Category: เศรษฐกิจ

  • ราชบุรีจัดเวที “ประชาชนพบเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF” ชูเศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนเกษตรปี 2569

    ราชบุรีจัดเวที “ประชาชนพบเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF” ชูเศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนเกษตรปี 2569

    ภูมิภาค

    ราชบุรีจัดเวที “ประชาชนพบเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF” ชูเศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนเกษตรปี 2569

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 14 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุม ปตท.ท้าวอู่ทอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นายณรงค์เดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ คณะทำงานพรรคประชาชน ร่วมกันจัดเวทีเสวนา “ประชาชนพบเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) มีเรา มีเศรษฐกิจใหม่” โดยมีทีมผู้สมัครพรรคประชาชนครบทั้ง 5 เขตเลือกตั้งของจังหวัดราชบุรี เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนภาคเกษตรในพื้นที่

    การเสวนาครั้งนี้มุ่งนำเสนอนโยบายเกษตรปี 2569 ซึ่งนายณรงค์เดช ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเกษตรกร ผ่านยุทธศาสตร์ “ปลดล็อกหนี้–ที่ดิน–น้ำ” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างยั่งยืนปลดล็อก 3 โครงสร้างหลัก ด้านหนี้สิน วางเป้าหมายช่วยเกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไป ปิดหนี้และคืนโฉนดที่ดินทันที ขณะที่เกษตรกรกลุ่มอื่นตั้งเป้าปลดหนี้ภายใน 5 ปี พร้อมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนชนิดพืชให้เหมาะสมกับช่วงวัยและศักยภาพ

    ด้านที่ดิน เร่งออกเอกสารสิทธิ์เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงสาธารณูปโภค น้ำและไฟฟ้า รวมถึงผลักดันมาตรฐาน GAP เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้านน้ำ จัดหาแหล่งน้ำให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ เช่น น้ำบาดาล และเชื่อมโยงกับระบบบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ

    นวัตกรรมลดต้นทุน ผ่านเครื่องมือดิจิทัล นโยบายสำคัญคือคูปองค่าไถ สนับสนุน 250 บาทต่อไร่ วงเงินรวม 12,500 ล้านบาท จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อลดภาระต้นทุนเกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริม “ปุ๋ยแม่นยำ” สนับสนุนค่าวิเคราะห์ดินและค่าปุ๋ย 500 บาทต่อไร่ แทนการประกันราคา ลดการใช้ปุ๋ยเกินจำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมดึง Young Smart Farmer เข้ามาเป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีการเกษตรในชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ ดูแลครบ 4 กลุ่มเป้าหมาย นโยบายยังออกแบบให้ครอบคลุมเกษตรกร 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ เน้นความมั่นคงและคืนที่ดินทำกิน, เกษตรกรรายย่อย สร้างตลาดชุมชนรองรับสินค้า, กลุ่มที่มีศักยภาพแข่งขันได้ อัดฉีดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย ยกระดับมาตรฐานป้องกันโรคระบาดเวทีเสวนานี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงแนวทางเกษตรยุคใหม่ ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มีตัวเลขงบประมาณ เครื่องมือ และกลไกที่เป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และตอบโจทย์เกษตรกรไทยในระยะยาว.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/462111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z8Gae2sIKQ77B7ggp1hey

  • เวที FKII ระดมสมองผู้นำเศรษฐกิจ ชี้ 2569 จุดเปลี่ยนไทย เร่งปฏิรูป ขจัดทุนเทา สร้างเศรษฐกิจใหม่

    เวที FKII ระดมสมองผู้นำเศรษฐกิจ ชี้ 2569 จุดเปลี่ยนไทย เร่งปฏิรูป ขจัดทุนเทา สร้างเศรษฐกิจใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/122919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10xZlMWiDDote1QL01Vn4I

  • กลุ่มทิสโก้ เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี พลิกความท้าทายสู่โอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี พลิกความท้าทายสู่โอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) มุ่งเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความยั่งยืนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย เดินหน้ากลยุทธ์ครอบคลุมการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีศักยภาพ ยกระดับประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี AI และโซลูชันดิจิทัล พัฒนาระบบนิเวศการเงินครบวงจร พร้อมบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อมอบประสบการณ์เหนือกว่าและตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัล ด้านผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน ตามแผนการเพิ่มสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กลุ่มทิสโก้จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต พลิกความท้าทายสู่โอกาส พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    กลุ่มทิสโก้ก้าวสู่ช่วงของการเติบโตที่มุ่งขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง เราเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาเข้ากับไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าและโจทย์ทางสังคม เพื่อมอบคำแนะนำทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน กลุ่มทิสโก้จะนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการให้บริการ เพื่อให้รวดเร็ว ตรงจุด และตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว

    นายศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยุทธศาสตร์ 3 ปีของกลุ่มทิสโก้ตั้งอยู่บนความยืดหยุ่น และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย บนพื้นฐานของกระบวนการและระบบที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมพลังด้วยเทคโนโลยี  เพื่อสร้าง Ecosystem ทางการเงินที่ครบวงจร ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรับผิดชอบควบคู่กับการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน เรามุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยายนต์ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การออกกองทุนที่เน้นความยั่งยืน และการจัดหาเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังยึดมั่นในบทบาทการสร้างโอกาสทางการเงิน การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อยืนหยัดเป็น สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจได้ (Your Truted Financial Advisor) และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในระยะยาว”

    สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ประกอบด้วย ธุรกิจรายย่อย มีสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภท ภายใต้แบรนด์ สมหวัง เงินสั่งได้ ซึ่งจากนี้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยบริการดิจิทัลครบวงจร ควบคู่การใช้ AI Virtual Coach และระบบอัตโนมัติยกระดับประสิทธิภาพสาขา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ดีนัก แม้อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อมอเตอร์ไซคจะเน้นการเติบโตแบบคัดเลือกพื้นที่ศักยภาพสูง พร้อมเสริมธุรกิจนายหน้าประกันภัยด้วยโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้า และเตรียมระบบรองรับสินเชื่อ EV เพื่อส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถไฟฟ้า (BEV)

    ธุรกิจขนาดใหญ่ จะใช้กลยุทธ์ Selective Growth ในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ พลังงาน รวมถึงขยายไปยังกลุ่มธุรกิจ Healthcare และ Data Center พร้อมผลักดันสู่การเงินสีเขียว (Green Financing) เพื่อจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรทางการเงินสนับสนุนโครงการและธุรกิจที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้า 25% ของสินเชื่อองค์กรเป็นโครงการพลังงานสะอาดภายในปี 2573 ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอี จะขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และหอการค้าจังหวัดเพื่อเจาะตลาดท้องถิ่น เพิ่มโอกาสปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยป้องกันความเสี่ยงด้วยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ

    ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มุ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด การให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Holistic Financial Advisory) ที่ครอบคลุมทุกมิติทางการเงิน ตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ ไปจนถึงการวางแผนมรดก โดยผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินกับเทคโนโลยี ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal และแพลตฟอร์ม My Wealth เพื่อรบประสบการณ์ที่เหนือกว่าและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากพันธมิตรชั้นนำ และพัฒนาระบบนิเวศทางการเงิน (Financial Health & Wealth Ecosystem) โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติของชีวิตทางการเงิน

    ธุรกิจบริหารจัดการกองทุน (Asset Management) มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายตัวแทน ควบคู่กับการออกแบบกองทุนที่ตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงระยะยาว พร้อมจ่ายปันผลเพื่อสร้างรายได้เสริม และเสริมด้วยแคมเปญ “Debt-Free, More Savings” เพื่อส่งเสริมการออมและลดภาระหนี้สำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

    ธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities Brokerage) มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนที่ง่ายและสะดวกให้กับลูกค้า พร้อมสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านการนำ AI มาประยุกต์ใช้ โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม Investifi+ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนครบวงจร เพิ่มฟังก์ชัน AI Smart Agents เพื่อยกระดับประสบการณ์ พร้อมขยายสินทรัพย์ซื้อขายให้หลากหลายขึ้น อีกทั้งเสริมบริการลูกค้าสถาบันผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Jefferies

    ธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) มุ่งมั่นให้บริการที่ปรึกษาด้านประกันระดับพรีเมียม โดยคัดสรรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แพลตฟอร์ม Open Architecture ที่เกิดจากความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยชั้นนำ พร้อมขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ Family First เพื่อมอบทางเลือกที่เหมาะสมและตรงใจสำหรับแต่ละบุคคล

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดปี 2568

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ รวมถึงรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโต 5.5% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดปี 2568 เติบโตกว่า 30% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่รวม 15 กองในระหว่างปี นอกจากนี้ บริษัทมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้านธุรกิจหลักทรัพย์ชะลอตัวตลอดปี ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 0.5% ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้งในปีนี้ และการลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ “คุณสู้ เราช่วย” บริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) ที่ 45.9% ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดปี 2568 อยู่ที่ 15.4%

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 235,779 ล้านบาท เติบโต 1.5% จากสิ้นปี 2567 จากสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก สินเชื่อรถมือสองและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการขยายสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างระมัดระวัง รวมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฟื้นตัว ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาขยายตัว ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.28% ของสินเชื่อรวม ผลจากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 172%

    ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.4% และ 2.1% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250114-tiscogroup-strategy-2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UtHhPR-gD8_X0w1PFO0wZ

  • กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69


    14/01/2569 | 8 |

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    (14 มกราคม 2569) – จังหวัดราชบุรี – นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดราชบุรี (กรอ.จังหวัดราชบุรี) ครั้งที่ 1/2569 ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี ที่ประชุมได้ติดตามสภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยพบสัญญาณการฟื้นตัวจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% พร้อมวางมาตรการสร้างความเข้าใจในการตรวจสอบโรงงานเพื่อลดความกังวลของภาคธุรกิจ

    เศรษฐกิจราชบุรีขยายตัว เกษตร-บริโภคพุ่ง แต่ภาคอุตสาหกรรมยังชะลอ สำนักงานคลังจังหวัดราชบุรีรายงานสภาวะเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณ “ขยายตัว” เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ: ภาคเกษตรกรรม: ขยายตัวร้อยละ 5.96 จากผลผลิตสำคัญอย่าง สับปะรด ข้าว และกุ้งก้ามกราม การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 19.48 สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชน: พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.05 จุดที่น่ากังวล: ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงร้อยละ -12.20 และการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวลงร้อยละ -18.05 รวมถึงอัตราการจ้างงานที่ลดลงเล็กน้อย ท่องเที่ยวสดใส รายได้โตกว่า 10% ดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นไฮไลท์ปี 69 ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยว ข้อมูลเปรียบเทียบช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 พบว่าราชบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 6,052.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 2,964,428 คน

    สำหรับทิศทางปีงบประมาณ 2569 จังหวัดราชบุรีได้วางกลยุทธ์ Quick Win กระตุ้นตลาดและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย (Restoring Trust) โดยมีกิจกรรมเด่นในปฏิทินการท่องเที่ยว ได้แก่: กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569: กิจกรรมปีนเขาลำภาชี และงานดนตรีในสวนผึ้ง โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย: “ปีนเขาเข้าถ้ำ” (Ratchaburi Adventure) โครงการประกวดท่าเรือดีเด่น: ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

    เร่งสร้างความเข้าใจปม “ตรวจสอบโรงงาน” ลดความตื่นตระหนกภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงกรณีที่ผู้ประกอบการโรงงานมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางในคดีทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดย กรอ.ราชบุรี ได้เสนอแนวทางแก้ไข ดังนี้:ให้หน่วยงานภาครัฐจัดประชุมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน ขอให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจสอบ (ในกรณีไม่ใช่ความผิดอาญาร้ายแรง) จัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline) ให้ผู้ประกอบการใช้เตรียมความพร้อมด้านเอกสาร จัดตั้ง “คลินิกให้คำปรึกษาด้านการขอและต่อใบอนุญาตโรงงาน” เพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f3lmeX75dJ5tUkczV1qEg

  • ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูทูตเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูทูตเศรษฐกิจ

    ในวันที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติความมั่นคง แต่ลุกลามสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า การแย่งชิงทรัพยากร ไปจนถึงการกีดกันทางเทคโนโลยี ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างโจทย์การรักษาดุลอำนาจเดิมกับการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ขั้วอำนาจใหม่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

    นอกจากแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติที่กัดกินระบบเศรษฐกิจจากภายใน รวมถึงโจทย์ใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่าง Climate Change ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้โจทย์ใหม่ด้านการต่างประเทศมีธงอย่างไร วันนี้มียุทธศาสตร์อะไรที่จะนำไทยกลับมาเฉิดฉายบนเวทีโลก

    วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศของพรรค มองว่า ในสมรภูมิโลกที่มีความผันผวนเช่นนี้ การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ด้วย และมองว่าการต่างประเทศเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้ ดังนั้นไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนการทูตไทยให้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ หรือก็คือการใช้ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปลี่ยนไทยจากหมากในกระดาน ให้กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 3

    สมรภูมิมหาอำนาจ การกระจายความเสี่ยงคือทางออก ไม่ใช่การเลือกข้าง

    คำถามที่ทุกพรรคการเมืองมักเจอคือ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ปัจจุบันสหรัฐฯ บีบให้เลือกข้างด้วยกำแพงภาษี ไทยต้องทำอย่างไร จำเป็นต้องเลือกข้างหรือไม่?

    วีระพงษ์มองว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้ว แต่มีหลายขั้วอำนาจที่มีความสำคัญมากขึ้นในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งการที่มหาอำนาจห้ำหั่นกัน ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับตลาดอื่นๆ ของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับไทยท่ามกลางสงครามการค้าที่ดุเดือด ข้อแรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยการขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างสมดุล และลดการพึ่งพิงมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งมากจนเกินไป

    ข้อต่อมาคือการลดความเสี่ยง (De-risk) เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความยั่งยืนและแข็งแกร่ง (Supply Chain Resilience) โดยลดความเสี่ยงในเรื่องของการที่ต่างชาติสวมสิทธิ์สินค้าไทยเพื่อส่งออกซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของกำแพงภาษี เช่นเดียวกับการลดความเสี่ยงด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน ด้านต้นทุน และการพึ่งพิง ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อลดได้จะกลายเป็นโอกาสของไทยในการปรับซัพพลายเชนให้เท่าทันโลกและทำให้ไทยมีที่ยืนที่แข็งแกร่งบนเวทีโลกได้

    และข้อสุดท้ายคือการยกระดับอุตสาหกรรม (Industrial Upgrade) เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ วันนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่โลกอาจไม่ต้องการ จะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปเป็นเครื่องยนต์ใหม่ๆ (New Growth Engine) เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศและตอบโจทย์เทรนด์โลก

    เราคุยกันต่อว่า แล้วอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    วีระพงษ์ฉายภาพต่อว่า โลกจะมี 4 ภูมิทัศน์สำคัญ ภูมิทัศน์แรกคือ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำโลก แต่มีความถดถอยลงในหลายๆ ด้าน จากระเบียบโลกเก่าที่ถูกบั่นทอนและระบบพหุนิยมที่ถูกท้าทาย โดยปัจจุบันเราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันหลังให้กับองค์กรระหว่างประเทศ และมองว่าระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ สถาปนาขึ้นเองเป็นสิ่งที่เอาเปรียบสหรัฐฯ และส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ

    ภูมิทัศน์ที่สองคือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังทวีความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร และสมรภูมิที่ทั้งคู่กำลังช่วงชิงและแข่งขันกันอย่างหนักคือแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ชิป ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาวุธ อวกาศ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้ในมิติความมั่นคง จีนก็พยายามเบียดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการทหาร ซึ่งท้าทายอำนาจเก่าคือสหรัฐฯ

    วีระพงษ์มองว่า ภูมิทัศน์ที่ 3 โลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นกลุ่มก้อนระดับภูมิภาคมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Regional Block เช่น อาเซียน ลาตินอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุด เราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันกลับไปให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกามากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ

    ภูมิทัศน์สุดท้าย โลกจะมีระเบียบใหม่ หรือมีวาระใหม่ของโลกเกิดขึ้นมา ซึ่งคำถามคือ ประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า ประเทศขั้วใต้ (Global South) รวมถึงไทยจะทำอย่างไร เพื่อก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการกำหนดวาระของโลก ซึ่งวีระพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศและนโยบายการทูตเศรษฐกิจที่ไทยต้องวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

    แล้วไทยจะมีบทบาทนำอย่างไร รวมถึงโจทย์การประสานและขับเคลื่อนไปพร้อมกับอาเซียนในการกำหนดวาระของโลก

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 2

    ไทยในความเป็นแกนกลางของอาเซียน กับทฤษฎี 3 วงแหวน

    ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่อจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ วีระพงษ์มองว่า แม้อาเซียนจะมีความตื่นตัวมากขึ้น หลัง Liberation Day ที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการตั้ง ASEAN Geoeconomics Task Force นั้นยังไม่เพียงพอ แต่อาเซียนยังสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น ในมิติเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ชายแดนและอาชญากรรมข้ามพรมแดน พลังงาน และสิ่งแวดล้อมและการจัดการภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน

    อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ASEAN Centrality คือ คอนเซปต์ที่ทำให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยอาเซียนจะมีบทบาทเป็นผู้กำหนดกติกาและเวทีหลักในการสร้างความเชื่อมโยงและประสานกับประเทศคู่เจรจานอกภูมิภาค เพื่อรักษาบทบาทนำและผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

    ตรงนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ ‘ทฤษฎี 3 วงแหวน’ ในการขับเคลื่อนการต่างประเทศของไทย โดยมี ASEAN Centrality เป็นหนึ่งในวงแหวน

    • วงแหวนที่ 1 (ASEAN Centrality) เน้นความร่วมมือภายในกลุ่ม 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและโลจิสติกส์, ดิจิทัล/ความมั่นคงทางไซเบอร์, ชายแดน/อาชญากรรมข้ามชาติ, พลังงาน (ASEAN Power Grid) และสิ่งแวดล้อม อย่างที่กล่าวไปแล้ว
    • วงแหวนที่ 2 (Issue-based Cooperation) เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคในเชิงประเด็น เช่น ความร่วมมือทางทะเลในกรอบ BIMSTEC หรือ กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคของ 7 ประเทศบริเวณอ่าวเบงกอล ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก
    • วงแหวนที่ 3 (Parallel Cooperation) ประเทศในอาเซียนควรทำงานคู่ขนานและประสานงานกับมหาอำนาจภายนอกอย่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย

    วีระพงษ์ย้ำว่า เมื่อไทยได้เป็นประธานอาเซียนแล้ว เราจะสามารถกำหนดทิศทางได้ว่าประเด็นอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งทางพรรคมองว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ดิจิทัล และความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเรื่องนโยบายการต่างประเทศแบบองค์รวมได้

    โจทย์ท้าทายสำหรับไทยกับการเป็นผู้นำอาเซียน

    ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ทดสอบอาเซียนอย่างหนักหน่วง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงปัญหาภายในเมียนมาที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ขณะที่สมาชิกอาเซียนก็ไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน จนอาเซียนถูกมองหรือถูกปรามาสว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประโยชน์

    วีระพงษ์กล่าวว่า แม้อาเซียนอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อน อย่างเช่นการเลือกตั้งในเมียนมามีคำถามว่า อาเซียนจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่เสรี ไม่ยุติธรรมและไม่ครอบคลุมหรือไม่ หรือปัญหาการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน แต่สำหรับบางเรื่องแล้ว อาเซียนมีจุดร่วมที่สามารถหารือและพูดคุยร่วมกันได้ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกัน

    การทูตเชิงรุกเป็นสิ่งที่สำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีเป้าหมายทางการทูต ยุทธศาสตร์ทางการทูต และหลักปฏิบัติทางการทูต เพื่อทำให้โลกเข้าใจไทยมากขึ้น วีระพงษ์กล่าวว่า หลายๆ ครั้งเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และสังคม หากการทูตไทยไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ก็จะไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านั้นได้

    อีกสิ่งสำคัญคือการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มองว่าอะไรควรแก้ปัญหาด้วยกรอบทวิภาคีก็ต้องใช้กรอบทวิภาคี แต่อะไรที่ควรอธิบายต่อชาวโลกให้เข้าใจ ไทยก็ต้องปรากฏตัวในพื้นที่นั้นเพื่อบอกเล่าปัญหาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที

    ส่วนความท้าทายจากแรงกดดันของมหาอำนาจที่อาจกระทบต่อเอกภาพของอาเซียน ที่วันนี้มีภาพของการแบ่งขั้วระหว่างอาเซียนภาคพื้นทวีปกับอาเซียนภาคพื้นสมุทรนั้น วีระพงษ์มองว่า การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำอย่างไรที่ไม่เป็นการเลือกข้างเพื่อเป็นศัตรูกับใคร ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่เป็นสมรภูมิให้ใครเช่นกัน ไทยจะใช้การทูตและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ก็ต้องกำหนดเส้นแดงให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้ เช่น เรื่องของอำนาจอธิปไตย สิทธิ์ในการป้องกันตนเองเป็นต้น

    ถ้าจะบอกว่าปี 2025 เป็นปีที่เราช็อกกับมาตรการภาษีของทรัมป์ที่สะเทือนไปทั่วโลก และเป็นปีที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอากฎกติกาและไม่แบกค้ำระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปี 2026 จะถือเป็นปีแห่ง Recalibration หรือการมากำหนดนิยามใหม่ว่าระเบียบโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งไทยต้องวางจุดยืนให้เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบโลกใหม่นั้น

    วีระพงษ์เชื่อว่า การต่างประเทศภายใต้ประชาธิปัตย์ (หากได้เป็นรัฐบาล) ไทยมีศักยภาพดำเนินบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนได้ โดยที่จะเป็นผู้นำในแบบที่เกิดมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust-based Leadership) และมีบทบาทในการเขียน ปรับ และนำเสนอระเบียบใหม่ของภูมิภาคและระเบียบโลกในแบบที่ไทยได้ประโยชน์ ภูมิภาคได้ประโยชน์ และโลกได้ประโยชน์

    ตรงนี้สอดคล้องกับแกนนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้ว ซึ่งเน้นย้ำ 4 เรื่องคือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี เสริมสร้างความยุติธรรม และเป็นผู้นำภูมิภาค

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 4

    การทูตเศรษฐกิจในแบบฉบับประชาธิปัตย์

    วีระพงษ์ได้นิยามองค์ประกอบการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกว่า หัวใจสำคัญข้อแรกคือ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศคืออะไร สองคือการสร้างความสัมพันธ์ มองว่าประเทศไหนเป็นพันธมิตรหรือคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มีคุณค่าที่ใกล้เคียงกับไทยในการทำการค้าและการลงทุน สามคือความเป็นเอกภาพ ซึ่งประชาธิปัตย์จะเสนอให้มี Economic Diplomacy Taskforce หรือคณะทำงานด้านการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกโดยเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทำงานร่วมกันให้จบภายในประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยไปเจรจากับประเทศคู่ค้า

    วีระพงษ์อธิบายเสริมจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในฐานะผู้แทนการค้าไทยในการเจรจากับหลายประเทศว่า ที่ผ่านมามักประสบปัญหาว่า การพูดคุยระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในประเทศจะมีความยากลำบากกว่าการไปเจรจากับต่างประเทศเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร กระทรวงการต่างประเทศ และ BOI จะทำงานร่วมกันเป็น ‘One Thailand Team’ ที่มีเอกภาพ โดยคุยกันให้ชัดก่อนว่า ผลประโยชน์ของไทยคืออะไร อะไรเป็นเส้นแดง และจะเอาอะไรไปแลก

    เมื่อพูดถึงการทูตเศรษฐกิจ การมองหาตลาดใหม่ๆ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วางเป็นนโยบายเรือธง โดย FTA หรือความตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้ และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าหมายดัน GDP ให้โต 5% ภายใน 4 ปี

    ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง วีระพงษ์มองว่า การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (FTA) เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ข้อมูลที่มีศึกษาโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ถ้าเรามี FTA กับ EU จะช่วยให้ GDP ไทยโตเพิ่มขึ้น 1.68% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศหลักแสนล้านบาท

    นอกจากตลาด EU แล้ว การเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ก็มีความสำคัญ การค้าระหว่างกันจะช่วยดัน GDP ขยายตัวเพิ่มได้ถึง 0.5-0.6% และเมื่อรวมกับตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ จะทำให้ GDP ไทยมีโอกาสโตถึง 3-5%

    แต่การเจรจา FTA ก็มีความท้าทายในเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ SME อาจได้รับผลกระทบ ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มงบประมาณมาสนับสนุนในกองทุน FTA ที่ปัจจุบันยังมีไม่มาก เพื่อให้สามารถเยียวยาทั้งเกษตรกรและ SME ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากการเจรจา FTA ที่วีระพงษ์เคยเป็นหนึ่งในคีย์แมนของฝั่งข้าราชการการเมืองแล้ว การเข้าสู่ OECD ของไทย ก็เป็นอีกวาระสำคัญที่วีระพงษ์มีบทบาทผลักดันภายใต้หมวกผู้แทนการค้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการไปหารือกับหลายประเทศที่เป็นสมาชิก OECD ก่อนหน้านี้

    พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายสอดคล้องกันว่า การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานในด้านต่างๆ ของไทยให้เป็นสากล รวมถึงเพิ่มความโปร่งใส แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีด้วย ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเบื้องต้นพรรคได้กำหนดกรอบเวลาการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า

    นอกเหนือจากตลาดประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม Global South และ BRICS ก็มีความสำคัญรองๆ ลงมา แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังโฟกัสไปที่กลุ่มอาเซียนก่อน ด้วยประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และมีศักยภาพด้านการค้าเชิงดิจิทัลที่เป็นหมุดหมายที่อาเซียนควรให้ความสำคัญ ซึ่งวีระพงษ์มองว่า ถ้าข้อตกลง DEFA (Digital Economy Framework Agreement) ลุล่วง ก็อาจเพิ่มมูลค่าการค้าภายในอาเซียนได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

    เรื่องต่อมาคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละประเทศสามารถกำหนดบทบาทว่าจะอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศที่มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็จะไปอยู่ตรงต้นน้ำ ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต ก็จะอยู่กลางน้ำ ส่วนประเทศที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นกลุ่มที่ประกอบขั้นสุดท้ายและส่งออก อย่างไรก็ตามการออกแบบซัพพลายเชนเหล่านี้ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยความร่วมมือภายในอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการแข่งขันกัน แต่ภายใต้การแข่งขัน ก็มีจุดที่สามารถร่วมมือกันได้

    ส่วน BRICS ซึ่งไทยเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์นั้น วีระพงษ์มองเป็น ‘โอกาสทางการตลาด’ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน บราซิล และอินเดีย นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์กับ BRICS ก็เป็นการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม BRICS ยังไม่มีเรื่องกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐาน ดังนั้นไทยจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานของ OECD เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการแห่งชาติดูแลเรื่องนี้อยู่

    ส่วนตลาดเกิดใหม่ที่พรรคให้ความสนใจ เป็นกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และอาจเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรมของไทย

    โจทย์ภาษีทรัมป์ และแนวทางแก้ปัญหาของประชาธิปัตย์

    แนวทางการเจรจากับทรัมป์ในเรื่องภาษีก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจว่าแต่ละพรรคมีไพ่เด็ดอะไรในมือ

    วีระพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงกังวลว่า ความไม่มีเสถียรภาพและความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล ทำให้การเจรจาล่าช้า และเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ในการบีบบังคับไทย ดังนั้นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Economic Diplomacy Taskforce และ One Thailand Team ที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ในบริบทนี้ได้ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนด้วย

    อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราต้องเข้าใจว่าทรัมป์นำเรื่องความมั่นคงกับการค้ามาปะปนกัน ดังนั้นไทยก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การเจรจาที่รวมสองมิตินี้ด้วย แต่จะรวมแบบไหนให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องทำการบ้านต่อ

    วีระพงษ์แบ่งเรื่องการเจรจากับทรัมป์ออกเป็น 3 กลุ่ม

    • Reciprocal Tariff (19%): ปัจจุบันมีอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ไทยยังพอแข่งขันได้
    • Annex 3 (Exception): รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งไทยยังเจรจาไม่จบ ในขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เจรจาจบแล้วในหลายหมวด ทำให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
    • Transshipment / Rules of Origin: ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ที่โดนเพ่งเล็งกันทั้งอาเซียน ไทยต้องใช้กลไกอาเซียนในการพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

    ค้าขายกับจีนอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

    ปัจจุบันการบริโภคภายในจีนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้รัฐบาลจะหันมาโฟกัสการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก ท่ามกลางสมรภูมิการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือด ซึ่งก็กลายเป็นโจทย์สำหรับไทยด้วยว่า เมื่อจีนซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง พรรคมองเรื่องนี้อย่างไร เราจะเอาอะไรไปขายจีน หรือจะดึงดูดคนจีนเข้ามาในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร

    วีระพงษ์มองว่าไทยยังมีจุดแข็งเรื่อง Medical Tourism คนจีนเคยมาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก แต่โจทย์คือเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Medical Tourism ได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องมายกระดับเรื่องการบริการ รวมถึงความพร้อมในด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งในภาคการผลิตอยู่แล้ว

    ในส่วนของเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ควอนตัมคอมพิวติง หรือหุ่นยนต์ ที่จีนกำลังให้ความสำคัญและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นั้น วีระพงษ์เห็นด้วยว่า ไทยควรเข้าไปปลั๊กอินในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น

    อย่างไรก็ตาม 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยให้ความสำคัญอย่างอุตสาหกรรม EV, ภาคการเงิน, การแปรรูปอาหาร, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และพลังงานหมุนเวียน ก็ยังเป็นวาระสำคัญ และวีระพงษ์มองว่า ไทยสามารถเข้าไปปลั๊กอินกับซัพพลายเชนของจีนเพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารนั้น เป็นสิ่งที่จีนยังมีความต้องการนำเข้าสูง เนื่องจากมีประชากรมาก แต่สัดส่วนพื้นที่เกษตรในประเทศยังมีข้อจำกัด

    ช่วงท้ายการสนทนา เราให้วีระพงษ์สรุปให้ฟังว่า ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะทำอะไรใน 3 อันดับแรก ในมุมที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

    รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ตอบว่า สิ่งที่จะทำทันทีตั้งแต่วันแรก คือการรุกเปิดตลาด FTA คุณภาพสูง ได้แก่ EU และเกาหลีใต้ เรื่องที่ 2 คือการปฏิรูปกฎระเบียบ (Deregulation) โดยเร่งเดินหน้าผ่านกฎหมายแม่บทจัดการกับกฎหมายล้าสมัยเพื่อลดภาระภาคธุรกิจ และเรื่องที่ 3 คือส่งเสริม New Growth Engine เร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ เช่น EV, พลังงานทางเลือก และการเงิน เพื่อปลดล็อกการเติบโต

    ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่บีบคั้นให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง สิ่งสำคัญคือการวางหมากในเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อที่ว่าไทยจะไม่ถูกบีบบังคับให้เลือกใคร นอกจากนี้ไทยควรวางตัวเป็น Middle Power ที่กำหนดนโยบายของตัวเองได้ โดยไม่เป็นศัตรูกับใคร และไม่ยอมเป็นสมรภูมิรบให้ใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/democrat-3-rings-foreign-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rM6h9aNRsLaTk1GEXpY97

  • ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ ’10 พลัส’ จะพารอดยาว | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ ’10 พลัส’ จะพารอดยาว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว ว่า ในเวลา 73 วันไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันที แต่ตอนนี้พ้นจากหล่มมาแล้ว

    “ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม พ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯ มาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้ และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ ยังได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ด้วยว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้น ยังไม่พอ จะต้องกระจายตัวทุกคน ยกตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้ 20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้าครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย  ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นจะลดลง 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการลดภาระที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อลดหนี้ ยืดหนี้ และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้ และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5500279/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZM5zrcZyOkSVag9hdZ4vZ

  • เอกนิติ นำทัพไทย ถกสภาเศรษฐกิจโลก ดาวอส  ปักหมุดไทยแผนที่การลงทุนโลก   | เดลินิวส์

    เอกนิติ นำทัพไทย ถกสภาเศรษฐกิจโลก ดาวอส  ปักหมุดไทยแผนที่การลงทุนโลก   | เดลินิวส์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 19–23 ม.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้นำคณะทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอ และผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ  เข้าร่วมประชุม เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม แอนนวล มีทติง 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    “สภาเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส เป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นงานที่ผู้นำประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ผู้นำทางความคิด และซีอีโอบริษัทชั้นนำจะมารวมตัวกัน เพื่อพูดคุยทิศทางเศรษฐกิจโลก การแก้ไขวิกฤติสำคัญของโลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ อะ สปิริต ออฟ ไดอะล็อก เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจากทั่วโลก”

    นายนฤตม์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งทีมไทยแลนด์จะสามารถสื่อสารนโยบาย ทิศทางเศรษฐกิจไทย ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงเข้าสู่ประเทศไทย การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว การเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและอุปสรรคการลงทุน

    นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจสู่โอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และปูทางสู่การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในเดือน ต.ค. 69 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5500928/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15Ca6gJDVJoGFhGBwOEA0m

  • ภท. ชูยุทธศาสตร์ 10 พลัส เติมรายได้ – ล้างหนี้ “เอกนิติ” เผย 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว

    ภท. ชูยุทธศาสตร์ 10 พลัส เติมรายได้ – ล้างหนี้ “เอกนิติ” เผย 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว

    “เอกนิติ” โชว์ผลงาน 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว เตรียมชูยุทธศาสตร์ “10 พลัส” เติมรายได้-ลดรายจ่าย-ล้างหนี้

    วันที่ 14 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า ภายในเวลาเพียง 73 วันของการบริหารงานภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรี สามารถหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวและนำพาประเทศพ้นจากหล่มความเสี่ยงได้สำเร็จ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบาย “เศรษฐกิจ 10 พลัส” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและกระจายรายได้สู่คนทุกกลุ่ม

    นายเอกนิติย้ำว่า แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังมีความผันผวนสูง พรรคจึงนำเสนอนโยบายที่เน้นการลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ คนละครึ่งพลัสเพื่อสานต่อมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันของประชาชน โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนเพื่อขายไฟฟ้าตรงสู่ครัวเรือน และคุมค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย) ภาษี SME เป็นการปรับโครงสร้างภาษีให้เอื้อต่อธุรกิจขนาดเล็ก และจูงใจให้เข้าสู่ระบบและเติบโตอย่างมั่นคง

    นายเอกนิติยังบอกถึงไฮไลต์สำคัญด้วยว่า คือโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่มีหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ประมาณ 1 ล้านราย ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ ลดและยืดระยะเวลาชำระตามความสามารถ โดยผู้ที่มีวินัยทางการเงินจะได้รับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อให้กลับมามีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็งและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามนโยบาย 10 พลัส ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลขรายได้รวมของประเทศเพิ่มขึ้น แต่คือการ ‘บวกเพิ่ม’ คุณภาพชีวิตให้ทุกคนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และพาเศรษฐกิจไทยกลับมาน่าภาคภูมิใจอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyCKj4D7hgc0WwD-zKOLJ

  • ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ฝ่าพายุอำนาจนิยม ค้นหา ‘เพชร’ ที่ซ่อนอยู่ในตลาดทุนไทย!

    ในโลกการเงินที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความผันผวน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชื่อของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นตัวแปรสำคัญของปี 2569 ที่เข้ามาเขย่ากระดานเศรษฐกิจโลกให้สั่นสะเทือนอีกครั้ง

    การใช้อำนาจนิยมสุดขั้วเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ พร้อมจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แบบไม่สนว่าเรื่องราวจะบานปลายแค่ไหน 

    คำถามคือ จากบุกยึดเวเนซุเอลาแล้ว จะขยายไปยังประเทศอื่นอีกหรือไม่ และใครจะเป็นรายต่อไป ? 

    สิ่งที่น่ากลัวต่อจากนี้คือหากมีใครคนหนึ่งคิดว่า…เมื่อสหรัฐฯทำได้ ฉันก็ทำได้!! ถ้าเกิดแนวคิดนี้เมื่อไหร่ ทั้งโลกคงไร้ความสงบอีกต่อไป

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

    นอกจากนี้ยังมี “นโยบายกำแพงภาษี (Tariff)” ที่ยากเกินจะคาดเดาคอยกดดันทั้งโลก แม้ในค่ำคืนของวันที่ 14 ม.ค.2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯอาจมีคำตัดสินชี้ชะตาความถูกต้องของมาตรการ Tariffs ของทรัมป์ ซึ่งต้องลุ้นว่าศาลฯจะสั่งระงับมาตรการนี้หรือไม่ เพราะหากสั่งระงับจริง สหรัฐฯต้องคืนเงินภาษีมหาศาล

    ทั้งหมดนี้เปรียบเหมือนพายุที่พัดเข้าหาทุกประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ พายุลูกนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อการค้า แต่ยังลามไปถึงค่าเงินดอลลาร์และดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจขยับตัวจนสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทของไทย

    “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ยอมรับว่าการขยับตัวของทรัมป์สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ

    โดยประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อไทยมากที่สุดคือเรื่อง “ภาษี (Tariff)” เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการแข่งขันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและผู้ส่งออกรายอื่น 

    สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องมีในตอนนี้ คือ “รัฐบาลที่มีความชัดเจน เพื่อเข้าไปเจรจาต่อรองทางการค้าให้ประสบความสำเร็จ”

    ในขณะที่พายุพัดกระหน่ำ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เหมือน “กรรมการในสนาม” ที่ต้องดูแลให้กลไกตลาดยังคงทำงานได้ตามปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเท่าเทียม (Fairness)

    คุณอัสสเดช เล่าถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องลงมาอยู่บนถนนจนไม่สามารถเฝ้าหน้าจอเทรดได้ ในวันนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯตัดสินใจระงับการซื้อขายชั่วคราว เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบผู้ที่ใช้ระบบเทรดอัตโนมัติจากภายนอก 

    หรือแม้แต่การระงับ “Short Sell” ในช่วงที่มีข่าวช็อกเรื่องภาษี เพื่อให้คนที่ถือหุ้นอยู่จริงๆ มีโอกาสตัดสินใจก่อน ทั้งหมดนี้คือการประคองให้ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าไปได้อย่างเป็นธรรมที่สุด

    “ตลาดทุนไทยมีมาตรการรองรับสำหรับสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ โดยมุ่งเน้นการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อปกป้องนักลงทุนและรักษาความยุติธรรมในระบบ”

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    เมื่อโลกป่วย..เราต้อง “แข็งแรง”

    “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกกับ “โพสต์ทูเดย์” โดยเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ความผันผวนเหล่านี้ก็เหมือน “โรคไข้หวัด” ที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เราอาจห้ามไม่ให้เชื้อโรคระบาดไม่ได้ 

    แต่สิ่งที่เราทำได้คือการทำให้ร่างกายของตัวเอง “แข็งแรง” เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอจะสู้กับโรค ตลาดทุนไทยจึงต้องวางกลยุทธ์แบบ “Safe and Value for Money” หรือการเป็นแหล่งลงทุนที่ทั้งปลอดภัยและคุ้มค่าในสายตาโลก

    แม้ภาพรวมตลาดจะดู “ซึม” จนหลายคนถอดใจ แต่หากเราเลิกมองเพียงแค่หัวข้อข่าว แล้ว “คว้าน” ลึกลงไปในรายละเอียด เราจะพบความจริงที่น่าทึ่ง

    รู้หรือไม่ว่า!!

    • ตลาดหุ้นไทย มีหุ้นถึง 128 ตัว ที่มีค่า ROE (Return on Equity) คือ อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น ไตรมาส 3/68 สูงกว่า 15%
    • มี 370 หุ้น ที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2568 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และ 242 หุ้น เติบโตได้มากกว่า 10% ท่ามกลางวิกฤต
    • ที่สำคัญ ปี 2568 SETHD TRI (SET High Dividend Total Return Index) ให้ผลตอบแทนรวมมากกว่า 11.32% ชนะดัชนีหุ้นไทยเกือบ 20%

    ดร.ศรพล ทิ้งท้ายไว้อย่างมีความหวังว่า ในวันที่ตลาดอื่นอาจกำลังเผชิญกับ “ฟองสบู่ AI” หรือความเสี่ยงจากค่าเงิน แต่หุ้นไทยที่มีพื้นฐานระดับโลก โดยเฉพาะในด้าน ESG ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ ไทยยังเร่งดึงดูดบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาผ่านความร่วมมือกับ BOI และ EEC เพื่อนำบริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนในตลาด สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่นักลงทุนรู้จักและต้องการ

    ท่ามกลางความบ้าคลั่งของสถานการณ์โลก ตลาดทุนไทยอาจไม่ได้วิ่งหวือหวาเหมือนใครเขา แต่มันคือสนามที่กำลังสร้าง “ฐานราก” ให้แข็งแรง เพื่อรอให้นักลงทุนที่ตาถึง เข้ามา “คว้านหาเพชร” ในจังหวะที่ราคายังเป็นใจ ก่อนที่พายุจะสงบลงและมูลค่าที่แท้จริงจะเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง.

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E93XZwdgVQ-unNj3TGvbR

  • มช.เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 5 พรรค โชว์วิสัยทัศน์ก่อนเลือกตั้ง

    มช.เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 5 พรรค โชว์วิสัยทัศน์ก่อนเลือกตั้ง

    คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวที Debate to Decide เปิดพื้นที่มือเศรษฐกิจพรรคการเมืองแลกมุมมองนโยบาย ให้นักศึกษาและประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้

    14 มกราคม 2569 – ที่อาคารเรียนรวม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาเชิงอภิปราย “Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ” เปิดโอกาสให้ตัวแทนด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่ร่วมแข่งขันการเลือกตั้ง แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชน

    เวทีดังกล่าวมี รศ.ดร.รสริน โอสถานันต์กุล คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีนักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สนใจการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม เข้าร่วมรับฟังตลอดการเสวนา

    ตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประกอบด้วย

    นาย กรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พรรคประชาธิปัตย์

    นาย เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

    นาย วรภพ วิริยโรจน์ บัญชีรายชื่อ พรรค พรรคประชาชน

    นาย คริส โปตระนันท์ บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรค พรรคเศรษฐกิจ

    และ นาย สุรเดช ทวีเดชแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พรรคไทยสร้างไทย

    การอภิปรายแบ่งออกเป็น 6 วาระหลัก ได้แก่ เรื่องภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ สังคมสูงวัยและสวัสดิการ รวมถึงวาระคำถามจากสโมสรนักศึกษา มช. และสโมสรนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ โดยแต่ละวาระใช้เวลา 25 นาที และพักการอภิปรายหลังจบวาระที่ 4

    ในประเด็นรายได้และภาษี ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงรายได้จากต่างประเทศควบคู่เทคโนโลยี ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง ลดการก่อสร้างอาคารรัฐ และปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง

    พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษี แต่สามารถเพิ่มรายได้รัฐจากศักยภาพที่มี พร้อมเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนผ่านระบบ open API ส่วนพรรคเศรษฐกิจเสนอแก้ปัญหาการทุจริตและขยายฐานภาษีจากแรงงานต่างชาติ ขณะที่พรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและรักษาวินัยการคลัง

    บรรยากาศโดยรวมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการ มุ่งให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจ ไม่เน้นการพาดพิงทางการเมือง แม้ไม่สามารถลงรายละเอียดเชิงลึกได้มากนักจากข้อจำกัดด้านเวลา แต่เปิดมุมมองทางเลือกด้านนโยบายให้ผู้ฟังนำไปประกอบการตัดสินใจก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/931284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D4vAOGDzjbzuQkWYOhsmY