Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’

    ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’

    ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’ ขับเคลื่อนการเมืองสุจริต เปิดแผนยุทธศาตร์ภาคใต้ ชูเป้ายาง 80 บ. ค้านแลนด์บริดจ์-คลองไทย พร้อมแนะ กกต. จัดเลือกตั้งให้ ‘ง่ายและไม่สับสน’

    14 ม.ค. 2569- ที่สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งก่อนการเลือกตั้ง โดยเตรียมโชว์วิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจและจัดกิจกรรมระดมทุนครั้งใหญ่ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อขับเคลื่อนการเมืองที่โปร่งใส

    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 จะถึงนี้ พรรคเตรียมนำเสนอ “แผนปฏิบัติการ 90 วัน” ซึ่งเป็นโรดแมปเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเน้นไปที่การสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่สอดรับกับบริบทโลกและตอบโจทย์การยกระดับรายได้ของคนไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับการจัดงานระดมทุนในวันที่ 17 นี้ ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์ นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าต้องการเปลี่ยนรูปแบบการระดมทุนจากการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนแบบเดิม มาเป็นการพบปะพูดคุยระหว่างสมาชิกพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน และผู้สนับสนุน โดยมุ่งเน้นไปที่ “ทุนสีขาว”

    -ระดมทุนจากประชาชน เปิดรับทั้งการซื้อบัตรเข้าร่วมงานและการบริจาคตามกฎหมาย
    -เงินบริจาคภาษี เชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์บริจาคภาษีเงินได้ให้แก่พรรคการเมือง รหัส 001 เพื่อแสดงพลังสนับสนุนพรรคที่ยึดถือแนวทางสุจริต
    -การเมืองโปร่งใส เน้นให้พรรคการเมืองเติบโตได้ด้วยศรัทธาและเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป เพื่อความเป็นอิสระในการทำงานเพื่อส่วนรวม

    เมื่อถามถึงการโชว์วิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ มองว่า ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 วัน ซึ่งพรรคมีแผนที่จะสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “นี่ยังไม่ใช่ช่วงนาทีสุดท้าย” และขอให้ประชาชนรอติดตามไม้เด็ดที่จะนำเสนอในช่วงก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างแน่นอน

    นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การชิงพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นการยกระดับราคาสินค้าเกษตรด้วยยุทธศาสตร์ที่ทำได้จริง พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ที่อาจกระทบความมั่นคง และฝากข้อเสนอถึง กกต. ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    1. ยุทธศาสตร์ยาง 80 บาท และกฎหมายปาล์มเป็นธรรม พรรคมีเป้าหมายผลักดันราคายางพาราให้สูงกว่าราคาประกัน โดยตั้งเป้าไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและการเจรจาระดับประเทศ ส่วนปาล์มน้ำมันจะเน้นการผลักดัน “กฎหมายปาล์มครบวงจร” เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่เกษตรกรในระยะยาว

    2. เชื่อมโยงโลจิสติกส์ภาคใต้ เน้น “คุ้มค่า-ไม่ดึงความขัดแย้ง” ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน นายอภิสิทธิ์ นำเสนอแนวทางที่ต่างจากโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเป็นกระแส โดยเน้นความต้องการของคนในพื้นที่เป็นหลัก ในประเด็นแลนด์บริดจ์ นั้นนายอภิสิทธิ์ ชี้ว่าผลการศึกษาพบความไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ และไม่ประหยัดเวลาเดินเรือจริง

    ส่วนประเด็นคลองไทย มีความกังวลผลกระทบด้านความมั่นคง โดยมองว่าการขุดคลองท่ามกลางความตึงเครียดของมหาอำนาจ อาจเป็นการดึงความขัดแย้งเข้าสู่ประเทศไทย

    โดยเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยการเชื่อมโยงระบบรางและมอเตอร์เวย์ไปยัง “ท่าเรือปีนัง” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วและใช้ประโยชน์ได้ทันที เพื่อช่วยเกษตรกรส่งออกสินค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องแลกกับการมีอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวถามว่าการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. กับออกเสียงประชามติ ที่มีข้อเรียกร้องว่าควรที่จะแสดงตนครั้งเดียวแล้วรับบัตร 3 ใบเลย มองว่ายังไง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแนวทางที่ กกต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/931023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A3p5C4MSffmfyvXbhy3sA

  • เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มได้แล้ว ลั่นหากทำต่อ ‘เศรษฐกิจ10 พลัส’ จะพารอดยาว

    วันที่ 14 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวว่า ตนขอให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว โดยบอกว่า ในเวลา 73 วันไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันที แต่ตอนนี้พ้นจากหล่มมาแล้ว

    “ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม พ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯมาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้ และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยด้วยว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้น ยังไม่พอ จะต้องกระจายตัวทุกคน ยกตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซล่าร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้าครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย  ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นจะลดลง 

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า โครงการลดภาระที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อลดหนี้ ยืดหนี้ และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้ และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ   

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OeBAhSsR07J-GJDMLVHU-

  • Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    ถ้าคุณรู้สึกว่าทำงานเท่าเดิม แต่เงินไม่พอ เก็บเงินยังไงก็ไม่ทันราคาบ้าน วางแผนอนาคตไปก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริงไหม

    คุณอาจไม่ใช่คนที่บริหารเงินไม่เก่ง แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนรุ่น Gen Z ทั่วโลก

    คนรุ่นนี้เติบโตมากับคำสัญญาทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเป็นจริง เรียนดี ทำงานหนัก อดทน แล้วชีวิตจะมั่นคงแต่เมื่อโตขึ้นกลับพบว่า สูตรสำเร็จแบบเดิมไม่ได้การันตีอะไรอีกแล้ว

    นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Alice Lassman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Disillusionomics” หรือ เศรษฐศาสตร์ของความสิ้นศรัทธา ความไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทนได้เหมือนในอดีต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทางการเงินที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน

    ใช้เงินวันนี้ เพราะพรุ่งนี้ไม่แน่นอน

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Disillusionomics อธิบายได้ว่าทำไม Gen Z ยอมจ่ายเงินกับประสบการณ์อย่างคอนเสิร์ตหรือการท่องเที่ยว เพราะสิ่งเหล่านี้ “ได้ใช้จริงตอนนี้” ในขณะที่อนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ในขณะเดียวกัน คนรุ่นนี้กลับไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอย่างที่หลายคนคิด พวกเขาใช้จ่ายอย่างระวัง และให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” สูงมาก หากไม่เห็นคุณค่า ก็พร้อมจะไม่จ่าย 

    จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า dupe culture คือ เลือกของที่คุณภาพใกล้เคียงของแพง แต่ราคาถูกกว่า ไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนม ขอแค่ “ใช้งานได้จริง” เพราะสำหรับคนรุ่นนี้เงินทุกบาทคือ “เกราะป้องกันความไม่แน่นอน

    ถ้ารายได้ทางเดียวไม่พอ ก็ต้องมีหลายทาง

    เมื่อไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทน คนรุ่นนี้จึงเลือกไม่ฝากอนาคตไว้กับเส้นทางเดียว พวกเขาเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำหลายอาชีพ การสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ หรือการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ในชีวิตให้กลายเป็นรายได้ แนวคิดแบบ Airbnb ที่เปลี่ยนห้องว่างเป็นเงิน ถูกนำไปต่อยอดอย่างจริงจังในชีวิตประจำวันของ Gen Z

    การใช้เงินของ Gen Z จึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการปรับตัวในโลกที่ไม่เคยรับประกันอนาคตให้ใคร เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบมอบให้ได้อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงเลือกสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีของตัวเอง แม้ว่าวิธีเหล่านั้นจะไม่ตรงกับกติกาที่สังคมเคยคุ้นชินก็ตา

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Gen Z ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการใช้เงิน 

    แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองโลกทั้งระบบ เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจรับประกันได้อีกต่อไป

    ความอดทน การรอคอย และการวางแผนระยะยาว จึงไม่ใช่คำตอบที่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีต

    บ่อยครั้ง Gen Z ถูกมองว่า ไม่อดทน เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ยอมทำตามระบบ แต่ในความจริง นี่คือการตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเขา เมื่อเส้นทางเดิมไม่พาไปถึงเป้าหมาย การสร้างเส้นทางใหม่จึงเป็นทางเลือก

    หากสังคมยังมองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นความไม่อดทนหรือไร้ความรับผิดชอบ เราอาจกำลังมองข้ามสัญญาณสำคัญว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อีกแล้ว

    และคำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ว่า Gen Z ใช้เงินอย่างไร แต่คือ ระบบแบบไหน ที่จะทำให้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน กล้าเชื่อว่าอนาคตยังมีหวัง

    ที่มา: fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/861546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RsXZIbOGgva7vZKtdFuO6

  • ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    “กสิกรไทย” ชี้ลูกค้าแห่ “ชำระคืนหนี้แบงก์” พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แทนการ “กู้เพิ่ม” ส่งผลให้ยอดชำระหนี้คืนสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ สะท้อนภาคธุรกิจไม่เห็นโอกาสขยายตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เข้าโหมด “ไม่กล้าลงทุน” หลังประเมินความเสี่ยงของตัวเองสูง เน้นเข้าโหมดลดต้นทุน “เก็บเงินสด” ชะลอการขอสินเชื่อใหม่

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาพที่สะท้อนชัดจากภาคการเงินไม่ใช่การเร่งกู้เพื่อขยายธุรกิจ แต่คือ การเร่ง “คืนหนี้” ของลูกค้าจำนวนมาก และเข้าสู่โหมด “เก็บคอ งอเข่า

    เมื่อภาคธุรกิจประเมินแล้วว่าโอกาสเติบโตยังไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนที่สูงทำให้การลดภาระหนี้ และเก็บเงินสด กลายเป็นทางเลือกสำคัญมากกว่าการกู้เพิ่ม แม้ธนาคารจะยังมีสภาพคล่องพร้อมปล่อยสินเชื่อก็ตาม

    นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า หากมองความเสี่ยงของธุรกิจธนาคารปีนี้มาจากหลายมิติ

    ทั้งความเสี่ยงด้านรายได้ จากทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลงการปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น การหารายได้โดยรวมยากขึ้น โดยแม้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อแต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ

    ถัดมาคือ ความเสี่ยงด้านเครดิต บนเศรษฐกิจไม่เติบโตทำให้ลูกค้าในประเทศ หาโอกาสขยายธุรกิจได้ยาก ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อลดลง และความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ยังคงอยู่ ประเด็นสำคัญคือ สินเชื่อไม่โตเพราะลูกค้าไม่กล้าลงทุนไม่กล้าขอสินเชื่อเพิ่ม

    ส่งผลให้วันนี้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกค้าคืนหนี้มากกว่ากู้ใหม่” ที่ปัจจุบันมียอดการคืนหนี้ หรือ Repayment สูงมาก สูงเป็นประวัติการณ์ที่เคยเห็นมาในอดีต เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากเลือก “คืนเงิน” มากกว่า “กู้เพิ่ม” แม้ธนาคารตั้งวงเงินพร้อมปล่อยสินเชื่อเพิ่ม แต่ลูกค้าประเมินแล้วว่าไม่มีช่องทางเติบโต และลูกค้ากังวลความเสี่ยงของตัวเองมากกว่าที่ธนาคารกังวล

    “ลูกค้าจำนวนมากประเมินสถานการณ์แล้วไม่เห็นช่องทางการเติบโตของธุรกิจ จึงเก็บเงินสดไว้ และลดภาระหนี้ มากกว่ากู้มาลงทุนช่วงไม่แน่นอนสูง สะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจมากกว่าความเข้มงวดของธนาคาร”

    ทั้งนี้ พบว่าลูกค้าที่คืนหนี้มากที่สุดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ SME เป็นกลุ่มหลัก ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่บางส่วนขยายตัวเองได้ รวมถึงพอร์ตสินเชื่อบ้านบางส่วนยังเติบโต ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่รายเล็กเผชิญข้อจำกัดมากกว่า

    ระวังลงทุน-เน้นเก็บสภาพคล่อง

    อย่างไรก็ตาม แม้ระยะข้างหน้าจะมีการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ยังมองว่า ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้สินเชื่ออยู่ ภายใต้เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทุกคนระมัดระวัง ดังนั้นเงินไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    “ความสำเร็จของธุรกิจมี 2 องค์ประกอบ ทั้งตัวธุรกิจเอง 2. เงินทุน ซึ่งธนาคารสามารถสนับสนุนเงินทุนได้ แต่ถ้าเนื้อธุรกิจไม่ไปต่อ ต่อให้เงิน ก็ไม่ช่วย และลูกค้ารู้ดีว่าการกู้โดยไม่มีธุรกิจรองรับคือ ความเสี่ยงของตัวเอง”

    ปี 69 ดำเนินธุรกิจระวังต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ภาวะถดถอยหรือติดลบ โดยยังเติบโตได้แต่เป็นอัตราชะลอลง และปีนี้อยู่ภาวะ Self-Correct หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง

    ดังนั้น การดำเนินงานต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่รู้จัก และมั่นใจว่าธุรกิจไปต่อได้ สำหรับ อุตสาหกรรมที่ยังพอไปต่อได้

    เช่น ภาคการแพทย์ การท่องเที่ยว การก่อสร้างบางส่วน และภาคเกษตรที่มีการเพิ่มมูลค่า แต่อุตสาหกรรมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่วัดการเติบโต แต่บางอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงก็ยังมีลูกค้าที่ดีก็มี

    ด้านการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารคาดว่าไม่ได้ขยายตัวแรง โดยคาดว่าปี 2569 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์น่าจะทรงตัว (Flat) หรือ -1% ถึง 0% ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ามีการชำระหนี้คืนค่อนข้างสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่

    ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศของธนาคารยังมองหาโอกาสตลาดที่เติบโตสูง เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยอินโดนีเซียเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น

    ส่วนสถานการณ์หนี้เสียระบบธนาคารยังอยู่กรอบเป้าหมาย โดยปี 2568 กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.25% ตามเป้าหมาย ขณะที่ปี 2569 คาดว่าอยู่ระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากธนาคารบริหารจัดการ การปรับโครงสร้างหนี้ และความระมัดระวังดำเนินธุรกิจทั้งฝั่งธนาคาร และภาคธุรกิจ

    โดยคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ และรายได้ลูกหนี้ไม่กลับมา

    “ปีนี้คงเป้าหมายเป็นผู้นำ Digital Banking การมีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด ผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวัน และเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคง รวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม”

    มองความขัดแย้งสะเทือนไทยทางอ้อม 

    ขณะที่ความขัดแย้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย เป็นเกมระดับมหาอำนาจ ซึ่งทางตรงไม่ส่งผลกับชีวิตหรือเศรษฐกิจไทย และกรณีเวเนซุเอลาเป็นเพียง “หมากหนึ่ง” ในสมการประเทศใหญ่ที่ไม่ใช่ตัวแปรหลักทำให้กระทบตรงต่อไทย และแม้ไม่กระทบตรงแต่เป็นผลกระทบที่เลือกไม่ได้เพราะเมื่อมหาอำนาจขยับ ทุกประเทศย่อมได้รับผลไปพร้อมกันทั้งหมด

    สำหรับประเด็นที่น่าจับตาคือ ความพยายามของสหรัฐสกัดการเติบโตของจีน ซึ่งเป็นเกมระดับใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร โดยเฉพาะด้านอาวุธที่ผลิตต่อเนื่อง และไม่เปิดเผย โดยสถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรงกว่านี้เพราะหลายประเด็น

    เช่น แร่หรือวัตถุดิบสำคัญ จีนหาแหล่งทดแทนได้ ตราบใดจีนไม่ถูกบีบจนพึ่งพาไม่ได้ความตึงเครียดก็จะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1216463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UEz7t1WgXUZwi3iBZP1hL

  • ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    “เกรียงศักดิ์” เตือนแรง ประชานิยมจุดจบการเมืองไทย ชี้ ทำประเทศล่มจมถึงล่มสลายในที่สุด แนะรัฐออกพ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณฯ แก้เชิงโครงสร้างได้ยั่งยืน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน)นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) กล่าวถึง การหาเสียงของพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยม ว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยยังเดินวนอยู่ภายใต้การใช้นโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ได้เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพนโยบายหรือวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นการแข่งขันนำเสนอนโยบายประชานิยม แจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น

     ซึ่งอาจสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น แต่ได้ทิ้งปัญหาเชิงโครงสร้างไว้กับรัฐไทย ทั้งในด้านวินัยการคลัง ความบิดเบือนเชิงนโยบาย และการบ่อนทำลายวัฒนธรรมการเมืองแบบใช้เหตุผล  

    โดยดร.แดน กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยควรใช้กลไกทางกฎหมายและระบบการเมืองอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างได้ผลและยั่งยืน ประชานิยมไทยในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่  นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 การเมืองไทยได้พัฒนาเข้าสู่การแข่งขันเชิงประชานิยมอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายสวัสดิการและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต้น สู่การแข่งขันเชิง “แจก–อุดหนุน–แทรกแซง” ที่ขยายขนาดงบประมาณและภาระผูกพันทางการคลังอย่างรวดเร็ว จนประชานิยมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่กลายเป็น “บรรทัดฐานการแข่งขันทางการเมือง” ของทั้งระบบ  วิวัฒนาการดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องยกระดับความเข้มข้นของนโยบายเพื่อรักษาความได้เปรียบทางคะแนนเสียง ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงเชิงเสถียรภาพการคลัง และข้อจำกัดเชิงนโยบายในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    องค์กรดังกล่าวต้องแยกขาดจากฝ่ายบริหาร พรรคการเมือง และระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง องค์ประกอบของคณะกรรมการควรมาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น เศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ วิศวกรรม การประเมินผล และกฎหมาย ฯลฯ โดยใช้กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส มีคุณสมบัติป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และมีวาระคงที่เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง  โดยให้มีหน้าที่หลักคือ การประเมินเชิงวิชาการและเชิงระบบ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (Cost–Benefit และ Cost–Effectiveness) /ผลกระทบทางการคลังในระยะสั้น กลาง และยาว /ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล การทุจริต และการบิดเบือนกลไกตลาด และ ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวของประเทศ   ซึ่งโครงการใดไม่ผ่านการรับรองจะไม่สามารถเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาได้โดยเด็ดขาด การฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางธรรมาภิบาล และหากมีเจตนาหลีกเลี่ยงกลไก จะยกระดับเป็นความผิดทางกฎหมายด้านวินัยการคลังและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และทำให้กลไกนี้ทำหน้าที่เป็น “ด่านคัดกรองเชิงเหตุผล” เพื่อป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้นทาง”

    ดร.แดนยังได้เสนอให้รัฐ ออก “พระราชบัญญัติควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณรัฐ พ.ศ. ….” เพื่อห้ามนโยบายประชานิยมที่ผิด กฎหมายเฉพาะที่นิยาม “นโยบายประชานิยมต้องห้าม” อย่างชัดเจน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยม ควรถูกร่างขึ้นและนำมาบังคับใช้ โดยใช้เกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่อิงการตีความทางการเมือง เช่น นโยบายประชานิยมที่ต้องคือ นโยบายที่เข้าข่ายต่อไปนี้

    1) ไม่มีแหล่งเงินรองรับอย่างยั่งยืนหรือก่อภาระหนี้เกินกรอบวินัยการคลัง

    2) ไม่สามารถกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างได้ 

    3) เป็นการแจกจ่ายที่ไม่สร้างศักยภาพการพึ่งพาตนเอง 

    4) ไม่ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรอิสระ โดยกฎหมายต้องกำหนดความรับผิดร่วมของผู้เสนอ ผู้อนุมัติ และผู้ดำเนินการ เพื่อป้องกันการโยนความรับผิดในเชิงระบบ  ในขณะเดียวกัน ต้องเปิดช่องข้อยกเว้นเฉพาะกรณีวิกฤตจริง เช่น ภัยพิบัติร้ายแรงหรือวิกฤตเศรษฐกิจฉับพลัน โดยกำหนดเงื่อนไขบังคับ ได้แก่ แผนฟื้นฟูระยะเวลาแน่นอน ตัวชี้วัดการกลับสู่การพึ่งพาตนเอง และกลไกยุติโครงการอัตโนมัติ (sunset clause) เพื่อป้องกันการแปรรูปมาตรการฉุกเฉินให้กลายเป็นประชานิยมถาวร

    นอกจากนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในรูปแบบดิจิทัลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดความจำเป็นของโครงการ การตั้งสเปก การจัดซื้อจัดจ้าง การเปลี่ยนแปลงสัญญา จนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้หลัก “เปิดเผยเป็นปกติปฏิบัติ ปกปิดเป็นกรณียกเว้น” ต้องมีกฎหมายห้ามนักการเมือง ครอบครัว และเครือข่ายผลประโยชน์ถือหุ้นหรือเป็นนอมินีในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัญญารัฐ พร้อมระบบเปิดเผยผู้ได้ผลประโยชน์จากการถือหุ้นที่แท้จริง (beneficial ownership) และระบบบัญชีดำผู้กระทำผิด การออกแบบตลาดจัดซื้อจัดจ้างต้องลดการผูกขาด เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และใช้เทคโนโลยีข้อมูลเพื่อตรวจจับรูปแบบฮั้วประมูลอย่างเป็นระบบ การยกเลิกสัญญาไว้ก่อนและลงโทษต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อพบความผิดปกติ ไม่ขึ้นกับผู้ถืออำนาจทางการเมือง  

    อีกทั้ง ยังต้องมีการปฏิรูปวินัยการเงินการคลังและระบบประเมินนโยบาย ทุกนโยบายต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางการคลังระยะยาว (Fiscal Impact Statement) ครอบคลุมภาระงบประมาณ หนี้แฝง และความคุ้มค่าเชิงสังคม โดยเปิดเผยต่อสาธารณะ ควรจัดตั้งระบบหน่วยประเมินอิสระหลายแห่งที่แข่งขันกันในการวิเคราะห์นโยบาย เพื่อลดการผูกขาดองค์ความรู้ และเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจเชิงนโยบาย  ต้องมีกลไกควบคุมงบนอกงบประมาณ การกู้เงิน และการโยกงบให้สอดคล้องกับธรรมนูญการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว พร้อมจำกัดการแจกเงินเฉพาะกรณีวิกฤตแท้จริง และเน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับสู่รัฐและสังคม การแก้ไขปัญหานโยบายประชานิยมไม่อาจอาศัยความหวังว่าพรรคการเมืองจะ “ยับยั้งตนเอง” ได้ หากแต่ต้องอาศัยการออกแบบกลไกเชิงสถาบันอย่างเป็นระบบ 

    “ผมหวังว่าการเลือกตั้งจากนี้เป็นต้นไป จะไม่ถูกจดจำเพียงในฐานะอีกหนึ่งรอบของการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยตัดสินใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อนาคตของชาติถูกกำหนดด้วยนโยบายประชานิยมอีกต่อไป หากสังคมไทยสามารถใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดตั้งต้นในการสร้างกติกาใหม่ของการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในฐานะจุดเปลี่ยนที่ “ประชานิยม” ถูกยุติบทบาทในระบบการเมือง และการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นการแข่งขันของนโยบายที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ย้ำทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ONlr967UV8ZJH_GMdOAEe

  • ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน

    ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน


    ‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่สวนลุมพินี พบปะประชาชน ชูนโยบายแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นระบบผ่านกม. 3 ฉบับและค่าโดยสาร 5-30 บาท พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ภาคใต้ ดันราคายาง 80 บาท เตรียมโชว์ ‘ไม้เด็ด’ 16 ม.ค. นี้

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่สวนลุมพินีพบปะประชาชนท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านยุทธศาสตร์ “กฎหมาย-แรงจูงใจ-ความร่วมมือระหว่างประเทศ”

    1. วางโครงสร้างแก้ฝุ่นอย่างเป็นระบบ

    นายอภิสิทธิ์เสนอผลักดันกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด, กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดมลพิษจากต้นทาง ควบคู่ไปกับมาตรการจูงใจคนเมืองด้วย “โครงข่ายขนส่งราคาประหยัด” เชื่อมโยงรถไฟฟ้าและรถเมล์ในราคา 5 – 30 บาท นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนเป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียนในฐานะประธานภูมิภาค

    2. โรดแมป 90 วัน และการเมืองสีขาว

    ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ระบุว่าในวันที่ 16 ม.ค. 2569 พรรคจะนำเสนอ “แผนปฏิบัติการ 90 วัน” เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยกระดับรายได้คนไทย และในวันที่ 17 ม.ค. จะมีการจัดงานระดมทุน “ทุนสีขาว” ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เน้นความโปร่งใสจากการสนับสนุนของประชาชนทั่วไปผ่านการบริจาคและภาษี (รหัส 001) แทนการจัดโต๊ะจีนแบบเดิม

    3. ยุทธศาสตร์ภาคใต้: ปากท้องเหนือความขัดแย้ง

    สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ประกาศเป้าหมายผลักดัน ราคายางพาราให้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม และออกกฎหมายปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรม พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการขนาดใหญ่:

    แลนด์บริดจ์: ชี้ผลการศึกษาไม่คุ้มค่าทางธุรกิจและไม่ประหยัดเวลาจริง

    คลองไทย: กังวลเรื่องความมั่นคงและการดึงความขัดแย้งมหาอำนาจเข้าสู่ประเทศ

    ทางเลือกใหม่: เสนอเชื่อมโยงระบบรางและมอเตอร์เวย์ไปยัง “ท่าเรือปีนัง” เพื่อความรวดเร็วในการส่งออกโดยไม่กระทบวิถีชุมชน

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายถึง กกต. ขอให้บริหารจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้สะดวกและลดความสับสนของประชาชนให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ายังมี “ไม้เด็ด” ที่จะสื่อสารกับประชาชนในช่วง 20 วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหาแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAIDJ_aOJso5AWfi5Z_x

  • เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ

    เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ

    วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผาสุก อาคาร 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานเสวนาเชิงอภิปราย ‘Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ’ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ และข้อเสนอเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์

    ทั้งนี้ ได้มีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมได้แก่

    ▪️สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย

    ▪️วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฎิรูปรัฐ พรรคประชาชน

    ▪️กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    ▪️เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    ▪️คริส โปตระนันทน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเศรษฐกิจ

    โดยได้แบ่งออกเป็น 6 วาระ ได้แก่ ภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การแข่งขันทางธุรกิจ และสวัสดิการสังคม โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ท่ามกลางบรรยากาศไม่เน้นโจมตีทางการเมือง

    สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ วาระภาษีและรายได้รัฐ ซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษีในระยะสั้น โดยพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง และใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต

    ด้านพรรคประชาธิปัตย์ชูการเพิ่มรายได้จากศักยภาพรัฐและเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนเข้าถึง ส่วนพรรคเศรษฐกิจเน้นแก้คอร์รัปชันและขยายฐานภาษีแรงงานต่างชาติ

    สำหรับพรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและการลงทุน พร้อมย้ำการรักษาวินัยการคลัง

    ส่วนวาระนโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน พรรคประชาชนสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าจำเป็นในบางกรณี เช่น การประกันรายได้เกษตรกร

    อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย โดยมองว่าส่งผลเสียระยะยาว ส่วนพรรคเพื่อไทยชูนโยบายลดความยากจนที่ใช้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยย้ำความจำเป็นของนโยบาย แต่ต้องจัดสมดุลงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนอีกด้วย

    Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 1Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 2Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 3Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 4Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 5Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 6Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 7Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 8

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    พงศ์มนัส ทาศิริ

    ช่างภาพประจำการเชียงใหม่ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cmu-debate-policy-tax-welfare/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rHTyxhj-YL37BvoU1V2zH

  • พิษบอยคอตเขย่าเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เผย การค้าไทย-เขมรดิ่งลงเกือบ15%

    พิษบอยคอตเขย่าเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เผย การค้าไทย-เขมรดิ่งลงเกือบ15%

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    14 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า  กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณา 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.27 แสนล้านบาท ลดลง 14.86% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและกระแสบอยคอตของผู้บริโภคที่ส่งผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดน

    จากข้อมูล ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการค้ารวมลดลงจากกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา ลดลง 15.04% เหลือประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.02 แสนล้านบาท ขณะที่ การส่งออกของกัมพูชาไปไทย ลดลง 14.15% อยู่ที่ 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขมูลค่าการค้าจะลดลง แต่ไทยยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยการนำเข้าและส่งออก วัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ส่งผลให้กิจกรรมด้านการขนส่งยังไม่หยุดชะงักเพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางจากชายแดนทางบกไปสู่การขนส่งทางทะเลมากขึ้น 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/940592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_KO_jZgkuGmnL0c4dEMCZ

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ เน้นย้ำต้องร่วมกันลงมือทำ แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ เน้นย้ำต้องร่วมกันลงมือทำ แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง “นโยบายประคองอาการ” กับ “ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ปัญหาหลักในขณะนี้ของประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ

    • “ผลิตภาพต่ำ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ 
    • “ภูมิคุ้มกันต่ำ” เพราะครัวเรือนและธุรกิจเปราะบาง มีหนี้สูง ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง
    • “เหลื่อมล้ำสูง” ขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว 

    ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนและปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย นายวิทัย เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้อง “ร่วมกันลงมือทำ” เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 

    โดย ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด 

    รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท. มีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

    • การแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)
    • การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)
    • การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน online platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา

    ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึง “หลุมพราง” ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม โดยระบุว่าประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย “เอาใจ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้

    “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

    ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย :

    1.ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง : เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร “คาร์โบไฮเดรต” ไปสู่ “โปรตีนมูลค่าสูง” โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    2.เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์ : ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก

    3.สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก : รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” ในอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ OSAT(Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    4.ปรับสมดุลนโยบายการเงิน : บาทแข็งคือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง

    5.เสรีพลังงานสะอาด : เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

    6.OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น : เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5499142/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k1lOhdi1Ykxtc3pueAd8m

  • C

    C

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน “CEA Forum 2026” เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยปี 2569 พร้อมจัดเสวนาร่วมกับหน่วยงานรัฐและ ผู้ประกอบการเอกชน ภายใต้ธีม “Empower Creative Thailand, Ignite Economic Impact พลังสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสร้างชาติ” ชี้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมาย (คอนเทนต์ – ดนตรี – โฆษณา – สถาปัตยกรรม – การออกแบบ) คือเครื่องยนต์สร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศ พร้อมเปิดแผนพัฒนา ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงภาคการผลิต โดย CEA เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะสร้างสรรค์ ด้วยการเตรียมเปิด “New TCDC” 20 จังหวัดทั่วประเทศ, ขับเคลื่อนการสร้าง “แบรนด์เมือง” ผ่านโครงการ “เนรมิต” (Neramyth – Creative City & Place Branding) , ผลักดันดนตรีของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ”Music Exchange 2026″ พร้อมด้วย “Thailand International Content IP Expo (TICIP)” ตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ฯลฯ ตั้งเป้าปี 2569 สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์มืออาชีพกว่า 300,000 ราย ผลักดันการเกิดผลงานใหม่ (New IP) กว่า 350 รายการในเชิงพาณิชย์ หนุนมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เติบโต 5%

    CEA สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่น

    Creative Economy อนาคตเศรษฐกิจไทยในยุคโลกผันผวน CEA สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่น

    นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาเปิดงาน CEA Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ Creative Nation & Global Outlook 2026 สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่มีความท้าทายสูงหลังได้รับการประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.5 – 2% เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น “สงครามการค้า 2.0” ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทย หรือปัจจัยทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัย “ความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว” ซึ่งมีผลกระทบทั้งต่อภาคการเกษตรและภาคท่องเที่ยวของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพิงเฉพาะภาคการผลิตและการค้าในซัปพลายเชนรูปแบบเดิม ซึ่งอาศัยข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้อีกต่อไป

    นายไชยยง กล่าวต่อว่า การรับมือโจทย์ใหญ่ของประเทศทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ โดยกลุ่มอุตสาหกรรม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศไทยได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ ประกอบขึ้นจาก “ไอเดีย เนื้อหา และ IP” (* Intellectual Property หมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญา) ถ่ายทอดและส่งออกผ่านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และประสบการณ์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ เกม การออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้แข่งขันด้านต้นทุนราคาเป็นหลัก แต่เน้นการแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทั้งยังสามารถส่งข้ามพรมแดนไปทั่วโลกได้รวดเร็ว ซึ่งลดความเสี่ยงด้านซัปพลายเชนโลจิสติกส์

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังมีแต้มต่อสำหรับผู้เล่นรายเล็ก เพราะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและเมืองรองได้มาก ผ่านการพัฒนา IP ให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างการลงทุนขนาดใหญ่ ส่งเสริมชุมชนให้ปรับเปลี่ยนการขายวัตถุดิบแบบดั้งเดิม สู่การขายประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ของสินค้าผ่านเรื่องเล่าและการสร้างแบรนด์ ดังนั้นปี 2569 จึงนับเป็นปีทองแห่งโอกาสที่ประเทศไทยจะได้ส่งเสริมศักยภาพ เพื่อเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ “Creative Nation” และสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่

    เปิดกลยุทธ์ CEA เร่งเครื่องเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาเมือง คน และ New IP ปั้นรายได้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์โต 30%

    ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวในช่วง Creative Economy Strategic Direction 2026 ขยายภาพความสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย โดยระบุว่าปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย (GVA) นั้นสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) และเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการฟื้นตัวได้เร็วกว่าและสูงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจเมื่อเกิดวิกฤต ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 3.91 แสนล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศโดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์อยู่ถึง 9.8 แสนคนในไทย ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุน

    ดร. ชาคริต กล่าวต่อว่า การวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2569 ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม อันได้แก่ “Tech & AI Acceleration” – AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตคอนเทนต์, “Platform Power” – โอกาสไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม, “Creator Economy” – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยซึ่งพุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท, “Regional Rising” – พลังท้องถิ่นพุ่งแซงเมืองหลวง, “New Consumerism” – ชนชั้นกลางใหม่ที่พร้อมจ่ายให้ประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และสุดท้ายคือ “High-Value IP” – การสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

    ดังนั้น การวางกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 ได้พัฒนามาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยมุ่งยกระดับเพื่อ เปลี่ยน “ทุนวัฒนธรรม” ไปสู่ “เศรษฐกิจฐาน IP” ที่มีมูลค่าสูงและจับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1) พัฒนาคนด้วย AI และความคิดสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับสู่ New TCDC ไปทุกภูมิภาค และติดอาวุธทักษะ AI ให้คนทำงาน 2) ยกระดับเมืองสู่เวทีโลก เช่น การสร้าง City Branding เพื่อให้เมืองมีจุดขายที่ชัดเจน 3) เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทรัพย์สิน ที่บ่มเพาะผลงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ และ 4) ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม เช่น การจัดงาน Bangkok International Content Market (BICM) ภายใต้งาน Thailand

    International Content IP Expo (TICIP) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อให้ขายงานได้จริง

    ดร. ชาคริต กล่าวสรุปว่าจากกลยุทธ์ทั้งหมด CEA จะผลักดันไปสู่เป้าหมายสำคัญ 4 ข้อในปีนี้ ได้แก่ 1) สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 3 แสนราย 2) สร้างผลงาน New IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3) ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และ 4) ผลักดัน GVA ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5% โดยทั้งหมดจะช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ยกระดับ “New TCDC” 20 จังหวัด สนับสนุน “แบรนด์เมือง” และ “นักสร้างสรรค์” กระจายองค์ความรู้สร้างสรรค์อย่างทั่วถึง

    ด้าน นายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวถึงแผนงานการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ในปี 2569 ในช่วง Creative City & People Development โดย CEA มีไฮไลต์โครงการและเป้าหมายสำคัญตลอดปี เช่น วาระครบรอบ 20 ปีของ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” (Thailand Creative & Design Center: TCDC) ในปี 2568 TCDC เตรียมมุ่งสู่บทบาทใหม่ โดยปรับจากการเป็นพื้นที่แรงบันดาลใจสู่แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคนและเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ พร้อมตั้งเป้าหมายการเปิด “New TCDC” แห่งใหม่ใน 20 จังหวัดทั่วไทย ตลอดจนการเปิดให้บริการ CEA สาขาภาคใต้ที่ “สงขลา” ซึ่งเป็นสาขาหลักที่จะดูแลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ของไทยในปีนี้

    นอกจากนี้ CEA ยังตั้งเป้าหมายการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ (Festival) ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับเมือง ซึ่งปีนี้ CEA ได้จัดทำโครงการ “เนรมิต” (Creative City & Place Branding) เพื่อขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ใน 9 จังหวัดกระจายทุกภูมิภาค, กิจกรรม “Festival Creator 2026” เพื่อสนับสนุนการพัฒนา “ผู้จัดเทศกาล” ในท้องถิ่นและช่วยให้เกิดเทศกาลที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีความต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งหมดนี้เพื่อให้การพัฒนาเมืองในประเทศเติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการขับเคลื่อนภาคธุรกิจ คอนเทนต์ – ดนตรี – โฆษณา – สถาปัตยกรรม – การออกแบบ สู่เวทีระดับโลก

    นายอินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวต่อในช่วง Creative Industry Development นำเสนอแผนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในกลุ่มคอนเทนต์ ดนตรี โฆษณา สถาปัตยกรรม การออกแบบ และสินค้าและบริการสร้างสรรค์ โดยปีนี้ยังคงโฟกัสที่คอนเทนต์ (ภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน) และดนตรีอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ Content Lab 2026 ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพโปรเจ็กต์ของนักสร้างสรรค์สายภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน พร้อมกันนี้ CEA ยังร่วมจัดงาน “Thailand International Content IP Expo (TICIP)” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อเปิดตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติ และสร้างตลาดซื้อขาย IP คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569

    ขณะที่การผลักดันศิลปินไทยและอุตสาหกรรมดนตรีสู่ตลาดสากล CEA จัดทำโครงการ “Music Exchange 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยใช้กลยุทธ์ PUSH ตั้งเป้าส่งศิลปินไทยกว่า 40 ศิลปิน/วง เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 40 งานใน 11 ตลาดเป้าหมายทั่วทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ชื่อเสียง และโอกาสทางธุรกิจให้กับศิลปินไทย รวมถึงใช้กลยุทธ์ PULL ควบคู่ในการดึงตัวแทนธุรกิจดนตรีระดับสากลจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าจับคู่ธุรกิจกับบริษัท/ค่ายเพลงไทยกว่า 75 แห่ง ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนการมองเห็น (Eyeballs) ให้กับศิลปินไทยในระดับนานาชาติไม่น้อยกว่า 24 ล้านครั้ง และเป็นตัวคูณสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมดนตรีขึ้นอีกเท่าตัว

    “ปี 2569 เป็นปีที่เราจะตอกย้ำภาพของประเทศไทยในฐานะ “Creative Nation” ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือปริมาณการผลิต เปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” นายไชยยง กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iet4bs2r8add5pj9wh0kn43zuj3243ug&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pOmOc6lu1bMvXxM-njLjY