Category: เศรษฐกิจ

  • เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก

    เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Al Arabi ของกาตาร์: กลไก “Snapback” เป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาติตะวันตก
    🔹 ข้อตกลงไคโรเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหน้าไหว้หลังหลอกของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในประเด็นนิวเคลียร์
    🔹 ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมุสลิมอื่น ๆ เราจะสามารถทำลายแผนการร้ายของผู้ไม่หวังดีได้
    🔹 ประธานาธิบดีระบุว่า กลไก “Snapback” เป็นความพยายามของประเทศตะวันตกในการหาข้ออ้างให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า ข้อตกลงไคโรได้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความจริงใจของอิหร่าน และความหลอกลวงของสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ ท่านยังเน้นย้ำว่า: ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือ ความสามัคคีภายในประเทศ และการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

  • ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 29-30 ก.ย.2568 โดยนายอนุทิน แถลงถึงการทำงานของรัฐบาลที่มีเวลาจำกัดและไม่ได้จัดทำงบประมาณปี 2569 รวมถึงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศ ประกอบด้วย

    1.ด้านเศรษฐกิจ โดยจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสารและค่าผ่านทาง รวมถึงแก้หนี้ภาคประชาชนรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนผ่านสลากเพื่อการออม รวมถึงจะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และเร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า

    2.ด้านความมั่นคง โดยเร่งแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาด้วยแนวทางสันติวิธีและรักษาอธิปไตยและเขตแดน รวมถึงทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการยกเลิก MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา และเร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ

    3.ด้านสังคมรัฐบาล จะไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน โดยจะแก้ไข พ.ร.บ.การพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขจัดการทุจริตประพฤติมมิชอบ

    4.ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    5.ด้านการปฏิรูปกฎหมายการบริหาภาครัฐ โดยร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เร่งปฏิรูปและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาะไม่จำเป็นให้ประชาชน

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบายเสร็จในวันที่ 30 ก.ย.2568 เวลา 18.00 น.โดยถือเป็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่อนุมัติงบประมาณและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ 

    สำหรับวาระ ครม.จะพิจารณาการบริหารจัดการงบประมาณที่เหลือในงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2568 ประมาณ 62,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.นัดพิเศษ จะเตรียมความพร้อมงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 2 ส่วน คือ

    1.นโยบายคนละครึ่งพลัส จะจัดสรรงบส่วนแรก 22,000 ล้านบาท เพื่อโอนเงินเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับโครงการคนละครึ่งให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    2.ชำระหนี้รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 35,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จากโครงการในอดีต เช่น จำนำข้าวและชดเชยมันสำปะหลัง รวมทั้งใช้หนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่น 

    ทั้งนี้ การชำระหนี้ดังกล่าวเพื่อลดภาระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 30% เพื่อเพิ่มช่องว่างทำโครงการใหม่ในปี 2569 ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลพักชำระหนี้ให้ประชาชนตามนโยบายที่กำหนด

    นอกจากนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมนโยบายแก้หนี้รายย่อย โดยมุ่งเป้าผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ์ 

    สำหรับรูปแบบจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งผู้ร่วมโครงการจะครอบคลุมผู้เป็นหนี้ธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยจะพักชำระหนี้และรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ รวมทั้งจะมีแนวทางการแก้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มเติม

    ’อนุทิน‘ อัด 6 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ ชง ‘ครม.’ เคาะโอนงบฯ ทำคนละครึ่ง-พักหนี้

    เปิดที่มาวงเงินคนละครึ่ง 6 หมื่นล้าน

    นายภารดร กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะใช้งบประมาณรวม 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1.กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนเพิ่ม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือน ในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ที่จะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ

    2.กลุ่มผู้อยู่ในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับสิทธิเพิ่มจากเดิม 50:50 เป็น 60:40 โดยจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท โดยเป็นกลุ่มได้วงเงินใช้จ่ายสูงสุดเพื่อเป็นแรงจูงใจ

    3.กลุ่มผู้อยู่นอกระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 9 ล้านคน ได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท 

    สำหรับงบประมาณที่ใช้ของกลุ่มที่ 2-3 รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และจะใช้เงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2569

    ทั้งนี้รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ต้นเดือน ต.ค.แต่ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ขณะที่ผู้ที่อยู่ในเฟสก่อนหน้าหรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่ โดยเริ่มใช้เงินได้ปลายเดือน ต.ค.นี้ ใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม

    หวั่นเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ,ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ล่าสุด EIC ยังประเมินภาพเศรษฐกิจไทยที่คงเดิม 1.8% และปีหน้าที่ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำหากเทียบอดีต โดยเฉพาะครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 1% และไตรมาส 3 มีโอกาสจะติดลบหากเทียบไตรมาสก่อนหน้า 

    ดังนั้นมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) จากแรงส่งของการส่งออกหายไป ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงชัดเจนตั้งแต่ครึ่งปีหลังถึงปี 2569

    “เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าถือว่าต่ำค่อนข้างมากหากเปรียบเทียบอดีตที่เคยโต 3% หรือ 2% ปลายๆ แต่ช่วง 4-5 ปีหลังโควิดนี้ การเติบโตเฉลี่ย 2.0-2.1% สถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็น new reality และกำลังเข้าสู่ another reality ที่การเติบโตอาจไม่ถึง 2% ทั้งสองปีต่อเนื่อง”

    ห่วงบาทแข็งฉุดไทยเสียเปรียบภูมิภาค

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วง คือ สถานการณ์เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น โดยเดือน ก.ย.เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี หรือเกือบ 8% และเทียบคู่ค้าคู่แข่ง หรือ ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) พบว่าดัชนีค่าเงินบาทแข็งขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับแข็งค่าใกล้เคียงปี 1997 ทำให้แต้มต่อค่าเงินบาทที่เคยอ่อนมาตั้งแต่ปี 1997 หายไปแล้ว

    ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากหากเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค เช่น เวียดนามเงินอ่อนค่าลง 3% ทำให้ปัจจุบันไทยเสียเปรียบคู่แข่ง 10-11%

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยว เงินบาทที่แข็งค่ายังกระทบต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ และปัจจุบันเริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มติดลบ หรือ bottom out แล้ว

    “วันนี้ที่น่าห่วงคือ การแข็งค่าของเงินบาท ที่เร่งตัวมากขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เงินบาทต้องอ่อนค่า แต่ตอนนี้ตรงกันข้ามเศรษฐกิจไม่ดี เงินยิ่งแข็งค่า ส่งออกก็แย่ ท่องเที่ยวก็ลำบาก สิ่งเหล่านี้ท้ายที่สุดอาจทำให้เราเผชิญกับช็อค หรือ Shock amplifier ที่รุนแรงมากขึ้น”

    นอกจากนี้ หากแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลให้เห็นผ่านทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุทั้งการเข้าไปดูแลเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อชะลอการแข็งค่า และมาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองเพิ่มขึ้น 

    สำหรับสิ่งที่น่าห่วง คือ ไทยอาจถูกจับตาจากสหรัฐเกี่ยวกับ FX Manipulation หากดูจาก 3 เงื่อนไขวันนี้ไทยเข้าแล้ว 2 เงื่อนไข คือ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% และเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์ และตัวที่ 3 ที่ต้องจับตา คือ การเข้าซื้อ Reserve ในทิศทางเดียวเกิน 2% ของจีดีพี ดังนั้นต้องติดตามใกล้ชิด

    หวั่นไทยติดกับดักเงินฝืดจาก “หนี้”

    นอกจากนี้ปัจจัยที่น่าห่วงถัดมาคือ เงินเฟ้อที่ติดลบ และต่ำต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน ทั้งปีคาดการณ์อยู่ที่ 0.1% ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายแบงก์ชาติ 1-3% ซึ่งน่าห่วงเพราะหากเงินเฟ้อต่ำเกินไปหรือติดลบไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่เอื้อลงทุนและการจ้างงาน 

    รวมทั้งหากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องจะนำไปสู่วงจรที่ไม่ดี เช่น ค่าจ้างไม่ขึ้น การจ้างงานน้อย สะท้อนธุรกิจกำไรลดลง สุดท้ายเราอาจเข้าสู่ Debt Deflation ภาวะเงินฝืดที่มาจากหนี้ได้ ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลง ธุรกิจกำไรน้อยลง ที่ถือเป็นวงจรที่ต้องระวัง

    อีกปัจจัยที่เครดิตเรตติ้งห่วงคือ ข้อจำกัดทางการคลังและหนี้สาธารณะ ปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 70% แต่ EIC มองว่า ภายในปี 2570 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเกินระดับ 70% ได้ หากไม่เร่งไม่ปฏิรูปรายจ่าย โดยลดประชานิยม ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้จ่ายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้นฯลฯ

    “แม้รัฐบาลเข้ามาเพียง 4 เดือน แต่ควรเริ่มพูดถึงการปฏิรูปภาคการคลัง ควรพูดต่อสาธารณชนและเครดิตเรตติ้งมากขึ้นว่าหนี้สาธารณะทะลุ 70% แน่ๆ แต่จะเป็นการทะลุชั่วคราว และสุดท้ายเส้นหนี้จะ Stabilize ลงมาได้ เพราะสิ่งที่เครดิตเรตติ้ง ต้องการ คือ แผนที่ชัดเจนที่ไทยยังไม่มีการสื่อสาร สุดท้ายหากไทยถูกดาวน์เกรดประเทศจริงผลที่ตามมา คือ ต้นทุนการเงินสูงขึ้น 20-40 Basic Point โดยเฉพาะภาคเอกชนรายใหญ่ที่กู้ต่างประเทศ”

    เอสเอ็มอีเปราะบาง-รายใหญ่เริ่มน่าห่วง

    สำหรับปัจจัยที่น่าห่วงยังมาจากเศรษฐกิจในประเทศและหนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันการฟื้นตัวยังคงเป็น K-Shape ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา สะท้อนรายได้หรือกำไรของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่าก่อนโควิด

    อีกทั้งปัจจุบันยังพบว่า สัดส่วนของ Zombie Firms คือธุรกิจที่กำไรไม่เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงต่อเนื่อง หากเทียบกับก่อนโควิด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยจึงค่อนข้างตามหลังมาก เพราะวันนี้ปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจขนาดเล็กอีกต่อไป

    ส่วนภาคแรงงาน อัตราการว่างงานเริ่มขยับสูงขึ้น แม้ตัวเลขรวมอาจจะยังอยู่ใกล้ 1% แต่หากดูอัตราการว่างงานของกลุ่มประกันสังคมจะเริ่มสูงกว่า 2% แล้ว และมีแนวโน้มสูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือ อัตราการว่างงานเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ตัวเลขขึ้นไปสูงถึงเกือบ 17-18% หากคนรุ่นใหม่ไม่มีงานทำอาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะและประสบการณ์ และอาจทำให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ Informal Economy มากขึ้น 

    สำหรับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอ มองว่าอาจเป็นปัจจัยเอื้อให้เห็น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ 1 ครั้งปีนี้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ 0.25% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tqlAlHQffKzNXe4kDtXQS

  • กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2568 ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    29 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยกรมฯ จัดการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ได้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติบัตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 เพื่อยกย่องเกียรติคุณ กระตุ้นให้วิสาหกิจชุมชนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้

    รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade) วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่

    1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน

    2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว

    3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชุมชนไทยในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของชุมชน กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ นำไปปรับใช้และพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257 ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) โดยกรมฯ มุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJZAdptdA3c25HjZRZ-4K

  • ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำ เดือนสิงหาคม 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภค

    ในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8%  และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3%  และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ – 10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1% จากระดับ 51.7%  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนที่  23.6%  และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  0.1%  

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์ เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –10.5%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ –1%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  โดยขยายตัว 44.1%  37%  และ 10.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็น  แช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว  26.1%  7%  และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3%  12.8%  และ 5.9 %

    อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง  -11.6%  และ -5.3%  เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -1%  ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย

    ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -5.7% ตามการเพิ่มขึ้น

    ในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และ

    ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี  สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่  -0.79%  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่  0.81%  ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่  64.5%  ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนี

    อยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับ แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี  อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลง

    เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbYsUa7d5Wm3tS-hHTEBD

  • ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    ส่อง Insight โซเชียล “คนละครึ่ง..รีบูต” แบบไหนโดนใจคนไทย

    นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกโครงการคนละครึ่ง ได้กลายเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมและอยู่ในความทรงจำของคนไทย ด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่ายและตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพรายวัน พร้อมๆ กับการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากผ่านร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

    ล่าสุดกระแสของโครงการ “คนละครึ่ง ได้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากที่ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ประกาศนำนโยบายนี้กลับมาปัดฝุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากยิ่งขึ้น
    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 เพื่อฟังเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ในช่วงวันที่ 4 กันยายน – 21 กันยายน 2568 เพื่อถอดรหัสว่า ประชาชนอยากเห็นโครงการ “คนละครึ่ง” ในรูปแบบใดเมื่อมีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งจะเผยให้เห็น Insight ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการพูดคุยในสังคมออนไลน์ครั้งนี้

    เสียงโซเชียลสะท้อน “คนละครึ่ง” ในมุมมองประชาชน

    จากการรวบรวมข้อมูลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พบว่าเสียงส่วนใหญ่แสดงความต้องการให้โครงการกลับมาอย่างชัดเจน โดยมีข้อเสนอและความคาดหวังที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
    1. วงเงินและระยะเวลา (50%)
    * ประชาชนจำนวนมากคาดหวังว่าโครงการจะกลับมาพร้อมวงเงินที่เหมาะสม ไม่น้อยไปกว่าเฟสก่อนๆ และมีการปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
    * นอกจากจำนวนเงินแล้ว ประเด็นเรื่อง ระยะเวลาและความต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมีเสียงเรียกร้องให้โครงการมีระยะยาวนานขึ้นหรือแบ่งเป็นหลายเฟสย่อย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง
    2. เงื่อนไขและการลงทะเบียน (40%)
    * ไม่ควรให้สิทธิ์ซ้ำกับผู้ที่เคยได้รับเงินหมื่นดิจิทัลมีเสียงเสนอว่า ผู้ที่เคยได้รับสิทธิโครงการ “เงินหมื่นดิจิทัล” ไปแล้วไม่ควรได้รับสิทธิคนละครึ่งซ้ำอีก โดยให้เหตุผลว่า ควรกระจายความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับโอกาส เพื่อไม่ให้งบประมาณของประเทศไปกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดิม
    * ไม่ควรตัดสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการ “แบ่งแยกประชาชน” และ “ซ้ำเติมกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด” ในสังคม กลุ่มที่มีความเห็นนี้จึงเสนอให้คนไทยทุกคนได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน
    * ควรใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียเงินไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ที่ซ้ำซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบเดิมอยู่แล้ว 
    3. ร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วม (10%)
    * ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก หรือร้านหาบเร่แผงลอยที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง และไม่กระจุกตัวอยู่กับร้านสะดวกซื้อหรือนายทุนรายใหญ่
    * มีเสียงเสนอให้เพิ่มเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย (Made in Thailand) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรหรือผู้ผลิตในประเทศโดยตรง

    ศึกนโยบายเรือธง: คนละครึ่ง vs เงินหมื่น แบบไหนโดนใจโซเชียล

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชื่อของ คนละครึ่ง มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ เงินหมื่นดิจิทัล อยู่เสมอ จากการวิเคราะห์บทสนทนาพบว่า สามารถแบ่งกลุ่มประชาชนออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งเผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า นโยบายไหนครองใจคนไทยมากกว่ากัน
    1. ทีมคนละครึ่ง” (60%)
    ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมออนไลน์เห็นว่าโครงการ คนละครึ่ง มีความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพมากกว่าโครงการเงินหมื่นดิจิทัล โดยอิงจากประสบการณ์ตรงที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ มุมมองของคนกลุ่มนี้เชื่อว่าคนละครึ่งเป็นโครงการที่จับต้องได้และเห็นผลชัดเจน โดยเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “คนละครึ่ง” สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และทำให้เงินหมุนเวียนไปยังร้านค้ารายย่อยได้จริง
    2. ทีมเงินหมื่นดิจิทัล” (22%)
    เป็นกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบและต้องการโครงการในรูปแบบ “เงินหมื่นดิจิทัล” มากกว่า “คนละครึ่ง” ความเห็นที่ปรากฏในกลุ่มนี้ยังคงเชื่อว่าการได้รับเงินก้อนจำนวนหนึ่งหมื่นบาทตรงกับความต้องการมากกว่า เพราะสามารถนำไปใช้กับภาระหนี้สินหรือซื้อของชิ้นใหญ่ที่จำเป็น หรือสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้ในยามจำเป็น ขณะที่โครงการคนละครึ่งมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง
    ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนความต้องการของประชาชนจำนวนหนึ่งในสังคมออนไลน์ที่มองว่ารูปแบบการได้รับเงินสดจำนวนมากตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า
    3. ทีมไม่เชื่อมั่นนโยบายรัฐ (18%)
    จากการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งที่แสดงความไม่เชื่อมั่นต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือเงินหมื่นดิจิทัล
    ความเห็นในกลุ่มนี้สะท้อนถึงความผิดหวังและสูญเสียความไว้วางใจต่อนโยบายภาครัฐ โดยอ้างอิงถึงนโยบายหลายอย่างที่เคยประกาศไว้แต่ยังไม่เป็นจริงหรือประสบปัญหาในการดำเนินการ เช่น โครงการเงินหมื่นดิจิทัล โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้น กลุ่มนี้จึงมองว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม โอกาสที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงยังคงไม่แน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกจากประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

    เสียงแตก! ประเด็นสัดส่วนร่วมจ่าย ใครควรได้สิทธิพิเศษ?

    จากการติดตามบทสนทนาออนไลน์ พบว่าหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรง คือแนวคิดการปรับสัดส่วนการร่วมจ่าย โดยมีข้อเสนอให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา รัฐ 60 : ประชาชน 40 เทียบกับประชาชนทั่วไปที่เป็น 50:50 ซึ่งความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
    ฝั่งสนับสนุน: การวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่ามีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความเข้าใจและยอมรับแนวคิดการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษี กลุ่มนี้มองว่าการปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายนั้น มีความสมเหตุสมผล เป็นการตอบแทนพลเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่เสียภาษีอย่างครบถ้วน และอาจเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
    ฝั่งคัดค้าน: ในการทางกลับกัน มีกลุ่มหนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยมองว่า หลักการสำคัญของโครงการคนละครึ่งคือ “ความเท่าเทียม” และสิทธิประโยชน์ควรเป็น 50:50 เหมือนเดิมสำหรับทุกคน กลุ่มนี้เห็นว่าการสร้างเงื่อนไขใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันนั้นไม่ต่างอะไรกับการ “แบ่งแยกชนชั้น” และสร้างความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
    อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ จะเห็นได้ว่า “คนละครึ่ง” ยังคงเป็นโครงการที่อยู่ในใจและมีความคาดหวังจากประชาชนต่อการกลับมาในปี 2568 โดยบทสนทนาในโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมและเหมาะสมกับทุกกลุ่ม

    Post Views: 130

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/29/50-50-policy-reboot/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZOfgiTFg1e2s48kSmuZhi

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว อานิสงส์ ‘ส่งออก’-‘ท่องเที่ยวในประเทศ’ หนุน ส่วนบริโภคภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติสัญญาณแผ่ว พร้อมจับตาใกล้ชิดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ-ทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    29 ก.ย. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ส.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% ส่วนภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.3 ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ส.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/870021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k78fLgBcjeEfznG6RsJH7

  • อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    อัตราว่างงาน ‘เด็กจบใหม่’ ยังน่าห่วง

    เด็กจบใหม่เสี่ยง ‘ตกงาน’ สูง โดยไตรมาส 2 แตะ 18.9%  เหตุเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเข้ามาแทนที่ของ AI

    ‘ยรรยง ไทยเจริญ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัญหาการว่างงานของไทยยังน่ากังวล โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อายุ 15-24 ปี ที่อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 18.9% เพิ่มขึ้นจาก 16.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568

    เนื่องจาก 1. มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในปีนี้ภาพรวมของ GDP จะเติบโตเพียง 1.8% ส่วนปีหน้ามีแนวโน้ม GDP โตลดลงมาอยู่ที่ 1.5% และ 2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาใช้ในตำแหน่งระดับเริ่มต้น ที่กดดันให้มีการจ้างงานลดลง

    “การว่างงานที่สูงในกลุ่มแรงงานจบใหม่ ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะจะทำให้ทักษะที่ได้จากระบบการศึกษาของคนกลุ่มนี้หายไปเมื่อไม่มีการนำมาใช้จริงในตลาดแรงงาน และยังเสี่ยงที่แรงงานกลุ่มนี้จะเข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบที่มีรายได้ต่ำ ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองที่เพียงพอ”

    ดังนั้น เพื่อทำให้ตนเองเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้ง Upskill การยกระดับทักษะแรงงาน และ Reskill การเรียนรู้ทักษะใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

    นอกจากการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นแล้ว อีกสัญญาณที่น่ากังวล คือ ‘การว่างงานในระบบประกันสังคม’  ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  จาก 1.8% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 2.2% โดยพบว่า ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงถึงปานกลางอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงได้เริ่มปรับลดแรงงานลงแล้ว

    -กลุ่มธุรกิจเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเลประเภทกุ้ง และยานยนต์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 260,000 คน

    -ธุรกิจเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์ ฯลฯ มีการจ้างงานลดลง 470,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1540113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ktWXtJT11xTW3RUXIF-JA

  • “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

    “ศิริกัญญา ตันสกุล” ชี้ไม่คาดหวังนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน แต่ยังอดผิดหวังไม่ได้ เผยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้งบสูงถึง 124,000 ล้านบาท จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้าแล้ว

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายรอบนี้ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ไม่แตกต่างจากคำแถลงนโยบายของอีกสองรัฐบาลก่อนๆ มีแต่คำกว้างๆ ลอยๆ ขาดความชัดเจนของเป้าหมาย ไม่มีการระบุตัวชี้วัดใด แม้ทุกคนจะรู้ว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้จะต้องเสร็จภายใน 4 เดือน

    แต่ขอบเขตงานต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะทำเสร็จได้ใน 4 เดือนจะมีแค่แผนงาน ที่สุดท้ายต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาปฏิบัติต่อ

    “ถึงจะคาดหวังน้อยขนาดนี้แล้วตนก็ยังผิดหวังกับคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน แต่กลับสร้างคำถามตามมา โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ระบุแต่ว่าจะทำอะไร แต่ขาดรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เช่น การแก้หนี้สินรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้มีประมาณ 3 ล้านกว่าบัญชี จะทำให้หมด 3 ล้านกว่าบัญชีเลยหรือไม่ หรือจะทำกี่ราย ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ รัฐบาลจะซื้อหนี้หรือไม่ จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่หรือไม่หรือจะใช้เจ้าเดิม แต่กลับไม่ระบุรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า รัฐบาลมีการประกาศว่าจะจัดทำโครงการคนละครึ่ง จากการประกาศต่อสาธารณะ จะทำเป็น 3 โครงการย่อย คือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,700 บาท คนละครึ่งสำหรับผู้ยื่นภาษี 2,400 บาท/คน คนละครึ่งสำหรับผู้ไม่ยื่นภาษี 2,000 บาท เฉพาะส่วนแรกของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 22,000 ล้านบาท จะต้องใช้งบกลางของปี 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน หรือก็คือวันพรุ่งนี้ ที่รัฐบาลต้องจัดประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่ออนุมัติงบดังกล่าว หลัง 6 โมงเย็นพรุ่งนี้

    “ในการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ จะมีการอนุมัติงบกลาง 68 ที่เหลืออยู่ทั้งหมด 63,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากทั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินที่เหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนที่รัฐบาลก่อนหน้านี้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หมด เหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ตนยังทวงถามอยู่ว่าจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าไม่มีแล้ว และเงินส่วนที่เหลือก็น่าจะพับไปเลย ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะจะสามารถลดการขาดดุลและลดการกู้เงินเพิ่มได้ จะได้ไม่เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ และคลังเองก็จัดเก็บรายได้ตกเป้าอยู่ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล กลับนำงบที่เหลือออกมาใช้ทันที”

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนที่เหลือที่เป็นคนละครึ่งพลัสจริงๆ รวมแล้วทั้งคนที่ยื่นภาษีและไม่ยื่นภาษี 44,000 ล้านบาท ก็จะใช้งบประมาณปี 2569 คิดเป็น 1 ใน 3 ของกระสุนทางการคลังที่ประเทศเหลืออยู่ ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ของปี 2569 มีส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น 99,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางรายจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 25,000 ล้านบาท ก็จะรวมเป็น 124,000 ล้านบาท เฉพาะเฟสแรกของคนละครึ่งใช้ไปแล้ว 1 ใน 3 แล้ว รัฐบาลยังบอกว่าจะมีเฟสสองต่อ ไหนจะต้องมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประชาชน เยียวยาผลกระทบภาษีทรัมป์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เท่ากับว่ารัฐบาลนี้จะใช้เงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน จนแทบจะไม่เหลือเงินสำรองจ่ายไว้ให้กับรัฐบาลหน้า

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่ารัฐบาลนี้แม้จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนแต่ก็ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในปลายปีนี้ คือการกำหนดกรอบงบประมาณปี 2570 และมอบนโยบายงบประมาณ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่จะมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ยังต้องเป็นผู้ออกประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมที่ 70% เพราะสิ้นปี 2569 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 69% แล้ว ไม่เช่นนั้นจะกู้เพิ่มได้เพียง 200,000 ล้านบาทเศษ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์การคลังของประเทศที่กำลังถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจ้องจะปรับลดเรตติ้งอยู่ ทำให้รัฐบาลยังอาจจะต้องเป็นผู้นำเสนอแผนการจัดเก็บรายได้ใหม่ให้กับประเทศด้วย

    แต่ถ้ารัฐบาลทำแผนการจัดเก็บรายได้ หรือแผนการปฏิรูปภาษี หรือแผนการปฏิรูปการคลัง ตนเกรงว่าจะกลายเป็นแผนที่เอามาบังคับใช้เอากับรัฐบาลหน้า เรียกได้ว่ารัฐบาลนี้เร่งใช้เงิน แต่รัฐบาลหน้าต้องรักษาวินัยการคลัง ถ้าฝ่ายการเมืองยังคงเร่งรีบใช้งบประมาณทุกบาทแบบนี้เพื่อคะแนนนิยม แล้วรัฐมนตรีคนนอกเข้าไปนั่งนิ่งๆ ยอมให้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะมีรัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดีมาดูด้านเศรษฐกิจการคลัง

    “เวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้คงไม่มีใครว่า แต่ขออย่าสร้างความเสียหายที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ ไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2885967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TswOJKdlmhIpYHVyLau2l

  • บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนส.ค.68 ว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนส.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ขยายตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล

    – ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวได้ 9.5% ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 2.1% ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -16.3% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -70.8% จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.8% ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะสำหรับใช้ในการก่อสร้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 5.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 8.7%

    – ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 1.2% ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -14.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -5.9% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวะ -30.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 78.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -3.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -13.8%

    – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 5.4% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -6.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -11.4% ต่อปี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -49.9% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -62.2% อย่างไรก็ตาม เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 17.5% โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์การขึ้นรูปจากพลาสติก ในจังหวัดสกลนคร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 65.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.6%

    – ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.7% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -2.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -22.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -26.8% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 82.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.1% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.0%

    – ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.6% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -1.5% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -10.0% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.2% ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.5% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.1%

    – ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -2.9% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.6% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -4.4% และรายได้เกษตรกร หดตัว -9.6% โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -55.4% ส่วนจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -36.4% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.6%

    – กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.0% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -7.7% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.7% และรายได้เกษตรกร หดตัว -21.5% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.7% อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Cslrhgq4wSoSj7PhYsuV

  • เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ 

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 44.1 37.0 และ 10.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็นแช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 26.1 7.0 และ 1.3 ตามลำดับ 

    ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 14.3 12.8 และ 5.9 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ -11.6 และ -5.3 

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน 

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.0 

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -5.7 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น 

    อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น 

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.79 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.81 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.5 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

     สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด 

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน

    โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท 

    อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท 

    “บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOz_8slMEzaYP7ZLqe65M