Category: เศรษฐกิจ

  • ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    เศรษฐกิจ

    01 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “เอกนิติ” แจงนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน กู้เศรษฐกิจชะลอติดหล่ม ตั้งเป้าเห็นผล 4 เดือน ยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” เน้น 5 เสาหลัก กระตุ้นเศรษฐกิจ ดันไตรมาส 4 จีดีพี เกิน 0.3% เร่งคนละครึ่งพลัส ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แก้ NPL

    • รัฐบาลตั้งเป้าดัน GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวสูงกว่า 0.3%
    • ชูนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 5 เสาหลัก (Quick Big Win) เพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วภายใน 4 เดือน
    • มาตรการหลัก โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย, การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน, การเสริมสภาพคล่อง SME และการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต
    • นโยบายทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมที่มีอยู่ โดยไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 30 ก.ย.2568 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักคิดของรัฐบาลคือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คำนึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว และทำให้เกิดการกระจายไปทุกพื้นที่ โดยการดำเนินการจะมุ่งเน้น “Quick Big Win” ใน 5 เสาหลัก เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอรุนแรง พร้อมตั้งเป้าหมายการวัดผลที่ชัดเจนภายใน 4 เดือนแรกของการบริหาร

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เครื่องยนต์แรกแผ่วและจะค่อยๆ ดับ คือ ภาคการส่งออก ขณะที่ตัวชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนส่งสัญญาณติดลบครั้งแรกในเดือน ก.ค.2568 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอ และปัจจุบันใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ถึง 60% ดังนั้นเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว คือ การใช้จ่ายรัฐบาล

    สำหรับตัวเลขล่าสุดที่หน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์ พบว่า GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.7% และไตรมาส 4 เหลืออยู่เพียง 0.3% คำถามคือรัฐบาลจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ประกอบกับข้อห่วงกังวลถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง

    “หากไม่ใช้เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่เศรษฐกิจจะไม่เพียงแค่ติดหล่ม แต่จะ “ดิ่งเหวเลย” และความเสียหายจะแก้ไขยากขึ้น”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลวางแผนนโยบายเศรษฐกิจด้วยหลักคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผล และต้องคำนึงถึงการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์เศรษฐกิจไทยเป็นรถยนต์ที่เก่าและคนขับขาดทักษะใหม่

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลมีเป้าหมายต้องดึงรถยนต์เศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม โดยมีตัวชี้วัดที่วัด คือ GDP ไตรมาส 4 ต้องดีกว่าที่คาดไว้ 0.3% หนี้ครัวเรือนปัจจุบัน 87.4% ของ GDP ต้องต่ำกว่า 87% รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนต้องเพิ่มขึ้น

    ชู 5 นโยบายหลักฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นโยบาย 5 เสาหลักที่ตั้งอยู่บนวินัยทางการคลัง โดยใช้กรอบงบประมาณเดิม คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท และไม่ได้กู้เพิ่ม ประกอบด้วย

    1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำโดยโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นสั้นและกระจายตัวสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายย่อย  ซึ่งจะเพิ่มเงินสมทบจาก 150 บาท เป็น 200 บาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และพลัสสำหรับผู้อยู่ระบบภาษีจะได้รับเงินมากกว่า 2,400 บาท ขณะที่บุคคลทั่วไปได้รับ 2,000 บาท เพื่อจูงใจเข้าระบบระยะยาว 

    นอกจากนี้ จะหารือสถาบันการเงินเพื่อเชื่อมข้อมูลการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และใช้ระบบดิจิทัลทำบัญชีที่จะเป็นข้อมูลสำหรับธนาคารในการปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    อีกทั้งจะออกมาตรการภาษีส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิผู้ประกอบการหักลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับการปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพียง 300 ล้านบาท แต่ผลที่ได้รับจะกระจายผลประโยชน์ไปทั่ว

    อัดงบฟื้นฟู 2.6 หมื่นล้าน ซื้อหนี้ NPL

    2.แก้ไขปัญหาหนี้ประชาชนหรือหนี้ครัวเรือน โดยจะใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เหลือ 26,000 ล้านบาท เพื่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ซื้อหนี้ NPL เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้และลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้หายใจคล่องขึ้น

    รวมทั้งกระทรวงการคลังพัฒนาโครงการสินเชื่อตามความเสี่ยง (ARI Score) เพื่อให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบและไม่พึ่งหนี้นอกระบบ

    3.เสริมสภาพคล่อง SME เตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท รวมทั้ง Supply Chain Financing (พี่ช่วยน้อง) ส่งเสริมให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายภาษีได้ ขณะที่กรมสรรพากรมีภาษีค้างคืนอยู่ 160,000 ล้านบาท จะเร่งคืนเข้าสู่ระบบและ SME ทันที

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชนเพราะคนไทยมีเงินออมไม่พอ จะนำหลักการออมผูกกับการซื้อสลากออนไลน์ โดยสัดส่วนเงินออมจะถูกเก็บไว้ใช้ระยะยาว เช่น อายุ 55 ปี ถือ 5 ปี โดยจะสนับสนุนวงเงินสบทบจากการหักจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 

    รวมทั้งให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลทุกเดือนเป็นทางเลือกการออมระยะยาวที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สูงกว่าการฝากเงินธนาคาร

    ดึงอุตฯ ใหม่ เพิ่ม GDP ประเทศ

    5.สร้างอุตสาหกรรมอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถ เน้นสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกษตรชีวภาพ Smart Farming, Digital, AI, และรถยนต์ EV นอกจากนี้ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงความต้องการภาคเอกชน

    ทั้งนี้ จะเร่งปลดล็อกเงินลงทุนที่บีโอไออนุมัติแต่ยังไม่เริ่มโครงการ มูลค่า 470,000 ล้านบาท โดยใช้โครงการ “Fast Pass Plus” เพื่อเร่งรัดอนุมัติขอน้ำ ขอไฟ และคนเข้าทำงานให้เสร็จในกำหนด

    ‘เอกนิติ’ กู้เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน GDP ไตรมาส 4 โตเกิน 0.3%

    ธปท.ชี้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้น ศก.น้อย

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลในส่วนโครงการคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการของรัฐที่มีเม็ดเงิน 6.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของจีดีพี โดย ธปท. มองผลบวกจากโครงการอาจไม่ได้มากนัก เท่ากับ 0.4% แต่อาจมีผลบวกกับเศรษฐกิจราว 0.2% เท่านั้น

    สำหรับประเด็นหลักมาจากโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นโครงการกระตุ้นการจ้างงาน แต่เป็นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายที่อาจมีสินค้าจากต่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การใช้จ่ายหรือผลของโครงการอาจต้องขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายผ่านมาตรการด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต่างกับโครงการกระตุ้นผู้มีรายได้สูงที่อาจมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า

    “มองว่าโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 2 โครงการนี้ ผลบวกต่อจีดีพีอาจไม่มากนัก ไม่เท่ากับเม็ดเงินที่ใส่ไป หรือผลอาจไม่ได้ 0.4% ผลอาจได้เพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่ใส่ไปหรือเพียง 0.2% ต่อจีดีพีเท่านั้น”

    เศรษฐกิจเดือน ส.ค.ชะลอ “ส่งออกดิ่ง”

    สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน จากภาคเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคการค้าและขนส่งสินค้าลดลงตาม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ส่วนการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 5.5%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า

    สำหรับหมวดการส่งออกที่ลดลง คือ สินค้าเกษตร ตามการส่งออกทุเรียนไปจีนและฮ่อง สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปสหรัฐ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ไปไต้หวัน

    ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐลดลงเป็นเดือนแรกหลังภาษีนำเข้ามีผลบังคับใช้ ด้านการนำเข้าในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากหมวดเชื้อเพลิงตามการกลับมาผลิตปิโตรเลียม หลังปิดซ่อมบำรุงไปในช่วงก่อนหน้า หมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน

    ธปท.ชี้ไทยเผชิญความท้าทายทั้งในและตปท.

    ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ไทยมีปัญหาและช่องโหว่หลายเรื่อง โดยเฉพาะระยะสั้นที่มีความท้าทายจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ 

    สำหรับความท้าทายจากภายนอก จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ คือ ภาษีศุลกากรของสหรัฐที่กระทบทางตรงทำให้การส่งออกสินค้าจะยากขึ้น ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม การปรับตัวของห่วงโซ่การผลิตจะเกิดขึ้นแน่นอน

    หากดูความท้าทายจากภายในประเทศ ปัญหาภายในที่แสดงให้เห็นชัดเจนมา 5 ปีแล้ว คือ การหดตัวของภาคการผลิตไทย ในขณะที่การบริโภคของคนไทยเติบโตขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยถูกแย่งพื้นที่ในประเทศของไทยเอง

    สำหรับความเชื่อมั่นของครัวเรือนถดถอยลง เนื่องจากประชาชนรู้สึกอ่อนล้า ถดถอยลง และมีรายได้น้อยมากขึ้น อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดทับทั้งความเชื่อมั่นและพลวัตต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่พื้นที่เชิงนโยบาย (Policy Space) ของประเทศน้อยลง หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เช่น Moody’s และล่าสุด Fitch Ratings ได้เข้ามาประเมินและเตือนว่าภาคการคลังของไทยที่เสถียรภาพลดลง ทำให้มีโอกาสที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Downgrade) ได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rV_LrY-TxMtANsNUNNPhV

  • ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

    ‘อดีตรมว.คลัง’แนะ‘นายกฯ’ 4 ข้อ กดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง เบรกฟอกเงิน‘สแกมเมอร์’

    1 ตุลาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

    ต้องจัดการรายได้สแกมเมอร์

    การที่รัฐบาลอนุทินจะสามารถแก้ปมปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องกดดันต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจ

    หมายความว่า จะต้องปิดด่านต่อไป ตลอดจนสกัดการส่งออกสินค้าจากไทยไปกัมพูชาผ่านลาว และโดยการขนส่งทางเรือและทางอากาศ

    ในคลิปข้างล่าง นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายว่า การกดดันทางการค้าปกติไม่กระทบต่อ ฮุนเซน เพราะยังมีอาศัยรายได้หลักจากสแกมเมอร์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของจีดีพีกัมพูชา

    ดังนั้น การที่รัฐบาลอนุทินจะกดดัน ฮุนเซน ได้จริง ก็ต้องหาทางเบรครายได้สแกมเมอร์ ให้มีผลอย่างแท้จริง

    นายรังสิมันต์ อ้างชื่อบุคคลในกัมพูชาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หลายราย ล้วนเป็นบุคคลระดับใหญ่ ใกล้ชิดกับ ฮุนเซน

    ผมจึงขอแนะนำให้นายกอนุทินพิจารณาดำเนินการต่อไปนี้

    หนึ่ง สั่งห้ามการส่งทองคำจากไทยไปกัมพูชา

    ปริมาณการส่งออกทองคำจากไทยไปกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นการฟอกเงินรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งได้มาจากประเทศต่างๆทั่วโลก ไหลเข้ามายังประเทศไทย แล้วฟอกเงินโดยแปลงไปเป็นทองคำ ส่งต่อไปกัมพูชา

    ดังนั้น ขอแนะนำให้รัฐบาลอนุทินสั่งห้ามการส่งออกทองคำไว้ก่อน

    สอง แซงชันบุคคลที่เกี่ยวข้อง

    รัฐบาลอนุทินควรประกาศรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งน่าจะมีมากกว่าที่นายรังสิมันต์นำมาอภิปราย แล้วแซงชันโดยห้ามมิให้เดินทางเข้ามาประเทศไทย

    สาม อายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราว

    รัฐบาลอนุทินควรประกาศอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราวจนกว่าบุคคลนั้นจะสามารถชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ควรอายัด

    และเมื่อมีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ รัฐบาลอนุทินก็ควรยึดทรัพย์เหล่านี้มาเพื่อชดเชยให้แก่คนไทยที่ถูกหลอกโอนเงินไปในอดีต

    สี่ สั่งห้ามการโอนเงินไปกัมพูชา

    เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลอนุทินควรประกาศห้ามการโอนเงินจากไทยไปกัมพูชา ยกเว้นสำหรับการชำระนำเข้าสินค้าเท่านั้น

    วิธีนี้จะสกัดการฟอกรายได้สแกมเมอร์ผ่านไทยได้อย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CW9YN0HRzon47VB3oJGjL

  • “Quick Win” รัฐบาลอนุทิน ตัวช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี?

    “Quick Win” รัฐบาลอนุทิน ตัวช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี?

    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2568 โดยนโยบาย 1 ใน 5 ด้านคือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งในระยะสั้นเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และดูแลผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะปานกลางถึงยาวเน้นการรักษาวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (Reinvent Thailand)

    ช่างภาพพีพีทีวี
    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2568 โดยนโยบาย 1 ใน 5 ด้านคือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งในระยะสั้นเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และดู

    นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) ของรัฐบาลคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะใช้ได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2568 จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีได้บ้าง โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน)

    คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมคิดเป็นราว 0.15% ของ GDP ท่ามกลาง Marginal propensity to consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง

    อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อ GDP ในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว

    สำหรับ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลอาจพิจารณาออกมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งต้องรอรายละเอียดที่จะออกมา โดยผลต่อเศรษฐกิจคงขึ้นอยู่กับวงเงิน ช่วงเวลา พื้นที่และเงื่อนในการใช้จ่าย โดยการออกมาตรการในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอาจช่วยหนุนการเข้าร่วมโครงการได้ดีกว่าในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอาจกระทบการพิจารณาเดินทางท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวในประเทศยังเผชิญปัจจัยกดดันจากการการชะลอตัวของเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงแนวโน้มการเดินทางไปต่างประเทศของคนไทยที่ปัจจุบันมีความสะดวกและคุ้มค่ามากขึ้นจากการทำตลาดของบริษัทนำเที่ยว ขณะที่ การฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความจำเป็น แต่อาจเผชิญความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

    สำหรับในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น โดยมีแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง (Fiscal Consolidation Plan) ที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้ภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้นๆ ที่ต้องให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่ 1 ต.ค. 2568 อีกทั้ง การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจส่งผลต่อการผลักดันนโยบายหลัก และการเบิกจ่ายงบประมาณตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐบาลและช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลาทั้งสิ้นราว 8 เดือน

    และภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน โดยการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 (เดือนมิ.ย. – ก.ย.) ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    ส่งผลให้ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568 การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 60% ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 65% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีก่อนจากปัจจัยฐานสูงจากความต่อเนื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังงบประมาณปี 2567 อนุมัติล่าช้า 

    ที่มา : ศูนย์วิจัยสกิกรไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UNVF8O6maxn5RqKd0tcpn

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. ชะลอลงจากเดือนก่อนตามคาด จากผลผลิตในภาคเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ขณะที่อุปสงค์โดยรวมทั้งการบริโภค และการลงทุนค่อนข้างทรงตัวจากเดือนก่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. ชะลอลงจากเดือนก่อนตามคาด จากผลผลิตในภาคเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ขณะที่อุปสงค์โดยรวมทั้งการบริโภค และการลงทุนค่อนข้างทรงตัวจากเดือนก่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Note: 1 Government capital spending excluding transfers.

    Source: BoT, OAE, OIE, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การส่งออกสินค้าในเดือน ส.ค. ชะลอตัวลงเป็น 5.5% YoY จาก 9.7% เดือนก่อน ขณะที่หากไม่รวมทองคำ การส่งออกสินค้าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 3.0% จาก 10.9% เดือนก่อน ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเร่งตัวขึ้นเป็น 14.7% จาก 4.5% เดือนก่อน ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าภายใต้ระบบดุลการชำระเงินที่ระดับ 0.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เกินดุลกว่า 2.5 พันล้านในเดือนก่อน
    • ด้านดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวในอัตราที่มากขึ้นเป็น -4.2% YoY จาก -3.7% เดือนก่อน โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า การผลิตในหมวดยานยนต์ (-8.0%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (-7.0%) การก่อสร้างกับซีเมนต์ (-6.2%) อาหารและเครื่องดื่ม (-7.0%) ยางและพลาสติก (-3.1%) ล้วนปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม การผลิตในหมวดแผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์ (6.4%) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (19.2%) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อน
    • รายได้เกษตรกรยังคงลดลงจากปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ห้า โดยปรับลดลง -11.7% YoY จาก -4.8% ในเดือนก่อน โดยหลักเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงอ่อนแอ (-12.3% vs. -11.9% เดือนก่อน) พร้อมกับการชะลอลงของผลผลิตสินค้าเกษตร (0.6% vs. 8.1% เดือนก่อน)
    • จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 2.6 ล้านรายในเดือน ส.ค. ใกล้เคียงเดือนก่อนหน้า โดยหากขจัดผลของฤดูกาล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเร่งตัวขึ้น 2.8% MoM, sa (vs. 2.0% เดือนก่อน) ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวในรูปค่าเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2.7% MoM, sa (vs. 1.1% เดือนก่อน)
    • การลงทุนภาคเอกชน (PII) ขยายตัวได้ต่อเนื่อง 9.2% YoY (vs. 4.5% เดือนก่อน) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ (14.0% YoY vs. 5.7% เดือนก่อน) และหมวดก่อสร้าง (4.0% vs. 2.5% เดือนก่อน) อย่างไรก็ตาม หมวดยานพาหนะ (1.2% vs. 2.7% เดือนก่อน) ยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง
    • เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน (PCI) ยังทรงตัว โดยขยายตัวได้ 1.9% YoY จาก 2.0% เดือนก่อน จากการฟื้นตัวในการใช้จ่ายในภาคบริการที่ขยายตัวได้ 2.4% YoY (vs. 1.6% เดือนก่อน) ส่วนหนึ่งจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ช่วยสนับสนุนรายรับจากนักท่องเที่ยวไทย ขณะที่หมวดสินค้าไม่คงทนหดตัวเล็กน้อย (-0.1% vs. 0.6% เดือนก่อน) หมวดสินค้ากึ่งคงทนชะลอตัวลง (0.2% vs. 0.9% เดือนก่อน) และสินค้าคงทนปรับตัวลง (3.7% YoY vs. 5.2% เดือนก่อน)
    • Our take: เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. ยังคงชะลอลงจากเดือนก่อนอย่างต่อเนื่อง โดยหลักเป็นผลจากการลดลงของผลผลิตในภาคเกษตรและการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการค้า และการขนส่งสินค้ารวมถึงภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในเดือนนี้ฟื้นตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยหลักจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งของรัฐบาล ด้านการส่งออกสินค้าในระบบศุลกากร เริ่มแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ อย่างเด่นชัด โดยพบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาตรการภาษีเริ่มประกาศในเดือนเมษายน ทำให้ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการประกาศว่าจะนำมาตรการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนปรับดีขึ้นสำหรับมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้า
    • มองไปข้างหน้า เรายังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ 1.9% ในปี 2025F และ 1.6% ในปี 2026F โดยประเมินว่าความเสี่ยงด้านต่ำจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการท่องเที่ยวที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และปัญหาข้อพิพาทชายแดนนั้นอาจใกล้เคียงกับผลบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสมดุล.
    • โดยยังคงต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในภาคการส่งออกสินค้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาคในปีนี้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้ความน่าดึงดูดของประเทศไทยในแง่ของการเดินทางมาท่องเที่ยวนั้นลดลงด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ค่าเงินนั้นอ่อนตัวลงนับตั้งแต่ต้นปีอย่างเวียดนาม และญี่ปุ่น เป็นต้น ดังนั้น การดูแลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับปัจจับพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ และทิศทางของประเทศในภูมิภาคจึงเป็นหนึ่งในโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ รวมถึงผู้ว่าการ ธปท. ท่านใหม่จะต้องเร่งดำเนินการ
    • ดังนั้น เรายังคงมองว่านโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ยังคงมีทิศทางที่จะผ่อนคลายได้เพิ่มเติม โดยประเมินว่า ธปท. มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไตรมาสละ 0.25% จนถึงกลางปี 2026F จากระดับ 1.50% ในปัจจุบัน ลงไปอยู่ที่ 0.75% ซึ่งเราประเมินว่าเป็นระดับที่มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ศักยภาพลดลง และมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อที่ต่ำต่อเนื่อง และสภาวะการเงินที่มีความตึงตัวเกินความจำเป็น

    Highlighted Headlines

    • ไทย: ภายหลังการแถลงนโยบายของนายกฯ อนุทิน ตามด้วยการประชุม ครม. นัดพิเศษ มีมติ ครม. ให้อนุมัติวาระใช้เงินเหลือจ่ายงบกลางปี 2568 ตามที่ขอจำนวน 22,780 ล้านบาท เพื่อเติมเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายที่ 1) ผู้ที่อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน ของโครงการคนละครึ่งพลัส โดยจะเป็นการเติมเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 850 บาทในระยะเวลา 2 เดือน พ.ย. และ ธ.ค.

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing and Services PMI) เดือน ก.ย.
    • ไทย: ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment Index) เดือน ก.ย.
    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เบื้องต้น เดือน ก.ย.
    • สหรัฐฯ: รายงานปริมาณการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA Mortgage Applications) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 26 ก.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/01/582730/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H8L6bBiASNtQiE6skYCfc

  • วิเคราะห์ ‘คนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรสวัสดิการ’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน

    วิเคราะห์ ‘คนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรสวัสดิการ’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน

    วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ ‘คนละครึ่ง-เติมเงินบัตรสวัสดิการ’ หลังแบงก์ชาติคาด อาจกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย’ แม้ใช้ใช้งบประมาณถึง 6.6 หมื่นล้านบาท โดยไม่น่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 0.4% ของ GDP สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า ‘คนละครึ่งพลัส’ จะช่วยกระตุ้นบริโภคได้บ้าง แต่เตือน MPC ต่ำ เหตุกำลังซื้อที่อ่อนแรง ขณะที่ ‘ศิริกัญญา’ จี้รัฐบาลใหม่ทบทวนใช้งบก้อนสุดท้าย 6.3 หมื่นล้าน หวั่นมุ่งหาเสียงมากกว่ารักษาวินัยการคลัง

    เมื่อวันที่ 30 กันยายน ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า ภายใต้มาตรการนี้ แบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง โดยคาดว่า ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก 2 โครงการนี้น่าจะไม่ถึง 0.4% ของ GDP แม้ทั้ง 2 โครงการคาดว่า จะใช้งบประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.4% ของ Nominal GDP 

    โฆษกธปท. อธิบายต่อว่า เนื่องจาก มาตรการประเภทเงินโอนอาจจะไม่ได้สร้างตัวทวีคูณ (Multiplier) ในแง่รายได้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม  2 โครงการนี้คาดว่า จะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น แม้จะมีการรั่วไหลบ้าง เช่น ผ่านสินค้านำเข้าบางจุดบางส่วน

    “ทั้งนี้ ผลกระทบหรือผลดีจริง ๆ ต่อเศรษฐกิจจะมากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้จ่ายของประชาชนด้วย แม้จะมีการคาดการณ์ว่าผลโดยรวมจะเป็นบวก แต่การจะถึงระดับ 0.4% เท่ากับจำนวนเม็ดเงินเป๊ะๆ นั้นอาจจะไม่น่าเป็นไปได้” ชญาวดีกล่าว

    กสิกรไทยคาด ‘คนละครึ่ง’ ช่วยกระตุ้นบริโภคได้บ้าง ห่วง MPC ต่ำเหตุกำลังซื้อที่อ่อนแรง 

    สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งระบุว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ที่คาดว่าจะใช้ได้ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2568 น่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีได้บ้าง

    โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน) คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมคิดเป็นราว 0.15% ของ GDP ท่ามกลาง Marginal propensity to consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง 

    อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อ GDP ในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว

    ‘ศิริกัญญา’ หวั่นรัฐบาลมุ่งหาเสียงมากกว่ารักษาวินัยการคลัง

    เมื่อวันที่ 30 กันยายน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังการแถลงนโยบายในเย็นวันนี้ โดยมีวาระสำคัญคือการอนุมัติงบประมาณก้อนสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นงบกลางในส่วนของงบกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน รวมเป็นเงินสูงถึง 63,000 ล้านบาท

    ศิริกัญญาระบุว่า งบประมาณก้อนดังกล่าวมีโครงการที่จะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอนคือ โครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตร 13.5 ล้านคน เป็นวงเงิน 22,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้คืนหนี้ ธ.ก.ส., จ่ายเงินเดือนและบำนาญที่ตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ และชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

    ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ

    ศิริกัญญาได้ตั้งคำถามสำคัญถึงเหตุผลและความจำเป็นของการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า

    1. ทำไมต้องแยกจากโครงการ ‘คนละครึ่ง’: โครงการคนละครึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยได้ในวงกว้างกว่า แต่การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะจำกัดการใช้จ่ายอยู่เพียงร้านค้าธงฟ้า
    2. ความจำเป็นเร่งด่วน: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่งได้รับเงิน 10,000 บาทไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 จึงเกิดคำถามถึงเหตุผลที่ต้องให้เงินเพิ่มอีก 2,000 บาทในเวลานี้
    3. ไม่ตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ: การเติมเงินในลักษณะนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากการแจกเงิน 10,000 บาทว่าไม่ได้ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร และอาจเป็นเพียงการหาคะแนนนิยมทางการเมือง

    ห่วงสถานะการคลังของประเทศ

    ประเด็นสำคัญที่ศิริกัญญาย้ำคือ สถานะวินัยการคลังของประเทศ โดยชี้ว่า

    • งบประมาณปี 2568 เป็นปีที่ขาดดุลงบประมาณสูงสุดในรอบหลายสิบปี สูงถึง 4.5% ของ GDP จากปกติที่ควรอยู่ราว 3%
    • หากใช้งบประมาณเต็มจำนวน จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 66% ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568
    • การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ต่ำกว่าเป้าไปแล้ว 34,000 ล้านบาท ทำให้มีความเสี่ยงที่รายรับจะไม่เพียงพอกับรายจ่าย

    ข้อเสนอแนะ ชะลอใช้งบเพื่อลดหนี้

    ศิริกัญญาเสนอว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องเร่งใช้งบประมาณค้างท่อปี 2568 ให้หมดจนหยดสุดท้าย ควรอนุมัติเฉพาะรายการที่เร่งด่วนและจำเป็นจริงๆ เช่น งบเยียวยาชายแดน และงบบุคลากรภาครัฐ

    ส่วนงบประมาณก้อนใหญ่อย่างการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งยังมีข้อกังขาถึงความจำเป็นและประสิทธิผล ควรถูกชะลอหรือพับไป เพื่อลดการกู้เงิน ลดการขาดดุลงบประมาณ และลดภาระหนี้สินของประเทศ

    “อย่ามุ่งแต่จะหาคะแนนนิยม จนลืมรักษาวินัยการคลัง” ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้าย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-kasikorn-half-half-stimulus-inefficient-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw109EPTZeBcRNeF-4GdNsQE

  • ยกแรก ‘ทีมเศรษฐกิจอนุทิน’ โชว์ฝีมือ โยกงบกลางฯ 5.7 หมื่นล้านทันเส้นตายงบฯ 68

    ยกแรก ‘ทีมเศรษฐกิจอนุทิน’ โชว์ฝีมือ โยกงบกลางฯ 5.7 หมื่นล้านทันเส้นตายงบฯ 68

    ยกแรก ‘ทีมเศรษฐกิจอนุทิน’ โชว์ฝีมือ โยกงบกลางฯ 5.7 หมื่นล้านทันเส้นตายงบฯ 68

    ยกแรกทีมเศรษฐกิจอนุทิน” โชว์ฝีมือเคลียร์งบกลางฯ 5.7 หมื่นล้านบาททันเส้นตายปีงบ 2568 เติมเงินบัตรสวัสดิการช่วยผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านคน และชำระหนี้ ธ.ก.ส. สร้างสภาพคล่อง–ปูทางพักหนี้รายย่อย ถือเป็นบทพิสูจน์การเลือกทีมเศรษฐกิจที่ถูกจังหวะ ถูกเวลา

    • เปิดเบื้องหลังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุมัติงบกลางปี 2568 วงเงินกว่า 5.7 หมื่นล้านบาทได้สำเร็จก่อนเส้นตาย เพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • เอกนิติ หารือหน่วยงานเศรษฐกิจล่วงหน้าเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หลังเวลาอนุมัติจำกัด
    • งบประมาณดังกล่าวถูกจัดสรรเพื่อเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านคน และชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
    • การโอนเงินให้ ธ.ก.ส. มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินสำหรับรองรับนโยบายพักหนี้เกษตรกรและลูกค้ารายย่อย

    ถือเป็นการแสดงฝีมือให้ได้เห็นในยกแรกในการทำงานของ “ทีมเศรษฐกิจ” ในรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สามารถจัดสรรวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลได้สำเร็จ  โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษที่รัฐสภาเมื่อวานที่ผ่านมา (30 ก.ย.) มีการจัดสรรวงเงินได้กว่า 5.7 หมื่นล้านบาทก่อนเส้นตายของปีงบประมาณ 2568 เพียงไม่กี่ชั่วโมง

    เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลปัจจุบันเข้ามามีแผนที่จะฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยถึงแม้จะมีกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทที่ พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณปี 2569 มีผลบังคับใช้แล้ว แต่งบประมาณที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงนั้นได้กำหนดไว้ในงบกลางฯรายการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2569 เพียง 2.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

    ซึ่งหากไม่สามารถจัดสรรงบประมาณจากปีงบประมาณ 2568 ในส่วนของงบกลางฯ ที่เหลืออยู่เกือบๆ 6 หมื่นล้านบาท มาใช้ได้จะทำให้รัฐบาลเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นในการจัดหางบประมาณมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ในเงื่อนเวลาที่มีจำกัดที่กำหนดว่าตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่กำหนดว่ารัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณได้ต่อเมื่อมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วจึงทำให้ต้องมีการกำหนดวันประชุมครม.นัดพิเศษอย่างเร่งด่วนทันทีในวันที่ 30 ก.ย.เพื่อให้อนุมัติการโอนงบประมาณจากงบกลางฯไปอยู่ในที่ที่รัฐบาลจะสามารถทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อได้ทันเวลาเส้นตาย ตามพ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 

    มาตรา 41–42 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 41 ที่กำหนดว่า การก่อหนี้ผูกพันตามงบรายจ่ายประจำปี ต้องทำในปีงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ เว้นแต่จะมีกฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม. อนุญาตให้ผูกพันงบข้ามปีได้ เช่น โครงการลงทุนก่อสร้าง ถนน รถไฟ ฯลฯ และ มาตรา 42 กำหนดให้เงินงบประมาณที่ไม่ได้ก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ “สิ้นสุดไป” และต้องส่งคืนคลัง

    ยกแรก ‘ทีมเศรษฐกิจอนุทิน’ โชว์ฝีมือ โยกงบกลางฯ 5.7 หมื่นล้านทันเส้นตายงบฯ 68

    เตรียมการล่วงหน้าก่อนโอนงบฯ

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการทำงานของรัฐบาลนั้นได้มีการเตรียมการเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว และรัฐบาลได้มีการประสานงานกับรัฐสภาฯเพื่อขอแถลงนโยบายภายใน 29-30 ก.ย. โดยเมื่อรัฐสภามีการบรรจุวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 29-30 ก.ย. นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เร่งหารือกับหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง เพื่อจัดเตรียมความพร้อม และตรวจสอบข้อกฎหมายที่รัฐบาลจะสามารถทำได้ เพื่อให้การเตรียมความพร้อมเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในโครงการกระตุ้นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความพร้อมมากที่สุดโดยต้องจัดสรรจากงบกลางฯที่เหลือในปีงบฯ2568 ด้วย

    ทั้งนี้ในรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณไปที่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้เติมเงินเข้าไปยังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยจำนวน 13.4 ล้านคน วงเงิน 22,780 ล้านบาท และการโอนเงินงบกลางฯที่เหลืออีก 35,960 ล้านบาท โอนเงินไปให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นการชำระหนี้ตามมาตรา 28 ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อให้ธนาคารมีสภาพคล่องในการบริหารงานมากขึ้น

    การบริหารจัดการงบฯที่เหลืออย่างแม่นยำนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงฝีมือของ “นายเอกนิติ”  ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล” ที่สามารถบริหารจัดการงบประมาณส่วนนี้ได้ทันเวลา และการจัดสรรเงินในส่วนนี้ยังลงไปนั้นจะสามารถตอบโจทย์ในการเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของฐานรากคือกลุ่มที่ถือบัตรคนจนกว่า 13.4 ล้านคน ที่จะได้รับการเติมเงินเพิ่มเดือนละ 850 บาท 2 เดือน ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค.นี้ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีอัตราการใช้จ่ายที่สูงทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาก

    ขณะที่ในส่วนการโอนเงินไปใช้หนี้ ธกส.ตามมาตรา 28 นั้นจะเป็นการเปิดพื้นที่ในการทำนโยบายพักหนี้รายย่อย ซึ่งในส่วนนี้มีลูกหนี้ของ ธ.ก.ส.อยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน

    จะเห็นได้ว่าการดำเนินการได้ถูกต้องตามช่องทางงบประมาณ และตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนั้น เป็นบทพิสูจน์ในขั้นต้นได้ว่านายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี นั้นเลือกรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังได้ถูกคนในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลาและงบประมาณเช่นในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากความเสี่ยงที่ยังรออยู่อีกมากก็ยังเป็นความท้าทายของนายกฯอนุทิน และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะทำให้ได้ตามแนวทาง “กู้เศรษฐกิจติดหล่ม
    Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ตามที่ได้กล่าวไว้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NU1y2ATNqnVXyS5KED60V

  • “เอกนิติ” ชงแผนปลุกเศรษฐกิจ ชู “Quick Big Win” 4 เดือนดึงไทยพ้นหล่มถดถอย

    “เอกนิติ” ชงแผนปลุกเศรษฐกิจ ชู “Quick Big Win” 4 เดือนดึงไทยพ้นหล่มถดถอย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนรถยนต์ที่กำลังลงเหว จึงได้วางแผนการแก้ไขอย่างเป็นระบบภายในกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อดึงรถยนต์เศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม ไม่ให้ตกเหว และเชื่อมั่นว่าถ้าร่วมแรงร่วมใจกัน ภายใน 4 เดือนจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาว และช่วยชาวบ้าน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับประโยชน์กระจายไปทุกพื้นที่

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยประกอบด้วยเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่ การส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยลูกสูบทั้ง 3 ตัวแรกกำลังอ่อนแรงหรือใกล้ดับ เหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐเท่านั้นที่ยังพอดันเศรษฐกิจได้ ขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐแสดงให้เห็นภาพชัดเจนของการชะลอตัวอย่างรุนแรง สำหรับการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลัก หลังจากผู้ประกอบการเร่งส่งสินค้าก่อนเจอภาษีจากสหรัฐฯ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนก็ติดลบครั้งแรกในรอบปี  ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเองก็ชะลอตัวเนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ไม่ถึง 60% จาก 100% ที่มีอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่คิดที่จะลงทุนเพิ่ม

    “นอกจากเครื่องยนต์จะดับแล้วน้ำมันยังใกล้หมด เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องหายไป ทั้งจากหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ที่ขาดสภาพคล่อง วันนี้จึงมีเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ที่จะช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจ และถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้ อยู่เฉยๆ มันจะไม่ได้แค่ติดหล่ม มันจะดิ่งเหวเลย”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาภายใต้หลักการ 3 ประการ หลักการแรกคือกระตุ้นสั้นเพราะมีเวลาเพียง 4 เดือน หลักที่สองคือ ได้ยาว ต้องคิดถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่แจกเงิน เพราะรถยนต์เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแต่เครื่องยนต์จะดับ แต่ยังเป็นรถยนต์เก่า คนขับรถก็ขับไม่ค่อยเป็นเพราะทักษะที่ใช้เป็นเทคโนโลยีเก่า และหลักที่สามคือ กระจายตัว เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปทั่วประเทศโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย

    “ภายใต้หลักการนี้ รัฐบาลเรียกชุดมาตรการว่า Quick Big Win โดย Quick หมายถึงทำเร็วและทันที Big คือต้องใหญ่พอดันเศรษฐกิจให้พ้นเหว และ Win คือให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยได้ประโยชน์”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 5 เสาหลักและ 1 ฐานราก ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่ลดลง สภาพคล่องที่หดหาย และหนี้ครัวเรือนที่สูงโดยเสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส  โดยรัฐและประชาชนสมทบคนละ 200 บาท คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในเดือนต.ค.นี้ งบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท สิ่งที่เป็นพลัส มี 3 ประการ ประการแรกคือผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้เงิน 2,400 บาท มากกว่าคนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีซึ่งได้ 2,000 บาท เพื่อจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เพราะเงินเหล่านี้มาจากเงินภาษี ประการที่สองคือการพัฒนาทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ผ่านหลักสูตร e-commerce และประการที่สามคือระบบบัญชีดิจิทัลที่จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีข้อมูลรายรับรายจ่ายชัดเจน สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น

    “การทำโครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินใหม่ ไม่กู้เพิ่ม แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกงบกลาง 19,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีการให้หักลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับการปรับปรุงโรงแรม ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยทำมาแล้วใช้งบประมาณเพียง 300 ล้านบาท แต่ได้ผลกระจายไปทั่วประเทศ”

    เสาที่ 2 แก้ไขหนี้ครัวเรือน โดยใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาทจากโครงการแก้ไขหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ที่เคยมีงบ 36,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารเพื่อซื้อหนี้ NPL ของประชาชนออกมาและปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย จากที่เคยผ่อนเดือนละ 2,000-3,000 บาท อาจเหลือผ่อนเพียงเดือนละ 500 บาท เพื่อให้ประชาชนหายใจคล่องขึ้นนอกจากนี้ยังจะมีสินเชื่อตามความเสี่ยง  ที่กระทรวงการคลังพัฒนาขึ้น เพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องการเงินไม่ต้องไปกู้นอกระบบ สามารถมากู้ในระบบได้

    เสาที่ 3 การเพิ่มสภาพคล่องให้ SME โดยใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้ามาค้ำประกันด้วยวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท มีโครงการพี่ช่วยน้องที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน  พร้อมให้หักค่าใช้จ่ายภาษีได้ ซึ่งการที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ SME แต่ถ้า SME ได้รับเงินจากโครงการงบประมาณรัฐอยู่แล้ว ธนาคารจะมั่นใจและพร้อมปล่อยสินเชื่อให้ SME เพื่อช่วยสภาพคล่อง นอกจากนี้รัฐบาลยังจะคืนภาษีที่อยู่ในมือกรมสรรพากร 160,000 ล้านบาทให้แก่ผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที

    เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยหวยออมสิน ที่คนซื้อทางออนไลน์ทุกงวดจะมีส่วนหนึ่งไปเป็นเงินออมระยะยาวในบัญชีของตนเอง โดยตัดจากงบการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เบิกได้เมื่ออายุ 55-60 ปี และต้องถือไว้อย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ยังมีพันธบัตรออมทรัพย์ที่ให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงได้ทุกเดือน โดยจะได้ดอกเบี้ยประมาณ 1.4% สำหรับระยะ 10 ปี ซึ่งสูงกว่าการฝากธนาคารที่ได้ไม่ถึงสลึง โครงการนี้จะช่วยให้คนไทยที่จะแก่ตัวในอนาคตมีเงินออมเพียงพอ

    เสาที่ 5 พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ โดยได้คุยกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่ามีเงินเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอยู่ 10,000 ล้านบาท และไปจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอย่างสถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้จะมีการปลดล็อกโครงการที่ยื่นของบีโอไอ ที่มีเงินค้างอนุมัติแล้วถึง 470,000 ล้านบาท  ซึ่งติดขัดเรื่องขอไฟ ขอน้ำ ขอคนเข้ามาทำงาน ด้วยการจัดทำโครงการ Fast Pass  ทุกหน่วยงานจะต้องอนุมัติให้เร็วภายในเวลาที่กำหนด คาดว่าจะทำให้เงินลงทุนเข้าสู่ระบบภายใน 4 เดือน ด้วยการปลดล็อกระเบียบกติกา

    “เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 3.2% และไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% เฉลี่ยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3% แต่คาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 3 จะเหลือขยายตัวเพียง 1.7% และไตรมาสที่ 4 อาจเหลือเพียง 0.3% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังลงเหวอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยนโยบายที่วางไว้เป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน คือจะต้องเอารถยนต์เศรษฐกิจขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว ในไตรมาสที่ 4 ต้องทำให้ดีกว่า 0.3% หนี้ครัวเรือนที่ 87.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) จะต้องลดลง ต้องดึงหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกมา ขณะที่ธุรกิจ SME จะต้องมีสภาพคล่องมากขึ้น และเม็ดเงินลงทุนจากบีโอไอจะต้องเป็นเงินลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2886178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Diu30iLYuGDJPxK16L1LT

  • เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงชะลอตัว.!

    เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงชะลอตัว.!

    จากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของ Fitch Ratings บ่งชี้ว่าแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะช้าลงทั่วโลก แต่ “อินเดีย” จะเป็นประเทศ ที่สามารถคงระดับการเติบโตไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 6% นับจากนี้ไปอีก 3 ปี ทำให้มีการยกระดับการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้นเป็น 2.4% อ้างอิงตัวเลขที่เติบโตขึ้นในประเทศจีนและยูโร อย่างไรก็ดีมีการเตือนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีท่าทีว่าจะช้าลงอย่างชัดเจน..!!

    โดย Fitch มีมุมมองต่อ “อินเดีย” ว่าการเติบโตรายปีจะช้าลงช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ โดยปี 2570 อินเดียจะเติบโตที่ระดับ 6.3% ขณะที่สมรรถภาพทางเศรษฐกิจประเทศจะอยู่เหนือกว่าศักยภาพที่มีเล็กน้อย

    ส่วนปี 2571 เศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงไปที่ 6.2% ทำให้คาดว่าธนาคารกลางของอินเดีย (RBI) จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% ช่วงสิ้นปีนี้หลังจากธนาคารคำนวณถึงผลกระทบของการลดดอกเบี้ยแล้วและคงดอกเบี้ย จนสิ้นปี 2569 และกลับมาเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นช่วงปี 2570 เป็นต้นไป

    จากตัวเลขคาดการณ์ชุดใหม่เพิ่มขึ้นมาเพียงเล็กน้อย จากเดือนมิถุนายนที่ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.2% ในปี 2568 แต่ต่ำกว่า 2.9% จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้มีการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจจีนขึ้นมาที่ 4.7% จาก 4.2% ปรับคาดการณ์ของยูโรโซนขึ้นมาที่ 1.1% จาก 0.8% และปรับคาดการณ์ของสหรัฐฯ ขึ้นมาที่ 1.6% จาก 1.5% ส่วนปี 2569 ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.3%

    โดยความกังวลทางเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะมาจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจุบัน Fitch คาดว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 16% ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภาษีนำเข้าของเม็กซิโก และแคนาดาลดลงกว่าเดิม

    เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศยอมรับข้อตกลง USMCA ของสหรัฐฯ และภาษีนำเข้าจากยุโรปลดลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน ขณะที่ประเทศแถบเอเชีย ยกเว้น จีน ต้องเผชิญหน้ากับภาษีนำเข้าที่สูงกว่าคาดไว้

    นักเศรษฐศาสตร์จาก Fitch ระบุว่า แม้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนแล้ว แต่นั่นยังไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าภาษีนำเข้า จะทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง และมีหลักฐานชัดเจนจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เติบโตช้าลงเช่นกัน

    ขณะนี้ถึงแม้ว่าภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะยังไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทส่วนใหญ่แบกรับค่าใช้จ่ายจากภาษีไว้เอง แต่ Fitch คาดว่าราคาสินค้าจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงปลายปีนี้ ทำให้การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงลดลงและทำให้อุปสงค์ลดลงตามไปด้วย

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/786072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qx2JAMWRxm61RAyuh6LL-

  • ‘อดีตรมว.คลัง’ แนะนายกฯกดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง 4 ข้อ เบรกรายได้ ‘สแกมเมอร์’ ให้มีผลจริง

    ‘อดีตรมว.คลัง’ แนะนายกฯกดดันเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่อง 4 ข้อ เบรกรายได้ ‘สแกมเมอร์’ ให้มีผลจริง

    ‘ธีระชัย’แนะนายกฯกดดันด้านเศรษฐกิจเขมรต่อเนื่องด้วยการจัดการรายได้’สแกมเมอร์’ ให้มีผลอย่างแท้จริง ห้ามส่งออกทองคำ แซงชันบุคคลที่เกี่ยวข้อง อายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และสั่งห้ามการโอนเงินไปกัมพูชา

    1 ต.ค.2568 – นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

    ต้องจัดการรายได้สแกมเมอร์

    การที่รัฐบาลอนุทินจะสามารถแก้ปมปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องกดดันต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจ

    หมายความว่า จะต้องปิดด่านต่อไป ตลอดจนสกัดการส่งออกสินค้าจากไทยไปกัมพูชาผ่านลาว และโดยการขนส่งทางเรือและทางอากาศ

    ในคลิปข้างล่าง นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายว่า การกดดันทางการค้าปกติไม่กระทบต่อ ฮุนเซน เพราะยังมีอาศัยรายได้หลักจากสแกมเมอร์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของจีดีพีกัมพูชา

    ดังนั้น การที่รัฐบาลอนุทินจะกดดัน ฮุนเซน ได้จริง ก็ต้องหาทางเบรครายได้สแกมเมอร์ ให้มีผลอย่างแท้จริง

    นายรังสิมันต์ อ้างชื่อบุคคลในกัมพูชาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หลายราย ล้วนเป็นบุคคลระดับใหญ่ ใกล้ชิดกับ ฮุนเซน

    ผมจึงขอแนะนำให้นายกอนุทินพิจารณาดำเนินการต่อไปนี้

    หนึ่ง สั่งห้ามการส่งทองคำจากไทยไปกัมพูชา
    ปริมาณการส่งออกทองคำจากไทยไปกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นการฟอกเงินรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งได้มาจากประเทศต่างๆทั่วโลก ไหลเข้ามายังประเทศไทย แล้วฟอกเงินโดยแปลงไปเป็นทองคำ ส่งต่อไปกัมพูชา
    ดังนั้น ขอแนะนำให้รัฐบาลอนุทินสั่งห้ามการส่งออกทองคำไว้ก่อน

    สอง แซงชันบุคคลที่เกี่ยวข้อง
    รัฐบาลอนุทินควรประกาศรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการรายได้สแกมเมอร์ ซึ่งน่าจะมีมากกว่าที่นายรังสิมันต์นำมาอภิปราย แล้วแซงชันโดยห้ามมิให้เดินทางเข้ามาประเทศไทย

    สาม อายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราว
    รัฐบาลอนุทินควรประกาศอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกแซงชันไว้ชั่วคราวจนกว่าบุคคลนั้นจะสามารถชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ควรอายัด
    และเมื่อมีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ รัฐบาลอนุทินก็ควรยึดทรัพย์เหล่านี้มาเพื่อชดเชยให้แก่คนไทยที่ถูกหลอกโอนเงินไปในอดีต

    สี่ สั่งห้ามการโอนเงินไปกัมพูชา
    เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลอนุทินควรประกาศห้ามการโอนเงินจากไทยไปกัมพูชา ยกเว้นสำหรับการชำระนำเข้าสินค้าเท่านั้น

    วิธีนี้จะสกัดการฟอกรายได้สแกมเมอร์ผ่านไทยได้อย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/871021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FcXhGNIKs1vPGL6-p-dGE

  • ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ใครบ้างที่มีสิทธิ ข้อมูลจาก รมต.

    ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ใครบ้างที่มีสิทธิ ข้อมูลจาก รมต.

              ไทม์ไลน์ คนละครึ่ง 2568 เริ่มลงทะเบียนอาจเร็วขึ้นกว่าเดิม ข้อมูลจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใครบ้างที่มีสิทธิ คาดเริ่มใช้จ่ายได้ปลายเดือนหน้า

    ไทม์ไลน์คนละครึ่ง 2568

    ภาพจาก Lin Xiu Xiu / Shutterstock.com

              วันที่ 30 กันยายน 2568 รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand มีการรายงานถึงความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเบื้องต้นเอาไว้ดังนี้

    ระยะเวลาการลงทะเบียน

              คาดว่า น่าจะเริ่มได้ต้นเดือนตุลาคม 2568

    การเริ่มโครงการ

              คาดว่า น่าจะเริ่มได้ปลายเดือนตุลาคม 2568 หลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นเรียบร้อย

    ไทม์ไลน์คนละครึ่ง 2568

    เงื่อนไขการลงทะเบียน

              – คนที่อยู่ในโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – คนที่อยู่ในเฟส 1-4 แต่ไม่ได้อยู่เฟส 5 หรือคนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนใหม่

    การใช้งาน

              นอกจากใช้แอปฯ เป๋าตัง แล้ว อาจมีการเพิ่มฟังก์ชันในแอปฯ ทางรัฐ ด้วย อยู่ในขั้นตอนการหารือ

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295357.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268uhXQu2UV_YyXsUtymO7