครั้งใหญ่ท่ามกลางรอยร้าวที่ยังไม่หายดี

    5 กราฟสำคัญจาก The Guardian โลกปรับสมดุลครั้งใหญ่

    GDP โลกขาลง

    สถานการณ์เมื่อกำแพงภาษีขวางทางรวย และ AI ยังไม่เป็นฮีโร่มาช่วยกู้โลก (อ้างอิงกราฟ: Global GDP growth is forecast to slow in 2026)

    หากมองไปที่กราฟแท่งแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) เราจะเห็นชัดเจนว่าความเร็วของโลกกำลังตก ในช่วงปี 2025-2027 เส้นแท่งของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะยังดูดีที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้พุ่งทะยานเหมือนเมื่อก่อน

    ปี 2026 นี้คือปีที่ต้องพิสูจน์ว่า AI ที่เราแห่ใช้กัน มันช่วยให้บริษัทหาเงินได้เพิ่มขึ้นจริงไหม ? หรือเป็นแค่กระแสเห่อที่ทำให้หุ้นราคาพุ่งเกินจริง ผลสำรวจจาก Deutsche Bank พบว่า คนในวงการการเงินกว่า 57% กำลังนั่งลุ้นเพราะกลัวว่าฟองสบู่ AI จะแตก และที่น่าตกใจคือ นักลงทุนสถาบันมองว่า ฟองสบู่เทคโนโลยีแตก คือความเสี่ยงเบอร์ 1 ของปีนี้

    แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? เพราะนโยบายภาษีของทรัมป์ทำให้การค้าขายข้ามโลกมันติดขัดและมีต้นทุนแพงขึ้น เมื่อค้าขายยากขึ้น เศรษฐกิจภาพรวมก็โตช้าลงตามระเบียบ

    ดอกเบี้ยนิ่งแต่สูง

    บอกลาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วปรับตัวกับต้นทุนใหม่ของชีวิต (อ้างอิงกราฟ: Central bank interest rates are forecast to stabilise)

    ต่อไปนี้ภาพจำของดอกเบี้ย 0% หรือเงินกู้ถูก ๆ เหมือนช่วงก่อนโควิดจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ มองไปที่กราฟเส้นดอกเบี้ย เราจะเห็นว่ามันไม่ได้พุ่งเป็นหัวลูกศรขึ้นไปเหมือนปีก่อน ๆ แล้ว แต่มันเริ่มลากเป็น Stabilise แต่ข่าวร้ายคือ เส้นนอนนี้มันดันอยู่ในระดับที่สูง กว่าที่เราเคยเจอมาตลอด

    และอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เดือนพฤษภาคม 2026 นี้ Jerome Powell จะหมดวาระประธาน Fed ความไม่แน่นอนว่าใครจะมาแทน นี่คือสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล

    สงครามภาษีทำโลกแตกเป็นเสี่ยง 

    และความไม่แน่นอนกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย (อ้างอิงกราฟ: Trade uncertainty has spiked amid Donald Trump’s tariff war)

    นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศนโยบายภาษี Liberation Day เมื่อเมษายน 2025 กราฟความไม่แน่นอนทางการค้าโลกก็พุ่งสูงปรี๊ดจนทะลุเพดานสถิติเดิม ๆ ไปหมดแล้ว

    ความไม่แน่นอนคืออะไร ? มันคือภาวะที่นักธุรกิจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กำแพงภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือจะมีการแบนสินค้าอะไรเพิ่มไหม และความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ หยุดชะงัก

    เรากำลังเห็นภาพโลกที่แตกแยกออกจากกัน บริษัทต่าง ๆ เลิกหวังจะผลิตสินค้าในที่ที่ถูกที่สุด อย่างจีน แต่หันมาเลือกผลิตในประเทศที่คุยกันได้ หรือใกล้บ้านตัวเองมากขึ้น ซึ่งการย้ายฐานผลิตรอบโลกแบบนี้มีค่าใช้จ่ายมหาศาล และสุดท้ายผู้บริโภคอย่างเรานี่แหละที่อาจะต้องเป็นคนจ่ายต้นทุนเหล่านี้

    รัฐบาลกระเป๋าฉีก

    เมื่อภาษีของเราถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ย มากกว่าสร้างอนาคต (อ้างอิงกราฟ: Government borrowing and debt interest costs remain elevated)

    ไม่ใช่แค่เราที่ต้องรัดเข็มขัด แต่รัฐบาลในประเทศมหาอำนาจกำลังเผชิญภาวะเงินฝืดเคืองในระดับนโยบาย เพราะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงจากช่วงวิกฤตปีก่อนหน้า กำลังย้อนกลับมาเช็คบิลด้วยยอดดอกเบี้ยที่สูงจนน่าตกใจ ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ภาระดอกเบี้ยจ่ายยังคงทรงตัวในระดับสูง จนรัฐบาลต้องแบ่งเงินภาษีมหาศาลมาจ่ายเพียงแค่ค่าดอกเบี้ยของหนี้เก่า แทนที่จะนำไปลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ หรืออุดหนุนภาคธุรกิจ

    ตลาดแรงงานเข้าสู่โหมดจำศีล

    เมื่อคนตกงานพุ่งสูงในรอบทศวรรษ ท่ามกลางการรุกคืบของ AI (อ้างอิงกราฟ: UK and US unemployment rates are rising after post-Covid recovery)

    นี่คือจุดที่กระทบชีวิตคนทำงานมากที่สุด เมื่ออัตราว่างงานในอังกฤษและสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากยุคฟื้นตัวจากโควิด

    อัตราการว่างงานในอังกฤษพุ่งแตะ 5.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี (หากไม่นับช่วงโควิด) ขณะที่ในสหรัฐฯ อัตราว่างงานพุ่งแตะ 4.6% ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก

    ปัจจัยที่ทำให้คนตกงานพุ่งสูงมาจากทั้งนโยบายภาษีใหม่ ความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และที่สำคัญคือการเริ่มใช้ AI และ Automation มาทำงานแทนคนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดต้นทุนในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง

    แม้เราจะเห็นคนตกงานเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันค่าจ้างของแรงงานที่มีทักษะสูงยังคงเติบโตได้ดี นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า หากเราไม่รีบเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหรือเพิ่มทักษะให้เท่าทันโลก เราอาจกลายเป็นคนต่อไปที่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งในตลาดแรงงานยุคใหม่

    ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่เราจะวิ่งตามกระแสได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปีที่เราต้องตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ กาวที่ชื่อว่าเทคโนโลยีอาจช่วยประสานรอยร้าวของโลกได้ แต่ความเสี่ยงจากสงครามภาษี หนี้สินที่พุ่งสูง และตลาดแรงงานที่ตึงเครียด ยังคงเป็นบททดสอบใหญ่ที่เราต้องก้าวผ่าน

    อ้างอิง: theguardian

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/global-economic-outlook-2026-5-charts-the-guardian&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20h2IM-oOHP-8mshqOCWlb

  • ฮุนเซน วางเกมปะทะไทยยาว กลบข่าวเศรษฐกิจพังพินาศ  ส่อปะทะรอบ 3  เร็วกว่าที่คิด | เข้มข่าวค่ำ | 5 ม.ค.

    ฮุนเซน วางเกมปะทะไทยยาว กลบข่าวเศรษฐกิจพังพินาศ ส่อปะทะรอบ 3 เร็วกว่าที่คิด | เข้มข่าวค่ำ | 5 ม.ค.

    แม้ว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา จะอยู่ในช่วงหยุดยิง แต่ตอนนี้จะเห็นว่า ทางกองทัพกัมพูชายังเติมกำลังทหาร ขนอาวุธและเสบียงต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ล่าสุด พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เชื่อว่า กัมพูชากำลังเตรียมความพร้อมเพื่อปะทะกับไทยรอบที่3 เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่า กัมพูชาขนอาวุธและนักรบรับจ้างเข้าประเทศแล้ว

    #ชายแดนไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/208730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PpIcwC0-MAeFps-qSoBj3

  • สัญญาณเศรษฐกิจทรุด ปมสงครามโลกครั้งที่ 3 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สัญญาณเศรษฐกิจทรุด ปมสงครามโลกครั้งที่ 3 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลิ่นปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 3 คงเกิดขึ้นในไม่ช้าหลัง สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีบุกจับ ปธน. เวเนซุเอลา แบบสายฟ้าแลบ และมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย ส่งผลสุ่มเสี่ยงต่อความปานปลายที่จะตามมาในอนาคต ตัดกลับมาที่ประเทศไทยในช่วงผลัดใบเข้าสู่การเลือกตั้ง ความหวังของทุกฝ่ายคือการอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน และการค้าที่แบ่งฝ่ายชัดเจน ที่จะกระทบต่อค่าเงิน ราคาทอง รวมถึงราคาพลังงาน

    สภาอุตฯ คาด จีดีพี วูบ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “มิติหุ้น” ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยอาจทำให้จีดีพีปีนี้โตแค่ 1.6% เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักถึง 60% ของจีดีพี โดยทาง กกร. จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินจีดีพีไทยอีกครั้ง ขณะที่การลงทุนมองว่าจะหยุดชะงัก เพราะนักลงทุนยังรอทิศทางที่ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ซึ่งการบุกเวเนซุเอลา ของสหรัฐฯ อาจมีวัตถุประสงค์ เพื่อกดราคาน้ำมันในตลาดโลกให้อยู่ที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลดีต่อราคาพลังงานโดยต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ห่วงบาทแข็งค่า

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่กังวลที่สุดคือ “ค่าเงินบาทแข็งค่า” ซึ่งจะเป็นตัวซ้ำเติมภาคการส่งออก เพราะทำให้เอกชนแข่งขันได้ยากขึ้นในตลาดโลก หากให้มองระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมกับประเทศไทยในการแข่งขันมองว่าควรอยู่ที่ระดับ 34 ถึง 35 บาท ซึ่งในเรื่องนี้คงต้องฝากให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามากำกับดูแล

    หอการค้า แนะเร่งตั้งรับ

    ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า หอการค้าไทยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมแนะให้เตรียมมาตรการ ในการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/05/607561/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NAibNIz3yG6LqurlRrV5Z

  • ผวา

    ผวา

    ผวา’สหรัฐ-เวเนซุเอลา’เอฟเฟกต์ ‘หอการค้าไทย’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจทางอ้อม

    วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยกำลังติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

    หอการค้าไทยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวควรได้รับการคลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล และอาศัยกลไกของประชาคมระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลก

    สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง การค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก จึงไม่น่าจะกระทบต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

    นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังอาจกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก

    หอการค้าไทยจึงเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ภาคเอกชนไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายจะใช้ความยับยั้งชั่งใจ และแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสันติภายใต้กติกาสากล เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่น การค้า การลงทุน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/938756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T6cltraCEXtKncc-6WbfA

  • น่านจัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 | TOPNEWS

    น่านจัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 | TOPNEWS

    วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) โดยมอบหมายให้ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนา และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนพัฒนาจังหวัดน่าน พ.ศ. 2566–2570

    ทั้งนี้ แผนพัฒนาดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุขและสร้างสรรค์” โดยมุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาวะที่เหมาะสม และสังคมที่ร่มเย็น พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพและต่อยอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร รวมถึงการยกระดับศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ และการบูรณาการภาคการเกษตรให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการรวมกลุ่มระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vV8q4mfyrPJkW-K7nFYfZ

  • กนง.ส่งสัญญาณแรง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุดยาวจากภาษีสหรัฐฯ

    กนง.ส่งสัญญาณแรง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุดยาวจากภาษีสหรัฐฯ

    กนง.ส่งสัญญาณแรง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุดยาวจากภาษีสหรัฐฯ

    รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 12 และ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย

    เมื่อคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน

    ทั้งนี้จากการประเมินของ กนง. พบว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2% แต่ภาพที่น่ากังวลคือเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมีและยานยนต์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

    อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่คาดว่า อาจส่งผลให้ GDP ปรับลดลง 0.1–0.2% และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2569

    สำหรับปี 2569–2570 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ตามลำดับ ปัจจัยกดดันหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ โดยเริ่มเห็นกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นมากขึ้น

    ขณะที่ภาคส่งออกเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แม้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้จากอุปสงค์ของ Data Center

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยวัฏจักรที่ทอดยาวขึ้นควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้าง  รวมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    คณะกรรมการ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้นควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ในด้านภาคต่างประเทศ กนง. ระบุว่า การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก อาทิ ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) และมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ อาจออกมาเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มแผ่วลง โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งสถานการณ์อุทกภัยและความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นด้านการบริโภคและการลงทุน

    ขณะที่ การปรับตัวของภาคธุรกิจในระยะต่อไปจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง อาทิ โครงสร้างประชากร ทักษะแรงงาน และปัญหาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ

    นอกจากนี้ กนง. เห็นว่า ความเสี่ยงเชิงนโยบายยังเพิ่มขึ้นจากความเป็นไปได้ที่กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจล่าช้ากว่าคาด ขณะที่เศรษฐกิจและการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและลุกลามมาสู่เศรษฐกิจไทยได้

    ประเด็นที่คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลอย่างมากคือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ นอกจากนี้ยังกระทบต่อรายรับในรูปเงินบาทของภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย

    ที่มาของความผันผวนค่าเงินบาท  กนง. พบว่าธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของ กลุ่มผู้ค้าทองคำ มีสัดส่วนสูงถึง  20% ในบางช่วง

    ธปท. จึงได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการเรียกตรวจหลักฐานการซื้อขายทองคำจริง และเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม

    ขณะเดียวกัน ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง (uneven growth) โดยความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจ SMEs และภาคการผลิตอื่นๆ ตกอยู่ในภาวะเปราะบาง สินเชื่อในระบบยังคงหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและมีหนี้เสีย (NPL) ในระดับสูง

    ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ กนง. เห็นว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องมีการผสมผสานมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด โดยจะเริ่มดำเนินการ 2 โครงการสำคัญตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ได้แก่:

    1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งแก้ปัญหาหนี้ไม่มีหลักประกันมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท
    2. โครงการ “SMEs Credit Boost” กลไกค้ำประกันสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อต่ำเกินเป้าและความเสี่ยงภาวะเงินฝืด อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะอยู่ที่ -0.1% และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% ในปี 2570 สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลงตามราคาน้ำมันโลกและมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ

    แม้ กนง. จะประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศปรับลดลงและเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xDaU6Ep21vgmK0iidgNRt

  • คลัง-พลังงาน จับตาราคาน้ำมันกระทบเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์เวเนซุเอลาวิกฤต

    คลัง-พลังงาน จับตาราคาน้ำมันกระทบเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์เวเนซุเอลาวิกฤต

    วันนี้ (5 ม.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ภายหลังสหรัฐอเมริกาได้มีปฏิบัติการทางทหารและประกาศว่าจะเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลา ว่าผลกระทบที่ต้องจับตาในทางเศรษฐกิจคือเรื่องของน้ำมันเป็นหลัก โดยคาดว่าผลกระทบทางตรงกับประเทศไทยอาจจะมีไม่มากนัก แต่ถ้าจะมีก็จะเป็นผลกระทบทางอ้อมในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งในเรื่องนี้ได้ประสานไปยังรมว.พลังงานให้ดูแลในส่วนนี้แล้ว 

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อไป  ส่วนที่ต้องจับตามองในระยะต่อไปคือประเด็นความกังวลเรื่องอุปทาน (Supply) ของน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้ดี จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองน้ำมันในระดับสูง

    นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า หากไม่มีเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือมีการปะทะที่ลุกลามไปยังประเทศอื่น การที่อุปทานน้ำมันไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจะถือเป็นผลดี และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการเข้าไปบริหารจัดการ รวมถึงกระบวนการนำน้ำมันขึ้นมาใช้ต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zuLgSOIZMYReX-86razLT

  • ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ Perfect Storm จีดีพีโตต่ำ

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ Perfect Storm จีดีพีโตต่ำ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก
        
    ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม
     

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท
        
    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน  (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    นายเกรียงไกร ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    พร้อมกันนี้ ควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ
        
    นอกจากนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา
        
    ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1) Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2) Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3) Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ONE Thailand” เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C-6dFqfUAyS8fjYP3VfIN