Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษ วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะพิจารณา 2 โครงการใหญ่ เพื่อเร่งใช้งบประมาณกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท ให้ได้ทันเส้นตายเที่ยงคืน 30 ก.ย.นี้ จำนวน 2 โครงการใหญ่ วงเงินรวม 57,000 ล้านบาท ได้แก่ 

    การอนุมัติงบกลาง 22,000 ล้านบาท เข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สำหรับใช้เติมเงิน 1,700 บาท ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน เริ่มใช้ในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้

    ส่วนอีกโครงการใหญ่ที่ครม.นัดพิเศษ พิจารณา คือ การอนุมัติงบกลาง 35,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ  ให้แก่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะการชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 

    “ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้ตามมาตรา 28 อยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อลดสัดส่วนเพดานให้ต่ำกว่า 32% โดยการชำระหนี้ ธ.ก.ส. นั้น เป็นเงินที่เคยยืมมาใช้ในอดีต ทั้งโครงการไร่ละพัน ประกันรายได้พืช 5 ชนิด และจำนำข้าว เป็นต้น”

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดพิเศษรอบนี้ ยังไม่พิจารณานโยบายคนละครึ่งพลัส  ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน 20 ล้านคน คนละ 2,000-2,400 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป วันที่ 7 ต.ค.68 เพื่อใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลางปี 69 วงเงินรวมกว่า 44,400 ล้านบาท 

    ขณะที่โครงการแก้หนี้รายย่อย แก่ผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aen6OPq6keaVP4ZYup3WJ

  • “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | โชว์ข่าวเช้านี้ | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | โชว์ข่าวเช้านี้ | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรกหลังนั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ฯ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน“ หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    #ศุภจี #ชายแดนไทยกัมพูชา #กระทรวงพาณิชย์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #โชว์ข่าวเช้านี้

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YmBeKREBYI6mNCNU3q_TM

  • นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ภูมิภาค

    นายก อบจ.อุบลฯ เปิดโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 30 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายก อบจ.อุบลราชธานี เป็นประธาน เปิดโครงการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ภายใต้กิจกรรม”เกษตรผสมผสานตามรอยพ่อ : ปลูกผัก-เลี้ยงปลา สู่ความมั่งคั่งพอเพียง” ณ สนามกีฬาทุ่งบูรพา องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ต.หนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภา อบจ.อุบลราชธานี ตลอดจน ประธานชมรมผู้สูงอายุ อบจ.อุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดฯ ร่วมงานจำนวนมาก
                 
    โดยภายในงานดังกล่าว  มีพิธีเปิดบ่อบาดาล สาธิตการใช้งานระบบน้ำ เพื่อการเกษตร ปล่อยพันธุ์ปลา (ปลาตะเพียรทอง) จำนวน 3,000 ตัว ปลูกต้นราชพฤกษ์ ต้นทองอุไร จากนั้น เยี่ยมชมภายในโครงการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
                   
    ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานการขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา ของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tVoDZ7Mjfgm3o1Yx508EM

  • ลำพูน เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    ลำพูน เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    จังหวัดลำพูน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน จัดพิธีเปิดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ภายใต้แนวคิด “วิถีถิ่น วิถีลำพูน อัตลักษณ์ชาติพันธุ์สู่ท่องเที่ยวสร้างสรรค์”

    เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 07.30 น. ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานภายใต้โครงการลำพูนเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์วิถีสู่เศรษฐกิจสรรสร้าง กิจกรรมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี ของจังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธี ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 15 ชุมชน ในจำนวน 5 เส้นทาง ที่ผ่านกระบวนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ผ่านกระบวนการประชุมคัดเลือกเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ และกระบวนการอบรมพัฒนาเส้นทาง พัฒนากิจกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย

    1. เส้นทาง “เยือนวิถีถิ่นชาติพันธุ์ลำพูน” (พื้นที่อำเภอบ้านธิ – อำเภอแม่ทา)
    2. เส้นทาง “สายไหม 106 วิถีแห่งศรัทธา” (พื้นที่อำเภอบ้านโฮ่ง – อำเภอลี้)
    3. เส้นทาง “หัตถศิลป์ – ดิน – ฝ้าย – ไหม” (พื้นที่อำเภอป่าซาง – อำเภอเวียงหนองล่อง)
    4. เส้นทาง “วิถีชีวิตคนเมืองหล่ายดอย” (พื้นที่อำเภอแม่ทา – อำเภอทุ่งหัวช้าง)
    5. เส้นทาง “เที่ยวดีวิถีคนเมือง 106 ลำพูน ป่าซาง บ้านโฮ่ง” (พื้นที่อำเภอป่าซาง – อำเภอบ้านโฮ่ง)

    นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการจัดพิธีเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวฯ ยังมีการดำเนินกิจกรรมทัวร์ชุมชน (Fam trip) เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เส้นทางที่ 1 “เยือนวิถีถิ่นชาติพันธุ์ลำพูน” พื้นที่อำเภอเมืองลำพูน อำเภอแม่ทา และอำเภอบ้านธิ ในลักษณะทัวร์ท่องเที่ยว มีองค์กรและเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และสื่อมวลชน รวมจำนวน 70 คน  ร่วมทดลองท่องเที่ยวตามเส้นทางท่องเที่ยวฯ และเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ในวงกว้างแก่ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่อไป

    นภาพร ขัติยะ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.เชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1337298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XfT0l51ijPCDMU8hdlGE7

  • “สมชาย” ชี้ คนละครึ่งพลัสดีกว่ารัฐบาลก่อน ชี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขาลงดึงคนเข้าระบบภาษี

    “สมชาย” ชี้ คนละครึ่งพลัสดีกว่ารัฐบาลก่อน ชี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขาลงดึงคนเข้าระบบภาษี

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/125857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZjvXfJ3mwYkukHqVWlGGr

  • “เอกนิติ” ยืนยันจำเป็นต้องเร่งใช้จ่ายภาครัฐ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “เอกนิติ” ยืนยันจำเป็นต้องเร่งใช้จ่ายภาครัฐ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06bcOwKDsBuLW7awx-sKcK

  • การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    การจ้างงานในเคนยาเติบโตสูงสุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจปี 2025 ที่จะขยายตัวกว่า 5.3%

    1) ภาพรวมสถิติสำคัญ 

    1.1. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคเอกชนเคนยาในเดือนล่าสุด แสดงว่า “การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน” และอัตราการเพิ่มงานในเดือนล่าสุดเป็นระดับที่เร็วที่สุดในรอบ 15 เดือน — สัญญาณว่าภาคเอกชนเริ่มเพิ่มกำลังคนรองรับความต้องการที่ฟื้นตัว

    1.2. เศรษฐกิจเคนยาขยายตัวในไตรมาส 1/2025 ราว +4.9% (y/y) โดยภาคเกษตรและการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต

    1.3. อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปรับขึ้นเป็น 4.5% ในเดือนสิงหาคม 2025 (y/y) โดยแรงกดดันมาจากราคาอาหารและการขนส่ง แม้อยู่ในกรอบเป้าของธนาคารกลาง (4-7.5%) แต่เป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกและนักลงทุนต้องติดตามต่อไป

    1.4. สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกประเมินแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเคนยากำลังฟื้นและมีโอกาสกลับสู่การขยายตัว >5% หากปัจจัยภายใน-ภายนอกเอื้ออำนวย แต่ต้องจับตาการไหลของ FDI และสภาพแวดล้อมภาษี/กฎระเบียบ

    2) ความหมายเชิงเศรษฐกิจ — ทำไมการจ้างงานเพิ่มสำคัญ

    การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ อุปสงค์สินค้า/บริการภายในเริ่มฟื้น (ความต้องการบริโภคและบริการสูงขึ้น) — ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการนำเข้า (imports) สินค้าผู้บริโภค เครื่องจักร และบริการด้านโลจิสติกส์ และการที่บริษัทต่างๆ ขยายกำลังการผลิตและเพิ่มสินค้าคงคลัง ทำให้งานค้าง (backlogs) ลดลง และการส่งมอบสินค้าหรือบริการได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่นขึ้น (ประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าตามคำสั่ง)

    3) ผลกระทบเชิงบวก (โอกาสสำหรับไทย) (เน้นสินค้าที่ไทยมีความแข็งแกร่ง)

    3.1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) & อาหารแปรรูป

    เมื่อกำลังซื้อครัวเรือนเพิ่ม จะทำให้มีความต้องการอาหารสำเร็จรูป, เครื่องดื่ม, สินค้าอุปโภครายวันสูงขึ้น

    สินค้าไทยที่มีโอกาสสูง เช่น กะทิกระป๋อง เครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส ปลากระป๋อง เป็นต้น

    3.2. กลุ่มยานยนต์มือสอง และอะไหล่

    ภาคขนส่งและภาครัฐมีการขยายรอบการขนส่งมากขึ้น ทำให้เกิดความต้อง รถตู้ รถกระบะ รถบัส ในการขนส่งมากขึ้น และจะต้องใช้อะไหล่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เคนยาเป็นตลาดที่ไทยส่งออกรถยนต์มือสอง และอะไหล่ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยางได้ดี  ทำให้มีโอกาสขยายตลาด แต่อาจต้องพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

    3.3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

    หากการจ้างงานขยาย จะนำมาพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้จะเพิ่มการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สินค้ามีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น จีน อินเดีย อียิปต์และตุรกี ทำให้อาจต้องปรับราคาให้แข่งขันได้มากขึ้น และเน้นการขายสินค้าคุณภาพ

    3.4. กลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพ (รวมอุปกรณ์/รถพยาบาล)

    เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น จะมีการใช้งบประมาณจากภาครัฐ (กระทรวงสาธารณสุข) มากขึ้นในการจัดหาอุปกรณ์ การบำรุงรักษา ยา รถพยาบาล และเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น 

    3.5. กลุ่มเครื่องจักรการเกษตร

    เครื่องจักรการเกษตรจากไทยมีโอกาสสูงในตลาดเคนยา ด้วยภาคการเกษตรที่ใหญ่ขึ้นมาก และนโยบายรัฐที่ผลักดันการกลไกต่างๆ ดังนั้น การเริ่มต้นความร่วมมือในระดับ pilot โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กที่เหมาะกับระบบเกษตรกรรายย่อยน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ นำมาใช้ในการทำตลาดในเคนยา

    4) โอกาสเชิงการลงทุนโดยตรง (สำหรับนักธุรกิจไทย)

    4.1. ตั้งโรงงาน/การประกอบ (assembly/CKD) สำหรับสินค้าที่ต้องการชิ้นส่วนส่งซ่อม หรือเพื่อลดภาษีนำเข้า แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณความต้องการของตลาดในระดับกลางจนถึงสูง เช่น การแปรรูปอาหารหรือประกอบชิ้นส่วนยานยนต์

    4.2. ร่วมทุนกับตัวแทนท้องถิ่น เพื่อเข้าใจตลาดและระบบจัดซื้อภาครัฐ (procurement)  โดยเฉพาะการประมูลจัดซื้อภาครัฐของกระทรวงต่างๆ แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่มีผู้จัดชื้อเป็นภาครัฐหรือใช้เงินที่รัฐเป็นผู้กู้หรือได้รับทุนจากต่างประเทศ เช่น ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

    4.3. ศูนย์บริการหลังการขาย (parts & service hubs) เพื่อรับประกันการจัดส่งอะไหล่และการซ่อมบำรุงอย่างรวดเร็ว แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่ต้องการบริการหลังการขายและไทยยังมีจุดอ่อนด้านนี้ เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เป็นต้น

    5) ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 

    5.1. เงินเฟ้อที่ปรับขึ้น (4.5% ใน ส.ค. 2568) อาจกดดันต้นทุน การนำเข้าสูงขึ้นส่งผลให้มีการชื้อน้อยลง 

    5.2. ความผันผวนค่าเงิน (KES) อันนี้ในปี 2568 นี้ น่าจะมีความเสี่ยงน้อยเพราะค่าเงินของเคนยามีเสถียรภาพที่ดีและสถานะการเงินของรัฐก็อยู่ระดับดีกว่าปีก่อน ทำให้ความเสี่ยงนี้มีน้อย 

    5.3. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจมีผลต่อราคาพลังงานที่เคนยาต้องนำเข้าน้ำมัน และการปล่อยเงินกู้จากต่างประเทศที่อาจลดลงได้ หากความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆของโลกมีความรุนแรงขึ้น 

    5.4. ตัวเลขที่ควรจับตาดู 

    – ดัชนีความเชื่อมั่น PMI (รายเดือน) ดูแนวโน้มการจ้างงานและ new orders จัดทำโดย Stanbic Bank Kenya 

    – อัตราเงินเฟ้อ CPI / Inflation (KNBS) — ติดตามต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค จัดทำโดย Kenya National Bureau of Statistics

    – GDP growth เพื่อตรวจความยั่งยืนของการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจในภาพรวม จัดทำโดย (KNBS / Reuters / World Bank) รายไตรมาส  

    – อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อควบคุมความเสี่ยงต้นทุนและการตั้งราคา จัดทำโดย ธนาคารกลางเคนยา (CBK)

    ความเห็นของ สคต.

    การที่การจ้างงานของเคนยามีแนวโน้มที่ดีนั้น น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกระหว่างไทยกับเคนยาให้มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สคต. เห็นว่า แม้จะมีแนวโน้มที่ดีตามรายงานดังกล่าว และโอกาสของสินค้าไทย แต่ปัจจัยสำคัญ ก็คือราคาของสินค้าต้องมีความเหมาะสมกับตลาด เช่น ไม่แพงเกินไป เนื่องจากกำลังชื้อของคนเคนยายังมีไม่มากนัก อาจจะกล่าวได้ว่า ควรเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพที่ดี จึงจะมีโอกาสทางการตลาด 

    นอกจากนั้น การที่ผู้ประกอบต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเช่น มีขนาดเล็ก และมีราคาที่คนเคนยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็เป็นสิ่งที่ท่านควรคำนึง ตลอดจนความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของปริมาณ minimium order หรือการคละสินค้าหลายๆชนิดได้ หรือการส่งออกแบบรวมตู้ (Consolidate container) ผ่านตัวกลาง หรือ Trader ก็จะทำให้ท่านมีโอกาสส่งออกสินค้ามาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องการตลาดของเคนยาและแอฟริกาตะวันออกดังกล่าว อาจเป็นข้อจำกัดที่ผู้ส่งออกไทยยังไม่เข้าใจหรือยังกลัวที่จะเข้ามาที่ตลาดนี้ ซึ่ง สคต. ยินดีจะให้คำปรึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสม หากท่านสนใจต่อไป

    ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke 

    ที่มา : www.businessdailyafrica.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hpv7n5xs4sd59q6lj0s6rns7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xFR6FshZ4rgl9ehjeTZ_K

  • ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    ธปท.รายงานเศรษฐกิจ ส.ค.68 ชะลอตัว ตามภาคผลิตอุตฯ-เกษตร

    เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับหลายปัจจัยที่เข้ามากดดัน ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โตต่ำกว่าในอดีต เหลือเพียงไม่ถึง 3% ในปีนี้ จากในอดีตที่ GDP เติบโตอย่างน้อย 3%  

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน จากผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต อาทิ การค้าและการขนส่งสินค้า 

    โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายสินค้า โดยเฉพาะรถยนต์และอาหารและเครื่องดื่มจากอุปสงค์ที่ชะลอลง สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยชั่วคราวจากการหยุดผลิตรถยนต์ของบางโรงงานเพื่อปรับกระบวนการผลิต และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานบางโรงในหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

    ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกสินค้าทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมทั้งการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นเล็กน้อย จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดที่ติดลบมากขึ้นตามราคาผักและเนื้อสัตว์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบน้อยลงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ทรงตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน 

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติตามฤดูกาล ประกอบกับดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป มีแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติม ต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคท่องเที่ยวที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจอยู่ระหว่างการปรับตัว อาทิ ยานยนต์ และร้านอาหาร

    ทั้งนี้ ระยะต่อไปมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3.พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21apwMBYVT1tvGcZBn4nd0

  • การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    การผลิตโรงงานอุตสาหกรรมจีนลดลงต่อเนื่องในเดือนก.ย.

    วันนี้, 14:00น.

               สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดผลสำรวจทางการในวันนี้ (30 ก.ย.) มุ่งเน้นสำรวจยอดขายของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กของจีน พบว่า การผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนลดลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า ผู้ผลิตอุตสาหกรรมของจีนอยู่ระหว่างรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และรอดูความชัดเจนเรื่องการเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ รวมรายละเอียดการขายแอปพลิเคชั่น คลิปวิดีโอสั้น TikTok ให้กับสหรัฐฯ

              ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI)ของจีน ซึ่งเป็นดัชนีทางเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะการขยายตัวหรือหดตัวของภาคการผลิตและบริการ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.8 ในเดือนก.ย.เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 6 เดือน เทียบกับ 49.4 ในเดือนส.ค.แต่ยังต่ำกว่า 50 ซึ่งแบ่งแยกระหว่างการเติบโตกับการหดตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ตามการสำรวจจากรอยเตอร์คือ 49.6

              นักวิเคราะห์มองว่า การหดตัวที่ยืดเยื้อเกิดจากผลกระทบหลักๆ 2 ข้อ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจจีน ข้อแรกคือ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศไม่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา นับยุคการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปลายปี 2562 ข้อที่ 2 คือ ผลจากมาตรการตอบโต้ทางภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมของจีนปรับลดกำลังการผลิตของโรงงานมาอย่างต่อเนื่อง ตามการสั่งซื้อที่ลดลงจากต่างแดน

              ด้านนายซู เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัยตลาด Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ผู้ประกอบการของจีนส่วนใหญ่รอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มจากรัฐบาลจีนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจับตาการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลจีนจะกำหนดแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า

    #เศรษฐกิจจีน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-Wf_eJzRdrNcUuUA6utZ

  • อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    ทั้งนี้ประชากรกลุ่มดังกล่าวได้ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จากเรื่องของหนี้ครัวเรือน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นความต้องการซื้อ และในตอนนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อผลกระทบเริ่มลุกลามมาถึงกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท ที่เริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อเพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งเคยเป็นตลาดที่แข็งแกร่งก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการที่หันมารุมเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเล็กลง

    ต่อมาคือ ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอน เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐ แม้ตอนนี้จะมีความชัดเจนในเบื้องต้น แต่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในรายละเอียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและกำลังซื้อจากต่างชาติโดยตรง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เคยเป็นส่วนสำคัญในการพยุงตลาด แต่ในตอนนี้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากสัดส่วนเกือบ 60% เหลือเพียง 30% แม้จะมีกำลังซื้อจากชาติอื่นเข้ามาทดแทนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    แรงกดดันต่อมา คือ การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ซื้อระดับล่าง โดยผู้บริโภคมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีราคาสูงจนเอื้อมไม่ถึง อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปีนี้มีแนวโน้มติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก หรือประมาณ 10-20% ซึ่งรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

    ด้าน คุณอิสระ มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปกติอยู่ที่ราว 900,000 – 1 ล้านล้านบาทต่อปี ในปีนี้อาจลดลงเหลือประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมีการเผยผลสำรวจตลาดพบว่า ขณะนี้อุปทานลดต่ำที่สุดในรอบ 20 กว่าปี  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่คุณอิสระมองว่าการลดลงของอุปทานใหม่นี้ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะเป็นการปรับตัวที่ดีของผู้ประกอบการเพื่อรักษาสมดุลของตลาด

    สำหรับผลกระทบของภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้พัฒนาโครงการ แต่ส่งผลในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีสัดส่วนใน GDP ราว 5-6% และมีการจ้างงานจำนวนมาก สำหรับโอกาสบนความท้ายทายแบบนี้ นั่นก็คือ ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินอาจมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความต้องซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นหากสามารถหาทางออกทางการเงินใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การกู้ยืมจากธนาคาร เช่น รูปแบบการเช่าซื้อ หรือการเช่าเพื่อออม ก็จะสามารถปลดล็อกกำลังซื้อขนาดมหึมาของคนกลุ่มนี้ได้

    นอกจากนี้ยังได้แนะนำผู้ประกอบการว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด พร้อมยกวิจัยต่างประเทศที่ระบุว่า ควรรักษาธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง และใช้โอกาสในภาวะวิกฤติเพื่อซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสมอาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า ส่วนเทรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ ความคุ้มค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้มค่าในมิติอื่น ๆ เช่น การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คอนโดมิเนียมยังคงได้รับความนิยม

    นอกจากนี้ เทรนด์เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และอาคารสีเขียว (Green Building) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” และเชื่อมโยงกับความคุ้มค่า เช่น การออกแบบที่ช่วยประหยัดค่าไฟ หรือการใช้วัสดุที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    สุดท้าย คือ นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EnCo กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืน” ว่า รกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบันเพียงทำเลที่ดีอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย และผนวกความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นอีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/property/860004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05hwIK9WEZ7__T6xnkKnN8