Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ-สังคม เร่งแก้ปากท้อง หนี้ ฟื้นท่องเที่ยว

    เปิดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ-สังคม เร่งแก้ปากท้อง หนี้ ฟื้นท่องเที่ยว

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,136 ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค. 2568 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยได้ประกาศชัดว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลจะเน้น “การแก้ปัญหาเร่งด่วน” เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในมิติ เศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน การออม การท่องเที่ยว และ การรับมือกับผลกระทบสงครามการค้าโลก ประกอบด้วย 

    1.ปากท้องประชาชน-พลังงานสีเขียว : รัฐบาลประกาศจะ “สร้างรายได้-ลดรายจ่าย” เป็นวาระแรก ลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าพลังงาน น้ำสะอาด ค่าโดยสาร และ ค่าผ่านทาง พร้อมสานต่อมาตรการ “คนละครึ่ง” เสริมสภาพคล่องให้ประชาชนจับจ่ายได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาเกษตรกร-ผู้ค้ารายย่อย-SMEs ผ่านกลไกรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น และขับเคลื่อนการเรียนรู้ Reskill & Upskill เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนและการเกษตร เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ใหม่ และตอบโจทย์สังคมพลังงานสีเขียว

    2.หนี้สิน-สภาพคล่อง  รัฐบาลชูธง “ปลดล็อกหนี้” บนหลักความเสี่ยงที่เป็นธรรม อันได้แก่ หนี้ประชาชน: ปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ลดกับดักหนี้ที่ถ่วงรั้งคุณภาพชีวิต SMEs: เพิ่มสภาพคล่องรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เสริมโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมพัฒนาความรู้การเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับธุรกิจ นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ SMEs มีสิทธิร่วมจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อสร้างความแข็งแรงในห่วงโซ่ธุรกิจ

    3.การออมของประชาชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน รัฐบาลเปิดทางให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึง พันธบัตรรัฐบาล สะดวกขึ้น พร้อมเพิ่มดอกเบี้ยจูงใจ ขณะเดียวกัน ยังพัฒนา สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจากสลากที่ไม่ถูกรางวัล ให้กลายเป็นกองทุนออมต่อเนื่อง สร้างวินัยทางการเงินให้คนไทย

    4.ฟื้นท่องเที่ยว-สร้างความมั่นใจ รัฐบาลวางท่องเที่ยวเป็น “หัวจักรเศรษฐกิจ” ด้วยมาตรการยกระดับความปลอดภัย-ลดการโกงนักท่องเที่ยว-อำนวยความสะดวก กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยเฉพาะ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการภาษีจูงใจผู้ประกอบการให้ปรับปรุงโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลางพำนักระยะยาว ดึงเม็ดเงินใช้จ่ายจากชาวต่างชาติ พร้อมเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว

    5.รับมือสงครามการค้า-สร้างโอกาสใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าโลก รัฐบาลจัดตั้ง “ทีมไทยแลนด์” บูรณาการกระทรวงการต่างประเทศ-พาณิชย์-ผู้แทนการค้าไทย เพื่อเปิดตลาดใหม่ : ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา, ก้าวสู่ OECD: ผลักดันการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือการค้า-การลงทุน ในมิติผู้ประกอบการ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแล SMEs -เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐ ทั้งการป้องกันทุ่มตลาด -สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมสนับสนุน Made in Thailand ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ก่อปัญหาฝุ่น PM 2.5

    6.สร้างบรรยากาศลงทุน-ดึงอุตสาหกรรมอนาคต รัฐบาลตั้งเป้าสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุน “ทันสมัย โปร่งใส แข่งขันได้” โดย ปรับกฎระเบียบ-ขั้นตอนอนุญาต ให้สะดวกขึ้น รวมทั้งปรับระบบส่งเสริมการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ ดิจิทัล & AI, เซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ยานยนต์สมัยใหม่, อาหารแห่งอนาคต, พลังงานสะอาด-ชีวภาพ พร้อมส่งเสริมการตั้ง บริษัทร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

    *** การแถลงนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน” สะท้อน “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจ-สังคม” ที่รัฐบาลมุ่งผลักดัน ทั้งการดูแลปากท้อง ฟื้นฟูหนี้ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็เร่งฟื้นท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ว.เชิงดอย” มองว่าภารกิจของ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยนโยบายที่ถูกทิศทาง แต่ยังต้องอาศัย “พลังแห่งความเชื่อมั่น” จากทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชนร่วมกันขับเคลื่อน จึงจะสามารถสร้าง “ชัยชนะทางเศรษฐกิจ” ที่คนไทยกำลังเฝ้ารอ …มารอดูกันว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย อย่างที่ได้ประกาศไว้หรือไม่? ก่อนที่จะ “ยุบสภา” และ “เลือกตั้งใหม่” ในวันที่ 29 มี.ค. 2569 

    *** หันไปดูข้อพิพาทระหว่างภาคเอกชนไทยกับต่างชาติ ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2516 เมื่อ ประยุทธ มหากิจศิริ บุกเบิกโรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูปในไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในยุคที่อุตสาหกรรมนี้ยังใหม่ และเปิดโอกาสให้ “เนสท์เล่” เข้ามาร่วมทุนใน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป แบรนด์เนสกาแฟที่ครองตลาดไทยมายาวนาน

    …แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทและทิศทางธุรกิจเริ่มเปลี่ยน ผู้สังเกตการณ์มองว่า ความพยายามในการ “ถือหุ้นเต็ม” ของบริษัทข้ามชาติ อาจสร้างแรงกดดันให้พันธมิตรท้องถิ่นต้องตัดสินใจยาก ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น หรือ หาทางออกที่เหมาะสม โดยมีการประเมินมูลค่าหุ้นแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างราคาที่ฝ่ายไทยคาดหวังและราคาที่ฝ่ายต่างชาติเสนอ จนท้ายที่สุดการเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปได้

    *** สิ่งที่ตามมาคือ ข้อพิพาทเรื่องสัญญาและการดำเนินกิจการ QCP ที่เข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งศาลแพ่งมีนบุรีได้มีคำสั่งบางประการเกี่ยวกับการผลิตและการจำหน่าย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด …ประเด็นนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญในหลายมิติ ตั้งแต่ความสมดุลระหว่าง “การลงทุนจากต่างชาติ” กับ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ ไปจนถึงการเคารพพันธมิตรท้องถิ่น ที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

    ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า กรณีนี้เป็นเสมือน “บทเรียนใหญ่” ของการร่วมทุนระหว่างเอกชนไทยกับต่างชาติ ที่แม้จะสร้างความสำเร็จมหาศาลในระยะยาว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ขององค์กรระดับโลก ที่เน้นผลประกอบการสูงสุด ขณะที่สังคมไทยก็กำลังเฝ้าจับตามองว่า “ข้อพิพาท” นี้จะลงเอยอย่างไร และจะทิ้งร่องรอยต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างไรบ้าง

                              เปิดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ-สังคม เร่งแก้ปากท้อง หนี้ ฟื้นท่องเที่ยว

    *** ปิดท้ายกันที่… บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี จัดคอนเสิร์ต Royal Jazz for Chaipattana Foundation เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ในวโรกาส 70 พรรษา และหารายได้สมทบ มูลนิธิชัยพัฒนา คอนเสิร์ตจัดครั้งแรก พ.ค. 2568 สามารถระดมทุนได้ 4.4 ล้านบาท ส่วน Volume 2 จัดที่ SX Grand Plenary Hall ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ขับขานบทเพลงพระราชนิพนธ์ 23 บทเพลง โดยวง Big Band ม.มหิดล และศิลปินคุณภาพ เช่น นภ พรชำนิ, รัดเกล้า, แก้ม วิชญาณี, โก้ Mr.Saxman ฯลฯ ภายในงานมีการแสดงวิดีทัศน์ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์, นิทรรศการผลงานมูลนิธิชัยพัฒนา, งานศิลปะ และร้าน “ภัทรพัฒน์” รายได้ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสานต่อภารกิจสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/640313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34l27s1Us1rv-LWba9RVo8

  • ธปท. ยุค “วิทัย” ยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ปลอดการเมืองกดดัน

    ธปท. ยุค “วิทัย” ยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ปลอดการเมืองกดดัน

    ธปท. ยุค “วิทัย” ยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ปลอดการเมืองกดดัน

    วันนี้ (1 ต.ค.2568) เป็นวันแรกที่ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 22 ลำดับที่ 25 

    โดย นายวิทัย ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วังบางขุนพรหม ก่อนเข้ารับมอบหน้าที่ผู้ว่าการ ธปท. จาก นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. คนที่ 21 ลำดับที่ 24 อย่างเป็นทางการ

    ธปท. ยุค “วิทัย” ยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ปลอดการเมืองกดดัน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า การได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือการยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค พร้อมย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

    โดยบทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ

    ทั้งนี้ มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง ดังนั้นมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

    สำหรับภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง ซึ่ง ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ

    “ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น” นายวิทัย กล่าว

    คงต้องรอติดตามผลงานของ นายวิทัย รัตนากร ในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ตลอดวาระ 5 ปี กันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hQ5JAxOWgNVBqY4RAejRC

  • นายกรัฐมนตรีชี้แจงเดินหน้านโยบายตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล เร่งเสริมกำลังชายแดน – ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรีชี้แจงเดินหน้านโยบายตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล เร่งเสริมกำลังชายแดน – ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรีชี้แจงเดินหน้านโยบายตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล เร่งเสริมกำลังชายแดน – ฟื้นฟูเศรษฐกิจ


    1/10/2568 | 151 |

    วันนี้ (1 ตุลาคม 2568) เวลา 09.35 น. ณ บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินงานของรัฐบาลหลังการแถลงนโยบายว่า สิ่งที่นำเสนอในสภาล้วนเป็นนโยบายที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้จริง โดยที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในส่วนราชการที่ดูแลรับผิดชอบ พร้อมยืนยันความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง” ว่า ขณะนี้มีงบประมาณปี 2569 รองรับเรียบร้อยแล้ว โดยจะเร่งเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
     
    นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนกองทัพในการเตรียมความพร้อมรับมือ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ยังคงยึดหลักมนุษยธรรมกับแรงงานข้ามชาติ โดยผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของไทยจะได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า นายจ้างต้องดูแลแรงงานตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเสริมสภาพคล่องและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ต่อเนื่อง ถือเป็นการลดคอขวด และผลักดันให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
     
    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ หลังผ่านทุกขั้นตอนทางรัฐสภาแล้ว โดยในวันนี้ คณะรัฐมนตรีจะเข้าพบปะข้าราชการเพื่อมอบนโยบาย หลังจากนั้นจะมีการเรียกประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานต่อไป
     
    “รัฐบาลตั้งใจทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้เกิดความล่าช้า ยืนยันทุกอย่างเดินหน้าไปตามแผนที่กำหนดไว้” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

    ที่มา : รัฐบาลไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fl72q4KIUfX5L-tMFrfOO

  • อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:

    อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:

    อารักชี: การกลับมาใช้กลไก Snapback ทำให้ทางออกทางการทูตยากขึ้น — เรามีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
    อับบาส อารักชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว CNN ในนิวยอร์กว่า:
    🔹 สหรัฐฯ ได้โจมตีและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงงานนิวเคลียร์และศูนย์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมของเรา
    🔹 แต่ปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของเราเป็นของภายในประเทศและเราพัฒนาขึ้นเอง
    🔹 เราไม่ได้ซื้อเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากต่างประเทศ แต่พัฒนาด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีมีอยู่แล้ว หากมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทางออกควรเป็นทางการทูต
    🔹 เราเปิดกว้างเสมอสำหรับการเจรจาและการหาทางออกทางการทูต สหรัฐฯ เคยลองใช้มาตรการทางทหารมาแล้ว แต่มันไม่ช่วยแก้ปัญหา
    🔹 ตอนนี้พวกเขากลับมาใช้กลไก Snapback อีกครั้ง ซึ่งก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาเช่นกัน ตรงกันข้าม มันจะเพิ่มความซับซ้อน และทำให้การแก้ปัญหาทางการทูตยากยิ่งขึ้น

  • ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้ส่งมอบหน้าที่ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้แก่ นายวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการลำดับที่ 25 ณ สำนักงานใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในช่วงเช้า นายวิทัย รัตนากร ได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน ธปท. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือ การยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. ซึ่งก็คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ เสถียรภาพ เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

    ทั้งนี้มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง โดยมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน บทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ ทั้งนี้ ภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง
     

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    โดยย้ำว่า ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

    ‘วิทัย’ ย้ำยึดมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นอิสระจากการเมือง

    ธปท.ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลัก ซึ่งคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ธปท. จะต้องมีความเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมืองด้วย ส่วนภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดูแลมีหลายประการในระยะสั้น และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญด้วย บทบาทของ ธปท.ยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงคลัง และทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาดูแล และประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่การที่แบงก์ชาติจะต่างคนต่างทำกับหน่วยงานอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27vJ0yAvZTsSerUtDbkjkn

  • เศรษฐกิจโลกไม่ “ชัดเจน” เมื่อสหรัฐฯ “ชัตดาวน์”

    เศรษฐกิจโลกไม่ “ชัดเจน” เมื่อสหรัฐฯ “ชัตดาวน์”

    วันนี้ (1 ต.ค.2568) ลองนึกภาพชาวอเมริกันตื่นเช้ามา แล้วตัดสินใจไปปิกนิกที่อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แต่ป้ายหน้าประตูบอกว่า “ปิด!” หรือนักเดินทางจะบินไปนิวยอร์ก แต่คิวที่สนามบินยาวเป็นกิโล เพราะเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกที่สนามบินมีจำนวนไม่พอ

    นี่คือความจริงของ Government Shutdown 2025 ที่เริ่มขึ้นเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 30 ก.ย.2568 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หลังสภาคองเกรสคุยกันไม่จบในญัตติงบประมาณ สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองในวอชิงตัน แต่ส่งผลกระทบแน่ ๆ ถึงคนอเมริกันและเศรษฐกิจโลก

    อะไรทำให้เกิด “ชัตดาวน์” ครั้งนี้ ?

    ทุกอย่างเริ่มจาก ร่างงบประมาณชั่วคราว (Continuing Resolution หรือ CR) ที่สภาคองเกรสต้องผ่านเพื่อให้รัฐบาลมีเงินใช้ต่อไป แต่ครั้งนี้ พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันตกลงกันไม่ได้ เพราะ 

    • เดโมแครต ต้องการให้ร่างงบฯ รวมเงินช่วยเหลือประกันสุขภาพ (ACA subsidies หรือ Obamacare) ที่ช่วยคนรายได้น้อยจ่ายค่าเบี้ยประกัน ถ้าไม่ต่ออายุ 20 ล้านครอบครัวอาจเจอค่าเบี้ยพุ่งสูงถึงร้อยละ 55
    • รีพับลิกัน ยืนกรานให้ผ่านร่างงบฯ ขยายเวลาถึง 21 พ.ย. โดยไม่ผูกกับนโยบายอื่น “ไมค์ จอห์นสัน” ประธานสภาผู้แทนฯ บอกว่า “ไม่มีอะไรต้องเจรจา” จนกว่า ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา จะยอมถอย

    อ่านข่าว : รบ.สหรัฐฯ “ชัตดาวน์” หน่วยงานรัฐเกือบทั้งหมดพักงานไม่มีกำหนด

    ชัตดาวน์ครั้งนี้ “ต่าง” ยังไง ?

    ข้อมูลจาก USA Today ระบุว่า “รัฐบาลปิดทำการ” หรือ Government Shutdown ตั้งแต่ปี 2519 (หลังกฎหมายงบประมาณปี 2518) จนถึงปัจจุบัน (1 ต.ค.2568) มีการปิดทำการทั้งหมด 21 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมด 161 วัน (ยังไม่นับของปี 2568) 

    การปิดทำการรัฐบาลสหรัฐ (Government Shutdown) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงร่างงบประมาณได้ทันเวลา ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบางส่วนต้องหยุดทำงานชั่วคราว ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา มีประธานาธิบดีที่เผชิญวิกฤตนี้บ่อยครั้ง โดย จิมมี คาร์เตอร์ ครองสถิติสูงสุดด้วยการเผชิญชัตดาวน์ถึง 5 ครั้ง รวม 56 วัน ระหว่างปี 2520-2522

    ส่วน โรนัลด์ เรแกน ก็พบกับชัตดาวน์ 5 ครั้งเช่นกัน ในช่วง 2524-2530 แต่ใช้เวลาน้อยกว่า

    ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญ 2 ครั้ง รวม 36 วัน โดยเฉพาะครั้งใหญ่ในช่วงปี 2561-2562 ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน ซึ่งนับเป็นการปิดทำการที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

    สาเหตุของชัตดาวน์มักมาจาก ข้อพิพาทเรื่องงบประมาณ และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยมักผูกโยงกับนโยบายเฉพาะ เช่น การถกเถียงเรื่อง โอบามาแคร์ (Obamacare) ในปี 2556 ที่ทำให้รัฐบาลหยุดชะงัก 16 วัน หรือข้อพิพาทเรื่องงบประมาณสร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโกในช่วง 2561-2562 ส่งผลกระทบหนักต่อพนักงานรัฐ 800,000 คน และทำ GDP สูญเสียถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ 

    แต่การชัตดาวน์ครั้งนี้มีความต่างจากหลาย ๆ ครั้งในอดีต เพราะอาจส่งผล “เลิกจ้างถาวร” ไม่ใช่แค่การพักงานเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

    ในอดีต พนักงานรัฐที่ถูกพักงาน (Furlough) จะได้เงินย้อนหลังเมื่อรัฐบาลเปิด แต่ครั้งนี้ รัส โวท ผอ.สำนักบริหารและงบประมาณ (OMB) ส่งจดหมายสั่งหน่วยงานเตรียม “เลิกจ้างถาวร” เพราะต้องการลดขนาดองค์กรตามนโยบายของทรัมป์ สอดคล้องกับ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกชัตดาวน์ครั้งนี้ว่า “อาจนำสิ่งดี ๆ มาได้”  

    ผลกระทบจากสนามบินถึงตลาดหุ้น

    การปิดทำการรัฐบาลสหรัฐ เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่กระทบทุกคน ตั้งแต่พนักงานรัฐที่ต้องหยุดงานโดยไม่มีเงินเดือน นักท่องเที่ยวที่เจออุทยานปิด สนามบินที่วุ่นวาย ไปจนถึงนักลงทุนทั่วโลกที่กุมขมับเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจหายไป 

    พนักงานรัฐ กว่า 750,000 คนถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน คิดเป็นค่าแรงที่หายไปวันละ 400 ล้านเหรียญ ส่วนคนที่ต้องทำงาน ด้วยหน้าที่พนักงานจำเป็น เช่น ตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ ต้องรอเงินย้อนหลังจนกว่าวิกฤตจะคลี่คลาย 

    การเดินทาง สนามบินอาจกลายเป็นฝันร้าย เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน และ FAA หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศ จะขาดแคลนคน เมื่อปี 2562 การขาดงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรแค่ 10 คน ทำให้เที่ยวบินทั่วสหรัฐฯ ล่าช้าเหมือนโดมิโนล้ม

    สถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ เช่น แกรนด์แคนยอน หรือเยลโลว์สโตน ต้องปิดประตูเงียบ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนก็เช่นกัน นักท่องเที่ยวที่วางแผนมานานต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน

    บริการอื่น เช่น การคืนภาษีล่าช้า การสมัครสวัสดิการ เช่น Social Security ชะงัก กระทบคนตัวเล็ก ๆ ที่รอเงินจากรัฐบาล เช่น ผู้สูงอายุหรือครอบครัวยากจน

    ทองคำ-พันธบัตรอาจเป็นที่พึ่ง เมื่อหุ้นส่อแววร่วง

    สูญเสีย GDP Goldman Sachs คาดว่าการชัตดาวน์ 1 สัปดาห์ ทำให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.2 แต่ถ้ายืดเยื้อ 1 เดือน อาจเสียหายถึง 4,200 ล้านเหรียญ/วัน ย้อนไปปี 2562 การชัตดาวน์ 35 วันในรัฐบาลทรัมป์ 1.0 ทำให้ GDP หายไปอย่างเรียกคืนกลับมาไม่ได้ถึง 3,000 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพาสัญญารัฐบาล เช่น บริษัทก่อสร้าง เสียหายหนัก

    ตัวเลขเศรษฐกิจจะหายไป หน่วยงานสถิติหยุดปล่อยตัวเลขสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ทำให้การตัดสินใจลงทุนยากขึ้น และอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาด

    ตลาดการเงิน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจสั่นสะเทือน โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งพาสัญญารัฐบาล เช่น บริษัทก่อสร้างหรือเทคโนโลยี แต่ ทองคำ และ พันธบัตรรัฐบาล กลายเป็นที่พึ่ง เพราะนักลงทุนมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 

    อำนาจสหรัฐฯ สั่นคลอน สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกด้านเศรษฐกิจและการทูต แต่ชัตดาวน์ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายเป็นอย่างมาก เช่น การช่วยเหลือต่างประเทศ “USAID” ต้องหยุดโครงการสำคัญ เช่น การกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา หรือช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดช่องให้จีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

    ยกตัวอย่างการชัตดาวน์ในปี 2562 การปิด USAID ทำให้โครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพในลาวและเวียดนามชะงัก จีนฉวยโอกาสขยายอิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road เช่น สร้างถนนและท่าเรือในภูมิภาค

    หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ?

    วุฒิสภาจะโหวตร่างงบประมาณของรีพับลิกันอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค. (วันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาไทย) แต่โอกาสผ่านต่ำ เพราะต้องการคะแนนเดโมแครตเพิ่ม 8 เสียง และยังติดวันหยุดยิว Yom Kippur (2-3 ต.ค.) อีกอาจทำให้เจรจาล่าช้า ถ้าชัตดาวน์ยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะหนักขึ้นอีกมากมาย เช่น

    คนอเมริกัน พนักงานรัฐที่ไม่มีเงินเดือนอาจเริ่มประท้วง หรือขาดงานมากขึ้น ส่งผลให้บริการพื้นฐาน เช่น สนามบินหรือไปรษณีย์ ชะงักหนัก

    เศรษฐกิจโลก ความผันผวนในตลาดหุ้นอาจลามไปยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะถ้าข้อมูลเศรษฐกิจขาดหายนาน

    การเมือง เดโมแครตและรีพับลิกันจะยิ่งโทษกันไปมา ประชาชนอาจเริ่มเบื่อและไม่เชื่อใจทั้ง 2 ฝ่าย

    การชัตดาวน์ 2568 ไม่ใช่แค่การ “ปิดไฟ” รัฐบาลชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า การเมืองสหรัฐฯ กำลังแตกแยกหนัก การขู่เลิกจ้างถาวรของทรัมป์ ผสมกับความดื้อแพ่งของทั้ง 2 พรรค ทำให้วิกฤตนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ๆ 

    ที่มาข้อมูล : Investing.comPotential government shutdown impacts on transportation Better World CampaignU.S. Government Shutdown Risks: 2025 Edition

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357135&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVTyDwtTEN0cjKogPnDwN

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 10.15 น.

    กลยุทธ์ : ลุ้นบาทอ่อนหนุนทองต่อเนื่อง
    แนวรับ : $3,740  หรือ  58,300 บาท
    แนวต้าน : $3,870  หรือ  59,400 บาท

    ข่าว :  

    .

    เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย : ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟดยืนยันเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันจากตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ

    วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ : ความเสี่ยงที่รัฐบาลกลางจะปิดหน่วยงาน สร้างความไม่แน่นอนสูง และอาจทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น ตัวเลขการจ้างงาน เผยแพร่ล่าช้า

    ดอลลาร์-บอนด์ยิลด์แข็ง : ดัชนีดอลลาร์เริ่มปรับขึ้น และบอนด์ยิลด์อายุ 10 ปี ทรงตัวสูงที่ 4.15% ยังคงกดดันทองคำ

    เศรษฐกิจจีนผสมผสาน : PMI ภาครัฐหดตัวต่อเนื่อง แต่เอกชนออกมาดีกว่าคาด โดยมียอดสั่งซื้อเพื่อการส่งออกฟื้นตัวครั้งแรกในหลายเดือน

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยบวก : การลดดอกเบี้ยของเฟดถือเป็นแรงหนุนสำคัญ เพราะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและทองน่าสนใจขึ้น

    ปัจจัยเสี่ยง : วิกฤตชัตดาวน์อาจสร้างความผันผวน ทั้งหนุนทองในฐานะ Safe Haven แต่ก็เสี่ยงต่อแรงซื้อดอลลาร์ระยะสั้น

    ปัจจัยกดดัน : ดอลลาร์แข็งและบอนด์ยิลด์สูงยังค้ำคอราคาทองไม่ให้พุ่งแรง จีนในฐานะผู้บริโภคทองรายใหญ่ยังไม่ฟื้นชัดเจน ทำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อ

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวต้าน : $3,870 / 59,400 บาท แนวรับ: $3,740 / 58,300 บาท

    กลยุทธ์ : ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนและท่าทีเฟด แต่ระวังความผันผวนจากชัตดาวน์และแรงขายทำกำไรในตลาด แนะนำผู้ที่มีทองแล้ว “ถือ” รอจังหวะ-ผู้ที่ยังไม่มีทอง “รอซื้อเมื่อราคาปรับฐาน”
    เป้าหมายถัดไป หากผ่านแนวต้านได้ มีโอกาสวิ่งสู่ 60,000 บาท แต่ต้องระวังแรงเทขายจากบรรยากาศ FOMO

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-1-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rh4BPuqp5Y6MT24o7HIeB

  • ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    ‘วิทัย’ย้ำภารกิจหลักธปท. ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อิสระทางการเมือง

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 22 ลำดีบที่ 25 ได้เปิดวิสัยทัศน์ในวันแรกหลังรับตำแหน่งใหม่ โดยเน้นย้ำถึงภารกิจหลักของธปท. ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและความเป็นอิสระของธปท. จากแรงกดดันทางการเมือง พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะยาว

    ช่วงเช้าที่ผ่านมา (เวลา 08:35 น.) นายวิทัย เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำธปท. ทั้งหมด 19 จุด ทั้งบริเวณโดยรอบและบนอาคาร เริ่มจากพระนาคปรก หน้าตำหนักวังบางขุนพรหม จนจุดสุดท้ายศาลพระภูมิพระนาคราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมีคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

    นายวิทัยกล่าวในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าธปท.วันแรกว่า การได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือการยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. ซึ่งก็คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ “เสถียรภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง 

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง โดยมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

    นายวิทัยกล่าวว่า บทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ

    ภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง

    ดังนั้น ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

    ธปท.ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลัก ซึ่งคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ธปท. จะต้องมีความเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมืองด้วย

    ส่วนภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดูแลมีหลายประการในระยะสั้น และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญด้วย บทบาทของธปท.ยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงคลังและทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาดูแลและประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่จะต่างคนต่างทำกับหน่วยงานอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KYicjUrAXkTd_xBOCZeyY

  • นายกฯ จ่อฟื้นประชุมครม.เศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ คาดเริ่มได้ใน 2 สัปดาห์ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ จ่อฟื้นประชุมครม.เศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ คาดเริ่มได้ใน 2 สัปดาห์ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย กล่าวว่า เตรียมจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ทุกบ่ายวันจันทร์ ซึ่งน่าจะเริ่มครั้งแรกได้ภายใน 2 สัปดาห์ และวันนี้ถือว่าเป็นวันแรกที่รัฐมนตรีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ เพราะผ่านการแถลงนโยบายมาแล้ว ซึ่งวันนี้ให้รัฐมนตรีได้เข้าไปทำงานในแต่ละกระทรวง พบปะข้าราชการ มอบนโยบายและจะมีการเชิญประชุมเป็นกลุ่ม ๆ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมีการนำหลักการของโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า และเปิดให้มีการลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนต.ค. นี้ ซึ่งในการประชุมครม.วานนี้ ได้แยกงบประมาณปี 69 ไว้ใช้สำหรับโครงการนี้ เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bB_hlXDw0k6uWtKd1ip7b

  • ลดภาษีที่ดิน50%กระตุ้นเศรษฐกิจแลนด์ลอร์ดรับอานิสงส์-อสังหาฯตีปีก

    ลดภาษีที่ดิน50%กระตุ้นเศรษฐกิจแลนด์ลอร์ดรับอานิสงส์-อสังหาฯตีปีก

    การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยมีผลเรียกเก็บภาษีจริงในปี2563 เพื่อเพิ่มรายได้ท้องถิ่นและกระจายอำนาจทางการคลัง แต่กลับเป็นจังหวะเดียวที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างส่งผล ให้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในครั้งนั้นประกาศลดอัตราการเรียกเก็บภาษีลง

    เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมถึงบรรเทาผลกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกทุบกำลังซื้อลงอย่างเฉียบพลันโดยเฉพาะการถูกปิดกั้นการเดินทางจากต่างชาติซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศเปราะบาง และนำมาซึ่งบาดแผลลึกฉุดเศรษฐกิจประเทศและตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันแม้ที่ผ่านมาภาคเอกชนจะเสนอทุกรัฐบาลผ่อนปรนการบังคับใช้ภาษีหรือขอลดภาระภาษีดังกล่าวมาโดยตลอดเพื่อลดผลกระทบภาระค่าใช้จ่ายแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะติดปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)อาจขาดรายได้

    อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในช่วงวิกฤต มองว่าน่าจะมีนัยสำคัญในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูลที่คาดว่าจะพิจารณาลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงชั่วคราว เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เดินต่อได้ รวมถึงช่วยผ่อนคลายค่าครองชีพประชาชนลงเหมือนช่วงสถานการณ์โควิด

    ชงลดภาษีที่ดิน50%

     สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ มีข้อเสนอถึงรัฐบาล นายอุทิน ชาญวีรกูล เพื่อ ปรับลดหย่อนมาตรการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือปรับลดอัตราภาษีลดลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะปี2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว  

    โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยค้างสต๊อกสะสมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กว่า2แสนหน่วย มูลค่า1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการที่มีสต๊อกในมือจำนวนมากจะลดภาระลง มากถึง50% ขณะเดียวกันยังลดผลกระทบที่ดินรอพัฒนารวมถึงประชาชนที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย หรือที่ดินมรดกสามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นภาระเสียภาษีในแต่ละปีที่เพิ่มมากขึ้น

    ในทางกลับกัน การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% จะเป็นผลดีให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ หรือเศรษฐีที่มีที่ดินในมือ ที่ยังไม่ทำประโยชน์ นำที่ดินที่รกร้างทำเลกลางใจเมือง ในเขตกรุงเทพมหานคร มาทำแปลงเกษตรซึ่งช่วยลดภาระภาษี ประเภทรกร้าง จากล้านละ 3,000บาท หรือ 0.3% เหลือ เท่ากับประเภทที่อยู่อาศัย ที่ล้านละ 200 บาทหรือ 0.01% อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการลดภาษีลง ดังกล่าวเท่ากับว่าแลนด์ลอร์ดดังกล่าวจะเสียภาษีลดลง อีก50%

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่กฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ เอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อ อุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าของที่ดินรายได้ ที่ยังมีวิธีลดภาระภาษีตนเอง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ควร ให้แลนด์ลอดร์ด ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้โอกาส

    แลนด์ลอร์ดได้อานิสงส์

    ในทางกลับกัน การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% จะเป็นผลดีให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ หรือเศรษฐีที่มีที่ดินในมือ ที่ยังไม่ทำประโยชน์ นำที่ดินที่รกร้างทำเลกลางใจเมือง ในเขตกรุงเทพมหานคร มาทำแปลงเกษตรซึ่งช่วยลดภาระภาษี ประเภทรกร้าง จากล้านละ 3,000บาท หรือ 0.3% เหลือ เท่ากับประเภทที่อยู่อาศัย ที่ล้านละ 200 บาทหรือ 0.01% อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการลดภาษีลง ดังกล่าวเท่ากับว่าแลนด์ลอร์ดดังกล่าวจะเสียภาษีลดลง อีก50%

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่กฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ เอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อ อุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าของที่ดินรายได้ ที่ยังมีวิธีลดภาระภาษีตนเอง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ควร ให้แลนด์ลอดร์ด ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้โอกาส

    อสังหาฯชงปลดล็อกภาษีที่ดิน

     นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ภาคเอกชนได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อสถานการณ์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการลดภาระต่างๆ

    โดยเฉพาะ ปัญหาภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมรวมถึงคนที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยของประชาชนไม่สามารถนำที่ดินไปพัฒนาได้เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ในทางกลับกันหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำประโยชน์ต้องรับภาระภาษีที่จะเกิดขึ้น

     “ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เคยมีมาตรการลดภาษีที่ดินลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป  อัตราภาษีก็กลับสู่ระดับปกติสำหรับที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ แต่ปัญหานี้สร้างผลกระทบต่อที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่ซื้อไว้เพื่อปลูกบ้านในอนาคตต้องเร่งสร้างเร่งพัฒนา”

    ดังนั้นเอกชนจึงได้มีการเสนอให้มีการลดภาษีสำหรับทุกอุตสาหกรรม โดยข้อเสนอคือขอให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพียง 1 ปี หรือในปี2569 หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็จะกลับไปใช้อัตราปกติ

     อย่างไรก็ตาม นายอิสระมองว่า ความเหลื่อมล้ำของอัตราภาษีที่ดินฯยังมีอยู่มาก ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาคือความแตกต่างของอัตราภาษี โดยปัจจุบันอัตราภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยอยู่ที่ ล้านละ 3,000 บาท หากขายไม่หมด ภายใน3ปีนับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดซึ่งจะกลายเป็นสต๊อกที่ถูกตีความว่า ต้องอยู่ในข่ายเสียภาษีหมวดอื่นๆที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ ที่0.3% ตามราคาประเมินที่ดินของทางราชการ ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้บริโภค โดยมองว่าควรเสียภาษีเท่ากับที่อยู่อาศัยทั่วไป ที่ล้านละ 200 บาท ทำให้มีความแตกต่างกันถึง 15 เท่า

    นอกจากนี้ ยังมีการใช้ช่องทาง การทำเกษตรกรรมในเมือง เพื่อลดภาระภาษี โดยมีการเสนอให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยง แม้ว่าการทำเกษตรในเมืองจะมีประโยชน์ในแง่ของการกระจายการใช้ประโยชน์และควรอนุโลมให้ประชาชนนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือให้หน่วยราชการยืมไปใช้ประโยชน์เพื่อการสาธารณะได้

    “มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากกฎหมายห้ามปลูกต้นไม้ บนที่ดินของตนเองก็อาจจะนำไปสู่การปลูกบ้านเล็กๆ เพื่อให้เข้าข่ายเสียภาษีในอัตราที่ถูกลง หรือล้านละ 200 บาท อยู่ดี โดยมองว่าภาษีต้องมีการแก้ไขเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมาย ที่ภาคเอกชนเสนอขอแก้ไขภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้วในหลายหัวข้อ”

    เช่นเดียวกับ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยถึงหนึ่งในข้อเสนอเร่งด่วนที่สมาคมเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี คือการ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม แม้ว่าบ้านที่อยู่อาศัยหลักจะได้รับการยกเว้นขั้นต่ำอยู่แล้วก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าการปรับลดดังกล่าวอาจกระทบรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเสนอแนวทางชดเชยผ่านการจัดเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สำหรับกรณีการขายที่ดินที่ได้รับกำไรจากการลงทุโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้าหรือรถไฟความเร็วสูง โดยเสนอให้กำหนดอัตราภาษีตั้งแต่ 30% ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด เพื่อให้รายได้ส่วนนี้กลับมาชดเชยท้องถิ่นที่สูญเสียไปจากการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

    ด้านนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกกิติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย มองว่า ที่ผ่านมาได้ผลักดันมาโดยตลอด ว่า รัฐควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง เนื่องจากกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินรอการพัฒนาแต่หากเป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่นำที่ดินกลางเมืองปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี ที่เอาเปรียบผู้ประกอบการไม่ควรได้รับการยกเว้น หรือใช้สิทธิ์ลดภาษีลง50%

    ที่มากไปกว่านั้น ธุกิจอสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อผู้บริโภคต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่กลับมีภาษีมากระทบจำนวนมากซึ่งผลที่ตามมาผู้ประกอบการผลักภาระให้กับผู้บริโภครับภาระ

    สะท้อนจากมีการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน รวมกว่า10 % ตั้งแต่เริ่มพัฒนาซื้อวัสดุก่อสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยห้ามขอคืนเมื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย และโอนขายต้องเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะ3.3% ภาษีเงินได้หักณที่จ่ายอีก1% และเสียค่าธรรมเนียมการโอนอีก 2% รวม6.3% เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จะมีภาษีที่ต้องแบกรับ 13.3%

    อย่างไรก็ตามเมื่อขายไม่ได้ กลายเป็นสต๊อกต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้า อีก 0.3% หากมีสต๊อกในมือต่อปี 10,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องมีภาระ 30 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับสต๊อกจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ

    ลุ้นรัฐบาลอนุทินไฟเขียว

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และฐานะโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า กลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้าง มีข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเสนอต่อรัฐบาลพิจารณา เพื่อให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับภาคธุรกิจหลายภาคส่วนก่อนที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อรวบรวมความเห็นและมุมมองต่างๆจากภาคธุรกิจเพื่อออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

     สำหรับข้อเสนอของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างได้มีการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ในปี 2569 เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือรอจนกว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ถือเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลจะพิจารณา ควบคู่กับมาตรการระยะสั้นอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วย

    โดยนายสิริพงศ์ ย้ำว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดูมาตรการที่สามารถทำได้ทันที และมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว โดยธุรกิจอสังหาฯ มีความเชื่อมโยงไปยังธุรกิจจำนวนมาก และข้อเสนอต่าง ๆ นั้นเราได้รับจากภาคธุรกิจ และได้รับเสียงสะท้อนจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงที่ผ่านมา โดยภาคธุรกิจนี้ถือว่ามีการชะลอตัวมานาน จึงต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลเช่นกัน

    ภาษีที่ดิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/640278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eq7BO3xLXH3hbUf8iTvxq