Category: เศรษฐกิจ

  • เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง 2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง 2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ว่า การมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 หากสามารถนำไปสู่การได้รัฐบาลที่มีเอกภาพและมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง จะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ในปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเดินบนเส้นทางที่เปราะบาง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานการปรับโครงสร้างประเทศให้สามารถก้าวพ้นข้อจำกัดเดิมที่สะสมมาเป็นเวลานาน 

    ในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปจำเป็นต้องมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น 

    เอกชนหวังได้รัฐบาลมีเอกภาพหลังเลือกตั้ง2569 ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    “รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในต้นปี 2569 ควรเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดต้นทุนในระยะยาว”

    อีกทั้งจำเป็นต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะ SMEs ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การเพิ่มการใช้ Local Content และสินค้า Made in Thailand รวมถึงการใช้มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเครื่องมือสร้างอุปสงค์ในประเทศ 

    นอกจากนี้ รัฐควรสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ

    หากสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างจริงจังต่อเนื่อง และมีเป้าหมายร่วมกันเป็น ONE Thailand เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเปลี่ยนความไม่แน่นอนในปัจจุบันให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และนำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kn1e3edn0Dh5eoezqzW1S

  • เป้าหมาย 1300 จุด แค่เอื้อม? 06/01/69 #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #เศรษฐกิจ #การลงทุน

    เป้าหมาย 1300 จุด แค่เอื้อม? 06/01/69 #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #เศรษฐกิจ #การลงทุน

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/lK9hUigLMt4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FweCAsvCbVVMP3Dku0lHI

  • GDPพุ่งทะยาน! เวียดนามจ่อแซงไทย ขึ้นแท่นเบอร์ 3 อาเซียน

    GDPพุ่งทะยาน! เวียดนามจ่อแซงไทย ขึ้นแท่นเบอร์ 3 อาเซียน

    วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    6 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เวียดนามมีแนวโน้มจะแซงหน้าไทยในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศแบบตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ จากแรงหนุนสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

    เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัวราว 8% และรัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป หากเป็นไปตามแผน Nominal GDP อาจแตะระดับกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2026–2027 ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยงบลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 มีแผนเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกประมาณ 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ รวมถึงโครงการสนามบินแห่งใหม่ใกล้โฮจิมินห์ซิตี้ และโครงการรถไฟในภาคเหนือที่เริ่มก่อสร้างแล้ว

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ล่าช้า โดย OECD คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5%

    นอกจากนี้ ภาคการผลิตไทยยังได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการลดกำลังการผลิตของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ทำให้ไทยมีความเสี่ยงถูกเวียดนามแซงหน้า และอาจเผชิญแรงกดดันจากฟิลิปปินส์ในอนาคต หากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/938992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw182Prv99xtU5_y3INb-zfc

  • รักชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อีก 8 คน

    รักชาติ เปิดตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อีก 8 คน

              นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 เปิดตัว ทีมผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “รักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” ชูจุดเด่นระหว่างประสบการณ์ของแกนนำรุ่นเก๋า กับวิสัยทัศน์และพลังการลงมือทำของคนรุ่นใหม่ ที่เบื่อความขัดแย้ง จำนวน 8 คน ประกอบด้วย

    1.นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรครักชาติ และบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ที่เปิดใจถึงทิศทางของพรรคว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือคนกลางมักจะรู้สึกหวั่นไหวกับสถานการณ์บ้านเมือง แต่ตนมองว่าหากคนกลุ่มนี้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความตรงไปตรงมา ก้าวเข้ามาทำงานการเมือง ประเทศจะเจริญขึ้น พร้อมย้ำว่า เราไม่ควรกลัวความแปดเปื้อน เพราะรักชาติไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการลงมือทำให้เห็น

    2.นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรคและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 3 เผยว่า เข้ามาทำการเมืองเพราะเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการที่สังคมมองเรื่องผิดปกติและการโกงกินให้เป็นเรื่องปกติ พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนมองเห็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข

    3.นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 เน้นย้ำโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างคนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่มากประสบการณ์ โดยผู้ใหญ่จะเป็นผู้ชี้แนะปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน ส่วนคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้เข้าไปแก้ไขและลงมือทำจริง

    4.นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 มุ่งเน้นเรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน โดยเชื่อมั่นในการนำวิสัยทัศน์มาผนวกกับประสบการณ์ของผู้ใหญ่ เพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

    5.นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ตัวแทนผู้ประกอบการรายย่อย สะท้อนปัญหาว่าคนไทยขยันแต่ไม่รวยเพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด จึงอาสาเข้ามาแก้ปัญหาที่กลไกในรัฐสภา

    6.นายรวี เลาหพูนรังษี

    7.นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 เข้าสู่การเมืองเพราะไม่อยากเห็นประเทศย่ำอยู่กับที่ และต้องการส่งต่อสังคมที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกหลาน และ

    8.นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรครักชาติและบัญชีรายชื่อลำดับที่ 9 ตัวแทนภาคธุรกิจที่มองว่าประเทศไทยบอบช้ำมามากพอแล้ว ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปราบปรามคอร์รัปชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Y_M3xKJD2n3nVLal-Jmd

  • แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    Loading…

    แก้หนี้ครัวเรือนต้องทำมากกว่า ยืดเวลา-ผ่อนปรนชั่วคราว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26C7xc_sRuXy1RHiCQ9AYi

  • กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    Finance

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    เปิดรายงาน กนง. ห่วงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำ-ความเปราะบางสูง” จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง วัฏจักรเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ยังตึงตัว

    ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกรายงานการประชุมกนง. ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยรายงานสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจการเงินโลก

    โดย กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2569-2570 จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายมิติ ทำให้ภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้น จากปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    หากมองไประยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่อ่อนแรงลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภค การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ

    หนึ่งในสัญญาณน่าห่วง คือ การชะลอลงของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเริ่มเห็นพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่ายในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง

    โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาอุปสงค์ในประเทศ และจำกัดความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

    ภาคการส่งออกยังเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญ โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ และความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) ที่อาจเพิ่มขึ้น แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวตามอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล แต่ภาพรวมการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันสูง

    หากดูอัตราแลกเปลี่ยนพบว่า เงินบาทแข็งค่า อยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาค ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกผ่านการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทได้เม็ดเงินลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

    ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากขึ้นในธุรกิจที่มีอัตรากำไร (profit margin) น้อย และพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงพึ่งพารายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูง

    อาทิ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งกระทบต่อรายรับของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (short-haul) จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปเงินบาทที่ลดลง

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าที่ 4.1% และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) แข็งค่าที่ 1.1% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)

    ดังนั้น กนง.กังวลว่าการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่ฐานะการเงินยังเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การแข็งค่าของเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่องของ SMEs

    จึงเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
    ในการประชุม กนง.ครั้งนี้ สิ่งที่กนง. แสดงความกังวลต่อเนื่อง

    คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง โดยการขยายตัวยังกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และบางสาขา เช่น ภาคท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่นเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ

    กรรมการบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ในระยะยาว

    โดยแรงงานอาจเคลื่อนย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า หรือเข้าสู่อาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อการบริโภคและปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต

    หากมองภาคการเงิน พบภาวะการเงินยังสะท้อนความเปราะบาง โดยแม้อัตราดอกเบี้ยในระบบปรับลดลงตามนโยบายการเงิน แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงและความระมัดระวังของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะต่อ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ

    ด้านคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียของทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ กนง. กังวลว่าสภาพคล่องของ SMEs จะถูกซ้ำเติมจากทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัดและผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

    หากดูด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน คาดจะอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2568-2570 แม้ฝ่ายเลขานุการประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ กนง. เห็นควรติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะในภาวะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลง และเงินเฟ้อที่ต่ำอาจไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญจริง

    ในการประชุมกนง.ครั้งนี้ ยังมองความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง จะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการเงินโลก

    ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงในบริบทที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีความเปราะบางอยู่แล้ว

    ดังนั้น ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนหนึ่งเตือนว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ และจำกัดขีดความสามารถนโยบายการเงินในการรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต

    สรุปภาพรวมกนง. มองเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เติบโตต่ำ ความเปราะบางสูง ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจภายในและปัจจัยภายนอก แม้นโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ความท้าทายระยะข้างหน้าจะอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1215253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTET0F0iTzHUqQO6R5CS7

  • เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2569 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 2% โดยปัจจัยการเติบโตเป็นผลจากไตรมาสแรกของปีนี้ มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จากการเลือกตั้ง เทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องถึงช่วงสงกรานต์ และเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

    “ยอมรับว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้หลายเรื่องที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ แต่เชื่อว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570 – 2573 นั้น มีเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ว่าเป็นการทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2570 และ 10% ในปี 2567 หรือจะปรับขึ้นครั้งเดียว 3% ต้องรอรัฐบาลใหม่มาพิจารณา และสภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย หากไม่ปรับขึ้นรัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการหารายได้เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่าจีดีพีในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา ที่คาดว่าเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก หลายอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% จากปัญหาสินค้าลักลอบนำเข้าและราคาถูกจากต่างประเทศ

    ขณะที่เอสเอ็มอีเผชิญต้นทุนสูง ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด ภาคส่งออกคาดหดตัว -1.5 ถึง -0.5% จากสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

    ส่วนโครงสร้างส่งออกยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน เพิ่มภาระต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด มูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ใน 9 เดือนแรก โดยเสนอรัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมสู่มูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด

    “ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของเอสเอ็มอี ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    สำหรับภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปีนี้ อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดน 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    สำหรับในปีนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่ผ่านมา ที่มีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท จาก 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ 980,000 ล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    “ผมมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุนการใช้นวัตกรรม (R&D) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาเอสเอ็มอี การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ”

    ที่สำคัญ ประเทศไทยควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในปีนี้ จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1. Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2. Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3. Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2906036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eO00ObWKzM-O8F1H-Pwhv

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69 เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 7:02 น.

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    “เอกนิติ” กางแผนมาตรการเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มั่นใจมาตรการ “Quick Win” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อเนื่อง เผยเปิดลงทะเบียนแก้หนี้ NPL วันนี้ช่วยลูกหนี้รายย่อย และเร่งเครื่องลงทุน BOI หวังดัน GDP ปีนี้โตแตะ 2%

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลัง ที่เป็นมาตรการใหม่ถือว่ามีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีการยุบสภา และอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยในระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีหน้าที่ในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัยมาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัดการลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยมาตรการต่างๆเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

    โดยมาตรการต่างๆที่มีรายละเอียดการดำเนินงานได้แก่

    1.) มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี

    2.) มาตรการแก้หนี้ โดยในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 

    3.) มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้ 

    และ 4.) เร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน

    “ในส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจาภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว 

    เมื่อถามว่าหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสภาพัฒน์และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปีนี้จะต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่าตรงนี้รัฐบาลพยายามทำงานอยู่เพื่อให้มาตรการต่างๆลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุดซึ่งตนเองยังมั่นใจว่าจะโตได้ใกล้เคียงหรือว่าถึงเป้าหมายที่วางไว้ให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2%

    โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เพิ่งปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นโครการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

    โดยโครงการคนละครึ่งพลัสนี้สามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยดัน GDP ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ ก็ตาม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือมีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ที่สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

    โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15-16% เท่านั้นที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยการที่เงินลงไปถึงมือชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเงินออกไปนอกระบบหรือการนำไปชำระหนี้มีน้อย ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c3m7MXnkmkpL6NXtaCMz-

  • “ต๊ะ นารากร” ลุยเชียงใหม่ขอคะแนนเสียง ชาวบ้านขอช่วยแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    “ต๊ะ นารากร” ลุยเชียงใหม่ขอคะแนนเสียง ชาวบ้านขอช่วยแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    “ต๊ะ นารากร” ลุยขอคะแนนเสียงบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านดีใจ “อภิสิทธิ์” กลับมานำทัพพรรคประชาธิปัตย์ ขอช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง

    วันที่ 5 ม.ค. 2569 ประเดิมหาเสียงวันแรก หลังขึ้นปีใหม่ 2569 น.ส.นารากร ติยายน ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 7 เดินตลาดเมืองใหม่ ตลาดค้าส่งของสดแหล่งรวมสินค้าเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ภูเขาสูง ส่งมาตอนเช้ามืด ของ จ.เชียงใหม่ บรรดาพ่อค้าแม่ค้า พูดคุยด้วย ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร

    น.ส.นารากร ยังมีเซอร์ไพรส์ ได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่ไม่ได้เจอกันมา 43 ปี ต่างกอดกันด้วยความคิดถึง นอกจากนี้ ช่วงที่เดินหาเสียง ที่ตลาดเมืองใหม่ ยังมีชาวบ้านเข้ามาทัก บอกว่า ดีใจที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกฯ กลับมานำทัพพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ยังรอพรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนมาลงสมัครเป็นผู้แทนของคนเมืองเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rfENNmGY6GvC883sCaR1O

  • ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    In November 2025, Thailand’s exports valued at $27.4 billion grew 7.1% YoY. Electronics drove growth, while gold exports declined significantly. Imports surged, leading to a trade deficit of $2.7 billion.

    มูลค่าส่งออกสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% YOY โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ดี และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37.9% YOY แม้เผชิญกับกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม สินค้าทองคำเริ่มมีสัญญาณการหดตัวต่อเนื่องที่ -51.2% ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

    มูลค่านำเข้าสินค้าในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 17.6% สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลสูงที่ -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อนาคตการส่งออกไทยในปี 2026 อาจหดตัวได้ โดยมาจากปัจจัยความชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีกทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ.

    Source link

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588/276174-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%259E-%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIDwRn0Sw1VgDV_l0g8h5