Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางในปี 2569 โดยจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ PBOC จะพยายามรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพในระดับที่เหมาะสมและมีความสมดุลตามปัจจัยพื้นฐาน และจะป้องกันไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความเคลื่อนไหวมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม นอกจากนี้ PBOC จะใช้เครื่องมือการให้สินเชื่อต่อ (refinancing tools) อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการอุปโภคบริโภคด้านการบริการและการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อผลักดันให้มีการจัดสรรสินเชื่อในภาคการอุปโภคบริโภคด้านการบริการเพิ่มมากขึ้น

    ส่วนลำดับความสำคัญอื่น ๆ นั้น PBOC ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินในภาคส่วนสำคัญ โดยมีแผนที่จะจัดตั้งกลไกเพื่อจัดสรรสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ในสถานการณ์ที่เจาะจง

    นอกจากนี้ PBOC จะเดินหน้าปฏิรูปทางการเงินและการเปิดกว้างในระดับที่ลึกขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการปฏิรูปธรรมาภิบาลทางการเงินโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทางการเงินและการบริการของธนาคารกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/559035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KeExrCM65hFIF6wCvKPpE

  • “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

    “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

    แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

    อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

    เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

    ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

    มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

    อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

    แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

    หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

    คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

    ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

    ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

    หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

    สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kKq0_upGaETfdtvqeMh-t

  • แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางในปี 2569 โดยจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ PBOC จะพยายามรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพในระดับที่เหมาะสมและมีความสมดุลตามปัจจัยพื้นฐาน และจะป้องกันไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความเคลื่อนไหวมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม นอกจากนี้ PBOC จะใช้เครื่องมือการให้สินเชื่อต่อ (refinancing tools) อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการอุปโภคบริโภคด้านการบริการและการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อผลักดันให้มีการจัดสรรสินเชื่อในภาคการอุปโภคบริโภคด้านการบริการเพิ่มมากขึ้น

    ส่วนลำดับความสำคัญอื่น ๆ นั้น PBOC ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินในภาคส่วนสำคัญ โดยมีแผนที่จะจัดตั้งกลไกเพื่อจัดสรรสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ในสถานการณ์ที่เจาะจง

    นอกจากนี้ PBOC จะเดินหน้าปฏิรูปทางการเงินและการเปิดกว้างในระดับที่ลึกขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการปฏิรูปธรรมาภิบาลทางการเงินโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทางการเงินและการบริการของธนาคารกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC60IQEVFZD3OWV6T8JICM1BN2J6PJO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nlptbOPUoKqkFf7MLFdlu

  • ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’  โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’ โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ธุรกิจ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’ โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    07 ม.ค. 2026 เวลา 5:30 น.

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’  โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ในห้วงเวลาที่หลายคนมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าเป็นเหมือน “เป็ดง่อย” ที่อ่อนแรงและขาดพลังขับเคลื่อน! ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กลับมองว่า ภาพที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดเจนกว่า คือคำว่า “ไม่มีทรง” เหมือนนักฟุตบอลที่ฟอร์มตก ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะร่างกาย ระบบ และสภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้กลับไปเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

    ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพ “ไม่มีทรง” อย่างชัดเจน การเติบโตของจีดีพี (GDP) อยู่ในระดับตํ่า การลงทุนเอกชนชะลอตัว การส่งออกมีแนวโน้มติดลบ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศถูกจำกัดด้วยหนี้ครัวเรือนที่สูงและกำลังซื้อที่อ่อนแรง เศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะ “ไปต่อก็ลำบาก ถอยหลังก็เสี่ยง” ยิ่งไปกว่านั้น โลกกำลังเผชิญ “ความไม่แน่นอน” จากภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยซึ่งเคยได้ประโยชน์จากระบบการค้าเสรีและการย้ายฐานการผลิต กำลังสูญเสียความได้เปรียบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลิตภาพที่ตํ่า และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ไม่ทันสมัยพอ

    “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่ง ก็ไม่ใช่คำตอบเดิมอีกต่อไป นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง หากประเทศไทยยังขายภาพเดิมๆ อาจกลายเป็นตัวเลือกที่ “พอใช้ได้” แต่ไม่ใช่ “ตัวเลือกแรก”

    ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายการคลังแบบเดิมที่เน้นการอัดฉีดระยะสั้น กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อวินัยทางการเงินและความเชื่อมั่นของประเทศ หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ ทั้งเงินฝืด หนี้เสียและความเปราะบางของระบบการเงิน จะยิ่งทวีความรุนแรง และอาจลุกลามไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขยากกว่าเดิมหลายเท่า

    “ถึงเวลา ‘Thailand Do Over’ เพราะโจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คือการออกแบบประเทศใหม่ ให้หลุดพ้นจากโมเดลเดิมที่พึ่งพาการเติบโตแบบใช้แรงงาน ราคาถูก และทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แนวคิด Investment-led Growth Plus จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุน แต่ต้องผสมผสานการดูดซับความสามารถจากต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมในประเทศไปพร้อมกัน”

    โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเร่งเดินหน้าไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่รวมถึงระบบโลจิสติกส์ครบวงจร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงสร้างพลังงานที่ยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือ “การยกระดับทักษะแรงงาน” ให้ทันโลกใหม่ เพราะในยุคที่เงินลงทุนเคลื่อนย้ายได้ง่าย สิ่งที่นักลงทุนมองหามากกว่าแรงจูงใจทางภาษี คือ “คุณภาพของคน” และ “ความคล่องตัวของระบบ”

    ยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่” เพื่อทดแทนความได้เปรียบที่กำลังหายไป เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด เทคโนโลยีขั้นสูง และบริการมูลค่าสูง คือพื้นที่ที่ไทยยังมีโอกาส หากภาครัฐและเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้น บทบาทของไทยในเวทีโลกก็ต้องถูกออกแบบใหม่ภายใต้หลัก “สมดุลอย่างยืดหยุ่น” ไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ เพื่อใช้ความขัดแย้งของโลกเป็นโอกาส มากกว่าปล่อยให้เป็นความเสี่ยง

    ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากรัฐยังทำงานด้วยความเชื่องช้า ระบบราชการที่ซับซ้อน และวัฒนธรรมที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยต้องการรัฐที่เน้น “Speed” คือ ความเร็ว ความโปร่งใส และความสะดวกในการทำธุรกิจ ต้องลดขั้นตอน ลดขนาดองค์กร และจัดการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ยึดหลักนิติธรรม ไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง “เทาไม่ทำ ดำไม่เอา” เพราะการปฏิรูประบบอื่นจะไร้ผล หากฐานรากของรัฐยังไม่แข็งแรง

    นโยบายประชานิยมแบบล้างผลาญอาจสร้างความนิยมระยะสั้น แต่ทิ้งภาระระยะยาวให้ประเทศ โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่รายจ่ายรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องหันมาเน้นวินัยทางการคลัง การบริหารทรัพย์สินรัฐอย่างมืออาชีพ และการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจริง

    “เศรษฐกิจไทยวันนี้อาจ ‘ไม่มีทรง’ แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘หมดทาง’ ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่สุดในการรีเซ็ตประเทศ หากเรากล้าคิดใหม่ กล้าทำจริง และกล้าเปลี่ยนโครงสร้างที่ฉุดรั้งเรามานาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตได้แค่ไหนในปีหน้า แต่คือเราจะออกแบบประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ ตั้งแต่วันนี้” ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1215394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GiBfmYqaS8Fagz_2LkjOh

  • เปิดประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช” จากขุนพลเศรษฐกิจสู่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ประชาธิปัตย์

    เปิดประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช” จากขุนพลเศรษฐกิจสู่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “กรณ์ จาติกวณิช” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในศึกเลือกตั้ง 2569 ชูจุดเด่นความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจระดับสากลของ อดีต รมว.คลัง เจ้าของรางวัลระดับโลก พร้อมกลับมาร่วมทัพกับ “อภิสิทธิ์” ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน

    นายกรณ์ จาติกวณิช หรือที่รู้จักกันว่า “ดอน” เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2507 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เติบโตในครอบครัวข้าราชการระดับสูง โดยเป็นบุตรคนกลางของ นายไกรศรี จาติกวณิช อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และนางรัมภา จาติกวณิช

    ตระกูลจาติกวณิชมีประวัติรับใช้ราชการมายาวนาน อาทิ พระยาอธิกรณ์ประกาศ และพระยาบุรีสรานุชิต ซึ่งทั้งคู่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ด้านชีวิตครอบครัว นายกรณ์สมรสกับ นางวรกร จาติกวณิช และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายกานต์ และนายไกรสิริ จาติกวณิช

    ในด้านการศึกษา กรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    เส้นทางการทำงานของกรณ์ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    อย่างไรก็ตาม กรณ์ ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงต้นปี 2563 หลังจากการเปลี่ยนแปลงทีมบริหารพรรคเพื่อไปจัดตั้ง “พรรคกล้า” และต่อมาได้ควบรวมกับพรรคชาติพัฒนาเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” จนกระทั่งในปี 2568 กรณ์ ได้ตัดสินใจกลับเข้าสู่บ้านเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    ปัจจุบัน นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค โดยเขาได้รับการเปิดตัวเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยมุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาความยากจนภายใต้แนวคิด “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” สะท้อนถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผ่านมาหลายทศวรรษ

    อ่านข่าวอื่น :

    รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    “ทรัมป์” เดินหน้าขู่ใช้กำลังยึดหลายชาติหลังปราบ “มาดูโร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LK032gYjd_uPyuR2RKyXz

  • ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น

    ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น

    ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน” และเสาหลักแห่งความมั่งคั่งที่ยั่งยืน


    7/01/2569 | 44 |

    ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Resilience & Growth” ที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพควบคู่ไปกับการเปิดรับโอกาสใหม่ในระดับสากล จนได้รับการยอมรับให้เป็น “หัวใจทางเศรษฐกิจของอาเซียน” (The Strategic Gateway of ASEAN)

    1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: ยุคทองของ EV และ AI

    ในปี 2569 ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดัน นโยบาย 30@30 (ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ในปี 2030) โดยปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุม

    นอกจากนี้ การประกาศใช้ Cloud First Policy ยังส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเลือกไทยเป็นฐานตั้ง Data Center และ Cloud Region ขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับการนำ AI มาใช้ยกระดับภาคการผลิตและภาคบริการไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก

    2. ป้อมปราการทางการเงิน: เสถียรภาพที่โลกยอมรับ

    ความโดดเด่นของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ “ความแกร่งของพื้นฐานทางการเงิน” แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ผันผวน แต่ประเทศไทยยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคง:

    • วินัยทางการคลัง: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุม ทำให้สถาบันการเงินระดับโลกยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยไว้ในระดับที่น่าเชื่อถือ

    • ค่าเงินบาทที่มีประสิทธิภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้เครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัยในการดูแลค่าเงินบาทให้มีความยืดหยุ่นและสมดุล ส่งผลให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

    3. โครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส: ประตูเชื่อมสองมหาสมุทร

    กุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ “โลกขาดไม่ได้” คือความคืบหน้าของโครงการ Land Bridge และ EEC เฟสใหม่ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกอย่างไร้รอยต่อ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างถนนหรือท่าเรือ แต่คือการสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจ” ที่ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

    4. เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตที่ทั่วถึง (Inclusive & Green Growth)

    ก้าวสำคัญในปี 2569 คือการผนวก BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เข้ากับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ รัฐบาลส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน สอดรับกับมาตรการทางการค้าสากล (เช่น CBAM) ทำให้สินค้าไทยมีแต้มต่อในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเติบโตนี้ยังกระจายไปยังเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการเกษตรมูลค่าสูง

    บทสรุป: มุ่งสู่อนาคตด้วยความมั่นคง

    บทพิสูจน์ความสำเร็จในเดือนมกราคม 2569 นี้ คือการที่ประเทศไทยสามารถยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน เราไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตของ GDP แต่เรามีความแข็งแกร่งทางเสถียรภาพ ความพร้อมทางการแข่งขัน และความยั่งยืนที่พร้อมจะขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

    ข้อมูลอ้างอิงประกอบบทความ:

    • รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    • สถิติการส่งเสริมการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    • รายงานนโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    • แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/462732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bo31b7k9MJOIQy9vwBdIn

  • ‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

    ‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

    Finance

    07 ม.ค. 2026 เวลา 6:00 น.

    “3 แบงก์ใหญ่” ชี้ธุรกิจธนาคารปี 69 ไม่ง่าย “ชาติศิริ” ชี้ภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ ย้ำธนาคารต้องกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้-ดูแลลูกค้าคุมต้นทุนรอบคอบ “กฤษณ์” ชี้เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน หวังเห็นการเติบโต แต่ต้องมาพร้อมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง “ผยง” เร่งแบงก์ดูแลคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่การรับมือความเสี่ยงใหม่จากภัยพิบัติมากขึ้น

    ท่ามกลาง “เศรษฐกิจไทย” ที่ขยายตัวอย่าง “จำกัด” ธนาคารพาณิชย์ไทย (แบงก์) กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ต่อเนื่องในปี 2569 โดยหลายธนาคารยังหวังเห็นการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีต่อเนื่อง

    ภายใต้ “เศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ” ดังนั้น โจทย์ใหญ่ปี 2569 ที่ยังต้องทำต่อเนื่องคือการดูแลลูกค้าและคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า โจทย์ท้าทายปี 2569 มีหลายปัจจัยที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และต่อธุรกิจแบงก์โดยรวมให้มีความท้าทายมากขึ้น

    โดยมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงประมาณ 2% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงนักทำให้การขยายตัวของธุรกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้านไม่สามารถขยับได้มาก ธนาคารและภาคธุรกิจจึงต้องหาวิธีสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้การค้าขายและการลงทุนสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    ดังนั้นภายใต้บริบทนี้ บทบาทของธนาคารคือการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและเปิดโอกาสใหม่ๆให้ลูกค้าสามารถเพิ่มธุรกรรมทางธุรกิจของตนเองได้

    โดยมองว่าภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตในระดับจำกัด ธนาคารต้องอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าให้สามารถค้าขายสินค้า ลงทุน หรือเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละรายมากขึ้น

    สำหรับความท้าทายของธุรกิจธนาคารในปีหน้าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้ การลดความเสี่ยง และการควบคุมต้นทุน เป็นแนวทางที่ธนาคารให้ความสำคัญเช่นกัน แต่การเติบโตยังสามารถทำได้ หากมีโอกาสที่เหมาะสม ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

    สำหรับภาพรวมสินเชื่อในปีหน้าธนาคารยังคงพยายามผลักดันการเติบโตและยังมีโครงการสินเชื่อในระดับหนึ่ง ที่ยังเติบโตได้จากลูกค้าหลากหลายกลุ่มทั้งลูกค้ารายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย เพียงแต่อัตราการเติบโตของแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกันไป

    ในมุมของความเสี่ยงสิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อกิจการของลูกค้าดำเนินไปได้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเดินหน้า

    ในประเด็นคุณภาพหนี้และหนี้เสียธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ธนาคารดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะใช้แนวทางเดียวกันต่อไป โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการคัดกรองลูกค้าแต่อย่างใด

    ซึ่งมองว่าหลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ และระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับได้

    สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธนาคารจึงต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งช่วยให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ และแนวคิดด้านความยั่งยืน เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนไป และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้

    ส่วนของแผนธุรกิจปีหน้ายังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายละเอียด โดยยังไม่สามารถสรุปตัวเลขเป้าหมายได้ในขณะนี้ แต่การดำเนินงานจะเป็นไปตามแนวทางและเป้าหมายที่วางไว้

    ด้านธุรกิจต่างประเทศ พอร์ตต่างประเทศยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อธนาคาร รายได้จากต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนใกล้เคียงเดิม และการขยายตัวจะเป็นการต่อยอดจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

    สำหรับความเสี่ยงหนึ่งที่ธนาคารพิจารณามากขึ้น คือจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ที่ธนาคารมองความเสี่ยงจาก climate change และอุทกภัย

    ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความระมัดระวังและดูแลอย่างรอบคอบ ซึ่งในส่วนของธนาคารได้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสภาพตลาด และมีการดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ต่างๆอย่างเหมาะสม

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่าปีหน้าจะเป็นปีที่มี “ความท้าทายค่อนข้างมาก”

    ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันอยู่แล้ว โดยความท้าทายดังกล่าวไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งจากต่างประเทศ จากภายในประเทศ รวมถึงจากโครงสร้างเชิงระบบของภาครัฐและระบบราชการด้วย

    ในมิติของต่างประเทศยังมองว่าโลกยังไม่ได้หลุดพ้นจากความไม่แน่นอน เรื่องสงครามการค้าและการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นประเด็นที่ยังไม่แน่นอนขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังคงมีอยู่และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด

    นอกจากนี้โลกกำลังหมุนเข้าสู่ทิศทางของการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และรูปแบบการแข่งขัน ดังนั้นประเทศไทยเองอาจจะยังปรับตัวได้ช้ากว่าโลกในหลายเรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้ความท้าทายจากภายนอกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น

    หากหันกลับมามองบริบทภายในประเทศเรายังอยู่ภายใต้ “หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง”และยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศยังมีความเปราะบาง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

    ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายก็ตาม

    ในอีกมิติ คือสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากสามารถเร่งให้การเลือกตั้งกลับมาได้ก็อาจช่วยให้เกิดนโยบายใหม่ๆที่เข้ามาช่วยผ่อนคลายหรือพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง

    ด้านบทบาทของแบงก์ภายใต้ความท้าทายรอบด้านบทบาทของธนาคาร ต้องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นธนาคารอย่างแท้จริงคือทั้งอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงสินเชื่อ และให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนควบคู่กันไป

    หากวิกฤตหนี้ขยายตัวและปัญหาสะสมมากขึ้น สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือใช้ให้น้อยลง วางแผนการเงินให้มากขึ้นและธนาคารเองก็ต้องมีบทบาทในการชวนประชาชนเข้ามาวางแผนการเงินอย่างจริงจังมากกว่าเดิม”

    สำหรับการเติบโตของธนาคารปีหน้า ภายใต้การคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้ายังคงตั้งเป้าเห็นการเติบโตของสินเชื่อยังคงเป็นบวก

    แต่การเติบโตดังกล่าวจะเป็นการเติบโตแบบเลือกโดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจและลูกค้าที่ธนาคารเชื่อว่ายังสามารถไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ธนาคารมีความเข้าใจเป็นอย่างดี หรือธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้บางธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ แต่หากเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ มีวินัยทางการเงิน และมีความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารก็ยังพร้อมสนับสนุน

    “ปีหน้าจะเป็นปีที่ไทยพาณิชย์ยังเดินหน้าเติบโตในทุกมิติ แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มที่มีโจทย์อนาคตชัดเจน หรือเป็นผู้ผลิตต้นทุนต่ำ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และมีวินัยทางการเงินที่ดี สินเชื่อที่คาดหวังว่าจะโตต่อคือสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราเป็นผู้นำตลาด และสินเชื่อยานยนต์ที่เริ่มตกตะกอนมากขึ้น”

    ดังนั้นเป้าหมายการเติบโตปีหน้าสิ่งที่สำคัญ คือไม่ใช่เน้นที่การเติบโตโดดเด่นในปีหน้า แต่ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม”โดยดูแลลูกค้าที่มีความเข้มแข็งต่อไป

    สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้า ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการเติบโตกับคุณภาพสินทรัพย์แต่ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน เป็น Dual Mandate ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้คือโจทย์ที่ยาก แต่ธนาคารพยายามปรับโครงสร้างภายในให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และการเชื่อมโยงหน่วยงานภายในให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าไม่ให้ระดับ NPL สูงไปกว่าปัจจุบัน”

    • ปีแห่งการท้าทายของสถาบันการเงิน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า สำหรับมุมมองเศรษฐกิจปีหน้าในมุมของอุตสาหกรรมธนาคาร หลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เหนื่อยสำหรับผู้ประกอบการ โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินกันอยู่ที่ราวประมาณ 1.5-1.8%

    ในมุมของสถาบันการเงินก็ยอมรับว่ามีความท้าทายเพิ่มขึ้น ดังนั้นธนาคารเองต้องกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือลูกค้าและการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ยังต้องเดินควบคู่กัน การจะเน้นด้านใดด้านหนึ่งขึ้นอยู่กับพลวัตของเศรษฐกิจ เพราะธนาคารไม่สามารถดำเนินนโยบายสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริงได้ แม้ทุกฝ่ายอยากเห็นการเติบโตแต่การเติบโตต้องมีองค์ประกอบรองรับไม่ใช่เพียงการอัดเงินเข้าไปในระบบ

    ประเด็นที่น่ากังวลต่อเนื่องคือสภาพคล่องในระบบและระดับหนี้สาธารณะ ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

    และอีกประเด็นสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญมากขึ้นคือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นภาวะปกติใหม่ หรือnew norm จากความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้มาตรฐานการประเมินความเสี่ยงในแต่ละปีต้องเปลี่ยนไป

    แต่คำถามสำคัญคือโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ ในการรองรับการดูแลกลุ่มเปราะบางเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ การมีประกันที่ครอบคลุม หรือการมีทรัพยากรส่วนกลางจากภาษีประชาชนเพื่อเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเร่งหารือเพื่อยกระดับระบบให้รองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ

    สำหรับภาคธนาคารเอง ภัยพิบัติก็เป็นความท้าทายใหม่เช่นกันเพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ ธนาคารย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1215441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03rZhQq575BQnLv2hl3Lni

  • ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลเศรษฐกิจหนุนตลาด : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลเศรษฐกิจหนุนตลาด : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันอังคาร (6 ม.ค.) หลังดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและสเปนทำสถิติสูงสุดตลอดกาล โดยข้อมูลเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ออกมาในเชิงบวกช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุนจากความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

    • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 605.28 จุด เพิ่มขึ้น 3.52 จุด หรือ +0.58%
    • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,237.43 จุด เพิ่มขึ้น 25.93 จุด หรือ +0.32%
    • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,892.20 จุด เพิ่มขึ้น 23.51 จุด หรือ +0.09% และ
    • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,122.73 จุด เพิ่มขึ้น 118.16 จุด หรือ +1.18%

    ดัชนี STOXX 600 ปิดปีที่ผ่านมาโดยปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 จากแรงหนุนของอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลงและการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น แม้นักวิเคราะห์คาดว่าผลตอบแทนในปีนี้จะชะลอลง แต่ยังมองว่าตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

    ในวันอังคาร โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 โดยดัชนีปิดบวกต่อเนื่องหลังจากทะลุระดับ 600 จุดเป็นครั้งแรก

    นักเศรษฐศาสตร์ของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า นักลงทุนเริ่มชินกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังมีความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวัง และยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่

    เงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยูโรโซนในเดือนที่ผ่านมา ชะลอตัวลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ แม้การเติบโตยังทรงตัว ซึ่งตอกย้ำมุมมองว่าแรงกดดันด้านราคาลดลงแล้ว และเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเกินคาด

    ในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค เงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 2.0% จาก 2.6% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.2% ส่วนฝรั่งเศส เงินเฟ้อลดลงสู่ 0.7% จาก 0.8% ขณะที่เงินเฟ้อสเปนลดลงสู่ 3.0% จาก 3.2%

    ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ พุ่งขึ้น 3% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ปีที่แล้ว โดยหุ้น Novo Nordisk ผู้ผลิตยารักษาโรคอ้วนจากเดนมาร์ก พุ่งขึ้น 5%

    บริษัทได้เปิดตัวยา Wegovy ในรูปแบบเม็ดในสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้การแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Eli Lilly ทวีความรุนแรงขึ้น

    หุ้น AstraZeneca พุ่งขึ้น 4.9% และหุ้น Novartis พุ่งขึ้น 2.8%

    หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2% และเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565

    สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น InPost พุ่งขึ้นเกือบ 30% หลังบริษัทผู้ให้บริการตู้รับส่งพัสดุระบุว่า ได้รับข้อเสนอเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท

    ขณะที่หุ้น Adidas ร่วงลง 3.6% หลัง Bank of America ปรับลดคำแนะนำลงทุนสองระดับเป็น underperform จาก buy เนื่องจากคาดว่ายอดขายจะชะลอการขยายตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C6YPn2UPo0ieIyuoVJI1f

  • มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

    มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

     เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังอยู่บนความท้าทายรอบด้าน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคเอกชนยังคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่แย่ไปกว่าปีที่ผ่านมาโดยการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นมากที่สุดคือ เศรษฐกิจต้องไม่แย่ไปกว่าปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจีดีพีปี 2568 จะเติบโตได้ราว 2.0% ดังนั้น ปี 2569 อย่างน้อยต้องรักษาระดับการขยายตัวไว้ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และหากมีมาตรการกระตุ้นที่เหมาะสม ก็มีโอกาสเห็นภาพที่ดีขึ้น

    ทั้งนี้แม้ในปี 2568 ตัวเลขการส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่โครงสร้างการส่งออกยังไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจนัก เนื่องจากการขยายตัวส่วนใหญ่มาจากสินค้าที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากนัก เช่น ทองคำ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับขึ้นตามราคาในตลาดโลก มากกว่าการเติบโตจากอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตและนวัตกรรมในประเทศอย่างแท้จริง

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

    สำหรับปี 2569 ความหวังสำคัญอยู่ที่การขยายตลาดใหม่ ซึ่งภาคเอกชนเริ่มเดินหน้าหาตลาดใหม่มาตั้งแต่กลางปี 2568 แล้ว โดยการเปิดตลาดไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะสั้น ต้องอาศัยการพบปะเจรจาและสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าเป็นเวลานาน คาดว่าตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเดินสายการผลิตแล้ว จะเป็นอีกแรงหนุนให้การส่งออกของไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์และกติกาการค้าใหม่ ๆ ทั้งเรื่องสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและเงื่อนไขด้านภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางการส่งออกในอนาคต ภาพรวมจึงยังต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจ

    มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

    ในด้านการท่องเที่ยว นายวิศิษฐ์เชื่อว่าปี 2569 จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ตลาดอินเดียและรัสเซียยังเป็นแรงส่งสำคัญ อย่างไรก็ดี บางพื้นที่ในภาคใต้ยังต้องเร่งฟื้นฟู และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เนื่องจากยังมีข่าวหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในโซเชียลมีเดีย ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ยังคงเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน ส่วนปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงสำคัญคือภาวะการเงินที่ตึงตัว หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางจากภัยพิบัติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

    นายวิศิษฐ์เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมี Action Plan ที่ชัดเจน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลต้นทุนการผลิต การยกระดับเทคโนโลยี ลดความผันผวนด้านโลจิสติกส์ และบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่แกว่งตัวแรง ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกยังมีอยู่ ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่เริ่มนิ่งหรือเข้าสู่ขาลง โอกาสจากตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และการต่อยอดจุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารและสุขภาพ

    ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 2-2.2% ยังถือว่าไม่เพียงพอกับการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการที่ทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ปี 2569 จะเป็นปีที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนขึ้น และเป็นปีที่ต้องอาศัยความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงของภาคธุรกิจไทยในการฝ่าความท้าทายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F4CqN7wt8Qvj8WA3Q7WGB

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฟิลิปปินส์แย้มลดดอกเบี้ยนัดสุดท้ายก.พ.นี้ หลังเงินเฟ้อขยับขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฟิลิปปินส์แย้มลดดอกเบี้ยนัดสุดท้ายก.พ.นี้ หลังเงินเฟ้อขยับขึ้น : อินโฟเควสท์

    เอลี เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) เปิดเผยในวันนี้ (6 ม.ค.) ว่า BSP เตรียมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนก.พ. เพื่อปิดฉากวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงเกินคาด โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ “ใกล้เคียงเป้าหมาย” ที่ธนาคารกลางต้องการแล้ว

    ขณะเดียวกัน แถลงการณ์แยกของ BSP ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินมองว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุด และการปรับลดหลังจากนี้จะเป็นไปอย่างจำกัด โดยจะพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

    ท่าทีล่าสุดของ BSP มีขึ้นหลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธ.ค. ของฟิลิปปินส์เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 1.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.4% โดยมีสาเหตุหลักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหาร จนผลักดันให้ราคาผักและปลาปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เรโมโลนาคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 แต่จะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2-4% พร้อมเชื่อมั่นว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะทยอยฟื้นตัวจากการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาและการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐ

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ BSP ประมาณการว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 จะขยายตัว 4.6% และเร่งตัวขึ้นเป็น 5.4% ในปี 2569 ทั้งนี้ หาก GDP ปีนี้เติบโตต่ำกว่าระดับ 5% อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากกว่าระดับ 0.25% ที่ตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XiO9eso2yhuImZh8l34Hv