Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ยศชนัน’ ถก ‘ทปอ.’ เสนอใช้วิจัยนำเศรษฐกิจ ปั้นคนป้อนอุตสาหกรรมใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ยศชนัน’ ถก ‘ทปอ.’ เสนอใช้วิจัยนำเศรษฐกิจ ปั้นคนป้อนอุตสาหกรรมใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ห้องประชุมกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพมหานคร คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับคณะกรรมการบริหารที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษา และแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้นโยบายของพรรคเพื่อไทยในด้านการศึกษา และการวิจัย ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศอย่างตรงจุด

    นายยศชนัน ได้กล่าวถึงภาพรวมและทิศทางของประเทศ ในที่ประชุมว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ที่โหมกระหน่ำพร้อมกัน ทั้งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของประเทศ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความได้เปรียบตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ไม่ยากนัก เนื่องจากภาระผูกพันจากการลงทุนเดิมยังไม่สูงจนถอนตัวลำบาก

    ในด้านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน นายยศชนัน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ 1.การยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เจาะกลุ่มเป้าหมายในคลัสเตอร์ท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงไปสู่ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และระบบขนส่ง โดยเฉพาะนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และระบบ Feeder เชื่อมต่อการเดินทาง 2.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยขั้นแนวหน้า และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป้าหมายคือการยกระดับไปสู่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

    นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ตนไม่เคยเปลี่ยนความคิดเรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีอธิปไตยทางทรัพย์สินทางปัญญา และขอให้ภาคการศึกษาเลิกความคิดที่ว่าจะต้องคอยหมุนตามการเมือง แต่ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อยกระดับประเทศ โดยเปรียบเทียบสไตล์การทำงานของตนว่า แม้บุคลิกภายนอกจะดูสุภาพ แต่เนื้อแท้คือความมุ่งมั่นแบบ “กัดไม่ปล่อย” เพราะหากไม่สามารถผ่านปัญหาโครงสร้างเดิมๆ ได้ ประเทศก็ไปข้างหน้าไม่ได้ พร้อมทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า การนำตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องการเมือง จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนที่ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ สำหรับประเด็นสะท้อนจากวงหารือ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อสังเกตและความกังวลในหลายประเด็น อาทิ การนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ความกังวลเรื่องประสิทธิผล การติดตามผล ช่องว่างทางการศึกษา และการพัฒนาคน ซึ่งต้องเร่งผลิตบุคลากรที่จำเป็นต่อการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น

    ในช่วงท้าย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้กล่าวชื่นชมนโยบายในอดีตอย่าง “1 อำเภอ 1 ทุน” (ODOS) ของพรรคเพื่อไทย ที่นำรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลมามอบโอกาสให้เด็กจากทุกอำเภอได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมวิสัยทัศน์ของนายยศชนัน ในการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม และเชื่อมโยงทุกมิติ ซึ่งเข้ามาเติมเต็มจุดอ่อนของไทยที่มักขาดการวางแผนระยะยาวด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ทำให้มองเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5505140/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIP43WVKsUohH2CioHzLK

  • มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ ปี 2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ ปี 2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ปี 2025 ที่ผ่านไป เป็นปีที่การลงทุนในต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีอีกหนึ่งปี ต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี แต่จากผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ไม่มากเท่าการคาดการณ์ในช่วงแรก ร่วมกับแรงหนุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกำไรบริษัทในตลาด หรือนโยบายการเงินที่มีทิศทางผ่อนคลายลงทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงครึ่งหลังของปี

    ในปี 2026 เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังสามารถขยายตัวได้ต่อ โดยอาจะชะลอตัวลงจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายด้านภาษีศุลกากร และมีความเสี่ยงที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนในด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากทางสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมประเทศเวเนซูเอลาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก จากปริมาณการผลิตน้ำมันของเวเนซูเอลาที่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับอุปทานในตลาดโลก แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน

    ในด้านตลาดหุ้นนั้น ยังมีทั้งปัจจัยบวกและลบต่อแนวโน้มการลงทุน โดยด้านปัจจัยบวก คือแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่คาดการณ์ว่าจะยังสามารถเติบโตได้ต่อจากปีก่อนหน้า รวมถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ปัจจัยลบที่สำคัญ คือระดับ Valuation ของตลาดในภาพรวมที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดในระยะหลัง สะท้อนความคาดหวังกำไรสูงและการลงทุน CapEx เพิ่มในกลุ่มบริษัท AI/Tech ซึ่งหากผลไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ อาจมีความผันผวนสูงขึ้นและมีการปรับฐานของตลาดได้

    ในด้านมุมมองการลงทุน จากประเด็นเรื่อง Valuation ที่อยู่ในระดับสูงของหุ้นกลุ่ม tech และหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม เราจึงเน้นเรื่องการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่มีระดับ Valuation ยังไม่สูงมาก และมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    1. ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งยังมีโครงสร้างที่น่าสนใจใน 2026 จาก 3 แรงหนุน ได้แก่ (1) การปฏิรูปตลาดและบรรษัทภิบาลที่ลึกขึ้น (2) ระดับ Valuation ที่ยังไม่แพงมาก และ (3) วัฏจักรเงินเฟ้ออ่อน ค่าจ้างเพิ่ม และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

    2. ตลาดประเทศกำลังพัฒนา หรือ Emerging Markets (EM) โดยในปี 2025 ตลาด EM ได้แรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนลง รวมถึง Valuation ที่ยังไม่สูง ซึ่งเราคาดว่าในปี 2026 แรงหนุนทั้งสองปัจจัยจะยังช่วยหนุนตลาด EM ได้

    3. หุ้นกลุ่ม Healthcare โดยแม้ปี 2025 จะถูกกดดันด้วยความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย แต่พื้นฐานยังคงน่าสนใจ โดยมีจุดเด่นด้านคุณลักษณะความ Defensive คือมีผลการดำเนินการที่แข็งแกร่งแม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งสามารถลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนได้ รวมทั้งระดับ Valuation ยังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ หลังจาก Underperform ตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

     ในภาพรวม เรามองว่าปี 2026 อาจมีความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังสามารถเติบโตต่อได้ เรายังมองว่ามีโอกาสที่การลงทุนในต่างประเทศจะยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่อาจลดลงต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา จากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพระยะยาว การลงทุนในต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะกับการเป็นส่วนสำคัญของการลงทุนเพื่อการเกษียณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20250115-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glSbIJtpV-uINUMyEUQuE

  • “ระงับวีซา 75 ประเทศ -มาตรการภาษีทรัมป์”เผือกร้อนโลก “ล้อมรอบ” ไทย

    “ระงับวีซา 75 ประเทศ -มาตรการภาษีทรัมป์”เผือกร้อนโลก “ล้อมรอบ” ไทย

    วันนี้ (15 ม.ค.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งระงับการออกวีซาใน 75 ประเทศ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ในรายชื่อด้วยว่า ขณะนี้สิ่งที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ รอความชัดเจนจากสหรัฐฯ ว่าสุดท้ายแล้วมาตรการเกี่ยวกับวีซาจะออกมาในลักษณะใด และมีความผูกพันกับไทยอย่างไร

    โดยข้อมูลข่าวสารในช่วงแรกมีการระบุว่า สหรัฐระงับวีซากับไทยทุกกรณี แต่ในระยะหลังข้อมูลเริ่มชี้ว่าอาจเป็นการระงับเฉพาะวีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยอย่างถาวร ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับวีซาท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศและภาครัฐควรทำงานขนานกัน ทั้งการหาข้อมูล สอบทาน และชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงการประเมินแนวทางลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    ทั้งนี้ แม้กรณีนี้ยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่มูลเหตุของการที่สหรัฐฯ อาจระงับวีซาในอดีต มักเกิดจาก 2–3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประเทศที่มีความผูกพันกับประเทศที่สหรัฐมองว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อสหรัฐอย่างเหมาะสม ประเทศที่มีการดำเนินการเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามกติกาสากล หรือ ประเทศที่มีการดำเนินการส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ของสหรัฐ รวมถึงอาจเป็นกรณีเฉพาะกิจเฉพาะการ

    ซึ่งไทยไม่น่าจะเข้าข่ายมูลเหตุดังกล่าว เนื่องจากไทยมีอัตราภาษีการค้าอยู่ที่ 19% ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ได้ถูกตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง อีกทั้งกรณีที่สหรัฐอาจพิจารณาประเทศที่มีความผูกพันกับอิหร่าน จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมา ขณะนี้สถานการณ์อิหร่านมีสัญญาณคลี่คลาย และสหรัฐเองก็ระบุว่ามีเพียงการติดตามเฝ้าระวัง

    อย่างไรก็ตาม อาจมีบางกรณีที่ประเทศซึ่งมีพลเมืองเดินทางเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือสวัสดิการของสหรัฐเป็นจำนวนมาก จนเกิดผลกระทบต่อสหรัฐ อาจทำให้มีการจำกัดวีซาประเภทการอยู่อาศัยถาวรได้ แต่จากข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

    ส่วนมิติทางเศรษฐกิจนั้น นายธนวรรธน์ ระบุว่า การค้าไทยยังไม่ถูกตอบโต้จากสหรัฐอย่างรุนแรง ด้านการท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และไม่มีมาตรการห้ามชาวอเมริกันเดินทางมาไทย จึงไม่น่ากระทบต่อภาคท่องเที่ยว ขณะที่ ด้านการค้า สหรัฐยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยไทยส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นประมาณ 18% หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท และไม่มีสัญญาณว่าสหรัฐจะระงับการนำเข้าสินค้าไทยหรือปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม

    ดังนั้น หากการระงับวีซาไม่ได้ครอบคลุมวีซานักท่องเที่ยว วีซ่าการศึกษา หรือวีซาทั่วไป ก็คาดว่าไม่น่ากระทบต่อไทยในภาพรวม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายธนวรรธน์ กล่าวถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปว่า ไม่สามารถก้าวล่วงเหตุผลของศาลได้ เนื่องจากการเลื่อนพิจารณาคดีเป็นสิ่งที่ศาลดำเนินการด้วยความรอบคอบ ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

    สำหรับไทย มองว่า การเลื่อนการตัดสินยังไม่มีผลกระทบในเชิงลบ เนื่องจากไทยยังคงเสียภาษีการค้าในอัตราเดิมที่ 19% และหากศาลพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีที่ผ่านมาไม่ครบถ้วนตามกระบวนการ ไทยอาจได้รับประโยชน์จากภาษีที่ลดลงด้วยซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม การเลื่อนคำตัดสินไม่ได้ส่งผลให้ไทยเสียประโยชน์เพิ่มเติม การดำเนินธุรกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐยังคงเป็นไปตามปกติ และจำเป็นต้องรอคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐอีกครั้งว่าแนวทางสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลสูงสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปว่า ทางสภาผู้ส่งออกมีความเชื่อว่าแนวโน้มที่ศาลฎีกาจะตัดสินคล้อยตามศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์มี แต่ไม่สามารถที่จะประกาศทันที เพราะถ้าประกาศทันทีแล้ว ทางฝั่งผู้บริหารของสหรัฐฯ ทีมงานของทรัมป์อาจจะยังไม่พร้อมที่จะ handle เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกคนทราบว่าภาษีนำเข้าได้มีการเก็บเข้าไปในระบบคลังเรียบร้อยแล้ว พอเก็บไปแล้วโอกาสที่จะเอาไปใช้แล้วก็คงมีสูง เพราะฉะนั้น เงินบางส่วนอาจจะหายออกไป

    อีกทั้ง ในเมื่อยังไม่มีทางออก เข้าใจว่าคงจะต้องทอดเวลาออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับศาลฎีกาอาจจะให้ความเห็น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมถึงคิดว่าจำเป็น ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาใช้กับประเทศต่างๆ ซึ่งถึงแม้ต้องผ่านสภา แต่อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอยู่อันหนึ่ง คือ มาตรา 230 และ 232 ซึ่งเป็นอำนาจที่สามารถเลือกปฏิบัติกับสินค้าตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ หรือหลายตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นคุณ หากตัดสินใจตามนั้น แต่เนื่องจากว่ากระทบทางฝั่งสหรัฐฯ มากพอสมควร และฝ่ายบริหารได้ออก Executive Order ไปแล้ว จึงต้องพยายามประคองว่า Executive Order เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังมีผลให้เป็นคุณกับประเทศสหรัฐฯ ต่อ ดังนั้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การเก็บภาษียังคงต้องมีอยู่ เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบอื่น

    ในส่วนของผู้ประกอบการและผู้ส่งออก จริงๆ แล้วสถานการณ์นี้อาจจะเกี่ยวกับผู้นำเข้ามากกว่า โดยเมื่อประเมินแล้วมองว่าเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วคงจะไม่คืนให้ผู้นำเข้า ขณะเดียวกัน เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว ผู้ส่งออกเองมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิด จะโดนภาษีนำเข้า ดังนั้น ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ได้มีผลกระทบมาก เพราะการเจรจา การดีลราคา และเทอมการซื้อขายต่างๆ ได้ตกลงกันไปหมดแล้ว เอฟเฟกต์ในเชิงผลกระทบจึงไม่หนักมาก เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะโดน

    ทั้งนี้ แม้ในกรณีที่ตัดสินออกมาว่าไม่โดนภาษีในรูปแบบเดิม ก็ยังอาจจะต้องโดนในรูปแบบอื่น จึงมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างเฉยๆ หากผลออกมาเป็นคุณกับผู้ส่งออก หรือ ผู้นำเข้ามากขึ้น ก็ถือว่าดี แต่โดยรวมเข้าใจว่าน่าจะใกล้เคียงเดิม และสหรัฐฯ คงไม่ถอนเงินออกมาเพื่อคืน เพียงแต่ต้องไปจัดการกันภายในว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

    อย่างไรก็ตาม กรณีการใช้มาตราอื่น นายธนากร อธิบายว่า อาจหมายถึงภาษีที่สูงกว่าเดิม แต่เป็นการเก็บเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะสินค้า โดยขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ และทีมเจรจามีข้อมูลรายการสินค้าทุกประเทศที่ค้าขายด้วยอยู่แล้ว และมีการพิจารณาไว้แล้วว่าจะดูแลสินค้าตัวใดบ้าง จึงมองว่า ขณะนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะสหรัฐฯ เข้าใจบริบทของการนำเข้าทั้งระบบของประเทศตนเองแล้ว

    หากให้เดาในมุมของ สรท. มองว่า มีโอกาสเป็นคุณ แต่เนื่องจาก Executive Order ของสหรัฐฯ ยังมีอยู่เต็มมือ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ในรูปแบบใด หากเก็บเงินมาแล้วและยังอยากจะเก็บต่อ ก็ต้องหาวิธีในการจัดเก็บต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับเม็ดเงินที่คำนวณไว้แล้วว่าจะเข้ามาเพิ่มงบประมาณประเทศเท่าใด พร้อมมองว่า Executive Order ของสหรัฐฯ น่าจะออกมาต่อเนื่อง หากมีการตัดสินว่าแนวทางเดิมไม่ถูกต้อง

    ส่วนกระแสข่าวว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ น่าจะออกมาประมาณเดือนมิถุนายนนั้น ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ในการเตรียมการ เพื่อประคองสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว รวมถึงเงินที่จัดเก็บไปแล้ว จึงไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยวิตกกังวลจนเกินไป เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้ว และควรตั้งรับอย่างมีสติ เนื่องจากเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ ว่าเขาจะจัดการต่ออย่างไร เงินจะคืนหรือไม่คืน เป็นเรื่องที่เขาต้องบริหารจัดการกันเอง

    อ่านข่าว:

    จับตาศาลสหรัฐฯ ชี้ชะตา “ภาษีทรัมป์” TDRI ประเมินไทยมีทางเลือกใหม่หากผลเป็นโมฆะ

    “พณ” มั่นใจ สหรัฐฯไม่กดดันเรื่องภาษี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    หวังสหรัฐฯเข้าใจไทย ปมขัดแย้งชายแดน ไม่กระทบเจรจาการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26VkE5EhaL0bX9Pda_ZGGZ

  • มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


    15/01/2569 | 73 | |

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามและให้กำลังใจการดำเนินงานพัฒนาชุมชน การส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอาชีพและการบริหารจัดการครัวเรือน สร้างทักษะอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงในชีวิตและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยหัวหน้าผู้ตรวจราชการ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ พัฒนาการอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างพร้อมเพรียง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มท.4 ได้ติดตามตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและแนวทางการต่อยอดศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงธรรมชาติ และเชิงเกษตรวัฒนธรรม ดังนี้

    – กลุ่มท่องเที่ยววิถีหมุย : เยี่ยมชมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของชุมชน ซึ่งบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาทิ การทำลูกประคบสมุนไพร ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้การคัดเลือกสมุนไพร การผสมสูตร และการประยุกต์ใช้เพื่อสุขภาพ การทำเมี่ยงคำสมุนไพร ส่งเสริมอาหารพื้นถิ่นเพื่อสุขภาพ สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมการกินของชุมชน การทำผ้าบาติก ผ่านกระบวนการออกแบบลวดลาย ย้อมสี และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เชื่อมโยงสู่การจำหน่ายสร้างรายได้ในชุมชน

    – ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหินลาด : ลงพื้นที่ติดตามและตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหินลาด ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมรับฟังแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ การบริหารจัดการนักท่องเที่ยว และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายผลประโยชน์สู่คนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    – ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง : ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเชือกร่ม ศูนย์เรียนรู้สายพันธุ์มะพร้าวเกาะสมุย กลุ่มท่องเที่ยวนวัตวิถีบ้านหินลาดเชิงเกษตรและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่รวมองค์ความรู้ด้านอาชีพ เกษตร และการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม

    – วิสาหกิจชุมชน ณ ดี เกาะสมุย ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย : เยี่ยมชมและให้กำลังใจกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ OTOP จากเชือกกล้วย พร้อมชมการสาธิตการทำเชือกกล้วย การทำสบู่

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมศักยภาพชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #OTOPนวัตวิถี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/309436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LBEKK_0nYngNjwZk0v0ky

  • ‘เอกนิติ’ ชูแผนยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ปลกล็อคลงทุน เพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน

    ‘เอกนิติ’ ชูแผนยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ปลกล็อคลงทุน เพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน

    ‘เอกนิติ’ ชูแผนยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ปลกล็อคลงทุน เพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “กรุงเทพธุรกิจ CEO DAY: LEAD THE SHIFT CEO AWARDS • CEO CONNEXT” ภายใต้หัวข้อ Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเวลานาน  

    เศรษฐกิจไทย “รถยนต์เครื่องเก่า-คนขับแก่-ติดหล่ม”

    นายเอกนิติ เปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้เห็นภาพชัดเจนว่า เหมือนกับ “รถยนต์ที่กำลังติดหล่ม” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งหน้าที่ของตนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คือการพยายามยกตัวรถให้หลุดออกจากหล่ม เนื่องจาก

    • เครื่องยนต์เก่า: ขาดการลงทุนใหม่ๆ มาเป็นเวลานาน ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลง
    • คนขับแก่: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยปีนี้มีประชากรอายุเกิน 60 ปีถึง 20% และจะเพิ่มเป็น 30% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้รายได้และการบริโภค (Consumption) ลดลงตามวัยเกษียณ
    • เทคโนโลยีดั้งเดิม: ยังคงยึดติดกับเทคโนโลยีแบบเก่าหรือ “ฟอสซิล” ไม่มีการอัปเกรดมานาน
    • กฎระเบียบคือรถติด: มีกฎหมายและกติกาที่ซ้ำซ้อนเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ช้าเหมือนรถติด

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ชูกระตุ้นระยะสั้น ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เราเน้นนโยบายที่ “กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว” โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งคำว่า “พลัส” ที่เพิ่มเข้าไปนั้น หมายถึงการเพิ่มเรื่อง การพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) โดยพบว่าชาวบ้านที่เข้าโครงการพัฒนาทักษะ เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายหมูปิ้งหรือลูกชิ้นปิ้ง สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 500-600% เพราะสามารถขยายตลาดจากหน้าปากซอยไปสู่ระดับหมู่บ้านหรือออนไลน์ได้

    ยุทธศาสตร์ “แก้หนี้ครัวเรือน” เพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติเน้นย้ำว่าหนี้ครัวเรือนคือตัวฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจ จึงได้ร่วมกับ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ผลักดันโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” โดยมีแนวทางดังนี้

    Social AMC นำหนี้ NPL รายย่อยที่ต่ำกว่า 100,000 บาท เข้าสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อทำหน้าที่เป็น AMC เพื่อสังคม

    ปรับโครงสร้างหนี้และสร้างวินัย เน้นการลดภาระผ่อนต่อเดือนเพื่อให้ลูกหนี้มี “ลมหายใจ” พร้อมทั้งใส่ความรู้เรื่องวินัยการเงิน เพื่อให้ผู้ที่ปิดหนี้ได้แล้วสามารถกลับมาขอสินเชื่อใหม่เพื่อประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

    ยกระดับศักยภาพประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของจีดีพีให้กลับไปสูงเหมือนในอดีต นายเอกนิติ เสนอให้เร่งการลงทุนในภาคเอกชนที่ปัจจุบันเหลือเพียง 17-18% ของ GDP ผ่านกลไกดังนี้

    • BOI Fast Pass: เร่งปลดล็อกโครงการที่รอการลงทุนกว่า 78 โครงการ มูลค่ากว่า 480,000 ล้านบาท ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น เกษตรอัจฉริยะ, EV, ระบบอัตโนมัติ, Data Center/AI, และ Wellness
    • พลังงานสะอาด (Green Energy): เร่งผลักดันการซื้อขายไฟตรง (Green PPA) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด
    • Thailand Future Fund (TFF): ใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะให้กับประเทศ
    • การปลดล็อกกฎหมาย: ใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ. แรงงาน เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับสูง (Skill Labor) จากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทยได้สะดวกขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาแรงงานในประเทศที่ไม่เพียงพอและรองรับสังคมสูงวัย

    “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องทำทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การยกเครื่องยนต์ใหม่ การเพิ่มทักษะให้คนขับ และการปลดล็อกกติกาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง โดยเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่จำเป็นต้องทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NIl2AjTkRZZT65AdrpnbT

  • กูรูเตือนไทยเสี่ยงติดกับดัก ‘เศรษฐกิจโตต่ำ’ จากภัยคุกคาม 3 ด้าน | เดลินิวส์

    กูรูเตือนไทยเสี่ยงติดกับดัก ‘เศรษฐกิจโตต่ำ’ จากภัยคุกคาม 3 ด้าน | เดลินิวส์

    หลังจากเปิดงานสัมมนา “Year Ahead 2026” ด้วยการอภิปรายเชิงลึกด้านนโยบายระดับประเทศ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ขับเคลื่อนเวทีสัมมนาสู่การนำเสนอแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ โดยมีนักกลยุทธ์ระดับแนวหน้าจาก KKP และ Goldman Sachs ร่วมกันถ่ายทอดภาพรวมภูมิทัศน์เศรษฐกิจในปี 2026 เพื่อนำเสนอภาพรวมโอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนไทยต้องเผชิญ ได้แก่ 

    -Andrew Tilton Chief Asia Pacific Economist, Goldman Sachs Global Investment Research

    -Shoqat Bunglawala Head of Multi-Asset Solutions for EMEA and Asia Pacific, Goldman Sachs Asset Management

    -ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

    -นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง

    “เราคาดว่าประเทศไทยจะยังคงติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ (Low-growth trap) ไปจนถึงปี 2569 โดยคาดการณ์ว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘ภัยคุกคาม 3 ด้าน’ ได้แก่ 1.ความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 2.การเติบโตของสินเชื่อที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น และ3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มรูปแบบ”

    อย่างไรก็ตาม ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ จะขึ้นอยู่กับทิศทางหลังการเลือกตั้ง หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถปรับเปลี่ยนจากการเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เราอาจได้เห็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากการติดหล่มได้

    มุมมองเศรษฐกิจโลก 2569

    Andrew Tilton จาก Goldman Sachs Global Investment Research นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจโลกในเชิงบวก โดยมองว่าการเติบโตของโลกมีแนวโน้มทนทานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังคงแข็งแกร่งจากหลายปัจจัยหนุน อาทิ แรงกดดันเรื่องภาษีศุลกากรที่ลดลง มาตรการสนับสนุนทางภาษี สภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคโนโลยี 

    นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาดการณ์ ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงโดยไม่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง จะเป็นการเปิดทางให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและสร้างสภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

    นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน โดยจีนแม้ภาคการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในขณะที่ญี่ปุ่นแตกต่างจากกระแสโลกในภาพรวม เนื่องจากมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงมีอยู่ ในภูมิภาคเอเชียส่วนอื่นๆ การเติบโตยังถือว่าดีกว่าที่คาด แม้ว่าภาคการส่งออกในบางประเทศอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น

    กลยุทธ์การลงทุน

    Shoqat Bunglawala ได้แบ่งปันมุมมองด้านโอกาสในปี 2569 ว่า ในปี 2569 เรามองว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในจุดที่พร้อมจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเร่งจากนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายในสหรัฐและเยอรมนี รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แม้ว่าอาจจะมีปัจจัยเรื่องภาษีศุลกากรที่ทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐ เป็นปัจจัยกดดันชั่วคราว 

    แต่ทิศทางหลักจะเริ่มกลับเข้าสู่เป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี ภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว มุมมองของเราต่อตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเป็นเชิงบวกโดยให้น้ำหนักความสำคัญกับหุ้นสหรัฐ เป็นลำดับแรก โดยเน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน รวมถึงให้น้ำหนักกับกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ

    ขณะเดียวกัน เราเน้นการลงทุนในหุ้นยุโรปที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลัง และหุ้นอินเดียที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของตลาด นอกจากนี้ เรามองเห็นข้อได้เปรียบของ Private Credit ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า Public Markets และมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงินกู้ร่วม (Syndicated Loans)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504964/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P7US6LRck0jp_B1TkLN8q

  • เทียบยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

    เทียบยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง  ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ – ดึงทุนต่างชาติ มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แก้ไขปัญหาการผูกขาด สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

    15 ม.ค.2569 ที่เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดพื้นที่ให้ 8 พรรคการเมือง ร่วมนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญทั้งปัญหาภายในประเทศและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก 

    กรอบคำถามสำคัญของเวทีในช่วงแรกระบุว่าหากพรรคการเมืองได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลและร่วมกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ จะขับเคลื่อนนโยบายใดเพื่อสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ปีข้างหน้า 

    การนำเสนอของแต่ละพรรคสะท้อนแนวคิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจในหลากหลายมิติตั้งแต่บทบาทของตลาดทุน การลงทุน นวัตกรรม การแก้ปัญหาหนี้ การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ พลังงาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมอนาคต

    1.พรรคกล้าธรรม : ปั้น EEC สู่ระดับสากล และการทูตเชิงเศรษฐกิจ

    นาย นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตทุกปี พรรคกล้าธรรมจึงเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่าน 4 หลักการสำคัญ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยด้วยนวัตกรรม AI และสนับสนุนทุนแก่ SME/Startup ในรูปแบบทุนพัฒนาสินค้า (By-product) พร้อมเสนอใช้สถานทูตไทยทั่วโลกเป็นตัวแทนขายสินค้าพรีเมียมสู่ตลาดโลก

    – นโยบาย EEC: พัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องตั้งแต่ชลบุรีถึงตราด ไม่จำกัดเพียงแค่อุตสาหกรรม แต่รวมถึงการดึงดูดนักลงทุนด้วยนโยบายที่โปร่งใสและต่อเนื่อง

    – การท่องเที่ยว: เน้นกลุ่ม High Spending ผ่านการสร้างจุดขายใหม่ (New Attraction) และ Entertainment ในระดับสากล

    – การส่งออก: เร่งกระบวนการคืนภาษี VAT ให้เร็วขึ้นเพื่อช่วยสภาพคล่องผู้ส่งออกรายย่อย

    2. พรรคไทยก้าวใหม่: สร้าง “Thailand Investment Team” ผสานตลาดทุน มุ่งเน้นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) 

    ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจนำเสนอการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New Engine) โดยชี้ชัดว่าภาคเศรษฐกิจจริงและตลาดทุนต้องทำงานควบคู่กันดยมองว่าเศรษฐกิจและตลาดทุนไม่สามารถแยกจากกันได้

    – ยุทธศาสตร์การลงทุน: จัดตั้งทีมร่วมระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเข้าหานักลงทุนต่างชาติตั้งแต่วันแรก (Day 1) เสนอแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ที่รวมเครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนไว้ด้วยกัน

    – การปฏิรูประบบราชการ: ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) โดยตั้ง Head of Country FDI เพื่อมีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวง และสร้างมาตรฐานนิติรัฐให้ชัดเจน

    3.พรรคไทยสร้างไทย : โมเดล 25 ปี เติมออกซิเจนเศรษฐกิจผ่านตลาดทุน

    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ นำเสนอการบริหารจัดการแบบ “นักรบเศรษฐกิจ” ผ่านโมเดลระยะยาว 25 ปี เพื่อเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    – เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย : ใช้ตลาดทุนระดมทุนผ่านบริษัทที่รัฐบาลท้องถิ่น/เทศบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อกระจายอำนาจการลงทุนสู่ต่างจังหวัด คาดกระตุ้นเม็ดเงินได้ปีละ 2 แสนล้านบาท

    – การระดมทุน FDI : ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ผ่านเทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์ทางการค้า

    – กองทุนปลดหนี้ : จัดตั้ง Matching Fund แก้ปัญหาหนี้ SME และหนี้ครัวเรือน 5 แสนล้านบาท โดยดึงเงินฝากจากภาคประชาชนมาบริหารจัดการแทนการกู้เงินที่กระทบหนี้สาธารณะ

    4. พรรคประชาชน: ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทลายผูกขาดด้วยนวัตกรรม

    ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง (Structural Decline) จึงต้องใช้การปฏิรูปขนาดใหญ่ (Major Reform) แทนที่ประชานิยม

     – การแข่งขันนิยม: ทลายการผูกขาดด้วย พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ SME เติบโตเป็น New Economy

    – เปลี่ยนปัญหาเป็นธุรกิจ: รัฐจะใช้งบประมาณสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีของไทยเอง เช่น ระบบเซ็นเซอร์จัดการน้ำ หรือพลังงานสะอาด (Smart Grid) เพื่อสร้างอุปสงค์ในประเทศ

    – นิติรัฐและนิติธรรม: สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติด้วยระบบกฎหมายที่โปร่งใส มาตรฐานเดียว และดึงตัวบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent) จากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย

    5.พรรคประชาธิปัตย์: ปฏิรูปราชการ เปิดเสรีพลังงาน และ “Super Act”

    คุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เสนอยุทธศาสตร์เปลี่ยนรัฐจาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” เพื่อลดอุปสรรคการประกอบอาชีพและธุรกิจ โดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอ 7 หลักยุทธศาสตร์

     – ปฏิรูประบบราชการ: ออกกฎหมาย “Super Act” ให้อำนาจรัฐสภายกเลิกกฎหมายล้าหลังโดยเร็ว และทำ “Digital Government” เต็มรูปแบบ

    – เปิดเสรีไฟฟ้า: อนุญาตให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้ากันเองผ่านระบบสายส่งของรัฐ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟอย่างถาวรโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ

    – ยกระดับเกษตรและโลจิสติกส์: ปฏิรูประบบสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และตั้งเป้าลดต้นทุนขนส่งจาก 17% ให้ต่ำกว่า 10% ของ GDP

    6.พรรคเพื่อไทย: แก้หนี้เบ็ดเสร็จ ประกันกำไรเกษตรกร และความมั่นคงทางการคลังชู

    ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคนำเสนอแพ็กเกจแก้หนี้ นโยบายครอบคลุมทุกมิติ โดยยึดความมั่นคงทางการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญ

    – มาตรการแก้หนี้: ใช้ระบบ AMC บริหารหนี้เสีย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี และดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

    – ประกันกำไรเกษตร: ประกันกำไรให้เกษตรกร 30% โดยรัฐจะเติมเงินส่วนต่างให้หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์

    – E-commerce สัญชาติไทย: สนับสนุน SME ให้ขายสินค้าฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี และเพิ่มสัดส่วนให้รัฐเป็นคู่ค้าหลักของ SME

    7.พรรคภูมิใจไทย: อัดฉีดการลงทุน 30% และ Silver Economy

    นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้เติบโตมากกว่า 3% ภายในปี 2569 ผ่านการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ที่เข้มข้นขึ้น เน้นการลงทุนเชิงรุกและการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

    – งบลงทุนใหม่: ตั้งเป้าเพิ่มงบลงทุนเป็น 30% ของงบประมาณเพื่อกระตุ้น GDP ให้โต 3% Plus

    – Silver Economy: เปลี่ยนผู้สูงวัยจาก “ภาระ” เป็น “ศักยภาพ” สร้างงานสร้างรายได้รองรับสังคมสูงวัย

    – Thailand Digital Account (TISA): ใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลเพิ่มความโปร่งใสในภาครัฐ และลดภาระหนี้สินประชาชน

    8. พรรครวมไทยสร้างชาติ : ชนทุนพลังงาน เปิดเสรีโซลาร์เซลล์

    ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค

    ชู จุดยืนความเด็ดขาดในการแก้ต้นทุนการผลิตด้วยนวัตกรรม โดยระบุว่านวัตกรรมก้าวกระโดดจะเกิดได้ต้องมีพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ทุกคนโดยไม่มีระบบเส้นสาย

    – ทลายกำแพงนวัตกรรม: ชี้ว่านวัตกรรมไม่เกิดเพราะขาดพลังงานสะอาดราคาถูก เสนอเปิดเสรีโซลาร์เซลล์โดยไม่ต้อง “มีเส้น” เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรม Semiconductor และ Data Center

    – ปฏิรูปต้นทุน: ยืนยันผลงานการลดค่าไฟลง 16% และมุ่งเน้นการสร้าง “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น โอบิโอเคมีจากปาล์มน้ำมันเพื่อสร้างนวัตกรรมก้าวกระโดด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wTmlcn2Fb05LrDpNB4NSJ

  • ธพ.ชี้เศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง รอบ 11 เดือนภาพรวมหดตัว 0.5%

    ธพ.ชี้เศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง รอบ 11 เดือนภาพรวมหดตัว 0.5%

    ธพ.เผยสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รอบ 11 เดือน ของปี 68 ลดลง 0.5% ย้ำเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง ลั่นมาตรการหนุนท่องเที่ยวด้นผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัว 1.1% โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ หนุนน้ำมัน Jet A1 เพิ่มขึ้น 7.8%

    15 ม.ค. 2569 – นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนม.ค. – พ.ย. 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 153.98 ล้านลิตร/วัน ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ 16.4% ตามด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 2.2% และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลง 2.8% ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 7.8% การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 4.5% และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 0.9% โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

    ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.56 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 0.9% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.55 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.51 ล้านลิตร/วัน 5.05 ล้านลิตร/วัน 0.38 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ

    ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 64.80 ล้านลิตร/วัน ลดลง 2.8% โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 64.79 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ที่ขยายตัว 1.2% แต่ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 25681 เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจการค้าโลก และหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการลดลงของผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเฉลี่ย 11 เดือน ที่ลดลง 1.08% จากปีก่อนส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น การปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อย้ายฐานการผลิตยานยนต์จากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

    ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.95 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 7.8% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ย 11 เดือน ที่มีการขยายตัว 5.63% จากปีก่อนหน้า ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัว 1.1% โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามลำดับ นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีปริมาณการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลและเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    ด้าน ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.99 ล้านกก./วัน ลดลง 2.2% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.77 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.25 ล้านกก./วัน สอดคล้องกับปริมาณรถจดทะเบียนสะสมที่ใช้เชื้อเพลิง LPG ซึ่งลดลง 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.90 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.07 ล้านกก./วัน ส่วนปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.33 ล้านกก./วัน ลดลง 16.4% โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 11.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 รวมถึงเมื่อพิจารณาจำนวนสถานีบริการ NGV ในเดือนพ.ย. 2568 มีสถานีบริการปิดตัวลง 16 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,012,138 บาร์เรล/วัน ลดลง 2.5% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 75,160 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,276 บาร์เรล/วัน ลดลง 35.5% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,010 ล้านบาท/เดือนขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 975,862 บาร์เรล/วัน ลดลง 0.6% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 73,150 ล้านบาท/เดือน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/932009/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MfEiqIJSZciRGwv2USN0f

  • เลือกตั้งแล้ว เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ KKP ชี้ 6 โจทย์เศรษฐกิจที่ไม่ควรเป็นแค่นโยบายประคองอาการ

    เลือกตั้งแล้ว เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ KKP ชี้ 6 โจทย์เศรษฐกิจที่ไม่ควรเป็นแค่นโยบายประคองอาการ

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนา “KKP Year Ahead 2026” รวบรวมผู้นำทางความคิด และผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งที่เป็นความหวังของประชาชน

    เศรษฐกิจไทย บุญเก่าเริ่มหมด และบุญใหม่ยังไม่มี

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ Andrew Tilton หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภาคเอเชียจาก Goldman Sachs บรรยายร่วมกันภายใต้หัวข้อ 2026 Global and Thai Macro Divergence Opportunity and Uncertainty สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    สำหรับประเทศไทย ดร.พิพัฒน์ เผยว่า วิกฤติเศรษฐกิจของไทยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ รถยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน สาเหตุหลักมาจากสินค้าจากจีนที่เร่งขยายกำลังการผลิตและส่งออกมายังไทยและอาเซียนมากขึ้น ทำให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยชะลอตัวต่อเนื่อง แม้การส่งออกจะดูเหมือนขยายตัว

    ร่วมกับภาวะ Financial Deleveraging คือ การที่ภาคธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึง การเลือกตั้งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางประเทศไทย โดยให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย “เอาใจ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวน GDP 1-2%

    พร้อมชี้ 6 ประเด็นสำคัญรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    1. การปฏิรูปภาคเกษตรกรรม การเปลี่ยนยุทธศาสตร์การผลิตจากการเน้นคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว มาเป็นการผลิตโปรตีน เนื่องจากประชากรโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการลดแป้งและเพิ่มโปรตีนนอกจากนี้ยังเสนอให้เปิดเสรีการนำเข้าวัตถุดิบเกษตร เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อลดต้นทุนในการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง

    2. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเสรี แนะนำการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้กว้างขวางที่สุด เพื่อช่วยให้ทุกภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

    3. การยกระดับโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวเชิง ชี้ว่า ควรมีการเปิดสัมปทานให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการและเดินรถไฟบนรางที่รัฐลงทุนสร้างไว้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันการรถไฟฯ ขาดงบประมาณ และหัวรถจักร การเปิดเสรีนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงรถไฟแบบญี่ปุ่น 

    4. การเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ จะเป็นกลไกสำคัญในการบังคับให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ มาตรฐานความโปร่งใส การลดคอร์รัปชัน ให้เป็นสากล

    5. การปรับโครงสร้างการค้าต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ ต้องจัดการกับปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น และต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป โดยต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ และสร้างความแตกต่างทางการค้า

    6. ปรับสมดุลนโยบายการเงิน ภาวะบาทแข็งคือ แรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง

    การรวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาในงาน KKP Year Ahead 2026 สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นของแต่ละภาคส่วนที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะช่วยยกระดับความสามารถของประเทศได้อย่างแท้จริง

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2907968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YbeFOT0hdPVkD2zK8zfml

  • FETCO เปิดเวที 8 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์นโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    FETCO เปิดเวที 8 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์นโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเวทีให้ผู้แทนพรรคการเมือง การแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย และแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศ และปัจจัยโลก ในงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?” 

    นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ต้องการปฏิรูปขนาดใหญ่ ต้องหันสู่ New Economy ซึ่งพรรคประชาชนไม่มีแนวคิดประชานิยม การที่จะเกิด New Economy ต้องทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีศักยภาพ ต้องพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง แต่ที่ทำไม่ได้ เพราะมีการผูกขาด ดังนั้น สิ่งแรกที่พรรคจะทำ คือ พรรคจะเปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยพรรคเคยได้ยื่นกฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ มาแล้ว แต่เกิดการยุบสภาไปก่อน ซึ่งพรรคจะยื่นกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยจะมีการยกร่างกฎหมายให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    “เราจะสร้างเศรษฐกิจที่เป็น New Economy ขึ้นมา เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางมีศักยภาพ…จะใช้งบประมาณมาเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และใช้นโยบายต่างประเทศเข้ามาเสริม ดึงคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ง่าย ๆ แทนที่จะเอาทุนเทาเข้ามา แต่เราจะเอาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามา” นายชัยวัฒน์ กล่าว

    พร้อมเห็นว่า สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสุด คือ “นิติรัฐ” ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ทั้งนิติรัฐ และนิติธรรม

    สำหรับในมุมมองของการพัฒนาเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทย ต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และผลของการใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ก็เห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทย สังคมไทยเป็นอย่างไร ประเทศต้องถูกแช่แข็งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

    สิ่งที่ตนมักถูกนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติตั้งคำถาม คือ เมื่อไรประเทศไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะในรัฐธรรมนูญ ส่งผลทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายใด ๆ และแม้ต่อให้ สว.ไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้จริง แต่ที่มาของ สว.ที่มีการกล่าวหาเรื่องฮั้วสว.ก็เงียบไป จึงเป็นที่มาที่ทุกคนต้อง “เห็นชอบ” ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ได้กำหนดนโยบายจาก 7 ยุทธศาสตร์หลักของพรรค โดยสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการไม่เป็นตัวถ่วง เปลี่ยนเป็นผู้ชี้ทาง เปิดทางและไม่ขวางทาง ส่วนปัญหากฏหมายที่ล้าหลัง และมีจำนวนมากนั้น พรรคจึงเสนอนโยบายที่จับต้องได้ คือ การออกกฏหมายให้อำนาจสภาฯ สามารถแก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฏหมายได้โดยเร็ว นำระบบราชการเข้ามาอยู่ในระบบมือถือ เพื่อให้การเข้าถึงภาคประชาชนได้สะดวก โปร่งใส

    ส่วนเรื่องฐานข้อมูลของภาครัฐ ต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าถึงได้ สามารถใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ และจะมีการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า และเปิดให้เพื่อนบ้านซื้อขายไฟระหว่างกัน โดยส่งผ่านระบบสายส่งของไทยเพื่อเป็นรายได้ให้กับประเทศ เป้าหมายคือการลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน เอาจริงกับการลงทุนและซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนจากประเทศเพื่อนบ้าน

    นอกจากนั้น จะต้องมีการปฏิรูปภาคส่วนที่สำคัญ เช่น ปฏิรูปภาคเกษตร เพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูประบบสหกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อปรับลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยมีเป้าหมายลดลงให้ต่ำกว่า 10% ของจีดีพีให้ได้

    นายกรณ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การทำบ้านเมืองให้การเมืองสุจริต เพราะตราบใดการเมืองเกี่ยวโยงทุนเทา จะไม่มีทางขจัดทุนเทาออกจากระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนได้

    ส่วนมุมมองเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายกรณ์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นคำถามประชามติเปิดกว้างมากเกินไป เพราะหากรัฐบาลมีความตั้งใจว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคม ก็ควรระบุชัดเจนไปในคำถามตั้งแต่แรก ว่านอกเหนือจาก หมวด 1 หมวด 2 เห็นควรให้แก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ตนเชื่อว่าประชาชนจำนวนมาก จะกล้าตอบด้วยความมั่นใจ

    ทั้งนี้ ในส่วนตัวเห็นว่า มีหลายมาตราที่ควรจะมีการแก้ไข และพรรคประชาธิปัตย์ จะสนับสนุนการแก้ไขที่มาของ สว. แก้ไขที่มาขององค์กรอิสระ ซึ่งทั้ง 2 องค์กร มีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ ต้องปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนทั่วไป รวมถึงแก้หนี้สินในวัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกร นโยบายผ่อนดี ผ่อนฟรี และการแก้หนี้นอกระบบ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีนโยบายสวัสดิการดูแลหลายมิติ ทั้งเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี นโยบายคนไทยไร้จน ให้พ้นจากเส้นยากจน ดูแลในยามเกษียณ ด้วยนโยบายหวยเกษียณ และภาคเกษตร มีโครงการประกันกำไรให้พี่น้องเกษตร ในส่วน SME มีโครงการ E-commerce สัญชาติไทย และมีโครงการให้ภาครัฐเป็นลูกค้าซื้อของจาก SME มากขึ้น

    ตลอดจนการสานต่อในหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, โครงการบ้านเพื่อคนไทย, พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเรื่องการศึกษา มีโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เป็นต้น

    นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการคลัง เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ โดยไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม

    ส่วนมุมมองความเห็นเรื่องควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานฝ่ายบริหารด้านเศรษฐกิจมาก่อน เรื่องเสถียรภาพรัฐบาล จะโยงไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เพราะฉะนั้น ในความเห็นส่วนตัวเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า พรรคมีนโยบายเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และเรื่องการดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งหมด และภาพเศรษฐกิจที่พรรคตั้งใจไว้ ซึ่งหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ จะต้องทำให้เกิดความทั่วถึง และเติมเต็มศักยภาพของคนไทย โดยกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ต้องโตเกิน 3% ในปี 69

    ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 30% รวมถึงมีการลงทุนจากต่างประเทศ และอุตสาหกรรรมแห่งอนาคต และเรื่อง Green Economy ผ่านโครงการต่าง ๆ และนำ AI มาใช้ในภาครัฐให้เกิดความโปร่งใส และแม่นยำ

    ขณะที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค ว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ เนื่องจากไม่มีนวัตกรรม เพราะไม่ว่าจะมีนักลงทุนกี่คนสนใจเข้ามาลงทุน แต่สุดท้ายก็หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยหากจะมีนวัตกรรมได้ ต้องมีพลังงานสะอาด และคนที่จะมีพลังงานสะอาดได้ ต้อง “มีเส้น” เท่านั้น

    นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนได้ทำงานอยู่ในกระทรวงพลังงานมา 2 ปี ได้ทำให้ค่าไฟฟ้า จาก 4.70 บาท/หน่วย ลงมาเหลือ 3.97 บาท/หน่วย หรือลดลงไปได้ 76 สตางค์

    “ผมแลกมาด้วยอะไรรู้หรือไม่ สส.ผม 36 คน ก่อนยุบสภา ผมเหลือ 3 คน เพราะผมประกาศ ผมชนกับทุนพลังงาน” นายอรรถวิชช์ กล่าว

    พร้อมย้ำว่า สส.จะหายไปเท่าไร ก็ให้หายไป แต่วันที่ 8 ก.พ.นี้ จะวัดว่าวิธีคิดแบบเด็ดขาด เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรม ด้วยการชนแบบนี้ ต้องเป็น “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

    ส่วนความเห็นว่าต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากมีการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญควรแก้ไขหรือไม่ ตนมองว่าควรแก้ แต่เป็นความขี้ขลาดของนักการเมืองที่ไม่บอกว่า จะให้แก้เรื่องใดบ้าง

    “เขาถามท่านว่า ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วไปมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กัน เหมือนเรากำลังซื้อรถใหม่ โดยเราไม่รู้ว่า รถคันนั้นเป็นรถอะไร เครื่องยนต์อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าว

    ด้านนายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงวิกฤติ ซึ่งพรรคมี 4 หลักนโยบาย คือ 1.พัฒนาฐานราก ดูแลประชาชนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ต้องพัฒนาผ่าน AI ผ่านนวัตกรรมใหม่ 2.ต้องมีทุนเพื่อพัฒนาสินค้า 3.หาตลาดใหม่สู่ตลาดโลก 4.รัฐบริการ

    นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรม จะมีการพัฒนา EEC ให้เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ชลบุรีไปถึงตราด และอยากเชิญนักลงทุนมาดูว่า เรามีนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส พรรคพร้อมสานต่อนโยบายจากพรรคหรือรัฐบาลไหนก็ตามที่ทำมาแล้วได้ผลดี เพื่อให้นโยบายเกิดความต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความไว้ใจ

    นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้น 1.พัฒนาการศึกษา 2.เศรษฐกิจ (คนไทยต้องมาก่อน) 3.คุณภาพชีวิต และ 4.คนดีต้องมีที่ยืน

    พร้อมมองว่า เศรษฐกิจกับตลาดทุนแยกจากกันไม่ได้ ต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ ซึ่งที่ผ่านมายุทธศาสตร์การลงทุนของชาติไม่ชัดเจน ติดเรื่องระบบราชการทำงานต่างคนต่างทำ และเห็นว่ารัฐบาลควรดึงเอาตลาดทุนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และควรให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปอยู่ทีมส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันแรก ว่าถ้าเข้ามาลงทุน จะใช้เครื่องมือในการต่อยอด ต่อทุนได้อย่างไร

    โดยพรรคมีนโยบายตั้งทีม Thailand Investment โดยมี EEC, BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหัวหอกในการพบนักลงทุนแบบมีกลยุทธ์ และมีกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาเชื่อมโยงกับทีมไทยแลนด์ เพื่อทำให้แคมเปญประเทศชัดเจนต่อนักลงทุน

    ส่วนนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคมีโมเดล 25 ปีประเทศไทย โดยในสัปดาห์หน้า พรรคจะนำเสนอโมเดลนี้ ว่าประเทศไทยจะไปอย่างไร ผ่าน 3 scenario คือ 1.ปล่อยประเทศไปแบบนี้ ไม่สนใจเรื่องทุนเทา 2.เดินหน้าด้วยการลดการคอรัปชั่น 3.เติมทุนใหม่ และสิ่งสำคัญ คือ เรื่องหนี้สาธารณะ โดยจะมีการตั้งกองทุน ปลดหนี้ เติมสภาพคล่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ufyL2chhtXCbimJH8Bvby