Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    Loading…

    เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-71&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35k3mQwu5qAgPSAFu_S_oO

  • จับตาศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!!

    จับตาศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!!


    “บล.เอเซีย พลัส (ASPS)” แนะจับตาศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!! แนะกลยุทธ์การลงทุน “ดักเก็งกำไรหุ้นรับข่าวดี”

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า ประเด็นร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้คือการรอผลคำตัดสินจากศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีของทรัมป์ (Trump’s Tariffs) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งคาดว่าจะมีคำวินิจฉัยเร็วที่สุดในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยก็น่ากังวลไม่แพ้กัน หลังมีการคาดการณ์ว่าปี 2569 GDP ของไทยจะขยายตัวเพียง 1.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2537 หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

    สงครามภาษีสหรัฐฯ : เดิมพันแสนล้านดอลลาร์

    • คดีประวัติศาสตร์ : ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก ยื่นฟ้องเพื่อขอคืนเงินภาษีศุลกากรที่จ่ายไปแล้วภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.33 แสนล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลักคือ เสื้อผ้า สิ่งทอ ยานยนต์ และค้าปลีก,

    • มุมมองตลาด : ผลสำรวจจาก KAISHI และ POLYMARKET คาดการณ์ว่าโอกาสที่มาตรการภาษีของทรัมป์จะชนะคดีนั้นมีค่อนข้างต่ำ (ราว 23-30%), ซึ่งหากศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีดังกล่าวผิดกฎหมาย จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น,

    เศรษฐกิจไทย : ปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตการนำเข้า

    • GDP ต่ำกว่าศักยภาพ: ปี 2026 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.8% เนื่องจากเครื่องยนต์หลักอย่างภาคส่งออกไม่สามารถขับเคลื่อนได้เหมือนในอดีต จากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า และการที่ไทย “ตกขบวน” สินค้าเทคโนโลยีและ AI เมื่อเทียบกับเวียดนาม ไต้หวัน และเกาหลีใต้

    • สินค้าจีนทะลัก: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนพุ่งสูงถึง 31% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย และเสี่ยงทำให้ไทยเปลี่ยนสภาพจากฐานการผลิตกลายเป็นเพียงผู้บริโภคสินค้าต่างประเทศ

    • เงินเฟ้อติดลบ: อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำและติดลบ โดย ณ เดือน ธ.ค. 68 อยู่ที่ -0.28% ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งคาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (2H69),

    กลยุทธ์การลงทุน : ดักเก็งกำไรหุ้นรับข่าวดี

    • กลุ่มรับอานิสงส์หากภาษีผิดกฎหมาย: แนะนำหุ้นไทยที่เคยถูกกระทบจากมาตรการภาษี เช่น กลุ่มส่งออก (DELTA, KCE, HANA, CCET, CPF, TU, ITC) และ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA),

    • โอกาสในตลาดต่างประเทศ: แนะนำเก็งกำไร DR ในตลาดที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูง เช่น INDIA01 (อินเดีย), HK01 (จีน/ฮ่องกง), E1VFN3001 (เวียดนาม) รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มนำเข้าอย่าง COSTCO19 และ AMZN80

    • เกาะกระแสท่องเที่ยวจีน: ปริมาณการเดินทางในจีนช่วงปีใหม่เติบโตถึง 15.5% YOY แนะนำหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยวที่มีสถิติปรับตัวขึ้นดีในเดือน ม.ค.-ก.พ. เช่น ATOUR LIFESTYLE (ATAT US) และ CHINA TOURISM DUTY FREE (1880 HK)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/39251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSTKee9jBYf3Mr90ndZDz

  • “มนตรี”ชี้เศรษฐกิจปีม้าหนักหน่วง เแจงความเสี่ยงนอก-ในท้าทายรัฐบาลใหม่ฟื้นฟู

    “มนตรี”ชี้เศรษฐกิจปีม้าหนักหน่วง เแจงความเสี่ยงนอก-ในท้าทายรัฐบาลใหม่ฟื้นฟู

    ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) นิด้า เปิดอีกมุมมองของความเสี่ยงและโอกาส ทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2569 โจทย์สำหรับรัฐบาลใหม่ ประชาชน และภาคธุรกิจไทย ที่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วงจากในประเทศและนอกประเทศในปี 69 ทั้งการชะลอลงของการส่งออก ปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง

    นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวถึง  จากภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ว่า เผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตอยู่ในระดับที่น่าผิดหวัง และกลายเป็นฐานที่เปราะบางสำหรับปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้ไม่เกิน 2% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนาม ที่โต 7-8%, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประมาณ 6%  มาเลเซีย 5% และสิงคโปร์ 3%

    โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเปราะบางและเติบโตในระดับต่ำ โดยมีการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี ) ไว้ที่ระดับต่ำมาก เพียง 1.6%-1.8% โดยมีปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ 

    .ความเสี่ยงจากเวทีโลกจ่อถล่มไทย

    นายมนตรี กล่าวต่อว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมากถึง 72% ของธุรกรรมทั้งหมด เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดเล็กและมีกำลังซื้อจำกัด ทิศทางเศรษฐกิจโลกจึงเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของไทยในปี 2569 ความท้าทายแรก มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2-3% ทำให้กำลังซื้อประเทศคู่ค้าลดลง ้มีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 69 จะขยายตัวได้เพียง 1% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและฐานที่สูงจากการโต 12% ในปี 2568

    เรื่องที่ 2 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการทางการค้าใหม่ ที่เราต้องระวังผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน, รัสเซีย-ยูเครน,สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเด็นใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา มรายังคงสร้างความไม่แน่นอน  ขณะที่มาตรการทางการค้าใหม่  โดยเฉพาะ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): ซึ่งมาตรการของสหภาพยุโรปที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน

    ขณะเดียวกัน Global Minimum Tax หรือ ข้อตกลงเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติในอัตราขั้นต่ำ 15% จะทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนทำได้ยากขึ้น และท้ายที่สุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 9% ในปี 2568 และแข็งค่าขึ้นราว 3% ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.เพียงเดือนเดียว ซึ่งบั่นทอนความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกและทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น อาจจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยคาดว่าจะมีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 34-35 ล้านคนในปี 2569

    “นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะ ชะลอการตัดสินใจลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ในพื้นที่ EEC เพื่อรอความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center เช่น ความเสถียรด้านพลังงาน แหล่งน้ำ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง”

    .ปัญหาเชิงโครงสร้าง-การเมืองไทยทับถม

    ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยที่จะรุกเข้ามาจากต่างประเทศ ปัญหาในประเทศไทยก็ยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นายมนตรี กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนสูงถึง 87% ของจีดีพี (ยังไม่รวมหนี้นอกระบบและหนี้สหกรณ์) ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงบ้าง แต่ภาระหนี้ยังคงสูงสวนทางกับรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง ส่งผลต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ทำให้ต้องพยายามประคับประคองธุรกิจ ท่ามกลางแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่สูงขึ้น ที่เริ่มลามจากการเป็นหนี้เสียของธุรกิจขนาดเล็กไปธุรกิจขนาดกลาง

    “สุญญากาศทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน จะทำให้เกิดข้อจำกัดของนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือโครงการลงทุนอื่นๆ และส่งผลต่อเนื่องให้กระบวนการงบประมาณล่าช้า เพราะหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหมจะแล้วเสร็จราวเดือนพ.ค. จะทำให้การเสนอร่างงบประมาณปี 2570 ไม่ทันตามกรอบเวลาเดิม หมายความว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2570 (ต.ค.-ธ.ค.2569) จะไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่จากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเลย โดยรัฐบาลจะใช้ได้เฉพาะงบประจำไปก่อน”

    นายมนตรี ยังแสดงความเห็นถึงข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่ิเพิ่มมากขึ้น โดยพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด จากหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 67% ของจีดีพี เข้าใกล้เพดานกรอบวินัยการคลังที่ 70% ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาลทำได้จำกัด

    .รัฐบาลใหม่และกลไกพยุงเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่องมือหลักของภาครัฐจะมีข้อจำกัด แต่ยังมีกลไกอื่นที่พอจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง ได้แก่ การเร่งรัดงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หากสามารถผลักดันเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนรวมกันประมาณ 350,000 ล้านบาท ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกันต้องมีการการบริหารจัดการและกระจายการใช้งบประจำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง

    แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดในการพลิกฟื้นประเทศตกอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะต้องมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีภารกิจเร่งด่วน เรื่องแรกคือ สร้างความเชื่อมั่น  โดยนายมนตรีมองว่า การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ ต้องเตรียมแผนเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 ให้ทันภายในกรอบเวลา 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ (มิ.ย.-ก.ย.)

    ตามมาด้วย การเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้น นอกเหนือจากการแก้ปัญหาระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและวางนโยบายเพื่อ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป โดยต้องเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น เพื่อยังคงความได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้า (FTA) กับประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EU กับสหราชอาณาจักร เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ รวมทั้ง พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ รวมทั้งแก้ปัญหาค่าเงินบาท โดยควรจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการส่งออกและนำเข้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2906407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_2a7afc9g-TnvL4Uh7jKl

  • ‘เศรษฐกิจ’ปี69ดิ่ง หลุด2%รอบ30ปี ต่ำสุดในภูมิภาค

    ‘เศรษฐกิจ’ปี69ดิ่ง หลุด2%รอบ30ปี ต่ำสุดในภูมิภาค

    วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง ผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) กระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากภาษีสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์ กล่าว

    ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    ทั้งนี้ กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/939258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pWukMv1PVitP3ZJ4KMMAZ

  • ‘อภิสิทธิ์’ ปลุกใจคนปักษ์ใต้สู้ทุนเทา-คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยเดินหน้า | เดลินิวส์

    ‘อภิสิทธิ์’ ปลุกใจคนปักษ์ใต้สู้ทุนเทา-คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยเดินหน้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 ม.ค. เวลา 17.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ ช่วยนายนิติศักดิ์ มีขวด ผู้สมัคร สส. เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 1 ขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนในตลาดนัดชุมชนลานสกา อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

    ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งบนรถแห่ท่ามกลางประชาชนที่มาต้อนรับอย่างคึกคัก ว่า การที่ตนตัดสินใจกลับมาสู่เส้นทางการเมืองครั้งนี้ เพื่อตอบรับเสียงสะท้อนของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการเมืองที่มุ่งเน้นการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศซบเซามากว่า 10 ปี ดังนั้น เป้าหมายหลักของการกลับมา คือการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนานาชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าหากไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หรือกลุ่มทุนสีเทาออกไปได้ เศรษฐกิจไทยจะไม่มีวันเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน และขอชักชวนให้ประชาชนในภาคใต้ร่วมเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง เพื่อสร้างบ้านเมืองที่ใสสะอาด

    “ผมจึงตั้งต้นมาตั้งแต่แรกตอนที่กลับมาว่า มาครั้งนี้มาเพื่อทำการเมืองสุจริต ชวนพี่น้องทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องคนใต้ ซึ่งเคยต่อสู้กับความไม่ถูกต้องมาทุกยุคทุกสมัย มาสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เพราะถ้าเราไม่เริ่มจากตรงนี้ มีแต่การทุจริตคอร์รัปชัน เราไม่สามารถทำให้ใครมาเชื่อถือและเชื่อมั่นในประเทศไทยได้เลย สุดท้ายเศรษฐกิจก็จะเป็นแบบนี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5479533/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eJX603zPJkU4vS3AHMfhX

  • กกร. หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    กกร. หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

    โดยคาดว่าไทยจะเป็นประเทศที่เติบโตต่ำสุดในภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านและความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

    กกร.
    กกร. หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ห่วงบาทแข็งกดดันส่งออก–ท่องเที่ยว พร้อมประเมินสหรัฐฯบุกเวเนซุเอลา กระทบไทยไม่มากนัก แต่มีผลกดดันบรรยากาศค้าขายโลก

    ปัจจัยสำคัญมาจากขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในบริบทเศรษฐกิจโลกใหม่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ กฎระเบียบที่ซับซ้อน รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่เป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งภัยพิบัติในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมาย รวมถึงความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    นอกจากนี้ กกร. แสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 8.2% ในรอบปีที่ผ่านมา สูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อภาคการส่งออก เปรียบเสมือนภาระภาษี (Tariff) ที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก

    ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งค่าเงินอ่อนกว่า ทำให้ความแตกต่างด้านต้นทุนสูงกว่า 10% กกร. จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและกำกับดูแลความเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาท พร้อมสนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินนโยบาย “Connect the dot” เชื่อมโยงการกำกับดูแลระหว่างหน่วยงาน โดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกรรมทางการเงินบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจจริง

    นอกจากนี้ นายพจน์ ระบุว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา ซึ่งสะท้อนการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า New World Order ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อน

    ขณะที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่รวมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น กกร. เห็นว่าไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

    คือเฉพาะเรื่องเวเนซุเอลา ตัวเลขการค้าไป-กลับประมาณไม่เกิน 500 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ว่าสิ่งที่น่ากังวลใจก็คือเรื่องของ Supply Chain พลังงานกับราคา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีผลกระทบมากเกี่ยวกับ World Supply Chain เรื่องของพลังงานมาก โดยเฉพาะน้ำมัน

    พร้อมคาดหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันการนำเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ แก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน เพิ่มกำลังซื้อในประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันและสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ และขับเคลื่อนประเทศตามแนวทาง “Reinvent Thailand” โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    ขณะเดียวกัน กกร. ยังได้ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอให้เร่งผลักดันมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ทั้งโครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ BOI กองทุนเพิ่มขีดฯ การขยายระยะเวลาการสมัครโครงการ รวมถึงมาตรการ SME Credit Boost, Soft Loan และการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. โดยเน้นการบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน สร้างการจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย

    คาด GDP ปีนี้จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6–2%

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด กกร. คาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6–2% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2–0.7% โดยยังไม่ปรับประมาณการมากนัก เนื่องจากเพิ่งเข้าสู่ช่วงต้นปีและยังมีปัจจัยไม่แน่นอนจำนวนมาก

    ขณะเดียวกัน กกร. มองว่าไทยมีโอกาสสำคัญจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกหลายเวที อาทิ การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ซึ่งจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการ Rebranding ประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain โลก โดย กกร. เตรียมตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 งานประชุมและแสดงเทคโนโลยีด้านพลังงานระดับโลก รวมถึงเทศกาลดนตรี Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งควรใช้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ และเชื่อมโยงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ

    กังวลผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

    ด้านนายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเสริมว่า แม้ผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่สูงมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุน โดยมหาอำนาจมีแนวโน้มใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าขั้วอำนาจอื่นจะยอมให้สถานการณ์เช่นนี้ขยายตัวไปในพื้นที่อื่นหรือไม่

    นายผยงมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการ Repositioning ของขั้วอำนาจทั่วโลก รวมถึงการแสดงแสนยานุภาพด้านเทคโนโลยีที่สร้างความแตกต่างด้านประสิทธิภาพทางการทหาร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “เทคโนโลยี” จะเป็นตัวชี้ขาดผู้ชนะใน New World Order และจะส่งผลต่อการปรับโครงสร้าง Supply Chain ของโลกและของภูมิภาคในระยะต่อไป คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะสามารถปรับตัวและตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการถกเถียงเชิงลึกและเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง

    เรื่องของผลกระทบโดยตรงมันดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ว่าสิ่งที่เป็นกังวลก็คือในเรื่องของผลกระทบกับการลงทุน เราเห็นว่ามหาอำนาจจะใช้พลานุภาพของตนเอง ในการที่จะชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจโลกนะครับ อันนี้เป็นจุดที่สำคัญ คำถามคือว่าแล้วขั้วอำนาจอื่นจะปล่อยให้ลักษณะนี้เกิดขึ้น และลามไปที่อื่นหรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้อง Repositioning ในขั้วต่างๆ ทั่วโลก

    ส่วนประเด็นค่าเงินบาท นายผยงระบุว่า ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการส่งออก โดยยอมรับว่าทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะดอลลาร์อ่อน แต่สิ่งสำคัญคือไทยต้องทำอย่างไรไม่ให้เงินบาทแข็งค่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เพราะจะเปรียบเสมือนภาษีแฝงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับในการแข่งขันด้านการส่งออก

    ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนผิดปกติ มาจาก 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับราคาทองคำ และการเคลื่อนไหวของดิจิทัลแอสเซท ซึ่งเป็นเงินทุนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วและส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายและต้องแข่งขันในเวทีโลก

    ในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ นายผยง ระบุว่า ปัจจุบันมีความร่วมมือและความพร้อมในการติดตามธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อ ปปง. การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงกฎเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดให้การรับเงินจากต่างประเทศเกิน 200,000 บาทต้องมีการแจ้งข้อมูล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุน

    นอกจากนี้ ระบบธนาคารยังได้ยกระดับการพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลต้องครอบคลุมทั้งระบบนิเวศทางการเงิน โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายทองคำในรูปแบบต่างๆ และการทำธุรกรรมดิจิทัลแอสเซท รวมถึงแนวทางการนำกฎ Travel Rule มาใช้ เพื่อให้หน่วยงานกำกับและสาธารณชนเห็นภาพการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อสามารถ Connect the dot ได้ครบถ้วน ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวด้วยว่า ในระยะสั้นสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและเวเนซุเอลาอาจสร้างแรงกระเพื่อมให้ราคาทองคำและสินทรัพย์บางประเภทปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะตื่นตระหนกของตลาด แต่ในมุมของตลาดพลังงาน ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอาจไม่รุนแรงในระยะยาว หากการบริหารจัดการแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลาสามารถเพิ่มปริมาณอุปทานเข้าสู่ตลาดโลกได้จริง

    นายเกรียงไกร อธิบายว่า เวเนซุเอลาอาจไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ถือครองปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุด ทว่าที่ผ่านมาไม่สามารถผลิตและส่งออกได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร ทำให้ลูกค้าหลักอยู่ที่จีน การที่สหรัฐฯ ส่งบริษัทน้ำมันเข้าไปบริหารจัดการซัพพลาย หากทำได้จริง จะช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลก และอาจทำให้ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรมองว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามกดราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกิน 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้นโยบาย Reciprocal Tariff หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง อาจซ้ำเติมเงินเฟ้อให้รุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าการเข้าไปบริหารจัดการซัพพลายจะเผชิญแรงต่อต้านมากน้อยเพียงใด และสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่

    ในอีกมิติหนึ่ง การกดราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำ ยังอาจเป็นการตัดกำลังประเทศคู่แข่งอย่างรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างสงครามกับยูเครนมาเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากในภาวะปกติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเอื้อต่อรายได้ของประเทศผู้ส่งออกพลังงาน

    นายเกรียงไกรระบุว่า แม้ผลกระทบทางตรงจากกรณีเวเนซุเอลาต่อเศรษฐกิจไทยจะมีจำกัด เนื่องจากมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบทางอ้อมจะกดดันบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของหลายสำนักที่มองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา

    ก็ต้องดูมหาอำนาจของผู้ซื้อรายใหญ่ คือจีน และผู้ที่ลงทุนในรายใหญ่ในเวเนซุเอลา ว่าจะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไร แต่ว่าในช่วงสั้น ตัวเลขการซื้อขายเหล่านี้น้อยมาก เพราะฉะนั้นไม่มีผลกับเรา แต่จะมีผลกดดันต่อบรรยากาศการค้าขายของโลก

    สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายหน่วยงาน รวมถึง IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียงราว 1.5–1.6% ต่ำสุดในรอบ 30 ปี

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกรยังย้ำถึงปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยเตือนว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าและอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05wnEhfsMJfRzhbp1N1CP9

  • ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!

    ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!

    ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!

    วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.54 น.

    วันที่ 7 มกรามค 2568 นายถนอม อ่อนเกตุพล ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 5 เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เฉพาะแขวงคลองกุ่มกล่าวว่า ตั้งแต่เดินพบปะชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกร้องให้รัฐบาลทำโครงการคนละครึ่งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนโดยทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงได้ง่ายและได้สิทธิ์ทุกคน ลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเปิดร้านคนละครึ่งที่ต้องทิ้งร้านไปยื่นเรื่องที่ธนาคาร

    ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เรียกร้อง ให้จัดการปัญหาชายแดนกับเขมร ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้ฮุนเซนฮุนมามาเน็ต มารุกล้ำหรือยั่วยุประเทศไทยได้อีก

    นายถนอมกล่าวอีกว่า ขณะนี้การหาเสียงในพื้นที่ มีชาวบ้านร้องมาว่าผู้สมัครบางคน เริ่มทวงบุญคุณชาวบ้านที่เคยได้รับการสนับสนุน ดูแลว่าถ้าไม่เลือกพรรคก็ให้เลือกตัวเอง ซึ่งได้ช่วยเหลือดูแลชุมชนหรือกลุ่มต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งตนเห็นว่า การทำงานทางการเมืองไม่ควรเอาผลประโยชน์ของชาติ มาเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนหรือตอบแทนบุญคุณส่วนตัวให้ใครทั้งสิ้น 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/939367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M8FZUhWoSTG65SOVmIE_B

  • รอยร้าวแห่งอ่าวอาหรับ: การเผชิญหน้าทางทหารและเศรษฐกิจระหว่างซาอุฯ-ยูเออีในเยเมน ปี 2569

    รอยร้าวแห่งอ่าวอาหรับ: การเผชิญหน้าทางทหารและเศรษฐกิจระหว่างซาอุฯ-ยูเออีในเยเมน ปี 2569

    พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ยาวนานระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้มาถึงจุดวิกฤตที่ยากจะย้อนกลับ จากเดิมที่เคยร่วมมือกันแทรกแซงในเยเมน กลับกลายเป็นการปะทะทางทหารโดยตรง และ “สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ” ที่นักวิเคราะห์มองว่ารุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตการณ์กาตาร์ในปี 2560

    การยกระดับทางทหาร: จากสงครามตัวแทนสู่การโจมตีโดยตรง

    ความขัดแย้งเริ่มเปลี่ยนจากการทูตเป็นการใช้กำลังทหารอย่างเต็มตัวในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568      เมื่อกลุ่ม Southern Transitional Council (STC) ที่สนับสนุนโดยยูเออี ได้รุกคืบยึดพื้นที่ในจังหวัด Hadramout ซึ่งซาอุดีอาระเบียถือเป็นขอบเขตที่ห้ามล้ำ  (Red Line) 

    • การโจมตีท่าเรือสำคัญในเยเมน : เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียได้โจมตีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ท่าเรือ Mukalla เพื่อสกัดกั้นการขนส่งอาวุธและยานเกราะที่เชื่อว่าจะส่งให้กลุ่ม STC ขณะที่ยูเออีออกมาประณามว่าเป็นการ “โจมตีทางทหารอย่างโจ่งแจ้ง” และยืนยันว่ายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีไว้เพื่อภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายที่ได้ประสานงานกันไว้แล้ว

    • การปิดล้อมทางเรือและคำขาด: วันที่ มกราคม 2569 ซาอุดีอาระเบียได้ส่งกำลังทางเรือประชิดชายฝั่งเยเมน พร้อมขีดเส้นตาย 24 ชั่วโมง ให้ยูเออีหยุดสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน จนกระทั่งวันที่ มกราคม กองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ซาอุดีฯ หนุนหลังสามารถยึดพื้นที่คืนได้บางส่วนหลังยูเออีถอนกำลังออกไป

    วิสัยทัศน์ที่สวนทาง: เยเมนหนึ่งเดียวหรือสองรัฐ? 

    ใจกลางความขัดแย้งครั้งนี้คือภาพอนาคตของเยเมนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

    ซาอุดีอาระเบีย มุ่งมั่นสานสร้างเยเมนที่เป็นปึกแผ่น ภายใต้การนำของสภาผู้นำประธานาธิบดี (Presidential Leadership Council PLC) และกองกำลัง Dara’ Al-Watan เพื่อประกันเสถียรภาพและความมั่นคงตลอดแนวชายแดนทางใต้ยาว 1,500 กิโลเมตร

    ยูเออีกลับเลือกเส้นทางที่ขัดแย้ง โดยให้การสนับสนุนกลุ่ม Southern Transitional Council (STC) และกองพล Giants Brigades ซึ่งผลักดันแนวคิดเอกราชเยเมนใต้” เพื่อให้ยูเออีสามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมท่าเรือยุทธศาสตร์ Aden-Mukalla และช่องแคบ Bab al-Mandab จุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางการค้าโลก ยูเออีวางตำแหน่งตนเป็นจักรวรรดิทางทะเล” แห่งใหม่ อาศัยพันธมิตรด้านความมั่นคงกับอิสราเอลผ่านข้อตกลงอับราฮัม ขณะที่ซาอุดีอาระเบียหันไปกระชับสัมพันธ์กับตุรกีและอียิปต์ เพื่อเสริมเกราะป้องกันอธิปไตยและเส้นพรมแดนอันเปราะบาง

    สงครามเย็นทางเศรษฐกิจ: การแย่งชิงอำนาจครองภูมิภาค

    นอกเหนือจากกระแสไฟในสนามรบ ทั้งสองมหาอำนาจยังปะทะกันอย่างดุเดือดในมิติโครงสร้างเศรษฐกิจ:

    • สงครามภาษีและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า: ซาอุดีฯปรับกฎ Rule of Origin” ให้เข้มงวดขึ้น ทำให้สินค้าจากเขตปลอดอากรของยูเออี เช่น เจเบลอาลี ถูกปฏิบัติเหมือนสินค้าต่างชาติและต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น หากไม่มีมูลค่าเพิ่มภายในท้องถิ่นถึง 40% และใช้แรงงานท้องถิ่น 25% ส่งผลให้ต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนสูงขึ้น 5–10%

    • การชิงความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์: ซาอุดีฯ ผลักดันท่าเรือ King Abdullah อย่างหนัก โดยเสนอส่วนลดค่าธรรมเนียมถึง 50% เพื่อดึงดูดสายเดินเรือให้ย้ายออกจากดูไบ มุ่งสร้างเส้นทางการค้าใหม่ผ่านทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่ยูเออีมีอิทธิพลอยู่

    • นโยบายสำนักงานภูมิภาค (RHQ) และการบิน: นโยบายของซาอุดีฯ ที่บังคับให้บริษัทข้ามชาติย้ายสำนักงานใหญ่มายังซาอุดีฯ หากต้องการสัญญาจ้างจากรัฐ ได้บีบให้หลายบริษัทต้องย้ายจากดูไบไปริยาด นอกจากนี้         การเปิดตัวของสายการบิน Riyadh Air ยังท้าทายโมเดลธุรกิจของ Emirates และ Etihad โดยตรง ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น 5–8% จากการแข่งขันที่ดุเดือด 

    การปะทะเชิงโครงสร้างนี้ ไม่ใช่แค่การแข่งขันเชิงพาณิชย์ แต่เป็นสงครามเย็น” เพื่อกำหนดว่าใครจะเป็นศูนย์กลางการค้า–การเงิน–โลจิสติกส์ ของ GCC อ่าวอาหรับในทศวรรษหน้า

    ผลกระทบระดับโลกและการพักรบชั่วคราวใน OPEC+

    แม้จะมีความตึงเครียดสูง แต่ทั้งสองประเทศยังคงแยกแยะ “สงครามเศรษฐกิจ” ออกจาก “ตลาดน้ำมัน” ในการประชุมเมื่อวันที่ มกราคม 2569 กลุ่ม OPEC+ ตัดสินใจ คงระดับการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม เนื่องจากซาอุดีฯ กำลังเผชิญกับการขาดดุลการคลังร้อยละ 5.6 ของ GDP และทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเสถียรภาพราคาเพื่อนำเงินไปอุดหนุนโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศตนเอง

    ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

    • สหรัฐฯ และตะวันตก: สหรัฐฯ แม้จะให้ความสำคัญกับยูเออีในการต่อต้านก่อการร้าย แต่ก็เอนเอียงไปทางซาอุดีฯ ที่ต้องการเยเมนเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสกัดกั้นกลุ่มฮูตี ด้านอังกฤษกังวลว่าความแตกแยกนี้จะเกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” ให้กลุ่มอัลกออิดะห์ฉวยโอกาส

    • สหประชาชาติ: เตือนว่ากลุ่มพันธมิตรอาหรับกำลัง “สู้กันเอง” ซึ่งจะบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพที่เปราะบางกับกลุ่มฮูตี

    ผลกระทบต่อประเทศไทย: ความเสี่ยงและโอกาส

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ เห็นว่าไทยต้องเตรียมรับมือในหลายด้าน :

    • ต้นทุนโลจิสติกส์: ค่าประกันภัยเรือสินค้าผ่านช่องแคบ Bab al-Mandab จะสูงขึ้น และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือซึ่งเพิ่มระยะเวลาและต้นทุน

    • นโยบายการค้าที่ไม่แน่นอน: ไทยอาจถูกกดดันให้ “เลือกข้าง” หรือต้องปรับตัวตามกฎระเบียบการนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่

    • โอกาสในฐานะพันธมิตรที่เป็นกลาง:ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและยูเออีในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกเก่าไปสู่ระเบียบภูมิภาคใหม่ที่มีความซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง ความแตกแยกในเยเมนและการแข่งขันทางเศรษฐกิจผ่านนโยบาย RHQ และ Rules of Origin ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอำนาจนำในทศวรรษหน้า    

    สำหรับประชาคมระหว่างประเทศและประเทศคู่ค้าอย่างไทย ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการความสัมพันธ์ในภาวะ “ตลาดแยกส่วน” (Market Fragmentation) ที่ความร่วมมือภายใต้กรอบ GCC อาจไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการมีความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอ่าวอาหรับที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hdfikl4dfqp5mp17hzrfpo9a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DpXJWyw7nQjtVCH9aukDE

  • กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำสุดในรอบ 30 ปี

    กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำสุดในรอบ 30 ปี

    กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน พร้อมขอรัฐบาลใหม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน-เพิ่มกำลังซื้อ

    วันนี้ (7 ม.ค.2569) ภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธาน กกร. เปิดเผยว่า ที่ประชุมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวมาก โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 – 2 และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และต่ำสุดในภูมิภาค จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

    ทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม เศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ขึ้น หนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถในการแข่งขันกับโลกใหม่ ข้อจำกัดงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง รวมถึงผลกระทบจากภัยพิบัติในปี 2568 ปัญหาเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณล่าช้า

    นอกจากนี้ยังมีผลจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการส่งออกไทย คาดว่าปีนี้จะติดลบร้อยละ 1.5 – 0.5 ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จากเหตุการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลาที่แบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก การเมืองโลก จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงจากปี 2568

    กกร.ต้องการให้รัฐบาลใหม่สานต่อแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ

    อ่านข่าว

    ส.อ.ท.ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ “Perfect Storm”

    ครม.ไฟเขียวสร้างมอเตอร์เวย์ M9 “บางบัวทอง-บางปะอิน” วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน

    จีนแบนส่งออก “แร่หายาก” ไปญี่ปุ่น ตอบโต้คำพูด “ทาคาอิชิ” เรื่องไต้หวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wFhPE1RBXTX8O_5TGYlI6

  • ‘เอกนิติ’ มั่นใจจีดีพี Q4/68 ทะลุ 1% ชี้มาตการกระตุ้นดันปีโตเพิ่มอีก 0.2%

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจจีดีพี Q4/68 ทะลุ 1% ชี้มาตการกระตุ้นดันปีโตเพิ่มอีก 0.2%

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย’ ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปี 2568 บวกเพิ่มอีก 0.2% แจงหน่วยงานพร้อมรับข้อสังเกตปมลดหย่อน TISA ไปปรับให้ดียิ่งขึ้น

    7 ม.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้มีการประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการ มีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 ไม่ให้ติดหล่ม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่า 1% อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น

    ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เห็นสอดคล้องกันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันออกมาในช่วง 2 เดือนกว่านั้น มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เนื่องจากการออกแบบมาตรการที่มีการศึกษามาอย่างดี โดยเน้นการกระจายตัว ไม่ให้มีการกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนจากโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เน้นการท่องเที่ยวในเมืองรองสามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่า มีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16% ส่วนที่เหลือ 85% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เป็นต้น ขณะที่โครงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 พบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 5%

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้มีการผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานราก นั้น เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่ม พ้นจากการเป็นรถยนต์ที่ติดหล่มอย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าให้เงินไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ คืนหนี้เท่าไหร่ แต่มาตรการตรงนี้ที่ทำสุดท้ายแล้วประชาชนได้เอาไปใช้ในชีวิตจริง ไม่มีการรั่วไหลและวัดเป็นเม็ดเงินได้ ทุกอย่างชัดเจนทั้งหมด ดังนั้นผลในการฟื้นเศรษฐกิจจึงมากกว่าปกติ โดยเบื้องต้นคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 โตเพิ่มอย่างน้อย 0.2% เป็นขั้นต่ำ ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนต้องรอสภาพัฒน์ประกาศในเดือน ก.พ. 2569” นายเอกนิติ กล่าว

    ส่วนโครงการ Thailand Individual Savings Account : TISA ยอมรับว่ายังผลักดันไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีการยุบภาเกิดขึ้น และในช่วงที่ผ่านมาอาจจะยังมีการสื่อสารที่ทำให้ไม่เข้าใจครบถ้วนเกิดขึ้นด้วย โดยเบื้องต้นอยากชี้แจงว่าในปี 2569 วงเงินในการลดหย่อนภาษีจะปรับลดเหลือ 6 แสนบาท จากเดิมที่ 8 แสนบาท และปีถัดไปจะเหลือ 5 แสนบาท ขณะที่ข้อเสนอข้อง TISA นั้น จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาทตลอดไป ส่วนประเด็นกรณีกำหนดเพดานให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมที่จะรับข้อสังเกตต่าง ๆ จากทุกฝ่ายไปพิจารณาให้มีความรอบคอบมากขึ้น

    “อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการลดหย่อนอย่างเดียว แต่เราอยากจูงใจให้คนตัวเล็กเข้ามาสู่ตลาดทุนมากขึ้น จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เขา ซึ่งตอนนี้ของใหม่ ทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมรังข้อสังเกตโดยเฉพาะในส่วนของตัวคูณมาพิจารณา หน่วยงานพร้อมจะรับฟัง อะไรหรืออันไหนที่ไม่ดีก็พร้อมจะเอาไปปรับเพื่อให้มันมากยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับนโยบายสนับสนุนการออม ผ่านโครงการออมทรัพย์ พลัส ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น ขณะนี้ขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายเล็กน้อย โดยอยู่ระหว่างการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคลังอยากตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อยากให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องตามข้อกฎหมาย จากแผนเดิมที่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค. 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/927520/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HUeflyO2gAEjtecuB-u4A