Category: เศรษฐกิจ

  • วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    ในสนามเลือกตั้ง 2569 คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองใดจะแจกมากกว่า หรือนโยบายใดจะโดนใจมาก กว่า แต่หัวใจสำคัญคือการพิจารณาว่าเงินภาษีของประเทศจะถูกนำไปใช้เพื่อ “พยุงวันนี้” หรือ “สร้างอนาคต” ได้จริงเพียงใด ท่ามกลางภาพการแข่งขันทางนโยบายที่ไม่ได้เป็นเพียงการช่วงชิงคะแนนนิยม แต่คือการต่อสู้กันของ “โมเดลเศรษฐกิจ” ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน

    โดย ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถอดรหัสผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเพื่อประเมินโอกาสที่นโยบายเหล่านี้จะ “ทำได้จริง” และความยั่งยืนในระยะยาว

    ภูมิใจไทย: ชูยุทธศาสตร์ “Thailand Plus”

    หากพิจารณาโมเดลของพรรคภูมิใจไทยผ่านนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” หรือ “Thailand Plus” จะเห็นถึงความพยายามนำเสนอชุดนโยบายแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจปากท้องและสวัสดิการสังคม ในเชิงเศรษฐศาสตร์แรงงาน มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส” ถือเป็นนโยบายด้านอุปสงค์ที่ให้ผลเร็วเพราะเงินถูกส่งตรงไปยังผู้ที่มีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจระดับชุมชนฟื้นตัวได้ในระยะสั้น อีกทั้งการกำหนดค่าไฟฟ้าในอัตราตํ่ายังช่วยลดต้นทุนการดำรงชีพของกลุ่มแรงงานหลัก

    จุดแข็งของภูมิใจไทยคือความพร้อมในการบริหารทันที เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดจากระบบเดิมที่มีฐานข้อมูลและระบบดิจิทัลรองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือภาระการคลังในระยะยาว หากการอุดหนุนเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาจกลายเป็นภาระงบประมาณถาวรและลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนในอนาคต

    เพื่อไทย: การคลังเชิงรุก “ล้างหนี้-มีกิน” กู้กำลังซื้อ

    ด้านพรรคเพื่อไทยยังคงยึดแนวทางการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก (Expansionary Fiscal Policy) เพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนและเกษตรกรเป็นลำดับแรก โดยเน้นมาตรการพักหนี้ ล้างหนี้ และอุดหนุนรายได้เพื่อฟื้นกำลังซื้ออย่างรวดเร็ว

    ในมุมมองวิชาการ มาตรการเหล่านี้ช่วยลดสภาพคล่องและรักษาการจ้างงานได้ทันที แต่ความท้าทายที่น่ากังวลคือปัญหา “แรงจูงใจเชิงลบ” (Moral Hazard) ซึ่งหากการล้างหนี้ไม่สามารถเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ก็จะกลายเป็นภาระทางการคลังที่หนักอึ้ง โอกาสความสำเร็จของเพื่อไทยจึงอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นจากประสบการณ์ บริหารจัดการเดิม แต่ความยั่งยืนในระยะกลางถึงยาวจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้รัฐรองรับอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการคลัง

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    พรรคประชาชนปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ขณะที่พรรคประชาชนฉีกแนวทางไปสู่นโยบาย “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” (Structural Reform) ที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าการอัดฉีดระยะสั้น โดยมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างความเหลื่อมลํ้าและการผูกขาดผ่านการปฏิรูประบบภาษีก้าวหน้า การจัดเก็บภาษีจากทุนขนาดใหญ่และทรัพย์สิน เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า ในมิติตลาดแรงงาน พรรคประชาชนเน้นการยกระดับค่าจ้างขั้นตํ่าตามสภาพเศรษฐกิจจริงและการคุ้มครองแรงงานทุกระบบเพื่อให้กลไกตลาดทำงานอย่างเป็นธรรม แม้แนวทางนี้จะมีความสอดคล้องเชิงโครงสร้างและยั่งยืนที่สุดในระยะยาวตามกรอบเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่ข้อจำกัดใหญ่คือผลลัพธ์อาจไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น และต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากระบบราชการและกลุ่มผลประโยชน์เดิม

    เมื่อพิจารณาทั้ง 3 พรรคผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานและวินัยการคลัง จะเห็นความแตกต่างในเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน ด้านการแก้หนี้และผลิตภาพแรงงาน: พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งที่สุดในการจัดการหนี้สินระยะสั้น แต่พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในการออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงกับการจ้างงานและสวัสดิการพื้นฐาน ส่วนพรรคประชาชนเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านค่าจ้างที่เป็นธรรม

    ด้านความยั่งยืนทางการคลัง: พรรคประชาชนนำเสนอโมเดลที่ยั่งยืนที่สุดผ่านการปฏิรูปภาษี ขณะที่พรรคภูมิใจไทยพยายามรักษาวินัยการคลังด้วยการใช้กลไกเงินทุนนอกงบประมาณ (เช่น Thailand Future Fund) ส่วนพรรคเพื่อไทยยังมีความเสี่ยงในเรื่องการเพิ่มหนี้สาธารณะจากการอุดหนุนวงกว้าง

    ความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ (Implementation): พรรคภูมิใจไทยมีภาษีดีที่สุดในแง่ของความพร้อมบริหารทันทีตามโครงสร้างรัฐปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ในการผลักดันนโยบายประชานิยมให้เป็นรูปธรรม ส่วนพรรคประชาชนอาจเผชิญแรงต้านเชิงระบบที่ทำให้การผลักดันนโยบายเป็นไปได้ช้ากว่า

    หากมองในระยะสั้น (Short-term) พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยจะสามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันทีและมีโอกาสทำได้จริงสูงกว่า แต่หากมองในระยะยาว (Long-term) นโยบายของพรรคประชาชนจะมีความยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศได้มากกว่า

    SMEs ชงเร่งนโยบาย“ตรงจุด–เห็นผลจริง”

    ขณะที่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาที่เอสเอ็มอีเผชิญไม่ใช่เพียงภาวะเศรษฐกิจชะลอ แต่รวมถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ นิติบุคคลนอมินี รวมถึงต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่สูง ขณะที่ทักษะแรงงานและการเข้าถึงเทคโนโลยี AI นวัตกรรม ยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    ทั้งนี้ SMEs ไทยคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐ รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบราชการ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบลีน และบล็อกเชน เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มความโปร่งใส ปราบทุนเทา และดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง 2. เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม เดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรจากสินค้ามูลค่าตํ่าสู่มูลค่าสูง ใช้ PPP และเร่งลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค พร้อมสร้างความเชื่อมั่น “ไทยแลนด์แบรนด์” ในตลาดโลก

     3. เศรษฐกิจแต้มต่อ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยเป็นธรรม ลดความเหลื่อมลํ้า และลงทุนใน “ปัญญา” ผ่านระบบการศึกษาที่สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง และ 4. เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูง ยกระดับแรงงาน เกษตรกร และ SMEs สู่ธุรกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ใช้ AI ดิจิทัล ESG และหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

     “หากรัฐบาลต้องการให้ SMEs เป็นฐานกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย นโยบายต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนหรือคำประกาศ แต่ต้องแปลงเป็นมาตรการที่ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความสามารถแข่งขันได้จริง ทั้งในประเทศและเวทีโลก”

    ค้าปลีก หนุนนโยบายเพิ่มรายได้ประชาชน

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) กล่าวว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำเสนอในการเลือกตั้ง 2569 นั้น มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ในความเห็นส่วนตัวให้ความสำคัญกับนโยบายที่มุ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นหลัก เช่นนโยบายด้านการเกษตร

    “อุตสาหกรรมการเกษตรไทยสามารถสร้างจีดีพีได้ 8-10% มีแรงงานในอุตสาหกรรมราว 30 ล้านคน นโยบายที่ออกมาต้อง Quick Win ทำให้ประชาชนมีรายได้ เกิดการจ้างงาน เมื่อมีรายได้ก็มีการจับจ่ายมากขึ้น”

    ขณะที่นโยบายด้านแรงงาน การกำหนดค่าจ้างขั้นตํ่าอาจจะไม่ช่วยมากนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับ Skill- Based ทักษะความสามารถที่แท้จริง ตามมาตรฐานวิชาชีพหรือมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นตัวกำหนดรายได้ ซึ่งในแต่ละวิชาชีพมีมาตรฐานกำหนดตามระดับขั้นอยู่แล้ว ซึ่งการให้ค่าจ้างแรงงานตามลำดับมาตรฐานวิชาชีพ จะช่วยให้แรงงานเองมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองยิ่งขึ้น

    อีกนโยบายที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ ด้านการลงทุน ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ภาคเอกชนมีการลงทุนตํ่า ดังนั้นควรจะมีนโยบายในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งการลงทุนจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน เมื่อเกิดการจ้างงาน แรงงานก็จะมีรายได้ มาจับจ่ายดำรงชีพ ดังนั้นต้องมีการให้อินเทนซีฟแก่บริษัทที่มาลงทุน ไม่ใช่แค่การขอใบสมัครเพื่อส่งเสริมการลงทุน แต่เกิดการลงทุนจริง เหมือนเช่นที่ผ่านมา

    “สิ่งที่ต้องเร่งลงทุนมีหลายธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เช่น การสร้างดิสนีย์แลนด์ ซึ่งพบว่ามีคนให้ความสนใจเยอะมาก เพราะเมื่อลงทุนวันนี้จะยังไม่เห็นผลทันที แต่จะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดการจ้างงานจำนวนมาก และสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้อีกด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvETk_-RTTtZkiajOhHGn

  • BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น

    BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น

    BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น “ขุมทรัพย์” ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน


    16/01/2569 | 69 |

    ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอและวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง “ขยะ” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งอีกต่อไป แต่มันคือ “วัตถุดิบที่วางผิดที่” สำหรับประเทศไทยในปี 2569 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโมเดล BCG (Bio-Circular-Green) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นนโยบายบนกระดาษ สู่ “ขุมทรัพย์” ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

    1. จาก “Linear” สู่ “Circular”: ปฏิวัติวงจรการผลิต

    ในอดีตเราใช้โมเดล “หยิบมา-ผลิต-ทิ้ง” (Take-Make-Dispose) แต่ BCG 2.0 มุ่งเน้นไปที่ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบเต็มรูปแบบ โดยใช้หลักการ 3Rs ที่อัปเกรดขึ้น:

    • Design for Disassembly: การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ถอดแยกชิ้นส่วนมาใช้ใหม่ได้ง่ายตั้งแต่ต้นทาง

    • Waste-to-Value: การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech) เปลี่ยนกากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ชานอ้อยหรือฟางข้าว ให้กลายเป็นพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) หรือโปรตีนทางเลือก

    2. ขุมทรัพย์จากขยะ: ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในไทย

    • อุตสาหกรรมอาหาร: การเปลี่ยน “ขยะอาหาร” (Food Waste) ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงหรือก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในชุมชน

    • อุตสาหกรรมแฟชั่น: การนำขยะพลาสติกจากทะเลมาแปรรูปเป็นเส้นใยรีไซเคิลเกรดพรีเมียม ส่งออกไปยังแบรนด์ระดับโลก

    • อุตสาหกรรมก่อสร้าง: การนำเศษคอนกรีตและขยะจากการรื้อถอนมาบดและขึ้นรูปใหม่เป็นวัสดุก่อสร้างน้ำหนักเบา

    3. โอกาสของ SME และ Startups ไทย

    ปี 2569 คือปีทองของผู้ประกอบการที่ใช้ Green Innovation เพราะผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มให้กับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Green Loan) สำหรับธุรกิจที่ใช้โมเดล BCG อย่างชัดเจน

    4. บทสรุป: ความยั่งยืนคือผลกำไร

    BCG Model 2.0 ไม่ใช่แค่การทำความดีเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง Competitive Advantage หรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน หากธุรกิจไทยสามารถเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “ทุน” ได้ เราจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตในยุคโลกร้อน แต่จะเป็นผู้นำในเศรษฐกิจสีเขียวระดับภูมิภาค


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม (Reference Sites)

    เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ คุณสามารถอ้างอิงและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์หน่วยงานหลักเหล่านี้ครับ:

    1. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

      • nxpo.or.th – แหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับนโยบาย BCG Model ของประเทศไทย

    2. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) – สินค้า BCG

      • ditp.go.th – ข้อมูลแนวโน้มสินค้า BCG ในตลาดโลกและการส่งออก

    3. สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

      • tei.or.th – ข้อมูลด้านดัชนีความยั่งยืนและการจัดการขยะอย่างถูกวิธี

    4. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. / TGO)

      • tgo.or.th – ข้อมูลเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการลดการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิต

    5. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) – ESG Information

      • setsustainability.com – ข้อมูลด้านการลงทุนยั่งยืนและธุรกิจที่ใช้แนวคิด ESG

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/463074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xna6VedFYmZGx-Q38cpx3

  • จีนเดินหน้าโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    จีนเดินหน้าโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods Trade-In Program) หรือเก่าแลกใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐสามารถสร้างยอดขายรวมมูลค่ากว่า 3.92 ล้านล้านหยวน ในช่วงปี 2567-2568 และมีการใช้สิทธิของผู้บริโภครวมกว่า 494 ล้านครั้ง สะท้อนบทบาทสำคัญของมาตรการดังกล่าวในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน
    โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาครัฐจีนที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะใน ภาคยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้นโยบายการพัฒนาคุณภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน  ภายใต้โครงการดังกล่าว มีการซื้อรถยนต์ใหม่กว่า 18.3 ล้านคัน โดยเป็นรถยนต์พลังงานใหม่เกือบร้อยละ 60 ของจำนวนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่ซื้อผ่านโครงการนี้ ขณะเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกว่า 192 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน สะท้อนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด และแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า การประหยัดพลังงาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
    นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรีไซเคิลและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการรีไซเคิลรถยนต์ที่ปลดระวางแล้วกว่า 17.67 ล้านคัน และมีการจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือสองภายใต้มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมรีไซเคิลจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ทางการจีนประกาศต่ออายุมาตรการอุดหนุนโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2569 พร้อมจัดสรรงบประมาณจากพันธบัตรรัฐบาลพิเศษในระยะยาวล่วงหน้าจำนวน 62.5 พันล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายอุปสงค์ภายในประเทศถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในปีนี้ 
    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
    มาตรการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน สะท้อนทิศทางนโยบายที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเปิดโอกาสทางการค้าสำหรับประเทศไทยโดยอาจก่อให้เกิดความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าในห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ยานยนต์พลังงานใหม่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน 
    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าแบรนด์จีนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจีนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาด ประสิทธิภาพการใช้งาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดจีน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากตลาดจีนที่ยังมีศักยภาพเติบโตในระยะต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
    15 มกราคม 2569
    แหล่งข้อมูล
    https://english.news.cn/20260106/c7bc9310e66e459083c99b45920923d7/c.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/q02ockvrjfmnp0whftg3lj41&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DLSjAYSSR5Lijf7nQad70

  • “สีหศักดิ์” เปิดแนวคิด “เศรษฐกิจการทูต” ยกระดับทำงานเชิงรุก ขยายโอกาสไทยค้าขายตปท. ภายใต้หลักการรักษาสมดุลโลก | TOPNEWS

    “สีหศักดิ์” เปิดแนวคิด “เศรษฐกิจการทูต” ยกระดับทำงานเชิงรุก ขยายโอกาสไทยค้าขายตปท. ภายใต้หลักการรักษาสมดุลโลก | TOPNEWS

    ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) แถลงผลการจับกุมเครือข่ายเว็บพนัน ”นครินทร์ 789“ ที่มีหลักฐานเชื่อมโยง ว่า นายรัชต์พงศ์ หรือ ปอนด์ สร้อยสุวรรณ อดีต สส. พรรคประชาชน และปัจจุบันเป็นผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน เป็นเจ้าของ 2 เว็บไซด์ คือ 789.org และ นครินทร์ 789.com
    ผู้ต้องหาเป็นหนึ่งใน 10 รายชื่อที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเคยพูดก่อนหน้านี้หรือไม่ พันตำรวจเอกคำภีร์ ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นเรื่องที่ สอท.ตรวจสอบและดำเนินการมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

    พร้อมชี้แจง ว่า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้มอบ 10 รายชื่ออะไรมา มีเพียงมอบนโยบายเท่านั้น และกำชับให้ตรวจสอบไม่ให้เกิดการกระทำผิด และยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีข้อสั่งการเกี่ยวกับนักการเมืองเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหลักฐาน เริ่มต้นมีจากการร้องเรียน วันนั้นไม่มีข้อมูลนักการเมืองเลย ทำตามเนื้อผ้า และค่อย ๆ ขยายผลกว่าจะมาเจอปลายทาง แต่อาจจะเป็นห้วงเวลาที่ประจวบเหมาะพอดี ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง หรือเจาะจงไปยังพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะ หากปล่อยให้เลยเวลาช่วงนี้ไป ก็จะไม่ใช่ เพราะเราไปขอหมายจับแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jrC1mcOCzW1XlkujSs08q

  • แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day ว่า ในมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและโครงสร้าง GDP นั้น เศรษฐกิจไทยในปีนี้เผชิญปัญหามากมาย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

    • การส่งออกชะลอตัว: จากปีที่แล้วที่เคยเติบโตถึง 12.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 0.6% ซึ่งส่งผลให้ GDP หายไปประมาณ 0.4%
    • การใช้จ่ายภาครัฐ (ตัว G): ในช่วงรัฐบาลรักษาการ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไป 3-5 เดือน ส่งผลกระทบต่อ GDP อีกประมาณ 0.2-0.3%
    • ปัจจัยประคองเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเหลือเพียงการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แม้การบริโภคจะชะลอตัวลงจาก 4-5% เหลือ 1.9% ก็ตาม
    • ศักยภาพเศรษฐกิจไทย: ผู้ว่าฯ ชี้ให้เห็นว่าในอดีตศักยภาพไทยเคยอยู่ที่ 4% แล้วลดลงมาเหลือ 3% จนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและท้าทายในการยกระดับกลับไป

    ในด้านปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนจาก ‘ทองคำ’ นั้น มองว่าว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การทำธุรกรรมทองคำ

    • อิทธิพลของทองคำ: จากข้อมูลพบว่าในวันที่บาทแข็งค่ามากๆ มีแรงขายดอลลาร์ที่มาจากร้านทอง (ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์) สูงถึง 45% และในบางช่วงอย่างเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 62%
    • การกำกับดูแล: แบงก์ชาติได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อขออำนาจในการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เพื่อรายงานธุรกรรมและควบคุมไม่ให้กระทบต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยไม่ได้เข้าไปกำกับธุรกิจทองคำทั้งหมด

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ขณะที่การกวาดล้าง ‘ทุนเทา’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ นั้น ส่วนตัวก็มีความกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ผิดซึ่งกระทบต่อค่าเงิน ประกอบด้วย

    • ธุรกรรมผิดปกติ: พบว่ามีการใช้ USDT ในไทยสูงเกินความจำเป็น (50% ของการซื้อขาย) และกว่า 40% เป็นธุรกรรมจากคนต่างชาติ (Non-residence) ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดต้องมาขายในไทย
    • การใช้อำนาจตามกฎหมาย: แบงก์ชาติได้ตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้อำนาจที่ไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปี ในการตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่น่าสงสัย ทั้งในส่วนของทองคำและ USDT เพื่อจัดการกับปัญหาเงินเทา

    ส่วนยุทธศาสตร์ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ และการช่วยเหลือ SME แบงก์ชาติปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพ มาเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    • แก้หนี้รายย่อย: มีโครงการโอนหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท (ประมาณ 1.1 ล้านบัญชี) ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่าง SAM เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กลับมาใช้ชีวิตได้
    • วินัยทางการเงิน: เน้นให้ลูกหนี้มีวินัยเพื่อจะได้กลับมากู้ในระบบได้ใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนที่เหลือจากการช่วยเหลือช่วงโควิดประมาณ 20,000 ล้านบาท
    • สนับสนุน SME: ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยให้สินเชื่อเพื่อให้ SME ปรับตัว (Transformation) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)

    นโยบายดอกเบี้ยและบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ

    • ดอกเบี้ยนโยบาย: ผู้ว่าฯ ย้ำว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.25%) ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น
    • พื้นที่ดำเนินนโยบาย (Policy Space): แม้จะยังมีพื้นที่ให้ปรับลดได้ แต่ต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินและพิจารณาตามความจำเป็นของข้อมูล
    • การควบคุมเงินสด: แบงก์ชาติสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมการแลกเงินหรือเบิกเงินที่ผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อป้องกันปัญหาช่วงเลือกตั้งและเงินนอกระบบ
    • การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าปัญหาปัจจุบันอย่าง Productivity ต่ำ หรือสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่ไป

    ทั้งนี้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าการฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคในที่สุด

    นายวิทัย ได้เน้นย้ำถึงค่านิยม 4 ประการของแบงก์ชาติที่ต้องยึดถือ คือ ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน’ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แบงก์ชาติได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสองคำหลัง คือ ‘ยื่นมือ’ เข้าไปช่วยแก้ปัญหา และ ‘ติดดิน’ เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรเพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

    นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาของประเทศ โดยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี ‘คนวิเคราะห์’ จำนวนมาก แต่กลับมี ‘คนทำ’ น้อยเกินไป

    ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างถูกวิเคราะห์ซ้ำไปมาเป็นเวลานับสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคส่วนต่างๆ มีดังนี้

    • แบงก์ชาติ: พร้อมปรับบทบาทและขยายขอบเขตการทำงานเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ
    • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ: ขอความร่วมมือให้ช่วยกัน ‘ปล่อยสินเชื่อ’ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนที่ต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคแต่ต้องค่อยๆ แก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหา
    • ภาคเอกชน: สนับสนุนให้ช่วยกัน ลงทุน และหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ‘ทุนเทา’

    “เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเปรียบเทียบว่าการจะยกประเทศออกจาก ‘หล่ม’ และทำให้เศรษฐกิจกลับมา ‘วิ่งได้’ อีกครั้งนั้น ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างจริงจัง”

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ส่งผลให้โครงการต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลายโครงการ (อาทิ โครงการ Ignite) สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 99%

    อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากแบงก์ชาติในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก การปรับตัวของ ธปท. และการเรียกร้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ

    รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปลดล็อกปัญหาคอขวดของเศรษฐกิจไทย หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/649087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TxyINsffMbE5rVR89LBXv

  • เปิดยุทธศาสตร์ “รัฐบาลประชาชน” “ธนาธร” ลั่นทำได้จริง ฟื้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

    เปิดยุทธศาสตร์ “รัฐบาลประชาชน” “ธนาธร” ลั่นทำได้จริง ฟื้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

    “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน พร้อมด้วย “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปรัฐ และ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมทีมเศรษฐกิจของพรรค ร่วมกางแผนผ่าตัดโครงสร้างประเทศด้วยความมั่นใจเกิน 100% ว่าหากได้รับฉันทานุมัติให้จัดตั้งรัฐบาล พวกเขาพร้อมบริหารประเทศทันทีโดยไม่ขายฝัน ภายใต้แผนงานที่ผ่านการจำลองสถานการณ์ (Simulation) มาอย่างละเอียด เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางงบประมาณและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยด้วยนโยบายที่ทำได้จริงตั้งแต่วันแรก

    นายธนาธร กล่าวให้ความมั่นใจว่า หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล จะมีความพร้อมในการบริหารประเทศได้ทันที เนื่องจากพรรคไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดหรือเตรียมนโยบายในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่เริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมทันทีหลังการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อทราบว่าต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และมองไปข้างหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องใช้เวลาทั้งหมดในการเตรียมตัวอย่างจริงจัง

    “พรรคเตรียมครบทั้ง What, How และ Who คือรู้ว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีการสร้างทีมงานและระบบการทำงานควบคู่กันไปโดยเห็นว่าการบริหารประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ต้องมีโครงสร้างการทำงานและทีมงานที่พร้อมปฏิบัติจริง”

    นายธนาธรกล่าวว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายได้มีการยกร่างเตรียมไว้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งมีแผนงานหรือโรดแมปในระดับปฏิบัติการอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เรื่องการปฏิรูปพลังงาน ด้วยการลงทุนระบบ Smart Grid และ Smart Meter ทั่วประเทศมูลค่า 400,000-500,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี เพื่อรื้อโครงสร้างจากระบบผูกขาดรับซื้อรายเดียว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี ที่ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันขายไฟ จะทำให้ประชาชนเลือกซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าได้ตามพฤติกรรม หรือขายไฟจากแบตเตอรี่รถ EV คืนเข้าระบบได้ ตั้งเป้าว่ากลไกการแข่งขันนี้จะช่วยลดค่าไฟได้ 50 สตางค์ต่อหน่วยอย่างยั่งยืน โดยรัฐไม่ต้องนำงบประมาณไปอุดหนุน โดยทีมงานได้เดินสายหารือกับหน่วยงานราชการและเอกชนรายใหญ่ เช่น บี.กริม, บ้านปู เพาเวอร์, เอ็กโก, กัลฟ์, ปตท. ที่มีความพร้อมปรับตัว แผนงานเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการเป็น ASEAN Grid เป็นศูนย์กลางส่งผ่านพลังงานจากลาว เมียนมาไปสู่สิงคโปร์, มาเลเซีย

    “พรรคดำเนินงานด้วยเงินบริจาคจากประชาชนและเงินอุดหนุนกองทุนพัฒนาการเมืองปีละกว่า 90 ล้านบาท ทำให้พรรคไม่มีหนี้บุญคุณที่ต้องไปถอนทุนคืนด้วยการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน การไม่มีเงินทอนที่ทำให้กล้าเข้าไปรื้อโครงสร้างพลังงานและสัมปทานต่าง ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะกลับมาช่วยหาเสียง โดยตอนนี้กำลังเดินสายรณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้นในต่างประเทศเพื่อส่งสัญญาณกลับมายังประเทศไทย โดยเริ่มจากสหรัฐอเมริกา, ลอสแอนเจลิส, ชิคาโก ข้ามไปยังยุโรป, ลอนดอน และจะไปสิ้นสุดที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ก่อนจะบินกลับมาประเทศไทย”

    นายธนาธรกล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของเขาคือการส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน และเชื่อว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล หน้าตาของรัฐบาลจะสะท้อนผลการเลือกตั้งอย่างสอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน

    “วีระยุทธ” ชู 4 กลไกปลดล็อก SME

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า ได้วางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาปากท้องผ่าน “4 Pain Points” ของธุรกิจ SME แบบครบวงจร ได้แก่ 1. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับ SME รายเล็ก หรือกลุ่ม S เป็น 30% จากเดิมที่รัฐมักค้ำประกันให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางมากกว่า มาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านมติคณะรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่สามารถทำได้ภายใน 100 วันแรกของการบริหารประเทศ 2. สภาพคล่องสะดุด ใช้มาตรการ “หวยใบเสร็จ” ให้คนซื้อของร้านรายย่อยครบ 500 บาท ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ เพื่อกระตุ้นยอดขาย 3. เครดิตเทอมยาว แก้ปัญหา SME ต้องรอเงิน 45-60 วันด้วยระบบ E-Factoring ให้ SME สามารถนำใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Invoice) ไปแปลงเป็นเงินสดได้ทันที เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดภาระการรอคอย 4. ขาดตลาด รัฐสนับสนุนการตั้งโกดังสินค้า (Warehouse) ในต่างประเทศให้สินค้าไทยพร้อมส่งเหมือนสินค้าจีน

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดึง SME เข้าระบบด้วยมาตรการภาษีใหม่ โดยขยายเพดานจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 1.8 ล้าน เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อให้รายเล็กกล้าโต และเสนอระบบ VAT เหมาจ่าย 2.1% โดยไม่ต้องเก็บใบกำกับภาษีซื้อ เพื่อลดภาระเอกสาร นอกจากนี้ยังเตรียมสร้าง Medical Industry ที่ไทยจะไม่ใช่แค่คนใช้เครื่องมือแพทย์นำเข้า แต่จะผลิตอุปกรณ์เอง เพื่อลดการขาดดุลและสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมจาก Smart Meter 30 ล้านตัว ที่จะสร้างงานให้โรงงานพลาสติก ทองแดง และชิปในไทยมหาศาล

    “ศิริกัญญา” มั่นใจมีงบทำตามนโยบาย

    น.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยว่า ใช้ระบบ Policy Simulation หรือจำลองงบประมาณล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “Digital Wallet Moment” หรือภาวะถังแตกจากนโยบายขายฝัน ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกันในพรรค อยากทำโครงการใหญ่แต่พอถึงหน้างานจริงเงินไม่มี จึงได้ทำการนำนโยบายพรรคกว่า 70-80 เรื่อง เช่น สวัสดิการเด็กเล็ก, น้ำประปา, การศึกษา มาใส่ในกระดานจำลองงบประมาณ (Policy Simulation) ไปจนถึงปี 2573 เพื่อให้มั่นใจว่าทำได้จริงและมีเงินจ่าย พร้อมยอมรับว่าจำเป็นต้องขาดดุลการคลังที่ระดับ 3.9% ในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงเหลือ 3% ในปีท้าย ๆ

    พบว่าในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลใหม่จะมีพื้นที่ทางการคลัง (Budget Space) ให้ใช้ทำนโยบายใหม่ได้จริงเพียงประมาณ 680,000 ล้านบาท จึงจะนำระบบ Zero-Based Budgeting หรืองบประมาณฐานศูนย์มาใช้ เพื่อรื้องบโครงการเก่าที่ไม่จำเป็นทิ้ง ไม่ให้ตั้งงบเพิ่มตามฐานเดิม อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2570 รื้อทั้งหมดไม่ทัน จึงวางแผนรื้อเท่าที่จำเป็น แล้วค่อยทำเต็มรูปแบบในปีถัดไป

    สำหรับคำถามว่าเอาเงินมาจากไหน จะไม่รีดภาษีใหม่หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่จะหาเงินจาก 2 แหล่งหลัก คือ 1. เข้าไปจัดการงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่เชื่อว่ามีส่วนต่างราคา (เงินทอน) อยู่ราว 20-30% หากแก้ระเบียบให้โปร่งใส จะดึงเงินกลับมาได้ถึง 300,000 ล้านบาท 2. ใช้เงินนอกงบประมาณ เช่น ให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่ง รมว. คลัง น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ขอเก็บไว้เป็นตัว Secret (ความลับ) และเตรียมไว้เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์จะเปิดตัวในภายหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2908073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b89lQ_JXdHffoTl839-TU

  • เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า โตสวนเศรษฐกิจในยุค ‘Quality Shopping’ สร้างตัวตนและครองใจนักช้อปยุคใหม่บนอีคอมเมิร์ซ ด้วยคุณภาพ-ความเชื่อมั่น

    ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะตลาดที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ ‘แบรนด์ไทย’ จำนวนไม่น้อยกลับสร้างปรากฏการณ์เติบโตสวนกระแส จนสามารถยืนหยัดและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้อย่างน่าจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและบิวตี้ที่ครองใจนักช้อปยุคใหม่ได้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนจากอัตราการซื้อซ้ำและความภักดีต่อแบรนด์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค ‘Quality Shopping’ อย่างเต็มตัว ยุคที่ป้ายราคาไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเพียงอย่างเดียว แต่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายให้กับ ‘คุณภาพ’ และ ‘คุณค่า’ ตลอดจนให้การสนับสนุนแบรนด์ไทยที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และบริบทความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง

    ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์  ตอกย้ำเทรนด์นี้ด้วยสถิติที่ชี้ว่า ผู้บริโภคไทยให้ความไว้วางใจในการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่นิยมซื้อสินค้าหมวดแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าสุขภาพ

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    ขณะที่กลุ่มกำลังซื้อสูงหันมาจับจ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรฐานและประสบการณ์การช้อปปิงที่ได้รับ สอดคล้องกับข้อมูลจากลาซาด้าในแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ายอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า อีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นอีกช่องทางหลักที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ที่เชื่อถือได้ 

    “อีคอมเมิร์ซ” จากช่องทางขาย สู่พื้นที่แห่งการสร้างแบรนด์

    ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป อีคอมเมิร์ซจึงไม่ใช่เพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างตัวตนและขยายธุรกิจ โดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่ฉับไวและตอบโจทย์อินไซต์ลูกค้า แพลตฟอร์มอย่างลาซาด้าจึงทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพแบรนด์ไทยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการเติบโต ด้วยเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าไปจนถึงการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อต่อยอดประสบการณ์ที่ดึงดูดนักช้อปต่อเนื่อง

    นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ความสำเร็จของแบรนด์ไทยแถวหน้ายังเกิดจากการอยู่บนแพลตฟอร์มที่สามารถรักษามาตรฐานการให้บริการ พร้อมมอบความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์พรีเมียมได้อย่างสม่ำเสมอในทุก touchpoint ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ขยายตัวตน และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ข้อมูลจากเมกะแคมเปญล่าสุดของลาซาด้ายังพบว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์มล้วนเป็นแบรนด์สัญชาติไทย ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จร่วมกันคือการสร้างสรรค์ ‘ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์’ ควบคู่กับ‘ความเข้าใจอินไซต์คนไทย’ อย่างลึกซึ้ง 

    กลยุทธ์สร้างดีมานด์ หัวใจความสำเร็จของแบรนด์ไทยแถวหน้า

    กลยุทธ์สำคัญที่พาเหล่าแบรนด์ไทยประสบความสำเร็จในโลกอีคอมเมิร์ซ คือการสร้างความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษหรือสินค้าลิมิเต็ด เพื่อสร้างความรู้สึกพิเศษ (Exclusivity) และแรงกระตุ้นการตัดสินใจ (Urgency) ควบคู่กับการรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนผ่าน 3 แบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างโดดเด่นบนลาซาด้า อาทิ

    • Endless Holiday: หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นไทยที่มาแรงแห่งปี 2568 สร้างเอกลักษณ์ผ่านลวดลายและสีสันที่สดใหม่ สามารถรักษาฐานลูกค้าประจำได้อย่างแข็งแกร่ง และต่อยอดความสำเร็จด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Disney จนกวาดยอดขายกว่า 170 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสัดส่วนกว่า 95% มาจากช่องทางลาซาด้า

    • Rally Movement: แบรนด์ต้นแบบที่สร้างกระแส Sold Out ด้วยกลยุทธ์เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า ถือกำเนิด It-Bag ที่ครองใจนักช้อปอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำพลังของความลิมิเต็ดอิดิชั่นที่สามารถสร้างดีมานด์ได้อย่างทรงพลัง

    • YVIS: แบรนด์เครื่องประดับที่มัดใจกลุ่มเป้าหมายด้วยดีไซน์และคุณภาพพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ เน้นความถี่ในการออกคอลเลกชันใหม่ให้ลูกค้าสนุกกับการเลือกซื้ออย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำคอลแลบพิเศษกับแฟชั่นไอคอนเพื่อครองพื้นที่ Top of Mind ในใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี แบรนด์สินค้าแฟชั่นไทยที่โดดเด่นและยอดขายดี
         

    แพลตฟอร์มพรีเมียม กับการสร้างการเติบโตในระยะยาว 

    เหตุผลที่แบรนด์ไทยชั้นนำเลือกเติบโตบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซพรีเมียม คือการเข้าถึงกลุ่มนักช้อปที่มีความตั้งใจซื้อสูง (High-intent shoppers) ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ช้อปปิงจากแบรนด์แท้ที่วางใจได้ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มพรีเมียมอย่างลาซาด้ายังมีฐานลูกค้าที่มีความภักดี และมีมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อออเดอร์สูง (Average Order Value) ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถต่อยอดมูลค่าผ่านสินค้าพรีเมียม บริการเสริม หรือการเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น 

    นอกจากนี้ ลาซาด้ายังสร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนาอีโคซิสเต็มที่ยกระดับประสบการณ์นักช้อปอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น 4 การันตี บน LazMall สร้างความเชื่อมั่นให้นักช้อป ของแท้-ส่งไว-คืนง่าย-สต็อกของพร้อมส่ง ตลอดจน AI Lazzie ที่คัดกรองและแนะนำสินค้าจากฐานข้อมูลหลายล้านรายการ ช่วยให้การตัดสินซื้อสะดวกและตรงใจยิ่งขึ้นผ่านแชตบอต

    ขณะเดียวกัน โปรแกรมสมาชิกลาซาด้า ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าผ่านสิทธิประโยชน์เฉพาะสมาชิก อาทิ คูปองส่วนลดเพิ่มเติม สิทธิพิเศษในวันเกิด และบริการลูกค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ช้อปสู่ความผูกพันและการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

    ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าเพียงโปรโมชัน ความสำเร็จของแบรนด์ไทยจึงไม่ได้วัดจากยอดขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่คือความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานลูกค้าอย่างยั่งยืน

    บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ในยุค Quality Shopping ไม่ใช่เพียงการ “ขายให้ได้” แต่คือการเลือกแพลตฟอร์มและกลยุทธ์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ แบรนด์ที่สามารถผสานจุดแข็งของสินค้า ความเข้าใจผู้บริโภค

    การเลือกพาร์ทเนอร์อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สมรภูมิตลาดออนไลน์ยังเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับแบรนด์ที่พร้อมก้าวสู่แถวหน้า และต่อยอดการเติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/736539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S6ynkZwdiJUzpFqDcXsac

  • เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    อเด็คโก้ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระดับโลกด้านการสรรหาและให้คำปรึกษาด้านงานบุคคล ครอบคลุมทุกธุรกิจและสายอาชีพ ได้เผยภาพรวมตลาดแรงงานไทยในช่วงปี 2568–2569 โดยอธิบายว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ไม่มากนัก ความคาดหวังของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว และความต้องการทักษะที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นจากผู้หางานและองค์กร

    ในรายงานล่าสุดจาก อเด็คโก้ประเทศไทย ได้เผยแพร่ คู่มืออัตราเงินเดือนพนักงานเอกชนประจำปี 2569 หรือ Adecco Thailand Salary Guide 2026 รวมทั้งผลสำรวจ Career & Work Trends 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากคนทำงานไทยกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ เรื่องแผนการเปลี่ยนงาน ค่าตอบแทน และเทรนด์การทำงานที่น่าสนใจในปัจจุบัน มีการเน้นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับคนต่างวัยและการปรับตัวกับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น งานฟรีแลนซ์หรืองานตามโครงการ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

    ในปี 2568 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% และจะลดลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์การบริหารกำลังคนอย่างระมัดระวังมากขึ้น อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการจ้างงานเติบโตได้แก่ อุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และดิจิทัล ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI , Cloud computing และ Big Data

    ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่มาก การจ้างงานจะเน้นเฉพาะตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อธุรกิจ เช่น ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดิจิทัล หรือทักษะเฉพาะทาง รวมถึงตำแหน่งผู้นำที่มีบทบาทในการตัดสินใจและการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ในขณะเดียวกัน การจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น พนักงานสัญญาจ้าง งานตามโครงการ และการเอาท์ซอร์ส (การจ้างงานจากภายนอก) ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนของธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มงานไอที วิศวกรรม และดิจิทัล

    มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร

    อย่างไรก็ตาม งานประจำยังคงเป็นโครงสร้างหลักของตลาดแรงงานไทยที่ทั้งองค์กรและคนทำงานส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

    แนวโน้มการจ้างงานและค่าจ้าง

    จากข้อมูลใน Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่า ภาพรวมเงินเดือนในปี 2569 ยังคงเติบโตในอัตราค่อยเป็นค่อยไป โดยมี 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับการปรับเงินเดือนในปีที่ผ่านมาในช่วง 2–5% และมีเพียง 15% ที่คาดหวังจะได้รับการปรับขึ้นมากกว่า 10% ในปีหน้า

    สำหรับตำแหน่งที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี ค่าเฉลี่ยเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 – 38,000 บาท ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 5–10% ยกเว้นตำแหน่งด้านไอที เช่น Data Scientist และ Data Engineer ซึ่งมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 80,000 บาท ขณะที่ตำแหน่งผู้บริหารก็มีการเติบโตขึ้น โดยตำแหน่ง CEO (Chief Executive Officer) หรือ General Manager ในบริษัทข้ามชาติอาจได้รับเงินเดือนสูงถึง 800,000 บาท

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    การที่ตลาดแรงงานมีการเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างตำแหน่งที่ต้องการและตำแหน่งทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าค่าจ้างไม่ได้เติบโตอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งการที่จะได้ค่าตอบแทนสูงในตลาดนี้ ผู้สมัครต้องมีทั้งทักษะเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับงาน และทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น ทักษะด้าน AI และ ดิจิทัล การใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

    แรงงานมั่นคงขึ้น แต่แรงกดดันยังคงอยู่

    ผลสำรวจจาก Thailand Career & Work Trend 2025-2026 พบว่า 72% ของคนทำงานยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนงานใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานมากขึ้น โดยลดลงจากปี 2567 ที่มีผู้ที่กำลังหางานใหม่ถึง 40%

    ปัจจัยหลักที่ทำให้คนลาออกยังคงเด่นชัด เช่น ความก้าวหน้าในอาชีพที่จำกัด (47%), ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง (34%), และสมดุลชีวิตและการทำงานที่ไม่ดี (34%) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงที่ต้องเผชิญกับความกดดันจากงานที่เพิ่มขึ้นและความคาดหวังที่สูงขึ้นจากองค์กร

    ในด้านรูปแบบการทำงาน งานประจำแบบเต็มเวลายังคงเป็นตัวเลือกหลักของแรงงานถึง 69% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการรายได้ที่มั่นคงและสวัสดิการที่ชัดเจน ในขณะเดียวกัน รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานสัญญาจ้าง ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากคนทำงานที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พร้อมพิจารณางานที่ยืดหยุ่นหากค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    ผลสำรวจพบว่า 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการทำงานร่วมกับคนต่างวัยมีทั้งข้อดีและความท้าทาย โดยข้อดีคือการได้รับมุมมองที่หลากหลายและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความท้าทายหลักคือความแตกต่างในการสื่อสารและค่านิยมในการทำงานที่ไม่เหมือนกัน

    องค์กรส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัฒนธรรมองค์กรแบบไม่เป็นทางการมากกว่าการมีโครงการหรือโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น ระบบพี่เลี้ยงหรือการถ่ายทอดความรู้ แม้ว่า 39% ขององค์กรจะมีโครงการที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันของแรงงานต่างเจเนอเรชันอย่างเป็นรูปธรรม

    กลยุทธ์กำลังคน ความได้เปรียบขององค์กรไทย

    มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เพียงแต่การควบคุมต้นทุนแรงงาน แต่ยังต้องออกแบบกลยุทธ์กำลังคนที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของการจ้างงาน พร้อมกับการบริหารทีมงานจากหลายเจเนอเรชันอย่างมีระบบ

    ในโลกการทำงานที่ตำแหน่งงานเปลี่ยนแปลงไปเร็ว ทักษะต่างๆ ที่มีความสำคัญ เช่น ทักษะด้านดิจิทัลและการสื่อสาร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้หางานมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถปรับตัวได้ในตลาดแรงงาน

    ทักษะที่สามารถใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรมหรือ Skills Portability จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวและเติบโตในตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง รวมถึงการเปิดรับรูปแบบการทำงานที่หลากหลายจะช่วยให้ผู้หางานมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดไปสู่บทบาทใหม่ๆ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/649024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28U12h95I5L_dnDmWuyw3C

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 15 มกราคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 15 มกราคม 2569 – InterGold

    วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 10.29 น.

    กลยุทธ์ : รอย่อซื้อ
    แนวรับ : $4,570 หรือ 68,300
    แนวต้าน : $4,650 หรือ 69,100

    ข่าว :

    .

    ภาพรวมข่าวหนุนทองคำยังมาจาก “โทนการเงินผ่อนคลาย + ความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น” โดยฝั่งสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากตัวเลข PPI เดือน พ.ย. ที่ออกมาต่ำกว่าคาด (โดยเฉพาะ Core PPI ทรงตัว) ทำให้ตลาดมองว่า Fed มีพื้นที่เดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ต่อและเริ่มให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยรอบถัดไปช่วงมิถุนายน 2026 ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคุกรุ่น ส่งให้ทองคำทำสถิติใหม่ที่ $4,641 และราคาเงินพุ่งแรงตามมา อีกด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงจากแรงกดดันกลุ่มเทคและธนาคาร (ประเด็นจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10% กระทบกำไรแบงก์) จึงเกิดภาวะ Risk-off เงินบางส่วนไหลเข้าทองคำเพิ่ม ส่วนจีนรายงานเกินดุลการค้าปี 2025 สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนแรงส่งการค้าที่ยังแข็ง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยง “ศึกการค้า” รอบใหม่ภายใต้นโยบายภาษีของทรัมป์ ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ปัจจัยมหภาคกำลังเอื้อให้ทองคำยืนสูงได้ เพราะความคาดหวังดอกเบี้ยขาลงมีแนวโน้มกดดันดอลลาร์และช่วยพยุงทองในระยะกลาง–ยาว ขณะเดียวกันเมื่อหุ้นผันผวนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ ตลาดมักเพิ่มน้ำหนัก “ถือสินทรัพย์ปลอดภัย” ทำให้แรงซื้อทองยังหนาแน่น แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณผ่อนคลายบางประเด็น แต่ภาพรวมความไม่แน่นอนยังอยู่ จึงทำให้โซนบนยังมีแรงประคอง อย่างไรก็ตามในเชิงเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณแรงส่งอ่อนตัวจาก MACD ในกรอบ 4 ชั่วโมง แปลว่ามีโอกาสพักฐาน/ย่อสั้นๆ ก่อนลุ้นขึ้นรอบใหม่

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักคือ “รอย่อซื้อ” โดยโฟกัสการเข้าซื้อเมื่อราคาพักตัวลงมาใกล้แนวรับ $4,570 (ประมาณ 68,300 บาท) เพื่อรอจังหวะรีบาวด์ตามแนวโน้มขาขึ้นเดิม เป้าหมายทำกำไรให้มองบริเวณแนวต้าน $4,650 (ประมาณ 69,100 บาท) และต้องมีวินัยคุมความเสี่ยง หากราคาหลุด $4,500 (ประมาณ 67,600 บาท) ให้ยอมตัดขาดทุนเพื่อป้องกันการย่อลึกเกินคาด โดยภาพรวมคือเน้น “ทยอยสะสมตอนย่อ” มากกว่าการไล่ราคาเมื่อวิ่งขึ้นแรงแล้ว

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-15-jan-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v-CXvIaTczgwGKhV_pBPs

  • “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,166 ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค. 2569 โดย…กาแฟขม

    *** โลกป่วนไม่หยุดพัก จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าพ่อใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ฟาดงวงฟาดงาสะเทือนไปทั่วโลก บุกยึดเวเนซุเอลาเข้าบริหารแหล่งนํ้ามันสำรองอันดับแรกๆ ของโลก และไม่ปฎิเสธการหมายตากรีนแลนด์พื้นที่ของเดนมาร์ก อันกระทบกระทั่งกับยุโรป แต่ไม่สนใจใครตามสไตล์ และเป็นไปตามคำประกาศอเมริกาต้องมาก่อน และเพื่อปกป้องผลประโยชน์อมเริกาเท่านั้น พร้อมฉีกทุกกติกา ล่าสุดประกาศขึ้นภาษี 25% สำหรับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน จากการที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วง คาบนี้ “ทรัมป์” เป็นปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนของโลก เศรษฐกิจ สังคมโลกที่สูงยิ่งไปแล้ว

    *** ทรัมป์ประกาศถอนตัวออกจากภาคี องค์กรหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ 66 ข้อตกลง รายการที่ถอนตัวส่วนใหญ่องค์กรที่เน้น สภาพภูมิอากาศ การพัฒนา การค้า การพลังงาน การศึกษา และนโยบายสากลต่างๆ ที่ทรัมป์มองว่าขัดกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ผลจากการถอนตัว กระทบกับงบประมาณในการช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาหลายแห่ง มาตรฐานการค้า การลงทุน ขาดการคุมตามกรอบจากกลไกระหว่างประเทศ บริษัทสหรัฐต้องรับมือกับมาตรฐานต่างประเทศ โดยไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดเอง ตลาดทุน ตลาดเงินระสํ่า และนักลงทุนหวาดผวาในการเข้าลงทุนในสหรัฐจากความไม่แน่นอนของกฎการค้าระหว่างประเทศและมาตรฐานธุรกิจ

    *** ผลกระทบอย่างจังเรื่องโลกร้อน ที่หลายฝ่ายมีความพยายามกำหนดเป้าหมายและแสวงหาความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจก เมื่อถอนตัวจาก UNFCCC และ IPCC ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ข้อตกลงสากลอ่อนแอลงมาก และอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่น ชะลอความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันมีผลกระทบต่อเนื่องมากมายอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคมโลก

    *** การถอนตัวของสหรัฐในภาคีต่างๆ หรือการบุกไปยึดครองตามใจฉันของ ทรัมป์ จะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์โลกแปรเปลี่ยน และเต็มไปด้วยไม่แน่นอนและความหวาดระแวง ซึ่งอเมริกามักใช้ท่าทีเช่นนี้เสมอเมื่อเศรษฐกิจภายในของตัวเองมีปัญหา นโยบายเจ้าพ่อมาเฟียแบบ ทรัมป์ แห่งอเมริกา จะเป็นผู้ยื่นมือเข้าไปกำหนดชะตากรรมของโลก แน่นอนโลกไม่อาจยินยอมให้มาเฟียทรัมป์ทำตามใจฉัน จีน รัสเซีย ต้องหาทางสู้ กระทั่งการรวมกลุ่มของหลายๆ ภาคี กลุ่มจี 20 กลุ่มCPTPP กลุ่ม BRICS (บริกส์) บราซิล รัสเซีย อินเดีย, จีน แอฟริกาใต้และกำลังขยายสมาชิก พวกนี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น 

    *** ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง จากการถอนตัวจาก UNCTAD และ ESCAP ที่เป็นเวทีวิเคราะห์นโยบายการค้า การพัฒนา และเศรษฐกิจในภูมิภาค ความร่วมมือด้าน การค้าเสรี การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานสินค้า อาจต้องกลับมาทบทวนกลไกระดับภูมิภาค ขณะที่ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐถอน กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกา อาจจะชะลอการช่วยเหลือทางเทคโนโลยี การระดมทุน กระทบการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว ต้องหาทางเสริมสร้างความร่วมมือใหม่หรือภูมิภาคอื่นให้ทันท่วงที

     *** ไทยกำลังสู่โหมดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้นำคนใหม่ มากำหนดนโยบาย ทิศทางและบริหารประเทศ แต่ละพรรค หรือแคนดิเดตที่เสนอตัว ยังไม่มีใครโดดเด่นเพียงพอในการนำพาประเทศฝ่าคลื่นลมกระแสโลก ส่วนใหญ่เป็นนโยบายประเภท “เสือคล้อย” มากกว่า การสร้างหรือนำให้ไทยยืนหยัดได้ในเวทีโลก …แต่ยังเป็นช่วงกลางๆ ของการหาสียงเสนอนโยบาย ช่วงโค้งท้ายอาจมีหมัดเด็ดของแต่ละค่ายออกมา คงต้องรอดู ใครจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนประเทศ 

                             “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    *** ตบท้ายฉบับนี้ นโยบายไทยในห้วงอวกาศ เป็นฝันค้างคา เมื่อดาวเทียม THEOS-2A เกิดเหตุขัดข้องและเกิดความผิดปกติของการควบคุม การทรงตัว ไม่สามรถเข้าสู่วงโคจรได้ตามแผน จะแตกระเบิดในชั้นบรรยากาศและตกสู่โลกตามมา มูลค่าดาวเทียมก็หลายพันล้านบาท ซึ่งการจัดการดาวเทียม การสร้างฝันไทยไปอวกาศ อยู่ภายใต้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA ผู้อำนวยการ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ คงต้องตอบหลายๆ คำถามให้เคลียร์ๆ ชัดๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีการสร้าง การเลือกฐานยิงจรวดนำส่ง มีอายุการใช้งานกี่ครั้ง มาตรฐานแต่ละประเทศเป็นอย่างไร การจัดซื้อ จัดจ้างอย่างไร ระบบการประกันภัย การเคลมประกันอย่างไรให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้สบายใจ นโยบายอวกาศไทยไม่ฝันค้าง…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/649011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw085ggKeVLfOmQUpkk8oVlR