Category: เศรษฐกิจ

  • สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

    สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

    เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

    การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

    สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

    ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

    หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

    สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

    เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

    วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

    วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

    “เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

    ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

    แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

    เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

    การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

    เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

    ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

    ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

    ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

    ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

    1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
      การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
    2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
      เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
    3. เวทีกลางขนาดใหญ่
      ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
    4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
      ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

    เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

    เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

    ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

    เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

    การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

    ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

    เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

    “เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
    นางอทิตาธรกล่าว

    คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

    จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

    แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

    ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

    ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

    ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

    สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

    อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

    หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

    ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-songkran-festival-2026-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vBAsY9dWynh5Jcy1BcS0a

  • เตือนรับมือ ‘เศรษฐกิจปีม้าไฟ’ กอดงานประจำให้แน่น-เฉือนทรัพย์ที่เป็นภาระทิ้ง SMEs ให้รักษาสภาพคล่องมากกว่ากำไร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เตือนรับมือ ‘เศรษฐกิจปีม้าไฟ’ กอดงานประจำให้แน่น-เฉือนทรัพย์ที่เป็นภาระทิ้ง SMEs ให้รักษาสภาพคล่องมากกว่ากำไร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนตั้งรับความท้าทาย 2569 “ปีม้าไฟ” เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ แนะ ปชช. กอดงานประจำไว้ให้แน่น ระวังการใช้จ่าย Upskill หารายได้เสริม รักษากระแสเงินสด ขณะที่มี SMEs ควรเน้นรักษาสภาพคล่องมากกว่ามองหากำไร เชื่อหากปรับตัวและรอดได้จะกลับมาเติบโตตามรอบเศรษฐกิจ

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูงประชาชนควรระมัดระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ ควรกอดหรือรักษางานที่ตัวเองทำอยู่เอาไว้ให้แน่น ซึ่งก็ตรงกับที่หลายฝ่ายออกมาให้คำแนะนำ และถึงแม้ว่างานที่ทำอยู่จะมีรายได้น้อยก็ไม่เป็นไร เนื่องจากหากหลุดออกมาจากระบบงานในตอนนี้ โอกาสที่จะหางานใหม่ค่อนข้างยาก ขณะเดียวกันควรมองหาวิธีการหารายได้เสริม และการบริหารกระแสเงินสด

    นอกจากนี้ ประชาชนอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามว่ายังมีทรัพย์อะไรที่ยังเป็นภาระอยู่บ้าง เช่น บ้าน คอนโด ฯลฯ ที่ไม่สามารถสร้างรายได้แต่กลับเพิ่มภาระให้กับตนเอง อาจต้องตัดใจขายออกไปเพื่อรักษากระแสเงินสดของตนแอง พร้อมกับปรับตัวและเพิ่มทักษะแรงงาน (Upskill) ให้กับตัวเอง อาทิ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะใดๆ ก็ตามที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับตนเองได้ และสามารถใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาหารายได้เสริมอีกที

    “การ Upskilling อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะอะไรตามที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร ทักษะเชิงช่าง ฯลฯ ที่เราสามารถเปลี่ยนจากการซื้อ หรือจ้าง มาเป็นการทำได้ด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ฟรีต่างๆ จากยูทูป หรือคอร์สออนไลน์ที่สอนฟรี ลองซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง ลองซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัยด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเมื่อทำไปจนเกิดความชำนาญ ก็สามารถนำทักษะเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้าง หรือขายอาหารเป็นแหล่งรายได้เสริม นอกเหนือจากงานประจำของเราต่อไปในอนาคต” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับคำแนะนำต่อผู้ประกอบการนั้น ปี 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ประมาณ 1.5 – 2.0% จึงมีสิ่งที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องระมัดระวังและควรเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ได้แก่ มรสุมการค้าจากนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งมิติของสงคราม มิติมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาเนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในประเทศ

    มากไปกว่านั้น คือความผันผวนของค่าเงินบาทจากสภาวะเงินบาทแข็งค่า อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของผู้ส่งออก โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจทำให้การส่งออกติดลบได้ถึง 1-2% ลองจินตนาการภาพว่าหากค่าเงินบาทในปี 2569 มีความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับราคาทองคำในปี 2568 ผู้ส่งออกจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่ผู้ส่งออกควรทำคือการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จะบั่นทอนกำไรของผู้ส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก แต่เพื่อความไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ วิธีดังกล่าวคือการป้องกันความเสี่ยงที่ควรทำ

    นอกจากนี้ คือการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ โดยแนะนำให้ติดตามและใช้ประโยชน์ รวมถึงมาตรการแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสินค้า Made in Thailand และอาจต้องแสวงหาความร่วมมือใน Supply Chain ผ่านการใช้โมเดล “พี่ช่วยน้อง” หรือการสร้างคลัสเตอร์ร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรอง เช่น โมเดลคลัสเตอร์โคพรีเมียม

    “ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤติกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ ทั้งจากการยอมตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้เพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุนการดำเนินการ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบนึงตามรอบเศรษฐกิจ” ศ.วิทวัส กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/07/608040/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s8qVlWmXn7EWput2plh3u

  • เศรษฐกิจไทยส่อแววทรุด กกร.ชี้ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกใน 30 ปี

    เศรษฐกิจไทยส่อแววทรุด กกร.ชี้ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกใน 30 ปี

    กกร.เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี จากแรงกดดันโครงสร้าง ค่าเงินบาทแข็ง และเศรษฐกิจโลกผันผวน เรียกร้องรัฐบาลหลังเลือกตั้งเร่งปฏิรูปโครงสร้างและฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย โดยกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค 

    จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท

    โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนเศรษฐกิจโลกยาว

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

    หวังรัฐบาลหลังเลือกตั้งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

    กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

    กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

    ปี 2568 (ณ ธ.ค. 68)

    • GDP 2.0
    • ส่งออก 10.0
    • เงินเฟ้อ 0.0

    ปี 2569 (ณ ธ.ค. 68)

    • GDP 1.6 ถึง 2.0
    • ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
    • เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

    ปี 2569 (ณ ม.ค. 69)

    • GDP 1.6 ถึง 2.0
    • ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
    • เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

    โอกาสไทยเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ระดับโลก

    กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ

    ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก

    รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/736080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1voxCLbiRWoqwSuxDehW7g

  • ธปท.ประเมิน เศรษฐกิจไทยปีนี้ชะลอตัวต่อเนื่อง-เสี่ยงภาวะเงินฝึด คาดเติบโตได้ร้อยละ 1.5

    ธปท.ประเมิน เศรษฐกิจไทยปีนี้ชะลอตัวต่อเนื่อง-เสี่ยงภาวะเงินฝึด คาดเติบโตได้ร้อยละ 1.5

           แนวโน้มเศรษฐกิจไทย นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย ที่คาดว่าปี 2568 จะโต 2.2% ปี 2569 ที่คาดจะโตแค่ 1.5% และ ปี 2570 ที่คาดว่าจะโต 2.3% ถือว่าโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ

                ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง จากการที่พึ่งพาภาคต่างประเทศสัดส่วนค่อนข้างสูง ทั้งการส่งออกสินค้าที่มีสัดส่วนถึง 60% และ การท่องเที่ยว 8% ของจีดีพี ขณะเดียวกันความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยยังด้อยลงต่อเนื่อง แม้จะเห็นตัวเลขส่งออกที่ดีในปี 2568 คือ โตประมาณ 12% แต่ถามว่าเป็น engine of growth ได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่โต ขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงมากขึ้น โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้ดี แต่ก็มี Import content ที่สูง ทำให้เราไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากส่งออกที่โต

              ส่วนภาคการท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ทุกประเทศนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงโควิดหมด มีแค่ไทยที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ผลจากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของ 2 ภาคดังกล่าว ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังมาจากภาคบริการเป็นหลัก จะเห็นได้จากมีกำลังแรงงานเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคบริการเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นภาคบริการดั้งเดิมที่จ้างงานราคาถูกเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ

              โดยปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1.5% ชะลอลงตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และ การส่งออกสินค้าที่จะชะลอลง รวมถึงปัจจัยฐานสูง และปัจจัยชั่วคราวจากแรงส่งภาครัฐที่จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากมีการยุบสภาและจะเลือกตั้งใหม่ในปีนี้

              นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในปีนี้ ประเมินว่าอัตราเงินเพื่อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาไปข้างหน้าที่ทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ส่วนอัตราเงินเพื่อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570

              สำหรับประเด็นที่เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค เป็นไปตามทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SMEs อย่างไรก็ดี ธปท. ได้ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งที่เกี่ยวเนื่องและไม่เกี่ยวกับทองคำ รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

              สำหรับ กนง. ที่มีมติลดดอกเบี้ยล่าสุด เพื่อให้นโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    #เศรษฐกิจไทย

    #ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BjOdLx63X6X7k-8KkvkMd

  • กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยปีม้าทรุด คาดมีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยปีม้าทรุด คาดมีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจปีม้าทรุด คาดโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี และโตต่ำสุดในภูมิภาค ต้องเผชิญความเปราะบางรอบด้าน หวังรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง, ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่, ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง, และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    นอกจากนี้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมายเพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply Chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2906330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LhFoRVviMoRolQjhKfLwt

  • เลือกตั้ง 69 เอกชนชี้โจทย์ประเทศ ไม่ใช่แข่งนโยบาย แต่ต้องทำได้จริง ชง 6 วาระฟื้นเศรษฐกิจ

    เลือกตั้ง 69 เอกชนชี้โจทย์ประเทศ ไม่ใช่แข่งนโยบาย แต่ต้องทำได้จริง ชง 6 วาระฟื้นเศรษฐกิจ

    เอกชน ชี้ชัดเลือกตั้ง 69 “โจทย์ประเทศไม่ใช่แข่งนโยบายสวยหรูทางการเมือง ท้ารัฐบาลใหม่ต้องทำได้จริง” พร้อมเสนอ 6 วาระแห่งชาติฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภาคเอกชนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านนโยบายหรือคำมั่นสัญญาทางการเมือง แต่คือความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ปัญหาหนี้ครัวเรือน คุณภาพแรงงาน และข้อจำกัดด้านระบบราชการ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือเชิงประชานิยม แต่จำเป็นต้องยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่มีเป้าหมายชัดเจนและดำเนินการอย่างต่อเนื่องข้ามรัฐบาล

    6 ปัญหาวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งจัดการ

    หอการค้าไทยสรุปข้อกังวลสำคัญที่เห็นว่าควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ได้แก่

    1. กรอบยุทธศาสตร์ชาติที่ปฏิบัติได้จริง ต้องมีเป้าหมายเชิงปฏิบัติ ตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์จริง และความต่อเนื่องข้ามรัฐบาล เพื่อลดความผันผวนของนโยบายและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจ

    2. การปฏิรูประบบราชการและปราบปรามคอร์รัปชัน ระบบราชการที่ซับซ้อนและขาดประสิทธิภาพเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการทำธุรกิจ จำเป็นต้องเร่งปรับกระบวนการให้โปร่งใส เป็นธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    3. การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและแรงงาน แรงงานไทยยังไม่สอดรับกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับทักษะ แก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างระบบการศึกษากับภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    4. ระบบการบริหารแบบบูรณาการ ต้องยุติการทำงานแบบแยกส่วน เพิ่มการบูรณาการข้อมูล หน่วยงาน และทรัพยากร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นระบบและลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานของภาครัฐ

    5. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างยั่งยืน มุ่งลดต้นทุนการผลิต แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง พัฒนาโลจิสติกส์ และส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

    6. แผนรับมือภัยพิบัติระดับประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ และแผนรับมือภัยพิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

    เศรษฐกิจภูมิภาค หัวใจความยั่งยืนของประเทศ

    หอการค้าไทยเน้นย้ำว่า เศรษฐกิจภูมิภาคไม่ใช่เรื่องรอง เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงจำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยปัจจัยท้าทายสำคัญที่กำลังฉุดรั้งการเติบโตในระดับพื้นที่ ได้แก่

    • การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น
    • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ
    • ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs
    • ความไม่แน่นอนของการค้าและการลงทุนภายใต้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
    • ปัญหาด้านสังคมและธุรกิจสีเทาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจ

    ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ภาคเอกชนต้องการเห็น

    เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างมั่นคงและขยายตัวได้จริง หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับ “กลไกเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่ามาตรการชั่วคราว โดยประกอบด้วย

    • กลไกขับเคลื่อนร่วมรัฐ–เอกชน จัดตั้งกลไกหรือคณะกรรมการเศรษฐกิจที่มีอำนาจจริง ตัวชี้วัดชัดเจน และแผนปฏิบัติที่ติดตามผลได้
    • การยกระดับ SMEs และการส่งออก ผ่านการปรับโครงสร้างการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดสรรงบประมาณที่ตรงเป้า
    • ระบบการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คุณภาพ และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวต่อหัว
    • การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดทุน ด้วยระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
    • การสร้างรายได้ผ่านการจ้างงานจริง เน้นการสร้างงานและรายได้ที่ยั่งยืน มากกว่ามาตรการระยะสั้น
    • การใช้กลไกการเงินของรัฐอย่างบูรณาการเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายตัวของภาคธุรกิจ พร้อมดูแลเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • การปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/736074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fKJbk9gJpPX4spHOiteJj

  • ธปท. ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี 69 เสี่ยงโตต่ำ คาดทั้งปี 1.5% จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดโตต่ำกว่าศักยภาพ

    ธปท. ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี 69 เสี่ยงโตต่ำ คาดทั้งปี 1.5% จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดโตต่ำกว่าศักยภาพ

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล  ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้เปิดเผย ถึงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หรือ GDP ว่า คาดจะขยายตัว 1.5%   ซึ่งถือว่าเสี่ยงโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันด้อยลงอย่างต่อเนื่อง กดดันเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงและขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ที่ชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า

    FB ธปท.
    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    แรงส่งจากภาครัฐที่แผ่วลงตามงบประมาณปี 70 ที่ล่าช้าราว 1 ไตรมาสจากการยุบสภา แต่จะไปเร่งในไตรมาสถัดไปจากการมี ครม.ที่ชัดเจน  

    ซึ่งโดยปกติแล้วกรมบัญชีกลางจะมีแนวทางการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เร็วขึ้น ทั้ง การประกาศประมูลผ่านเว็บไซต์ ลดขั้นตอนการซื้อจัดจ้างให้ทําได้ไวขึ้น แม้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจะทําให้เศรษฐกิจไทยแผ่วลงในไตรมาสที่ 4 แต่ไตรมาสที่ 1 ปี 70 จะสามารถกลับมาเร่งเบิกจ่ายได้

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวจากปี 68 โดย คาดว่าปี 69 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ราว 33-35 ล้านคน มีมูลค่ารายรับภาคการท่องเที่ยว 1.5 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจีนทยอยกลับมาอย่างต่อเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนที่ดีขึ้น และอานิสงค์จากความขัดแย้งระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงจากน้ำท่วมภาคใต้ 

    สำหรับการส่งออกที่ไม่รวมทองคำมีแนวโน้มชะลอลงอยู่ที่ 2.1%  แม้ทั้งปี 68 ที่ผ่านมาการส่งออกจะขยายตัว 12.3% ก็ตาม จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับฐานที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงส่งจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ทยอยลดลง และปัญหาความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตามมองว่าการส่งออกจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงสามารถพยุงการส่งออกของไทยให้ไปต่อได้ในระยะข้างหน้า เนื่องจาก เห็นสัญญาณการส่งออกที่ดีในตลาดที่ไม่ใช่ตลาดสหรัฐเพิ่มมากขึ้น 

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานโดยเฉพาะพลังงานและอาหารสด ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ จากเครื่องชี้แนวโน้มราคาในระยะข้างหน้าที่ทรงตัว และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570 ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกในหลายองค์ประกอบ แม้มีแนวโน้มต่ำตาม  

    ส่วนเรื่องการบริโภคมีแนวโน้มชะลอลง สอดคล้องกับแนวโน้มรายได้ของแรงงาน  โดยการบริโภคยังถูกกดดันจากรายต่ำและไม่ทั่วถึง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง ส่งผลให้ผู้คนจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น 

    สําหรับประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง คือ เงินบาทที่แข็งค่า เพราะหากแข็งค่าต่อเนื่อง อาจกระทบค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว อาจซ้ําเติมปัญหาความสามารถการแข่งขัน รวมถึงกระทบภาคการส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่เป็น SMEs และกลุ่มที่เน้นแข่งขันด้านราคาและมี margin ต่ำ อย่างสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นและรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%  ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.  ที่ผ่านมา พบว่า การส่งผ่าน อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ค่อนข้างน่าพอใจ ซึ่งธนาคารพาณิชย์โดยรวมประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยอัตราการส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR  MRR  MOR เฉลี่ย 40%  แต่โดยรวมยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมีอัตราการส่งผ่านเฉลี่ย 40%

    สำหรับพิจารณาปรับนโยบายการเงินในระยะต่อไป ระบุว่า ต้องคำนึงถึงการสะสมความไม่สมดุลและระบบการเงิน รวมถึงช่องว่างทางนโยบาย ที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เนื่องจากยังมีความเสี่ยงต่อสถานภาพทางการเงินในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ทั้ง ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนไหวต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดการเงินโลก รวมถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบางต่อสถานภาพการคลังของประเทศที่มีนี่ภาคครัวเรือนสูงด้วย

    พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเงินของไทยต้องใช้การผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายในหลายมิติ ทั้งมาตรการเศรษฐกิจบรรเทาผลของปัจจัยเชิงวัฏจักร เช่น มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และ โครงการ  “SMEs Credit Boost” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น  ดําเนินการควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดผลกระทบภาษีตอบโต้ทางการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงมาตรการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการเงิน ยกระดับเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งต้องมีนโยบายการเงินที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น ให้เอื้อต่อการปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยที่ต้องคำนึงถึงสถานภาพเศรษฐกิจการเงินระยะปานกลาง

    ขณะที่ แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2570 มองว่า GDP จะขยายตัวอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าจะฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยปรับขึ้นจากแรงส่งภาครัฐที่คาดว่าจะกลับมา และการฟื้นฟูของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตจะยังคงถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงอยู่ อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 36 ล้านคน และรายรับด้านการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท

    ส่วนสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ธปท. ยังไม่มีมุมมองเรื่องดังกล่าว แต่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบไปยังเศรษฐกิจอย่างยิ่งในระยะต่อไป ซึ่งสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทหลัก ทั้งสงครามด้านความมั่นคงทางทหาร การค้าโลกที่ปั่นป่วน และในระยะข้างหน้าจะต้องจับตาผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน ธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ที่จะส่งผลต่อการเงินของโลก ทั้งนี้ อาจส่งผลต่อนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เริ่มผ่อนคลาย ซึ่งยังต้องติดตามในประเด็นดังกล่าวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30FDf0L3uniZ47GEE7bBQi

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้เหตุการณ์เวเนซุเอลา ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัว

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้เหตุการณ์เวเนซุเอลา ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัว

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้เหตุการณ์เวเนซุเอลา ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัว

    วันนี้, 13:53น.

              นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเวเนซุเอลา ว่าในเชิงเศรษฐกิจ ประเทศไทยไม่มีความผูกพันหรือพันธะใดๆ กับเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านพลังงานเพราะประเทศไทยไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการจัดหาน้ำมันของประเทศโดยตรง

               ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ยังไม่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะ อุปทานล้นตลาด (Over Supply) อย่างมาก และยังไม่มีปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น

              นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ติดตามราคาน้ำมันรายวัน พบว่าช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ราคามีการขยับขึ้นเพียงประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อบาเรลเท่านั้น  ซึ่งถือว่าไม่มีผลกระทบมากนัก   อย่างไรก็ตาม พบว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการแข็งค่าขึ้นบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดสถานการณ์ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเวลา ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่บานปลาย (Escalate) จนกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ก็ยังไม่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้

    #สภาพัฒน์เวเนซุเวลา

    #ราคาน้ำมัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16lMAreGUphagLb7hyDu4R

  • กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงต่ำสุดรอบ 30 ปี ผวาโลกแบ่งขั้ว

    กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงต่ำสุดรอบ 30 ปี ผวาโลกแบ่งขั้ว

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน รวมถึงคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค

    จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง รวมถึงมีผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลาเป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน รวมถึงภาษีสหรัฐที่จะเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น

    โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ โลก 2 ขั้ว หลังๆ มาเป็นโลกเปิดทั้งหมด แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปอีกด้านคือ ขั้วใครขั้วมัน จึงมีความเป็นห่วงประเทศไทย เพราะเราไม่สามารถเข้าไปควบคุมปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยยังสามารถทำอาหารกินเองและส่งออกไปขายต่างประเทศได้ มีน้ำสะอาดใช้ จึงเป็นห้วงเวลาในการประคองตัวเองท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งเป็นห่วงการเติบโตของส่งออก หรือตัวเลขจีดีพีมากนัก

    นอกจากนี้ กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแข็งเป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ถือเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท

    โดย กกร.สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทจากบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทยโดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก็หวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อพร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมายเพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    นายพจน์ กล่าวว่า กกร.เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก

    รวมทั้งแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งใมนการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้

    จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด ซึ่ง กกร.จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติแอลเอ็นจี พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และเอไอ เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก

    รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o2cRQbBdvbYwxT7QKEf2j

  • ราคาแร่เหล็กพุ่งเช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ-หั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ราคาแร่เหล็กพุ่งเช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ-หั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ราคาแร่เหล็กปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในวันนี้ (7 ม.ค.) หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งรวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ ราคายังได้แรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนช่วงเทศกาลวันหยุดในจีน

    สัญญาแร่เหล็กในตลาดสิงคโปร์พุ่งขึ้น 1.5% แตะที่ระดับ 108.20 ดอลลาร์/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2568 ส่วนในจีนนั้น สัญญาแร่เหล็กทะยานขึ้นแข็งแกร่งถึง 2.6% ในตลาดต้าเหลียน ขณะที่สัญญาแร่เหล็กในตลาดเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นเช่นกัน

    PBOC ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางในปี 2569 โดยจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ อย่างไรก็ดี PBOC ไม่ได้ระบุเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว

    ทั้งนี้ PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน นอกจากนี้ PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม

    นักวิเคราะห์จากบริษัท CRU กล่าวว่า ราคาแร่เหล็กยังได้รับแรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนเทศกาลตรุษจีน และเสริมว่า แม้อุปทานแร่เหล็กในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะอุปทานจะเผชิญภาวะชะงักงันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเนื่องจากสภาพอากาศตามฤดูกาล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นอีก

    ราคาแร่เหล็กปิดฉากปี 2568 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของอุปทานจากเหมืองแร่ชั้นนำ รวมทั้งสัญญาณบ่งชี้ว่าการผลิตเหล็กในจีนชะลอตัวลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/559068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V0IeUjY1KYzyJKBanQTRx