Category: เศรษฐกิจ

  • ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถกนัดแรก ครม.​อนุทิน ดันงบค้างท่อ​ปี 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้ (30 ก.ย.2568) นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​ รมว.​มหาดไทย​ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก​ หลังจากมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เนื่องจากต้องการผลักดันงบประมา​ณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ​ 2568​ ที่ยังคงค้าง​ เพื่อให้ทันการพิจารณาใน​วันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในปีงบประมาณ

    วาระการประชุม ครม. ต้องจับตาการขออนุมัติงบประมาณคงค้าง ประจำปีงบประมาณ 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท​ ซึ่งจะนำมาใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะใช้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้​

    ส่วนอื่น ๆ เป็นงบของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายประจำที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการ ประมาณ 3,000 ล้านบาท​

    งบเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท และในส่วนใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร เป็นต้น

    นอกจากนี้จะมีการเสนอแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ​ ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำของกระทรวงคมนาคมที่คงค้างอยู่

    อ่านข่าว

    “อนุทิน” จ่อใช้สภาประชุม ครม.นัดพิเศษ หลังแถลงนโยบาย

    “เอกนิติ” เผย ครม.ยังไม่พิจารณา “โครงการคนละครึ่ง” วันนี้

    “บวรศักดิ์” เชื่อคนไทยฉลาด ทำ “ประชามติ” พร้อม “เลือกตั้ง” ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jenMNhOiIW1yTAANNNgD7

  • ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ยกย่อง 6 ชุมชนต้นแบบ สร้างรายได้-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

    สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้  รางวัลชนะเลิศ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท.ตำบลนางหลง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านการผลิตและรวบรวมยางพารา ได้รับรองมาตรฐาน EUDR (European Union Deforestation Regulation) และพัฒนาระบบการจำหน่ายผ่านการประมูล สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกและกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันผลิตผักอินทรีย์ตามมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) เชื่อมโยงการตลาดกับห้างสมัยใหม่ (Modern Trade)วางระบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง จังหวัดเพชรบุรี มุ่งเน้นการผลิตผักปลอดภัย จัดการวางแผนการตลาดโดยเชื่อมโยงจากภายในชุมชนออกสู่ตลาดภายนอกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดรายได้มั่นคงแก่สมาชิก

    รางวัลชมเชย 3 แห่ง ได้แก่ 1. กลุ่มแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี – เสริมสร้างอาชีพและรายได้แก่ครัวเรือนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน  2. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด – พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงเกษตรกับการท่องเที่ยว 3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนหนองแหน จังหวัดยโสธร – บริหารจัดการการเลี้ยงโคขุนอย่างเป็นระบบ สร้างตลาดเนื้อโคคุณภาพในท้องถิ่น

    ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 68,916 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1,231,257ราย และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 576 เครือข่าย สมาชิกกว่า 14,597 ราย โดยกรมฯมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาดรวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158960/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1RF-m2zA3d_5Q_LQMCjv

  • เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง! ภาคเอกชนนำร่อง เปิดตัวเทคโนโลยีท่องเที่ยวครบวงจร ปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานรับนักลงทุน Social Impact จากทั่วโลก

    เชียงใหม่, ประเทศไทย – (วันที่ 26 กันยายน 2568) – จังหวัดเชียงใหม่ประกาศภารกิจระดับชาติในการปรับทิศเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อทวงคืนสถานะ ‘เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย’ ผ่านการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ และภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในงาน “Chiang Mai Alive: Become The New Economic Tiger of Asia”

    การพลิกเกมสู้ความท้าทายด้วยกลยุทธ์เชิงรุก

    งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐจากไทยและเกาหลีใต้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญหน้า:

    • เป้าหมายหลัก คือการดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ที่ต้องการมาสัมผัสจิตวิญญาณของเชียงใหม่อย่างแท้จริง และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่รากหญ้า
    • ภารกิจสำคัญ คือการนำความสำเร็จของ Soft Power และ เทคโนโลยี ของเกาหลีใต้มาเป็นบทเรียน เพื่อ “ปฏิวัติ” โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในทุกมิติ

    ความน่าตื่นเต้น

    Chiang Mai Alive ในครั้งนี้ มิได้มาเพียงเพื่อตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อมีอยู่ในกระดาษ แต่มาเพื่อจุดฉนวนความตื่นตัวของผู้คนทั่วเชียงใหม่ ให้มีแรงบัลดาลใจในการร่วมกับพัฒนาเมืองนี้อีกครั้ง ในงานจึงมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 ราย ที่มีครบทุกรูปแบบทั้งภาครัฐทุกระดับ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ขนาดเล็ก กลุ่มการเมือง ภาคประชาสังคม และบุคคลทั่วไป มาร่วมจับมือกันภายใต้แนวคิดเดียวกันกับการทำให้เชียงใหม่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม

    โดยมี คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติมาร่วมในงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแขกสำคัญ คุณ พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ , คุณ ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ อี กวัง-ซู (Lee Kwang-soo) ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ประจำประเทศไทย , คุณจองแท คิม (Jeongtae KIM) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกองทุนสร้างผลกระทบทางสังคม Merry Year Social Company Korea (เข้าร่วมรูปแบบออนไลน์) , คุณเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Canvas Ventures International Thailand รวมทั้งองค์กรหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย


    ดึงดูด ‘ทุนแห่งความรับผิดชอบ’: วาง Impact Investment เป็นรากฐาน

    ใน Session สำคัญช่วงบ่าย ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่า การเป็นเสือเศรษฐกิจในยุคใหม่ต้องใช้ Impact Investment (การลงทุนเพื่อสังคม) เป็น DNA หลัก ในการสร้างธุรกิจที่สามารถทำกำไรและสร้างคุณค่าได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “เมืองปราบเซียน” เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ไม่สมดุลในอดีต

    • ปฏิวัติทุนสู่การ “สร้างความดี” อย่างจริงใจ: Impact Investment แตกต่างจากการลงทุนที่แค่มองข้ามความรับผิดชอบ (ESG/SRI) โดยต้องมี ความตั้งใจ (Intentionality) ในการสร้างผลกระทบ และมี การวัดผล (Measurability) ที่เข้มงวด เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่าไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาสังคม
    • สนามรบที่รอ Impact Tech: เชียงใหม่คือสนามรบที่สมบูรณ์แบบที่ต้องเผชิญกับ PM 2.5 และ Over Tourism/Low Value ดังนั้น Impact Fund จะพุ่งเป้าไปที่ Travel Tech Startup เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดกลุ่ม FIT ที่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายและรับผิดชอบ
    • ยกระดับสู่ Regenerative Tourism: การลงทุนจะสนับสนุนโมเดล Regenerative Tourism ที่เน้นการ คืนกำไรสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าต่ำ (Low Value) สู่มูลค่าสูง (High Value)

    เปิดตัวเทคโนโลยีและแบรนด์ครบวงจร: โอกาสท้องถิ่นในโลกใหม่

    ใน Session 2: Chiang Mai Launch Solution ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือและแพลตฟอร์มสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน:

    • Launch City Branding: เปิดตัวแบรนด์เมืองใหม่ “Chiang Mai Alive, The Destination of Life” เป็นหัวใจหลักในการทำการตลาด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่
    • Launch Eiiga OTA: เปิดตัวแอปพลิเคชันท่องเที่ยวประจำจังหวัด ที่เน้นการมอบ ประสบการณ์จริงในราคาที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ธุรกิจ ชุมชน และประชาชนท้องถิ่นได้เติบโตผ่านฟีเจอร์ต่างๆ ได้แก่
      • Eiiga OTA Phase 1 (25 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2025)
        • “Eiiga Reserve” Reserve your seat, savor the moment จองง่าย ได้ชัวร์
          • ระบบจองโต๊ะร้านอาหาร ทั้งร้านดังยอดฮิตและร้านที่มีดีที่หลบซ่อนอยู่ โดยคิดค่าโต๊ะแบบเป็นธรรม รวมถึงพร้อมขายเซ็ทอาหารที่ทำให้นักเดินทางทั่วโลกไม่ต้องรอนานในราคาที่ดีกว่าใครๆ
        • “Eiiga Experience with Thai Price” Fair price, priceless in experience ราคาที่จริงใจ พร้อมประสบการณ์ถึงใจจริง
          • ระบบจองกิจกรรมประสบการณ์ทุกรูปแบบ สปา นวด เวิร์คชอป ตั๋วแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่มาพร้อมราคาที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว เพราะทางอี้ก่ะต้องการสู้สงครามราคากับ OTA ระดับโลก โดยจะบวกค่าคอมมิชั่นเพื่อเพียงพอสำหรับจ่ายค่าภาษีและค่าดำเนินการบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้เงินส่วนต่างทำสำคัญต้องอยู่ในระบบไทย
        • “Eiiga Original Experience” Discover the local secrets…exclusive to Eiiga ประสบการณ์โลคอลเหนือชั้น…ที่มีแค่เรา
          • ชูจุดเด่นความเป็นแพลตฟอร์มท้องถิ่นด้วยกิจกรรมที่ขายเฉพาะอี้ก่ะเท่านั้น โดยมีเป้าหมายจับมือเครือข่ายภาควัฒนธรรมล้านนา เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุและเครือข่ายวัฒนธรรมทุกรุ่น และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในไลฟ์สไตล์ต่างๆเช่นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ด้านการทำอาหาร เพื่อให้วัฒนธรรมทั้งแบบดั้งเดิมและสมัย ได้เติบโตไปพร้อมๆกัน และสร้างความแตกต่างให้อี้ก่ะในเวทีโลกอีกด้วย
    • Eiiga OTA Phase 2 (1 ธันวาคม 2025 – มีนาคม 2026)
      • “Eiiga Pass” 1 Pass Around Chiang Mai บัตรเดียวเที่ยวทั้งเชียงใหม่
        • บัตรรับสิทธิประโยชน์จากพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่นในเชียงใหม่ ราคาประหยัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเงิน เพื่อกระจายไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆในจำนวนที่มากขึ้น มาพร้อมกับดีไซน์น่าสะสมและมีเอกลักษณ์
      • “Eiiga Stamp Pass” “Sawasdee Jao Passport”
        • พาสปอร์ตแสตมป์ที่มาคู่กับ Eiiga Pass ออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปตามเก็บแสตมป์อักษรล้านนาสุดเอกลักษณ์ ณ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีเรื่องราวทั่วเชียงใหม่ รวมถึงตามแหล่งพาทเนอร์ธุรกิจของอี้ก่ะเช่นกัน
      • “Eiiga Transport” Gateway to move around
        • ช่องทางซื้อบัตรโดยสารการเดินทางกับทุกพาหนะ เช่น ตั๋วรถบัสประจำทางในตัวเมือง (City Bus) และรถเช่าพร้อมคนขับ
    • Eiiga Friend: Linking People, Scaling Impact
      • อี้ก่ะมาพร้อมระบบพาทเนอร์กับเหล่าอินฟูลและครีเอเตอร์จากทุกมุมโลก ที่พร้อมทำ affliate marketing ร่วมกัน เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์มาเป็นเพื่อนร่วมนำเสนอของดีท้องถิ่น ที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
    • Eiiga For Business
      • หัวใจสำคัญของอี้ก่ะคือพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่น โดยอี้ก่ะตั้งใจสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านระบบ Eiiga For Business เพื่อมอบเครื่องมือและบริการที่มีคุณภาพ มาช่วยยกระดับธุรกิจทุกรูปแบบ มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำธุรกิจแบบไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
    • Launch RIKAride Thailand: เปิดตัวแอปพลิเคชันเดินทางด้วยเทคโนโลยีระดับโลก จากพาทเนอร์เกาหลีใต้ บริษัท Stuido Galilei ที่มีเทคโนโลยีด้าน DLT ติดอันดับ 2 ของเอเชีย เริ่มเปิดตัวพฤศจิกายนนี้ กับเป้าหมายที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ตอบโจทย์คำว่า SMART CITY ด้วยบริการเรียกรถพร้อมคนขับ ในราคาที่คุ้มค่า มีมาตรฐาน เพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อำเภออื่นๆรอบเชียงใหม่ เช่น แม่ริม ดอยสะเก็ต สันกำแพง หางดง เชียงดาว และอื่นๆ
    • Launch iChiangmai: 1 ตุลาคมนี้ อี้ก่ะช่วยต่อยอดสื่อ iChiangmai ที่ครบรอบ 5 ปี มาเป็น Official Tourist Information Center สื่อและแพลตฟอร์มที่เป็น ประตูบานเดียว ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมชูเสน่ห์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง โดยได้เปิดสื่อโซเชียลมีเดียถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ผู้ติดตามรวมกันกว่า 130,000 ราย พร้อมเว็บไซต์ www.ichiangmai.co.th ที่สามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก และที่สำคัญ ยังพร้อมเปิดลิสต์ “iChiangmai Selected” ตราสัญลักษณ์ที่พร้อมเปิดตัว 100 ธุรกิจแรกในเชียงใหม่ ที่ได้รับเลือกจากทีมงาน iChiangmai โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจท้องถิ่นที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว มีมาตรฐานสากล ได้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากขึ้น เพื่อเป็นแรงบัลดาลใจให้ร้านค้าอีกมากมาย ได้ตั้งใจพัฒนาธุรกิจไปอีกขั้น

    ดึงดูดการลงทุน Social Impact และการเรียกร้องให้ร่วมมือ

    งานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่สามารถสร้างทั้งผลกำไรและความยั่งยืน โดยเชิญชวนนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเริ่มต้นธุรกิจในเชียงใหม่

    ผู้จัดงานและผู้บริหารทุกภาคส่วนเน้นย้ำว่า:

    “ภารกิจพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่นี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันแข็งแกร่ง และจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนเชียงใหม่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ทำเพื่อบ้านเมืองของเราเอง เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมเติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”


    ติดตามการเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชียของเชียงใหม่ผ่านทาง

    Facebook: Chiang Mai Alive
    Facebook: iChiangmai
    Facebook: Eiiga อี้ก่ะ
    Facebook: Eiiga for Business


    #ChiangMaiAlive2025 #NewEconomicTiger #ChiangMaiLiveLifeYourWay #SocialImpactInvestment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782742/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a7d1HPGNdn6Bpmv5jEzYt

  • ‘เอกนิติ’ เปิด 5 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจติดหล่ม วางเป้าจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า 0.3%

    ‘เอกนิติ’ เปิด 5 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจติดหล่ม วางเป้าจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า 0.3%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภา ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุมิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมวางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีการเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเหมือนกับ “รถยนต์” ที่กำลัง “วิ่งลงเหว” หรือกำลัง “ใกล้จะติดหล่ม” หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สถานการณ์อาจรุนแรงถึงขั้น ดิ่งเหว

    ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.7% และจะลดลงเหลือเพียง 0.3% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่าใกล้จะติดลบมาก

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจกำลังแผ่ว 

    สำหรับรถยนต์เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย เครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่

    1. เครื่องยนต์ส่งออก (ลูกสูบที่ 1) เป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุด แต่กำลังแผ่วลงและจะ “ค่อย ๆ ดับ” เนื่องจากในช่วงต้นปีมีการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงการขึ้นภาษีของทรัมป์ ทำให้ไตรมาส 1 และ 2 ขยายตัวได้ดี เฉลี่ยครึ่งปีแรก 3% แต่ในช่วงหลังการส่งออกเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น เดือนกรกฎาคมมีอัตราการเติบโตเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    2. เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน (ลูกสูบที่ 2) เครื่องยนต์นี้กำลัง “แผ่ว” และอาจ “ดับแล้ว” เนื่องจากตัวเลขดัชนีเครื่องชี้ในเดือนกรกฎาคมติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี สาเหตุหลักมาจากปัญหาความเชื่อมั่นที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานานทำให้ประชาชนไม่มีรายได้

    3. เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน (ลูกสูบที่ 3) เครื่องยนต์นี้ “เตรียมดับ” เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานทั่วประเทศยังไม่ถึง 60% ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

    4. เครื่องยนต์การใช้จ่ายรัฐบาล (ลูกสูบที่ 4) นี่คือ เครื่องยนต์เดียวที่เหลืออยู่ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเล็ก แต่ก็เป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากหล่มได้

    “นอกจากปัญหาเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับแล้ว รถยนต์เศรษฐกิจไทยยังเก่า อีกทั้งน้ำมันก็ใกล้หมด เนื่องจากสภาพคล่องเหือดหายในระบบ ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง”

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ คือ การทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาดการณ์ 0.3% ลดหนี้ครัวเรือนลงจาก 87.4% ให้อยู่ต่ำกว่า 87% และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจริงจาก BOI ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้ จะช่วยให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มได้ในระยะสั้น และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาว

    “Quick Big Win”กู้เศรษฐกิจ 5 เสาหลัก

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมีกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ รวมถึงดูแลผู้ประกอบการรายย่อย และปากท้องประชาชน นโยบายนี้เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งต้องทำ “สั้น” (Quick) “ใหญ่” (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับ “ประโยชน์” (Win) โดยการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

    เสาหลักที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาวและกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเสนอ ครม. ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ 150 บาท ใช้ทันต.ค.นี้แน่นอน และโครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

    นอกจากนี้ ในคำว่า พลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

    ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เพิ่ม

    ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว จะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

    เสาหลักที่ 2 การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน

    การบริหารหนี้เสีย (NPL) จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟู ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลือจากโครงการ คุณสู้ เราช่วย ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPL ของประชาชนออกมาปรับโครงสร้าง

    “การปรับโครงสร้างหนี้ จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เช่น เหลือ 500 บาทเพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ”

    เสาหลักที่ 3 การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง

    จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ

    ในด้านภาคการคลังนั้น จะภาษีเร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

    เสาหลักที่ 4 การเพิ่มการออมภาคประชาชน

    สลากออมทรัพย์ เรียนว่า คนละอันกับหวยเกษียณ นโยบายนี้เป็นส่งเสริมการออม โดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดที่ออกมาจะมีบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯ

    ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป ปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4% ขณะที่เงินฝากทั่วไปไม่ถึง 0.25%

    เสาหลักที่ 5 การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

    เนื่องจากเครื่องยนต์ประเทศยังเป็นเครื่องจักรเก่า จึงต้องเพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (เกษตรชีวภาพ, Smart Farming, ดิจิทัล, AI, Data Center, รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน จะปลดล็อก BOI ด้วย “Fast Pass” เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท จะมีการใช้ระบบ “Fast Pass” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

    “5 เสาหลักนี้จะอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง ซึ่งเราจะเน้นหลักการสำคัญ คือ วินัย ซึ่งจะจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายน, โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น, และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RPzWvK8TRV5ULw66QLO71

  • กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล ชูเป็นกลไกสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตยั่งยืน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร โดยนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ รองประธานฯ ได้จัดงานสัมมนา “การต่อยอดธุรกิจรายย่อยด้วยการทำตลาดแบบดิจิทัล” เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในจ.ปทุมธานี ให้ทำการตลาดแบบดิจิตอลในยุค 5G เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ณ หอประชุมกลิ่นกุหลาบ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีผู้ประกอบการให้ความสนใจมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    การสัมมนามุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิทางด้าน Tiktok,  AI, Social Listening มาให้ความรู้แบบจับมือทำ อาทิ นายฐานวัฒน์ อัครนันท์โกเศศ ผู้เชี่ยวชาญด้านติ๊กต๊อกและ facebook เคยทำรายได้วันละกว่า 1 ล้านบาท, นายนพรุจ ประภาศิริ ผู้ประกอบการที่ใช้ AI สร้าง content, ,น.ส.ชนินทร สาหา กูรูด้าน social listening ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม facebook พี่มีสมาชิกเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย, คุณวิมลมาศ ศกุนตนาคฐิติส๋ ผู้เ,ชี่ยวชาญเรื่อง PDPA และไฮไลต์จากงานสัมมน อาทิ เทคนิคการขายออนไลน์ โดยไม่ต้องลงทุน ผ่าน TikTok, Facebook, Shopee, การใช้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์ ให้น่าสนใจและเพิ่มยอดขาย, Social Listening ฟังเสียงความต้องการผู้บริโภคจากสื่อโซเชียลเพื่อต่อยอดกลยุทธ์การตลาด, ความรู้ด้าน PDPA ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจ

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจัดเต็ม ชูเศรษฐกิจดิจิทัล หวังเพิ่มรายได้ชุมชน

    งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจและการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ทุกท่านได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดและเทคนิคการตลาดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นของปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/731166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zYyFFeKh-6o5pGl3qa4dQ

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และปีหน้าโต 1.5% แต่ในครึ่งหลังโตไม่ถึง

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และปีหน้าโต 1.5% แต่ในครึ่งหลังโตไม่ถึง

    เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทายรอบด้าน ข้างนอกพึ่งพายาก ข้างในเปราะบาง เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการฟื้นความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการยกระดับการลงทุนของประเทศท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยโต 1.8% ปีนี้ และชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 โดยช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% และยังเสี่ยง Technical recession 

    แรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะแผ่วลง ความท้าทายภายนอกและภายในจะมาพร้อมข้อจำกัดการคลังที่มากขึ้น

    เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น

    • สงครามการค้า : ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มกดดัน ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ชะลอลง สินค้าหลายกลุ่มเริ่มหดตัวและมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
    • บาทแข็งนำสกุลอื่น : แข็งสุดตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2540 ไม่สอดคล้องปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งกดดันส่งออกและท่องเที่ยว 
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าปีก่อน มีสัญญาณพ้นจุดต่ำสุด : นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระวังขึ้น ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งจากบาทแข็ง

    ภายในประเทศจะเปราะบางขึ้น

    • ธุรกิจ SMEs เปราะบาง : รายได้เฉลี่ยยังต่ำกว่าก่อนโควิด กำไรต่ำ บริษัท “ผีดิบ” เพิ่มขึ้น
    • ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ : ว่างงานบางกลุ่มสูงขึ้น ชั่วโมงทำงานลด รายได้ลดลง
    • ข้อจำกัดการคลัง : เสี่ยงเบิกจ่ายช้า หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน เสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตประเทศ

    SCB EIC มอง กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งต้นปีหน้าเหลือ 1%  เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน ช่วยลดภาระหนี้และความเสี่ยงเครดิต

    ขณะเดียวกัน มองว่ารัฐบาลใหม่ควรเน้นนโยบายเศรษฐกิจ 3 ด้าน (3S) ได้แก่ 

    1. Stabilize เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เน้นเป้าหมายที่ชัดเจน ทำได้จริง ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและการผลักดันที่มีประสิทธิภาพ 
    1. Stimulate เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นมาตรการการคลังที่ตรงจุด รวดเร็วและชั่วคราว ควบคู่กับการผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัว ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบาย การใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อ และการดูแลค่าเงินบาท 
    1. Structural reform ยกระดับนโยบายภาครัฐเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การจัดหาตลาดใหม่ และการผลักดัน Green investment ตลอดจนการวางรากฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านวางกรอบนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการปฏิรูปการคลัง     

    ทั้งนี้ SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกโตชะลอลงเหลือ 2.5% ในปี 2568 และ 2.4% ในปี 2569 จากผลนโยบาย Trump กดดันการค้าการลงทุนโลก แต่ในระยะต่อไปจะมีแรงขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด เร่งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และกระแส Friendshoring, Reshoring และ Nearshoring

    ไทยต้องเร่งโอกาสดึงดูด FDI อย่างมีกลยุทธ์ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว 

    • FDI ไทยยังมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Data center และ Future food ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ยังเติบโตได้ แต่เผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนนโยบายการค้าโลกและการไหลกลับของเงินลงทุนไป USMCA, ญี่ปุ่น และ EU ที่ได้เปรียบข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ความท้าทายด้านการแข่งขันและเงื่อนไขการลงทุนของไทยยังมีมากขึ้น
    • ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต–ทักษะแรงงาน–เชื่อม Supply chain โลก
    • ภาครัฐต้องเร่งปรับกฎระเบียบ–ลดอุปสรรคขั้นตอน–สร้าง Ecosystem เอื้อการลงทุน 

    อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q32025?utm_source=Influencer&utm_medium=Link&utm_campaign=OUTLOOK_Q3_SEP_2025

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-1percent-recession-3s-policy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EDLdjXdpPkdpSRuONrn11

  • “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | เที่ยงทันข่าว | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา | เที่ยงทันข่าว | 30 ก.ย. 68

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรกหลังนั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ฯ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน“ หวังกู้ เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    #ศุภจี #ชายแดน #พาณิชย์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11pweElUzALUcxN1h47ycE

  • “โกลเบล็ก” มองราคาทองผันผวน กังวลเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    “โกลเบล็ก” มองราคาทองผันผวน กังวลเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดมาเช้านี้ (30 ก.ย.68) เมื่อเวลา 9.07 น.ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำ ปรับเพิ่มขึ้น 650 บาท ล่าสุด 11.00 น. ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงถึง 11 ครั้ง ทำให้ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้น 1,100 บาท ราคาทองคำแท่ง 96.5% ขายออก 59,300 บาท รับซื้อ 59,200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 60,100 บาท รับซื้อ 58,017.32 บาท

    ขณะที่ราคาทองคำโลกในตลาด COMEX อยู่ที่ 3,892 ดอลลาร์/ออนซ์ ปรับเพิ่มขึ้น +37.50 หรือ +0.97% เมื่อเวลา 11.33 น. ที่ผ่านมา

    ด้านบล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำผันผวนต่อเนื่อง กังวลความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระตุ้นให้ เฟด มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จึงแนะนำกลยุทธ์ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว” ในกรอบ  3,760 – 3,850 ดอลลาร์สหรัฐ

    ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อีกทั้งสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่ปรับตัวขึ้นตามคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดยังคงคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนควรจับตาตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของ เฟด ดังนั้นฝ่ายวิจัยประเมินกรอบราคาทองคำไว้ที่ 3,760 – 3,850 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว”

    ส่วนภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้เตรียมเก็บภาษีศุลกากรยาแบรนด์ 100% เริ่ม 1 ต.ค. 2568 ทั้งนี้จะยกเว้นให้กับบริษัทที่มีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตยาในสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ ส่วนสถานการณ์อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงซานา ตอบโต้การโจมตีโดรนจากกลุ่มฮูตี กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี โดยเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่กลุ่มฮูตีส่งโดรนโจมตีรีสอร์ท ท่องเที่ยวในเมืองท่าทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย

    นอกจากนี้ ตัวเลข PMI ของสหรัฐฯ ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 53.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน สะท้อนถึงการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% สอดคล้องต่อคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับควบคุมได้

    ขณะที่ปัจจัยด้านลบที่ส่งผลต่อการลงทุนทองคำ ยังคงเป็นปัจจัยจากภายนอก อาทิ อินเดียเตรียมเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ หวังลดความไม่สมดุลทางการค้า นายปิยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย ที่ระบุว่า อินเดียมีแผนเพิ่มการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าในอนาคต

    “สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2568 ขยายตัว 3.8% สูงกว่าการประมาณการในครั้งก่อน ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 218,000 ราย ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 235,000 ราย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gbs-gold-safe-haven&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KQKo40r1YJhmF3_S92dNF

  • นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ


    30/09/2568 | 85 |

    นายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ชี้ การใช้บัตรลงคะแนน 4 ใบเป็นเพียงการคาดการณ์ ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมร่วมของรัฐสภา เป็นวันที่สอง ว่า การอภิปรายวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งฝ่ายคณะรัฐมนตรีจะนำไปพิจารณาปรับใช้ พร้อมยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โปร่งใส และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการหมุนเวียนของเม็ดเงิน ส่วนข้อครหาว่าเป็นโครงการเพื่อหาเสียงล่วงหน้า นายกรัฐมนตรี มองว่าการอภิปรายในสภาไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็เป็นการหาเสียงล่วงหน้า เพราะเป็นการสื่อสารต่อประชาชนเช่นกัน ในส่วนของข้อกังวลจากหลายฝ่ายในการจัดทำประชามติ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง แต่ย้ำว่าการใช้บัตรลงคะแนน 4 ใบเป็นเพียงการคาดการณ์ ทั้งนี้ การจัดทำประชามติแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมเพื่อประหยัดงบประมาณ พร้อมเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถทำความเข้าใจได้หากมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง สำหรับกรณีบันทึกความเข้าใจ MOU43-44 ระหว่างไทย–กัมพูชา นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมาธิการ หากผลการศึกษาไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย รัฐบาลก็จะพิจารณายกเลิกเองตามอำนาจหน้าที่ที่มี ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก และถือเป็นการให้เกียรติประชาชนในการมีส่วนร่วมต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ส่วนกรณีที่มีสมาชิกอภิปรายถึงพาเหมาะสมและคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรี นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ปรากฏข้อมูลการกระทำผิดหรือขาดคุณสมบัติแต่อย่างใด นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งจะมีการบรรจุวาระเร่งด่วนหลายประเด็นตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 
    ข้อมูล : https://x.com/nnthotnews/status/1972856326188593596?t=d9JyygPMUSf8oeDgUlcLPQ&s=19


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/427716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0knaw3QzZDaiUk6-97hJWr

  • “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก เผยมาตรการกู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    “ศุภจี” โชว์ฝีมือลุกแจงครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยมาตรการ “ดันธงฟ้า–ขนส่งฟรี–มหกรรมการค้าชายแดน” กู้เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

    29 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วาระเรื่องด่วน 1 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุม

    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมโดยกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทันประภาส

    นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของ GDP โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญคิดเป็น 10% ของ GDP ทั้งประเทศ รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า หรือ Agreement on Recyclable Tax (ART) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า หลังจากที่รัฐบาลก่อนหน้าบรรลุ Joint Statement เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    ส่วนการปรับปรุงระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า นางสาวศุภจี ชี้แจงว่า ไทยได้รวมอำนาจการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เพียงหน่วยงานเดียว จากเดิมที่มี 3 หน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมเพิ่มรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังจาก 49 รายการเป็น 65 รายการ และปรับกฎเกณฑ์ Rules of Origin หรือ ROO ให้ทันสมัยสอดคล้องกับการค้าสหรัฐ

    และได้พัฒนาระบบดิจิทัล Lower Plus และ Smart Certificate of Origin เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้องของ C/O ได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสการปลอมแปลงเอกสาร

    ส่วนการป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร นางสาวศุภจี เปิดเผยสถิติว่า จำนวนเอกสาร C/O ปลอมลดลงอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จาก 149 ฉบับในปี 2565 และ 168 ฉบับในปี 2566 เหลือเพียง 5 ฉบับในปี 2567 และในปี 2568 ยังไม่พบการปลอมแปลง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ระบบดิจิทัลที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ทั้งการใช้ลายน้ำและการตรวจสอบย้อนกลับได้จากปลายทาง

    แผนสร้างความเข้าใจภาคเอกชน นางสาวศุภจี เผยว่า จะเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และตลาดทุน เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของการออก C/O และ ROO เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ

    ส่วนการใช้มาตรการปกป้องการค้าและการตอบโต้ นางสาวศุภจี เผยว่า ไทยได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ถึง 31 กรณี ไม่ใช่เพียง 6 กรณีตามที่บางฝ่ายเข้าใจ และไทยเป็นฝ่ายถูกใช้มาตรการตอบโต้จากต่างประเทศรวม 73 กรณี

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัวเลขสูงเนื่องจากมีหลายประเทศยื่นใช้มาตรการกับไทยพร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์ยังใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง 6 กรณี ขณะที่ยังไม่มีการใช้มาตรการปกป้อง แต่ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเพื่อพิจารณานำมาใช้ในอนาคต รวมถึงติดตามมาตรการอุดหนุน ที่ไทยยังไม่ได้ใช้กับประเทศอื่นแต่ถูกใช้กับไทยแล้ว 7 กรณี

    เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย กระทรวงตั้งเป้าปรับปรุงกระบวนการไต่สวน โดยนำ เทคโนโลยีและระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาจากเดิม 12 เดือนเหลือเพียง 9 เดือน และลดเวลาการยื่นคำร้องจาก 4 เดือนลงอีกอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความคุ้มครองเร็วขึ้น

    ด้านการแก้ปัญหาสินค้าทะลักและการละเมิดมาตรฐาน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกับ 16 หน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง เกษตร อุตสาหกรรม สคบ. และสำนักงานพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยกระดับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มกว่า 2,175 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กระทรวงได้เข้มงวดตรวจสอบและดำเนินคดีเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า กว่า 81,719 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 3,541 ล้านบาท รวมถึงมีมาตรการ แจ้งเตือนและสั่งถอดสินค้า ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบแล้ว 54,868 รายการ พบผิดปกติ 35,964 รายการ และสั่งถอดออก 17,177 รายการ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ส่วนมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี นางสาวศุภจี กล่าวว่า ได้มีความสำคัญกับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย 6 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ขยายตลาดใหม่ เจาะตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา
    2. พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนทุน 10,000 บาทต่อราย เพื่อซื้อแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดการบัญชีและสินค้าคงคลัง พร้อมอบรมการใช้งาน
    3. เพิ่มช่องทางการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุนการขายและการส่งสินค้า
    4. เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมสินค้า GI, โครงการ Thai Select, Thailand Trust Mark และ Made in Thailand เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
    5. เข้าถึงแหล่งทุน ร่วมมือสถาบันการเงินช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ
    6. ทำให้เข้าถึงง่าย ปรับปรุงแพลตฟอร์ม “ม็อกฟองดู” ให้ใช้งานง่าย ครบวงจรในที่เดียว

    ส่วนการจัดการธุรกิจนอมินีและการเฝ้าระวังธุรกิจเสี่ยง นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เฝ้าระวังธุรกิจ 7 ประเภทหลัก ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ โรงแรม และรีสอร์ท ก่อสร้าง การขายที่ดินเพื่อเกษตร และอื่น ๆ โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบ ปัจจุบันติดตามคดีนอมินีแล้ว 475 ราย มูลค่ารวม 2,873 ล้านบาท

    ส่วนการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ประชาชน นางสาวศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนิน มหกรรมลดราคาสินค้า 1,300 ครั้งต่อปี และเพิ่มความถี่ในพื้นที่ชายแดนที่มีประชาชนเดือดร้อน พร้อมทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนให้ประชาชนทราบราคายาก่อนจ่ายเงิน และเปิดทางเลือกซื้อยาจากร้านภายนอกโรงพยาบาล

    คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์จำเป็นเพื่อลดต้นทุนค่ารักษา คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ 1,100 ล้านบาท และบรรเทาความแออัดของโรงพยาบาลรัฐในระยะยาว

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางสาวศุภจี อธิบายกรอบทำงานเพื่อคงความสามารถแข่งขันของไทย ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวนและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้เกิด FTA/ทวิภาคีมากขึ้น จึงต้องดูตั้งแต่น้ำต้นทาง ของห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่เพียงกำหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทาน โดยมี5 หลักการดูแลสินค้าเกษตร

    1. พยากรณ์อุปสงค์ อุปทานล่วงหน้า ใช้ฐานข้อมูล เดต้าAI ทำปฏิทินผลผลิต และสื่อสารให้เกษตรกรหรือพาณิชย์จังหวัดเตรียมตัวทันเวลา
    2. บริหารอุปทานตามสถานการณ์ เช่น น้ำท่วม คุณภาพข้าวหลังเกี่ยวไม่พร้อมเก็บ ต้องเสริมความรู้การจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดการขายของด้อยคุณภาพ
    3. ผลักดันการส่งออก รักษาลูกค้าเดิม ค้นหาตลาดใหม่ ควบคู่เติมมูลค่าผ่านการแปรรูป
    4. เข้มมาตรการนำเข้า กันสินค้าที่ ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่ เกิดจากการเผาหรือก่อมลพิษ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสิ่งแวดล้อมและพื้นที่การตลาดของผู้ผลิตไทย
    5. วางฐานระยะยาว พัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชเศรษฐกิจให้เหมาะพื้นที่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และส่งเสริมพืชมูลค่าสูงมาทดแทนหรือเสริม

    ส่วนแผนช่วยผู้ประกอบการชายแดนไทย กัมพูชา 7 จังหวัด นางสาวศุภจี เปิดเผยมาตรการ ดังนี้ 

    1. ลดค่าครองชีพทันที ด้วย “ธงฟ้า” ลงหนักพื้นที่ชายแดน ร่วมมือพาณิชย์จังหวัด–มหาดไทย–เอกชน
    2. ดันขายออนไลน์และขนส่งทั่วประเทศ ร่วม ไปรษณีย์ไทย สนับสนุน ค่าขนส่งฟรีแบบร่วมจ่าย ให้สินค้าเกษตร/ชุมชน
    3. จัดมหกรรมการค้าชายแดน และเพิ่ม “ตลาดผ่านแดน” สำหรับผู้ส่งออก

    นอกจากนี้ นางสาวศุภจี ยังกล่าวถึง FTA และการใช้ประโยชน์ ว่าไทยมี FTA 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ล่าสุดลงนามกับ EFTA ซึ่งก้าวสำคัญสู่ FTA กับสหภาพยุโรป  ส่วนเป้าหมายรัฐบาลนี้ จะเร่งบรรลุ FTA กับ EU และเกาหลีใต้ พร้อมดันเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จริงผ่านการลงพื้นที่พบหอการค้า ส.อ.ท. ตลาดทุน และสมาคมต่าง ๆ พร้อมกับเดินหน้าหาตลาดใหม่ต่อเนื่อง ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, เอเชียใต้, อาเซียน และเชิญผู้ซื้อต่างชาติรายสำคัญเยือนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/258130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J1_g_rUfvD5RINBTrwEIm