16
รายงาน ภาพรวมเศรษฐกิจเมียนมา 2568.pdf
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i8kv904epi9e3emobpbdyl60&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw273-8S5AMQ5ne0S6xOwsVw

16
รายงาน ภาพรวมเศรษฐกิจเมียนมา 2568.pdf
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i8kv904epi9e3emobpbdyl60&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw273-8S5AMQ5ne0S6xOwsVw

วันนี้ ( 29 ก.ย.2568) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน ส.ค.2568 เท่ากับ 111.1 เพิ่มขึ้น 0.4% จากการความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกที่ยังมีสัญญาณเป็นบวก แต่ก็เริ่มชะลอตัวลง เพราะมีปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งการเริ่มใช้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์
ส่วนดัชนีราคานำเข้าเท่ากับ 115.8 เพิ่มขึ้น 2.7% จากการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าส่งออก และรองรับการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกเดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการอุปกรณ์เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะการใช้งาน AI และ Big Data และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการใช้ในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.1% ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง ตามจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามความต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
ส่วนหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 9.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากตลาดเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 5.6% ได้แก่ ข้าว ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และยางพารา ตามภาวะอุปทานส่วนเกิน
ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามราคาตลาดโลกที่อ่อนตัวลง รวมถึงเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่า อาทิ เวียดนาม และกัมพูชา ทางด้านดัชนีราคานำเข้า เดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค 7.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ
หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 5.2% ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการใช้เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.9% โดยเฉพาะทองคำ ราคายังทรงตัวในระดับสูง ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สำหรับปุ๋ย ตามราคาปุ๋ยตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น และอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการผลิตเพิ่มขึ้น
และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 0.8% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่กลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการใช้เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 8.9% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก
แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.ย.2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่ ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูปในตลาดโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของหลายประเทศที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของภาคการส่งออกไทย
อ่านข่าว:
“ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsxDkYMdJAykHHi6pbIP9

กรุงเทพฯ 29 ก.ย. – “ธรรมนัส” รองนายกรัฐมนตรี เผยเร่งฟื้นภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยซึ่งนักท่องเที่ยวจีนเป็นกังวล มอบ รมว.การท่องเที่ยวฯ ขับเคลื่อนทุกมาตรการ ดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าแผนงานขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้หารือกับนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข 5 ประการ ซึ่งรวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวด้วย
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า ไทยจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 3 ล้านคน ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิดและเกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงปลายปีนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล. 512-สำนักข่าวไทย
ดูข่าวเพิ่มเติม
Top Viewed • อ่านมากสุด
ชลบุรี 28 ก.ย. – หนุ่มซิ่งกระบะพุ่งชนเสาไฟฟ้า บนถนนสายบึง-บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ล้มขวางถนน 12 ต้น ทำให้ไฟฟ้าดับตลอดแนว รวมทั้งต้องปิดการสัญจรตลอดทั้งวัน คาดจะกลับมาเปิดการจราจรตามปกติได้วันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) รถกระบะพุ่งชนเสาไฟฟ้า บนถนนสายบึง-บ่อวิน ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ล้มขวางถนน 12 ต้น เป็นเสาไฟฟ้าแรงสูง 6 ต้น เสาไฟฟ้าสูง 12 เมตร อีก 6 ต้น ระยะทาง 500 เมตร โชคดีนายสิทธิพงษ์ อายุ 41 ปี คนขับ บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทำให้ไฟฟ้าดับตลอดแนว รวมทั้งต้องปิดการสัญจรบนถนนสายบึง-บ่อวิน ตลอดทั้งวัน คาดว่าจะกลับมาเปิดการจราจรตามปกติได้วันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) จากการสอบสวนทราบว่า นายสิทธิพงษ์ เพิ่งเลิกงาน ขับรถกลับบ้านด้วยความเร็ว อาจหลับใน ทำให้รถเปลี่ยนเลนข้ามไปชนกับเสาไฟฟ้าอีกฝั่ง ส่วนความเสียหายยังประเมินค่าไม่ได้.-สำนักข่าวไทย
ราชบุรี 28 ก.ย.- “อนุทิน” ร่วมสวดอภิธรรมศพพ่อ “สส.อัครเดช” โชว์หวานยกความสัมพันธ์จีบเข้าภูมิใจไทย ลั่นได้ส่งจิตขออนุญาตคุณพ่อแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตาีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อค่ำวันที่ 27 ก.ย. ที่จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนกว่า 2,000 ร่วมพิธีโดยเป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ในช่วงท้าย นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ นายอัครเดช มาหลายปีแล้ว นายอัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธา ในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา […]
กรุงเทพฯ 28 ก.ย. – โซเชียลแห่ชื่นชม “สีหศักดิ์” กร้าว เวที UNGA หลัง “อนุทิน” มอบดาบการทูตสู้กัมพูชา ขณะนายกฯ ย้ำยึดสันติในการแก้ปัญหา เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายหลังจากที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือ UNGA สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทำให้กระแสโซเชียลในประเทศไทย พึงพอใจกับการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ การเดินทางไปเวที UNGA ของนายสีหศักดิ์ ครั้งนี้ยึดแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงและการต่างประเทศ ที่นายอนุทิน มอบหมายให้ดำเนินการ โดยใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยอย่างสันติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะในกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะที่นายอนุทิน เชื่อว่า การกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม UNGA ของนายสีหศักดิ์ ทำให้คนไทยมีความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนต่อจุดยืนของรัฐบาล สำหรับนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก คืนความมั่นใจให้ประเทศไทย ตามนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน […]
กทม. 28 ก.ย.- กรมอุตุฯ เตือนทั่วไทยรับมือฝนถล่ม อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง จับตาอิทธิพลพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” คาดเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบน พรุ่งนี้ (29 ก.ย.) กรมอุตุนิยมวิทยาเผยประเทศไทยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น […]
ข่าวแนะนำ
รัฐสภา 29 ก.ย.- “ทวี” ลุกพุ่งเป้า “อนุทิน” เอี่ยวคดี “เขากระโดง-ฮั้วสภาสูง” ทำมีกระมิดกระเมี้ยนเกรงใจ บอกเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านประธาน “มงคล” ด้วย ด้าน สว.-สส.ภท. ประท้วงวุ่น “พิสิษฐ์” ยกหนังสือน้ำเงินโชว์ บอกถ้าไม่มีในหนังสือนี้ ไว้ไปอภิปรายรอบสมัยหน้า ขณะ “นันทนา” ของขึ้น! ยังพูดไม่จบเจอประธานขอให้หยุด ส่วน “อดิศร” เอาบ้าง ระบุเพื่อให้เป็นกลาง ขอให้เปลี่ยนประธานเป็น “วันนอร์” แทน การประชุมรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปราย ว่า ท่านประกาศว่าเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน แต่เท่าที่ดูแล้ว เหมือนจะบริหารประเทศไปอีก 4 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ก็จะมีผลบังคับใช้ ในวงเงินนี้จะมีรายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท […]
29 ก.ย. – น้ำกัดเซาะตลิ่งใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน บ้านทั้งหลังพังลงน้ำ ส่วนที่สระแก้ว น้ำป่าทะลักช่วงกลางดึก พื้นที่บ้านคลองบุหรี่เสียหายกว่า 20 หลัง ผู้ใหญ่บ้านนำรถไถช่วยอพยพชาวบ้านหนีน้ำ สถานการณ์น้ำป่าหลากและไหลเชี่ยวในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กัดเซาะตลิ่งเป็นแนวยาว ส่งผลให้บ้านเรือนติดริมน้ำยวม บ้านห้วยสิงห์ หมู่ 4 ตำบลแม่ยวม ทรุดตัวพังลงน้ำ 1 หลัง เจ้าของบ้านหนีออกมาได้ทัน โดยมีผู้นำท้องที่ เทศบาลตำบลแม่ยวม และชาวบ้านช่วยกันเร่งขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านได้ทัน ขณะที่เส้นทางสู่ชายแดนบ้านเสาหิน ต.เสาหิน มีฝนตกหนัก ส่งผลทำให้น้ำในลำห้วยไหลหลากและมวลน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะน้ำแม่แงะ บริเวณท่าน้ำแม่เจ การสัญจรเส้นทางต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ชาวบ้านต้องใช้เชือกผูกตัวรถ เพื่อช่วยดึงรถขึ้นฝั่ง เนื่องจากน้ำสูงไหลเชี่ยวมาก เกรงพัดรถลอยหาย เร่งช่วยชาวบ้านสระแก้วถูกน้ำซัดปลอดภัย ช่วงกลางดึก เกิดน้ำป่าหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านคลองบุหรี่ ม.6 ต.หนองบอน อ.เมือง จ.สระแก้ว ส่วนพื้นที่ตำบลบ้านแกร้ง เขาสิงโต มีชาวบ้านถูกน้ำป่าซัดหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหา เร่งดึงร่างขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บ้านคลองบุหรี่ […]
กรุงเทพฯ 29 ก.ย. – วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ คาดพรุ่งนี้เริ่มถมดินอุดหลุมยักษ์ได้ ระบุ 6 วันที่ผ่านมามีทิศทางดี คาดก่อนเปิดถนน 9 ต.ค. ใช้รถบรรทุกวิ่งทดสอบ สร้างความมั่นใจก่อนเปิดใช้จริง ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหลุมยุบขนาดใหญ่บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ เริ่มเคลื่อนย้ายท่อเหล็กขนาดใหญ่ เพื่อวันพรุ่งนี้เตรียมจะถมดินลงไปในหลุม บริเวณสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องให้ระดับพื้นดินเท่ากันและมั่นคง ทีมวิศวกรจะใช้รถแม็คโครขนาดเล็กดำเนินการขุดและตรวจสอบใต้ท้องอาคาร พร้อมอาจมีการเสริมโครงสร้างชั่วคราวในช่องว่างใต้ฐานราก เพื่อรักษาเสถียรภาพของอาคารไว้ สำหรับการเปิดพื้นผิวจราจร คาดว่าจะสามารถเปิดพื้นถนนได้ในวันที่ 8 ตุลาคม และเปิดให้รถสัญจรได้ในวันที่ 9 ตุลาคม โดยก่อนเปิดใช้เส้นทางอย่างเป็นทางการ ทางสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมีการทดสอบความแข็งแรงของพื้นผิวถนนก่อนเปิดใช้งาน เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชน โดยเตรียมใช้รถบรรทุกวิ่งผ่าน เพื่อประเมินความแข็งแรง หรือให้เจ้าหน้าที่ทดลองขับรถผ่านก่อน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนตุลาคม หากการซ่อมแซมเป็นไปตามแผนก็มีความเป็นไปได้สูงที่ประชาชนจะสามารถกลับเข้าพักอาศัยในอาคารใกล้เคียงได้อีกครั้ง ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมินสภาพโครงสร้างอย่างละเอียดก่อน. -415-สำนักข่าวไทย
รัฐสภา 29 ก.ย.-“อนุทิน” นำทีม ครม.แถลงนโยบายรัฐบาล 30 นาที ยันมุ่งมั่นบริหารราชการแผ่นดิน ขับเคลื่อนนโยบาย แก้ปัญหาเฉพาะหน้า-วางรากฐานนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า พร้อมชูโครงการ “คนละครึ่ง” ลดรายจ่าย เร่งดับไฟสงครามไทย-กัมพูชา ประกาศชัดล้มกาสิโนถูก กม .ยึดหลักซื่อสัตย์-ผลประโยชน์ประเทศ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประะานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีมครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียง ระบุว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลเข้าบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง […]
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/agriculture-1591966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sEx-5JLwVYYgEsSsxO0XH

🔻นายซัยยิด อับบาส อะร็อกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธและระบุว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาและสามประเทศในยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี) เกี่ยวกับการฟื้นฟูมติเดิมของคณะมนตรีความมั่นคงผ่านกลไก “Snapback” เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่สามารถยอมรับได้
🔸เขาย้ำว่าการกระทำเหล่านี้ไม่มีมูลความจริง และขัดแย้งกับทั้งตัวบทและเจตนารมณ์ของมติที่ 2231 รวมถึงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการทูตพหุภาคี
🔻อะร็อกชีได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดของอิหร่านตามมติ 2231 จะสิ้นสุดลงอย่างถาวรในวันที่ 18 ตุลาคม 2025 และไม่มีประเทศใดมีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงหรือแปลความหมายมตินี้โดยพลการ
🔸รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยังเตือนอีกว่าความพยายามใด ๆ ที่จะฟื้นฟูมติที่หมดอายุไปแล้วถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ บ่อนทำลายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของโลก
🔻ในตอนท้าย อะร็อกชีได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของอิหร่านสำหรับการทูตอย่างสร้างสรรค์ และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ปฏิเสธข้ออ้างที่ผิดกฎหมาย และเคารพหลักพหุภาคีนิยม

ศาสตร์พระราชาตามแนวคิดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่คนไทยคุ้นเคย กำลังกลายกุญแจสำคัญสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก…ทำไมเราถึงสนใจประเด็นนี้
โลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ ตั้งแต่ไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ไปจนถึงพายุที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สมดุลและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ
ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมามีเวทีใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียนและเวทีระดับโลก กล่าวถึงหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในบริบทเรื่อง “ความยั่งยืน” พร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย นั่นคือเวที Sustainability Expo 2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA80) ณ นครนิวยอร์ก

หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน Sustainability Expo 2025 ความว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทาน ถือเป็นหลักคิดสากลที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้แนวทาง SEP สู่ SDGs ผ่าน 3 หลักการสำคัญบนพื้นฐานความรู้และคุณธรรมในการดำเนินชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่

นอกจากนี้ ภายในงาน Sustainability Expo 2025 ยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ Sufficiency Economy Philosophy: A Global Conversation โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและภาคสังคมระดับนานาชาติ ร่วมเผยมุมมองเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ของประเทศไทย ในฐานะแนวทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงแนวคิดของประเทศไทย แต่มันเป็นแนวทางที่โลกต้องการในยุคที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว SEP ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและไม่คาดฝัน”
— ดร.ฮันส์-พอล เบิร์กเนอร์ ประธานระดับโลกของ Boston Consulting Group (BCG) กล่าว
เขายังเสริมอีกว่า SEP ช่วยลดการบริโภคเกินความจำเป็น ลดของเสีย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
George Kipkiris ตัวแทนเยาวชนจาก Enactus Global และ Resolution Project ที่มีเครือข่ายเยาวชนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ได้สะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่สนใจ SEP ว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกระตุ้นให้เราไม่เพียงแค่คิดเรื่องการเติบโต แต่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราพอเพียงแค่ไหน?” การตั้งคำถามนี้ช่วยให้ชุมชนของเรามีความพร้อมและความยืดหยุ่นทางสังคม เพื่อให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
George ยกตัวอย่างโครงการที่เยาวชนในเครือข่ายของเขาได้ทำ เช่น การลดขยะพลาสติกในชุมชนและส่งเสริมเกษตรกรรมอินทรีย์ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับแนวคิด SEP ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ
SDGs หรือ Sustainable Development Goals เป็นกรอบเป้าหมายระดับโลกที่หลายประเทศยึดถือเพื่อขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่การบรรลุ SDGs ยังเป็นเรื่องท้าทายเพราะขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
“SDGs เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่ขาดเครื่องมือที่จับต้องได้ SEP คือ ‘ทางเลือก’ ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ เพราะเป็นกรอบแนวคิดที่ปฏิบัติได้จริง และเน้นที่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง”
— George M. Tsiatis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Resolution Project กล่าว
เขาเสริมว่า SEP ช่วยนำไปสู่ “การพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

สำหรับเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA80) ณ นครนิวยอร์ก ประเทศไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก ได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุว่า “โลกยังต้องการสหประชาชาติ และสหประชาชาติต้องการเรา” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นที่ UN ต้องพัฒนาและปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย และความสำคัญของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นหัวใจของแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของโลกยุคนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.2 องศาเซลเซียสแล้ว ส่งผลให้ประเทศเปราะบางทั่วโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและกำลังพัฒนายังคงลึกขึ้น เมื่อกลุ่มที่มีทรัพยากรมากไม่สามารถช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางได้อย่างเพียงพอ
“ประเทศไทยเลือกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหลักในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความท้าทายด้านความยั่งยืน เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการบรรลุเป้าหมาย SDGs และเป็นแบบอย่างที่เราหวังว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”
— นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวใน UNGA80
การประกาศนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

จากเวทีอาเซียน SX2025 สู่เวทีสมัชชาสหประชาชาติ UNGA80 ชี้ให้เห็นว่า SEP หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นกรอบแนวคิดที่ “สมบูรณ์แบบ” สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างไม่สมดุล
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ตัวแทนเยาวชน และผู้นำระดับประเทศต่างยืนยันว่าการนำ SEP ไปปรับใช้ในบริบทต่างๆ ไม่เพียงแต่ช่วยบรรลุ SDGs เท่านั้น แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติและโลกใบนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-sep-to-sdgs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yVDtx56PEopsEQOsFfR8x

ลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมจับตาความเสี่ยงสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown
▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
▪ ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ
▪ เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่ายังมีกำลังอยู่ ทว่า เงินบาท (รวมถึงเงินดอลลาร์) ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk ขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ อีกทั้ง หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม ควรจับตาการปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่อาจกดดันเงินบาทเพิ่มเติมได้
▪ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.75-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ
▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E4mnSJK4FZs6-h1wyvpT1

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯรายงานเงินเฟ้อ US PCE เดือนสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 2.7%y-y สอดคล้องกับที่ตลาดคาด เช่นเดียวกับ US Core PCE ที่ทรงตัวที่ระดับ +2.9%y-y ตามคาดเช่นกัน
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯในช่วงสั้น ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรง ถือว่าอยู่ในระดับที่ตลาดคาดหวังไว้ เป็นโมเมนตัมที่ดีขึ้นต่อการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในช่วงถัดไป
ล่าสุดเครื่องมือ FED Watch Tool สะท้อนโอกาสการลดดอกเบี้ย US ในช่วงเดือน ต.ค. และ ธ.ค. ที่ระดับ 90% และ 73% ตามลำดับ
ด้านปัจจัยในประเทศ คาดยังคงอยู่ในช่วงการสะสมกำลัง และลุ้นการปรับตัวขึ้นในช่วงถัดไป โดยสำหรับสัปดาห์นี้ แนะเกาะติดการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคาดจะออกมาในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย.นี้
ซึ่งคร่าวๆคาดหวังการกระตุ้นในหลายส่วน ผ่านนโยบายกระตุ้นระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง, การจัดการราคาสินค้าเกษตร, การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์, แก้ไขหนี้ภาคประชาชน, เพิ่มสภาพคล่องแก่ SMEs, ฟื้นความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว และเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า เป็นต้น
โดยคาดหวังมาตรการเหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นในตลาดทุนให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นกลยุทธ์ยังมองเป็นจังหวะทยอยสะสม เน้นหุ้นที่คาดได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐฯ รวมทั้งหุ้นที่คาดหวังการเติบโตของกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง
คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,270 – 1,290 จุด เงินเฟ้อสหรัฐฯยังเป็นไปตามคาด หนุนโอกาส FED ลดดอกเบี้ยสหรัฐฯมากขึ้น ผสานในประเทศ ยังเกาะติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวก กลยุทธ์ยังแนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ที่คาดหวังแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น
วันนี้แนะนำ “BCPG” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก จากการทยอยเริ่ม COD โครงการต่างๆ และคาดจะไม่มีการตั้งด้อยค่าในจำนวนมากอย่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
ผสานรายได้จากการขายไฟในสหรัฐฯจะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป จากการปรับค่าความพร้อมจ่ายที่เร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความต้องการไฟฟ้าที่รองรับ datacenter ที่เพิ่มขึ้น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLxKPDbx–H054QZOjiZb

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.18-32.27 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า เงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม สูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.7% ตามคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ก็ทรงตัวที่ระดับ 2.9% ตามคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม นอกจากนี้ การย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึง ความวุ่นวายของการเมืองสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นความเสี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ
▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following) อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหว ได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งต้องระวังในกรณีที่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับการปรับเพิ่มสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) เพราะอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างกลุ่ม CTA ที่เน้นกลยุทธ์ Trend Following ต้องปิดสถานะ Short USD (Stop Loss) และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้
แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจไม่ได้รุนแรงในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง อีกทั้งบรรดานักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้เทขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง เหมือนในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ผ้เล่นในตลาดบางส่วน อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ โดยทิศทางของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดเป็นสำคัญ
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.75-32.75 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.30 บาท/ดอลลาร์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-bZj-W3zPTjD1mf0XDP99


ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม หากยังสั่นคลอนเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ สัญญาณวิกฤติเริ่มชัดเจนจากการลดลงของอัตราการเกิด ปี 2567 มีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 460,000 คน ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี เทียบกับช่วงปี 2506–2526 ที่เคยมีเด็กเกิดใหม่กว่า 1 ล้านคนต่อปี และสูงสุดถึง 1.2 ล้านคนในปี 2514 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทัศนคติใหม่ของคนรุ่นปัจจุบันที่ชะลอหรือไม่ต้องการมีบุตร เนื่องจากปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูง และการแข่งขันในที่ทำงานเพิ่มขึ้น
“วราวุธ ศิลปะอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า โดยเน้นย้ำว่า วิกฤติประชากร (Demographic Crisis) เป็นปัญหาที่น่ากังวลที่สุดและเร่งด่วนที่สุด วิกฤตินี้ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การที่ประเทศกลายเป็นสังคมสูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างมาก ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และสถานการณ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งเลวร้ายลง
“คาดว่าภายในปี 2576 สัดส่วนนี้จะพุ่งขึ้นเป็น 28% ส่งผลให้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด (Super Age Society) สิ่งที่น่าตกใจคือ ปี 2567 นี้ เป็น ปีแรกที่ประเทศไทยมีสถิติเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 500,000 คน โดยมีจำนวนเพียง 400,000 ปลายๆ เท่านั้น หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะรุนแรงเกินคาด”
นายวราวุธ ชี้ว่า การที่ประชากรลดลงและโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้
1. การขาดแคลนแรงงาน: แรงงานในประเทศจะหายไป
2. ภาระทางสวัสดิการ: กลุ่มคนในวัยทำงานจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและสวัสดิการของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น
3. เศรษฐกิจชะงักงัน: เมื่อประชากรลดลง ทั้งอุปสงค์ และอุปทาน ก็จะลดลงตามไปด้วย ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปได้
4. ความมั่นคงทางการเงินภาครัฐ: เมื่อคนทำงานน้อยลง ภาษีที่รัฐจะจัดเก็บได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
5. ความเปราะบางของสังคม: นำไปสู่การล่มสลายของประชากร (Population Collapse) ครอบครัวจะมีความเปราะบาง ระบบสวัสดิการสังคมจะแบกรับไม่ไหว และอนาคตของทุกคนจะเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง
“แม้ในปัจจุบันเราอาจจะยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบเท่าไหร่ แต่ในอีกไม่นาน ผลกระทบในวงกว้างจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในระดับตลาดแรงงาน ไปจนถึงระดับรายได้ของประเทศ”
เพื่อหาทางรอดจากวิกฤติซ้อนวิกฤตินี้ กระทรวง พม. จัดทำนโยบาย “5×5” ประกอบด้วย 1. เสริมพลังของคนไปทำงาน: สร้างเสริมศักยภาพให้กับกลุ่มวัยทำงาน 2. ดูแลเด็กเล็ก: ทำอย่างไรให้เด็กที่มีน้อยแล้วมีคุณภาพมากขึ้น 3. ดูแลผู้สูงอายุ: ให้ผู้สูงอายุกลับเข้ามามีส่วนร่วมและมีผลิตภาพ (active/productivity) ใหม่ในสังคม 4. เสริมพลังคนพิการ: ให้คนพิการกลับมาเป็นผลิตภาพของสังคม และ 5. สร้างสังคมที่น่าอยู่ (Ecology): เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่นั้นมีครอบครัวและมีบุตร
“นโยบายนี้ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว และได้นำไปนำเสนอต่อที่ประชุม Commission on Population and Development ของ UN เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา”
“อนุกูล ปีดแก้ว” ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” โดยประชากรสูงอายุคิดเป็น 20.69% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ไทยติดอันดับ 17 ของโลกในประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุด
“สถิติปัจจุบันในปี 2567 แสดงให้เห็นว่าประชากรวัยทำงาน 3 คน จำเป็นต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน การคาดการณ์ระยะยาวชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2587 อัตราส่วนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายกว่า กล่าวคือ คนวัยทำงานเพียง 2 คน จะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง”
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนำมาซึ่งปัญหาหลายด้าน ได้แก่ ภาระงบประมาณของรัฐที่เพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ ความท้าทายของสถาบันครอบครัวจากปรากฏการณ์ครอบครัวแหว่งกลางและผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอาชญากรรมค้ามนุษย์ที่หันไปใช้เทคโนโลยีออนไลน์
ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า อัตราส่วนการพึ่งพิงรวมของไทยล่าสุดในปี 2024 อยู่ที่ 43.09% เพิ่มขึ้นจาก 42.47% ในปี 2023 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 58.13% (จากข้อมูลของ 196 ประเทศ) ในเชิงประวัติศาสตร์ ค่าเฉลี่ยของประเทศไทยระหว่างปี 1960–2024 อยู่ที่ 59.69% โดยค่าต่ำสุดที่ 39.49% เกิดขึ้นในปี 2013 ขณะที่ค่าสูงสุดที่ 93.01% ถูกบันทึกไว้ในปี 1966 หากอัตราส่วนการพึ่งพิงสูงขึ้น หมายความว่าประชากรวัยทำงานและเศรษฐกิจโดยรวมต้องเผชิญภาระที่มากขึ้นในการดูแลประชากรวัยพึ่งพิง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1200776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wrkYZj1GESaifid3El3oT

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อย่างไม่เคยมีมาก่อน “ชีวิตที่ยืนยาว” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคมอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)
แนวคิดนี้มีความกว้างและลึกยิ่งกว่า “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” ที่เราเคยคุ้นเคย เพราะไม่ได้มองผู้สูงวัยเป็นเพียงผู้บริโภคในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับ “ชีวิตหลายช่วง” (Multi-Stage Life) ซึ่งการเรียนรู้ทักษะใหม่ การทำงาน และการสร้างคุณค่า สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขยาย “Healthspan” หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีและพร้อมจะสร้างมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจ
เมื่อโลกกำลังตระหนักชัดเจนว่าประชากรสูงวัยไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “พลัง”
ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ตัวเลขในปี 2020 ระบุว่ากลุ่มประชากรนี้สร้างรายได้คิดเป็น 34% ของ GDP โลก หรือราว 45 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภคมากถึงครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก ขณะที่การคาดการณ์ในปี 2050 ระบุว่ามูลค่าดังกล่าวจะพุ่งขึ้นเกือบ 118 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 40% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้สูงวัยคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ซึ่งมีอิทธิพลต่อหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ นันทนาการ การเงิน ที่อยู่อาศัย หรือการขนส่ง
ที่สำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิด “Health is the new luxury” ทำให้การลงทุนในสุขภาพและการใช้ชีวิตที่ดีงามกลายเป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา จากเดิมที่ผู้คนมักแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพงและดูแลสุขภาพเชิงรับ วันนี้กลับหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบริโภคอาหารออร์แกนิก การเข้าฟิตเนส การใช้บริการสปาเชิงสุขภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ หรือการตรวจสอบสุขภาพเชิงลึกผ่านตัวชี้วัดทางชีวภาพ กระแสนี้ยังส่งผลให้ธุรกิจหรูในหลายวงการตั้งแต่แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงโรงแรมและร้านอาหาร เริ่มบูรณาการแนวคิด Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ซึ่งกำลังสร้างตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”
ความคิดของผู้บริโภคยุคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง งานวิจัยจาก McKinsey ชี้ตรงกันว่านิยามของ “ความหรูหรา” ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การครอบครองวัตถุแบรนด์เนมราคาแพงอีกต่อไป แต่ได้ขยายความหมายไปสู่ “สุขภาวะที่ดีและอิสระในการใช้ชีวิต” เทรนด์ “Health is the new luxury” นี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย จากการแสดงออกผ่านวัตถุภายนอกมาสู่การลงทุนเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน
เมื่อย้อนกลับไปมองพฤติกรรมดั้งเดิม เราจะเห็นการแสดงออกที่เน้นการแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรับ (Reactive Healthcare) คือรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงเข้ารับการรักษา
แต่พฤติกรรมใหม่ในยุคนี้กลับมุ่งไปที่การลงทุนเพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) อย่างจริงจัง โดยแสดงออกผ่านการเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก, การเป็นสมาชิกฟิตเนส, การใช้บริการสปาเพื่อสุขภาพ (Wellness Spa), การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ และการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อติดตามและปรับปรุงสุขภาพของตนเอง
การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างกว้างขวาง สังเกตได้จากการปรับตัวของแบรนด์หรู (Luxury Brand) ในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fashion, Beauty, ร้านอาหาร, และโรงแรม ที่ต่างเริ่มพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ด้าน Health & Wellness มากขึ้น ตั้งแต่คอลเลกชันเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไปจนถึงเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และโปรแกรม Retreat เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้ได้นำไปสู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่กลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งน่าจับตามองอย่างยิ่ง
3 เสาหลักแห่งโอกาสในเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)
Longevity Economy ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายซึ่งตอบสนองต่อความต้องการที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงไปจนถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ โดยสามารถแบ่งโอกาสการลงทุนที่สำคัญออกเป็น 3 เสาหลักที่เป็นหัวใจของเมกะเทรนด์นี้ คือ
กลุ่มธุรกิจนี้คือหัวใจของการยืดขยาย “Healthspan” โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมทางเภสัชภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ จากข้อมูลของ Market Research Future ตลาดกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 21,290 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปถึง 63,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 นวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่:
• Senolytics: เทคโนโลยีและยาที่มุ่งเป้าไปที่การกำจัดเซลล์ชรา (Senescent Cells) ซึ่งเป็นต้นตอของความเสื่อมในร่างกาย
• เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine): ศาสตร์การแพทย์ที่เน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพในระดับเซลล์
• AI ทางการแพทย์เชิงป้องกันและเฉพาะบุคคล (Preventive & Personalized Medicine): การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และวางแผนการดูแลเชิงป้องกันได้อย่างแม่นยำสำหรับแต่ละบุคคล
เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ (Wellness) จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โอกาสในกลุ่มนี้มีความหลากหลายและใกล้ตัวผู้บริโภค ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้แก่:
• ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการพำนักระยะยาว (Wellness & Long-stay Tourism): การท่องเที่ยวที่ผสมผสานการพักผ่อนเข้ากับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักได้นานขึ้น
• ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและสุขภาพ: แบรนด์ระดับโลกอย่าง Estee Lauder ได้เปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ “Aging Gracefully” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดูดีอย่างสมวัย ขณะที่ Nestlé ก็ปรับเปลี่ยนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้งานได้สะดวกขึ้น
• สุขภาพจิต (Mental Health): ตลาดนี้มีขนาดใหญ่มาก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีปัญหาด้านนี้ ส่งผลให้ธุรกิจอย่างแอปพลิเคชันนั่งสมาธิ เช่น Calm (แอปพลิเคชันสีฟ้า) สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์
เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ตลาด Age-Tech ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทคโนโลยีอย่าง การแพทย์ทางไกล (Telemedicine), อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) สำหรับติดตามสุขภาพ และ บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ “Retirement Living” หรือโครงการที่พักอาศัยที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ถูกมองว่า เป็นกลุ่มหลักที่สำคัญที่สุดในระยะยาว เมื่อเทียบกับอีกสองเสาหลัก เหตุผลเชิงกลยุทธ์คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านกายภาพและสังคมสำหรับคนวัยเดียวกันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างสูง
จากภาพรวมโอกาสระดับโลก เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่มี ‘แต้มต่อ’ ที่สำคัญในสมรภูมินี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณด้านบริการของคนไทยที่ตอบโจทย์ธุรกิจ Wellness ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่สร้างตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ เครือข่ายโรงพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล วัตถุดิบสมุนไพรและอาหารไทยที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้รวมกันคือระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรม Longevity Economy
สำหรับนักลงทุน โอกาสนี้สามารถแปลงเป็นการลงทุนที่จับต้องได้ ทั้งในตลาดโลกและตลาดหุ้นไทย ระดับโลกมีตัวเลือกกองทุนอย่าง Janus Global Life Sciences Fund หรือกองทุน Healthcare ของจีนที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องตั้งแต่โรงพยาบาลชั้นนำอย่าง BDMS, BH, BCH, PR9 ไปจนถึงธุรกิจอาหารเสริมอย่าง MEGA และ APCO ธุรกิจอาหาร Plant-Based อย่าง NRF รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงวัยอย่าง NOBLE และ ORIGIN การลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนการเติบโตตามเมกะเทรนด์ แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร
ท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นคือโอกาสหรือภาระ?” อาจตอบได้อย่างชัดเจนว่า “คือโอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดคิด
การมีอายุยืนยาวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความท้าทายเชิงสังคม แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ซึ่งกำลังสร้างตลาดมหึมาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังการบริโภคของประชากรกลุ่มนี้ สำหรับประเทศไทย หากสามารถพลิกมุมมองและวางกลยุทธ์ที่สอดรับได้อย่างถูกทาง “ชีวิตที่ยืนยาว” จะไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ แต่จะกลายเป็นโอกาสทองที่ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่งคั่ง และวางรากฐานให้กับอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง:
https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1200503
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/731111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IHYJi2hVN-zjdae38wCxu