Category: เศรษฐกิจ

  • เงินไหลเข้าไทยไม่ทราบที่มา ราคาทองพุ่ง เงินบาทแข็ง เกิดจากอะไร ? – BBC News ไทย

    เงินไหลเข้าไทยไม่ทราบที่มา ราคาทองพุ่ง เงินบาทแข็ง เกิดจากอะไร ? – BBC News ไทย

    ไขข้อกังขา เงินไหลเข้าไทยไม่ทราบที่มา ราคาทองพุ่ง เงินบาทแข็ง เกิดจากอะไร ?

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยเริ่มการรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับภาคการเงินของไทยอย่างหลากหลายและเข้มข้น นับตั้งแต่ปรากฏการณ์ประชาชนถูกอายัดวงเงินไปจนถึงบัญชีธนาคารจากมาตรการปราบปรามบัญชีม้า มาจนถึงกระแสข่าว ‘เงินทุนปริศนาไหลเข้าไทย’ เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ทำสถิติวันละหลายรอบ จนทำให้เกิดการคาดการณ์ไปต่าง ๆ นานา เพื่อพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบาย รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งจากในไทยและต่างประเทศเพื่ออธิบายประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

    1. ‘เงินปริศนา’ กับที่มาซึ่งระบุไม่ได้ นักเศรษฐศาสตร์อธิบายอย่างไร

    ในช่วงกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์ของไทยอย่างน้อยสองคน ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่ออกมาพูดถึงประเด็น ‘เงินไหลเข้าที่ไม่รู้ที่มา‘ หรือ ธุรกรรมที่ “ไม่สามารถอธิบายได้

    เม็ดเงินที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองชี้ถึงนั้นคือ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ” หรือ Net Errors and Omissions (NEO) โดยสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด รายงานข้อสังเกตของ ดร.ศุภวุฒิ ไว้ ณ วันที่ 18 ก.ย. ว่า ไทยมีเงินไหลเข้าที่อธิบายไม่ได้นี้พุ่งขึ้นอย่างผิดปกติ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ไตรมาส (ราว 9.7 หมื่นล้านบาท)

    ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ แนบกราฟ (ด้านล่าง) ที่แสดงสัดส่วน NEO นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 ถึงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ไว้ในโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 16 ก.ย. โดยตั้งคำถามถึงที่มาของตัวเลข NEO ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • นักโทษชาวจีนสวมเสื้อแขนยาวสีเข้มและกางเกงขายาวยืนเรียงรายในคอกจำเลยในห้องพิจารณาคดีของจีน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบยืนเคียงข้าง

    • .

    • United States Representative to the United Nations, Henry Cabot Lodge, points to the spot on the seal where it has been bugged, the image is black and white.

    • นายกฯ เซ็นลายเซ็นในหนังสือคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งมี 15 นโยบายสำคัญเร่งด่วน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วมรัฐสภา 30 ก.ย.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    จากกราฟดังกล่าว จะเห็นว่าแท่งสีแดงที่แสดงถึงสัดส่วน NEO เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 โดย ดร.พิพัฒน์ตั้งข้อสงสัยว่า “ธุรกรรมที่ ‘ไม่สามารถอธิบายได้’ ที่ขยายตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่ามีเงินเข้า–ออกจำนวนมากที่เรายังไม่แน่ใจว่าคืออะไร… ถ้าไม่เข้าใจ เราอาจจะไม่รู้ว่าเราควรทำอะไรกับมันหรือไม่”

    จากโพสต์ของ ดร.พิพัฒน์ นั้น เขาตั้งข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วเม็ดเงินที่อาจไม่รู้ที่มาเหล่านี้อาจเป็น “ช่องโหว่ ที่ทำให้เงินบาทแข็งจาก inflows (เงินไหลเข้า) ที่ตรวจสอบไม่ได้ และอาจถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน”

     ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

    ที่มาของภาพ, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

    คำบรรยายภาพ, กราฟแสดงดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทย ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 ถึงไตรมาสแรกของปี 2568 โดยจะแบ่งเป็นกราฟแท่งซ้อนสีต่าง ๆ ซึ่งแต่ละสีแสดงองค์ประกอบของดุลบัญชีเดินสะพัด ได้แก่ บัญชีเดินสะพัด (สีน้ำเงิน), บัญชีทุนและการเงิน (สีเหลือง) และตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ หรือ NEO (สีแดง) ส่วนเส้นสีดำจะบ่งบอกยอดรวมหรือดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมในแต่ละไตรมาส

    หลังนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเริ่มออกมาพูดถึงเงินทุนไหลเข้าซึ่งไม่ทราบที่มา สาธารณชนไทยก็เริ่มตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินถูกกฎหมายหรือไม่ ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งทีมสืบหาที่มาของเม็ดเงินเหล่านี้

    ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตั้งโต๊ะอธิบายประเด็นร้อนทางการเงินนี้ โดย น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายว่า แท้จริงแล้วตัว NEO นั้น เป็นตัวเลขที่ใช้แสดงความคลาดเคลื่อนดุลการชำระเงิน หรือการทำธุรกิจระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยกับผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยข้อมูลนี้จะสะท้อน “ตัวเลขการทำธุรกรรม แต่จำแนกแยกแยะไม่ได้”

    เธออธิบายเสริมว่า ตัวเลข NEO ไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงเม็ดเงินผิดกฎหมายหรือเงินเทาเท่านั้น พร้อมอธิบายเสริมว่า เวลามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแลกเงินจากสกุลเงินท้องถิ่นมาเป็นสกุลเงินบาทของไทย ธุรกรรมเช่นนี้ธนาคารกลางรู้ที่มาชัดเจน แต่เมื่อเงินที่แลกมาถูกนำไปใช้จับจ่ายทั่วไปในประเทศต่อ เช่น การซื้อข้าวตามร้านค้าทั่วไป ธุรกรรมเช่นนี้ธนาคารกลางจะรับรู้ได้น้อยลงและต้องไปตามหาข้อมูลเพิ่มเติม

    ในการแถลงครั้งนี้ของ ธปท.ยังมีการปรับตัวเลข NEO ใหม่ด้วย จากตัวเลข NEO ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากปี 2567 แต่เผยแพร่ในเดือน มี.ค. 2568 ซึ่งมีสถิติอยู่ที่ 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.90 แสนล้านบาท) ลดลงมาอยู่ที่ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.3 แสนล้านบาท)

    น.ส.ชญาวดี ยังเสริมต่อไปว่า การจะทำความเข้าใจตัวเลข NEO ว่าดีหรือไม่ดี อาจจะดูแค่ตัวเลขรวมอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนว่า ประเทศนั้น ๆ มีการเปิดประเทศหรือมีการค้าการลงทุนกับต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน

    “ถ้าเทียบกับทั่วโลก ที่มีค่าเฉลี่ย[สัดส่วน NEO ต่อมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก] อยู่ที่ 2.4% แต่ค่าเฉลี่ยดังกล่าวของไทยในรอบสิบปีอยู่ที่ 1.3% และครั้งนี้ปรับมาอยู่ที่ 1.0% ต่ำกว่าข้อมูลเฉลี่ยในอดีต ก็ถือว่าเราต่ำ นี่ถือเป็นความคลาดเคลื่อนทางสถิติที่เกิดขึ้นได้” น.ส.ชญาวดี อธิบาย

    ภายหลังการแถลงของ ธปท. บีบีซีไทยสอบถามความเห็นของ ดร.ศุภวุฒิ อีกครั้ง โดยประธานสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่า หากเป็นตัวเลขที่ปรับใหม่แล้ว แสดงว่า ธปท. คงเจอที่มาแล้ว พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่า ถ้าแบงก์ชาติหาเจอ ก็ไม่ว่ากัน ก็เชื่อ”

    บีบีซีไทยยังได้สัมภาษณ์ นายคริสปิน หยวน ผู้อำนวยการ Custos Advisory ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระด้านความเสี่ยงอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งตั้งอยู่ในออสเตรเลีย ในประเด็นดังกล่าวด้วย โดยเขาบอกกับบีบีซีไทยว่า NEO ไม่สามารถใช้เพื่อ “ระบุชี้ชัด” (pinpoint) ธุรกรรมที่ผิดกฎหมายแบบเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือแหล่งที่มาของการฟอกเงินเพียงแหล่งเดียวได้ ท่วา “จุดแข็งของมันอยู่ที่การทำหน้าที่เสมือน ‘เครื่องตรวจจับควัน’ ในระดับมหภาคของระบบเศรษฐกิจ”

    นายหยวนอธิบายว่า ตัวเลข NEO ที่สูงและคงที่ กำลังบอกหน่วยงานรัฐว่ามี ‘การรั่วไหล’ ที่สำคัญอยู่ และเป็นเหตุผลให้หน่วยงานกำกับนำเครื่องมือเชิงลึกและเชิงนิติวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อสืบหากิจกรรมที่ผิดกฎหมายเฉพาะรายต่อไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ติดตามเส้นทางการเงิน” นี่คือมิติหนึ่งของการใช้ตัวเลข NEO เป็นเครื่องตรวจจับควัน

    ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมทางการเงินรายนี้เสริมด้วยว่า เมื่อมีการตรวจสอบพบความผิดปกติจากตัวเลข NEO มาตรการที่หน่วยงานรัฐสามารถใช้เพื่อสืบหาที่มาของเม็ดเงินหรือการหาต้นตอของไฟ มีตัวอย่างดังนี้:

    • การวิเคราะห์ความผิดปกติในการออกใบแจ้งหนี้การค้า (trade misinvoicing analysis) โดยเปรียบเทียบข้อมูลการส่งออกของประเทศกับข้อมูลนำเข้าของประเทศคู่ค้า (mirror trading) เพื่อหาความต่างที่อาจบ่งชี้ถึงช่องทางการถ่ายโอนมูลค่าหลบซ่อน หรือกิจกรรมเงินผิดกฎหมาย เขาเสริมว่าองค์การศุลกากรโลก หรือองค์กรเพื่อความโปร่งใสทางการเงิน นิยมใช้วิธีนี้เพื่อตรวจสอบความผิดปกติส่วนมากจากประเทศกำลังพัฒนา
    • การวิเคราะห์ด้วยตัวกรองราคา (price filter analysis) เขายกตัวอย่างว่า วิธีการนี้ถูกนำมาใช้ในกรณีศึกษาเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศกานา อาทิ การส่งออกทองคำและโกโก้ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ สำหรับกระบวนการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะเปรียบเทียบราคาประกาศสินค้าที่ต้องสงสัย กับเกณฑ์มาตรฐานราคาตลาดโลก จากกรณีของกานา นักวิจัยสามารถระบุธุรกรรมที่มีการตั้งราคาผิดปกติ และประเมินมูลค่าความสูญเสียจากการส่งออกที่ถูกตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.84 แสนล้านบาท) ในช่วงเวลาเจ็ดปี ตามข้อมูลจาก Geneva Graduate Institute
    • การตรวจสอบรูปแบบธุรกรรมในตลาดการเงิน (pattern analysis in financial markets) เช่น กรณีที่ธนาคารดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ใช้เทคนิค mirror trading ตรวจพบเม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญถูกเคลื่อนย้ายออกจากรัสเซียผ่านการซื้อหุ้นด้วยสกุลเงินรูเบิลในประเทศหนึ่งและขายเป็นเงินตราต่างประเทศในอีกประเทศหนึ่ง การตรวจพบรูปแบบซ้ำ ๆ นี้ช่วยระบุเส้นทางฟอกเงินที่เป็นกลไกหลักของกระแสเงินผิดกฎหมายใน NEO ได้

    เขาเสริมว่า ผู้กำกับดูแลระบบการเงินยังต้องตรวจสอบผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการใช้องค์กรธุรกิจตัวกลาง เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน เป็นช่องทางในการถือกรรมสิทธิ์หรือดำเนินธุรกิจ

    สำหรับความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมเชิงระบบ นายหยวนอธิบายว่า โดยหลักการอาชญากรรมทางการเงินในระดับใหญ่และเป็นระบบ ไม่ว่าจะมาจากการทุจริต การเลี่ยงภาษี หรือการฟอกเงินที่อาศัยการค้าระหว่างประเทศ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อปกปิดจากสายตาหน่วยงานกำกับดูแล ธุรกรรมเหล่านี้จึงไม่ปรากฏอยู่ในองค์ประกอบมาตรฐานของดุลการชำระเงิน เช่น การค้าหรือการลงทุน แต่กลับสะท้อนออกมาเป็นความคลาดเคลื่อนทางสถิติขนาดใหญ่ในหัวข้อ NEO

    ด้าน ดร.ศุภวุฒิ เสริมว่า สำหรับประเด็นเงินเทาที่แฝงมากับ NEO นั้น มีความเสี่ยงอยู่แล้ว “และถ้าเราปล่อยให้มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง เรามีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกนำไปใช้ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ มันไม่ดีแน่นอนสำหรับชื่อเสียงของประเทศไทย”

    2. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง

    นอกจากประเด็นเรื่องที่มาไม่ชัดเจนของตัวเลข NEO อีกข้อถกเถียงหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ NEO เป็นจุดที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วยหรือไม่

    หากย้อนกลับไปดูค่าเงินบาทเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2567 พบว่าอยู่ที่ราว 34.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วงที่มีการถกเถียงเรื่องที่มาของตัวเลข NEO นั้น ค่าเงินบาท ช่วงวันที่ 8-16 ก.ย. 2568 เฉลี่ยแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ราว 31.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ​ หรือนับเป็นการแข็งค่าขึ้นถึงกว่า 7% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี เงินบาทล่าสุดของไทยอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ราว 32.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568)

    ในรายงานฉบับล่าสุดของ S&P Global ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 17 ประเทศ (EM-17) ซึ่งรวมถึงไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศในแถบละตินอเมริกา แต่ไม่รวมจีน แข็งค่าขึ้นเฉลี่ยเพียง 4% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

    ในวันเดียวกับที่ ธปท.แถลงเกี่ยวกับเรื่อง NEO น.ส.ภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นอ่อนค่าลง ซึ่งมีปัจจัยมาจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่า ยังมีปัจจัยเฉพาะตัวของไทยอีก 3 ข้อที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ได้แก่ 1. ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยดีขึ้นว่าการคาดการณ์ 2. สถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียง และ 3. พฤติกรรมการซื้อทองคำของไทย ซึ่ง น.ส.ภาวิณี อธิบายไว้ว่า เมื่อทองคำราคาเพิ่มขึ้น และร้านทองของไทยขายทองคำให้ลูกค้าในต่างประเทศมากขึ้น ก็จะมีการแลกเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาเป็นเงินบาทมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า

    ด้าน ดร.ศุภวุฒิ เสริมว่า มิติเรื่องเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเข้ามาบริหารให้ดีมากขึ้น โดยเขาชี้ว่า เงินเฟ้อไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ เฉลี่ยเกือบ 3% “ส่วนต่างนี้สะท้อนว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นเฉลี่ย 1–2% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนาน”

    เมื่ออ้างอิงตามทฤษฎีความเท่าเทียมของกำลังซื้อ (Purchasing Power Parity – PPP) “หากอัตราเงินเฟ้อของสองประเทศเท่ากัน อัตราแลกเปลี่ยนก็จะคงที่ แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อของประเทศหนึ่งสูงกว่าอีกประเทศหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ค่าเงินของประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าจะอ่อนค่าลงและสูญเสียมูลค่า”

    นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังชี้ว่า การที่เงินเฟ้อต่ำมากกว่ากรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติ (1–3% โดยมีค่าเป้ากลาง 2%) แสดงถึง อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ

    ประธานสภาพัฒน์ฯ กล่าวเสริมถึงเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเตือนว่าการที่ไทยส่งออกสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศมากกว่าการนำเข้านั้น ไม่เพียงทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้จากการส่งออกจำเป็นต้องถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาทเพื่อใช้ในประเทศสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แต่ยังสะท้อนย้ำว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอ

    “เราส่งออกสินค้าและบริการมากกว่านำเข้าสินค้าบริการ โดยปกติเราจะนึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่มันสะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศไม่เยอะพอ”

    3. ราคาทองทะลุ 60,000 บาท เกิดจากสาเหตุใด ?

    นอกจากสถานการณ์เรื่องค่าเงินบาท หรือกระแสเงินไหลเข้าปริศนา ประเด็นเรื่องราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 40% นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่ต่างให้ความสนใจเช่นเดียวกัน

    จากสถิติราคาขายทองคำรูปพรรณ ณ วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ของสมาคมค้าทองคำ พบว่า ราคาทองคำรูปพรรณ ขายออก เปิดตลาดอยู่ที่ 59,650 บาท ก่อนที่จะมาทำสถิติราคาทะลุ 60,000 บาท ในช่วง 10.50 น. ในวันดังกล่าว และทำสถิติสูงสุดของวันอยู่ที่ 60,100 บาท ก่อนจะปิดตลาดด้วยราคา 59,200 บาท

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนระดับโลก และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยปกติแล้วราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้นตามภาวะเงินเฟ้ออยู่แล้ว ดังนั้น “หากถือทองคำไว้เฉย ๆ ก็มีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ปัจจัยเดียวที่อาจกดดันให้ราคาลดลงก็คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ราคาทองปรับฐานลงมาตามขนาดของเศรษฐกิจ”

    สำหรับราคาทองคำที่พุ่งขึ้นไปทะลุ 60,000 บาทนั้น ดร.จิติพล อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยค่าเงินบาทไทยที่เริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากก่อนหน้านี้เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันในตลาดต่างประเทศก็เกิดปรากฎการณ์ risk-off หรือภาวะที่นักลงทุนต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง จึงทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นกดดันเงินบาทด้วย ดังนั้น การที่เงินบาทอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วจึงส่งผลให้ราคาทองคำในรูปเงินบาทดีดตัวขึ้น

    เมื่อถามว่าทุกครั้งที่ราคาทองปรับขึ้น จะถือเป็นการสร้างฐานราคาใหม่หรือไม่ ดร.จิติพล ตอบว่า ส่วนใหญ่คำตอบคือ ใช่ “แต่ก็ไม่ได้พุ่งแรงจนถึงระดับ 50,000–60,000 บาทเสมอไป การขึ้นแรงขนาดนั้นมักมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ “สภาพคล่องเหลือ แล้วล้นเข้ามา กับมีคนปรับสัดส่วนการลงทุนเข้ามา[ในทองเพิ่มขึ้น]”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd07pjgz72ko&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qZTHo8yqFYuCv8uf2M-RH

  • ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ต.ค. 2568 เตรียมเปิดใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ต.ค. 2568 เตรียมเปิดใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2568 พร้อมเตรียมเปิดให้ใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขณะที่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน รับเงินครั้งเดียว ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

    ความคืบหน้า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ คนละครึ่ง 2568 หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60 : 40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว

    โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เราได้กันงบประมาณปี 2569 เพื่อนำมาใช้ในโครงการนี้ไว้แล้ว เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงคาดว่าในสัปดาห์หน้าหลักการจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสามารถให้ประชาชนลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2568 เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าโครงการได้ทันที รวมถึงผู้ประกอบการด้วย

    ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า “โครงการคนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาลจะใช้วงเงินงบประมาณรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท โดยมีประชาชน 3 กลุ่มหลักที่จะได้เงิน

    “คนละครึ่งพลัส” แบ่งสิทธิผู้ร่วมโครงการเป็น 3 กลุ่ม

    กลุ่มที่ 1 : ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน

    • จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท
    • ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว
    • โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

    โครงการนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ที่จะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐและโอนตรงให้ผู้มีรายได้น้อย

    กลุ่มที่ 2 : ผู้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน (ยื่นแบบภาษี)

    • จะได้รับสิทธิพิเศษในโครงการคนละครึ่ง ที่ปรับเปลี่ยนจาก 50:50 เป็น 60:40
    • โดยรัฐบาลจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท
    • สามารถจับจ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

    กลุ่มที่ 3 : ผู้อยู่นอกระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน

    • จะได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท

    โดยงบประมาณสำหรับ กลุ่ม 2 และ กลุ่ม 3 รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และจะใช้เงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2569

    ขั้นตอนสมัครแอปฯ “เป๋าตัง” เตรียมใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    • วิธีติดตั้ง แอปฯ เป๋าตัง และการลงทะเบียน

    1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป

    2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา
    3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”
    4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

    5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
    6. เตรียมบัตรประชาชน
    7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน
    8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

    9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ
    10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน
    11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

    • กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

    1. เข้าสู่ Krungthai NEXT
    2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT
    3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง
    4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

    5. ตั้งค่ารหัส PIN
    6. ยืนยันรหัส PIN
    ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

    • กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

    กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า
    1. เตรียมสแกนใบหน้า
    2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)
    3. ตั้งค่ารหัส PIN
    4. ยืนยันรหัส PIN

    5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ
    6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)
    7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)
    8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”
    9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ.

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมอีก หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NO8Jry0fhNj93NEzlorIt

  • ธปท.มองหากสถานการณ์  government shutdown  ไม่ยืดเยื้อผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐน้อย

    ธปท.มองหากสถานการณ์ government shutdown ไม่ยืดเยื้อผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐน้อย

    (1 ต.ค. 68) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ government shutdown ของสหรัฐฯ ไม่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ น้อย เพราะหน่วยงานภาครัฐที่จำเป็นและสำคัญยังคงเปิดดำเนินการ (ตัวอย่างในอดีต ช่วงปลายปี 2018 เคยปิดดำเนินการนานที่สุด 35 วัน ซึ่งทางการสหรัฐฯ ประเมินว่ากระทบ GDP เพียง 0.02%)

     สำหรับผลกระทบต่อไทยจะผ่านช่องทางความผันผวนในตลาดการเงินเป็นหลัก ขณะนี้ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดการเงินไทย แต่ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจากฎหมายงบประมาณของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนบริหารความเสี่ยงจากความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน

    ภาพรวมตลาดการเงินโลก โดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยช่วงข้ามคืนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.2% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury) อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 1.2 bps สะท้อนว่าตลาดทยอยรับรู้ (priced-in) ความเสี่ยงจากประเด็นดังกล่าวไปบางส่วนแล้ว

    สำหรับตลาดการเงินไทย ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.09% โดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 32.45 บาท ทั้งนี้ เงินสกุลภูมิภาคเคลื่อนไหวในกรอบแคบเช่นกัน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 2 bps มาอยู่ที่ระดับ 1.4% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/pr-news/finance/640336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZBCCxYriM-i1FlVuPRXhR

  • ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเร่งเครื่อง ดันส่งออกโตทะลุเป้า 6-7%

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเร่งเครื่อง ดันส่งออกโตทะลุเป้า 6-7%

    เศรษฐกิจ

    02 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเร่งเครื่อง ดันส่งออกโตทะลุเป้า 6-7%

    “รัฐมนตรีเศรษฐกิจ” ทยอยมอบนโยบายให้ข้าราชการ “เอกนิติ” เร่ง Quick Big Win ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจไตรมาส 4 พ้นหล่ม “ศุภจี” ลุยเจรจาภาษีทรัมป์จบปีนี้ ดันส่งออกปีนี้ 6-7% ทะลุ 12 ล้านล้าน สูงเป็นประวัติการณ์ กกร.กังวลบาทแข็ง กระทบส่งออก จี้รัฐดูแลเงินบาท คาดทั้งปีโต 2-3 %

    • รัฐบาลเร่งเครื่องนโยบายเศรษฐกิจ “Quick Big Win” โดยตั้งเป้าผลักดันการส่งออกปี 2568 ให้เติบโตสูงถึง 6-7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิม
    • กระทรวงพาณิชย์เดินหน้า 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อหนุนการส่งออก เช่น การเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) การบุกตลาดใหม่ และการผลักดันการส่งออกข้าว
    • ภาคเอกชน (กกร.) แสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยยังคงประมาณการเติบโตไว้ที่ 2-3%

    หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายรัฐบาล่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29-30 ก.ย.2568 หลังจากนั้นรัฐมนตรีเศรษฐกิจทยอยมอบนโยบายให้ข้าราชการในวันที่ 1 ต.ค.2568 เพื่อเร่งนโยบายเศรษฐกิจ “Quick Big Win” ในช่วง 4 เดือน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่ม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักช่วง 4 เดือน รัฐบาลจะเร่งผลักดันรถยนต์เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มและไม่ตกลงเหว เนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 คาดการณ์ว่าจะมีการชะลอตัวลงอย่างมากหรืออยู่ในภาวะตกท้องช้าง

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งนโยบาย “Quick Big Win” แบ่งเป็น 5 เสาหลักตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างผลกระทบระยะยาว

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสาหลักที่ 1 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนขนาดใหญ่ที่ใกล้เคียงกับการส่งออก มาตรการนี้จะกระตุ้นการเติบโตของ GDP ได้ถึง 0.2-0.4% ในไตรมาสที่ 4

    “มาตรการกระตุ้นการบริโภคที่จะผลักดันในช่วงปลายปีนี้ โดยรวมแล้วคาดว่าจะทำให้ GDP ในไตรมาส 4ขยายตัวได้มากกว่า 1%”

    “พาณิชย์” ลุย Quick Big Win 7 เรื่อง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง พาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ โดยกำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ระยะสั้นภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่เน้นความร่วมมือทุกฝ่าย โดยทำสั้นให้ได้ผลและกระจายตัวให้ทุกคนได้ประโยชน์ และมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็วมี 7 เรื่องหลักที่จะเร่ง คือ 

    1.การเจรจากับสหรัฐเพื่อเร่งสรุปความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐ (ART) ภายในเดือน ธ.ค.2568 ล่าสุดการเจรจาเกือบเสร็จหมดแล้ว เหลือเพียงปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อให้สินค้าจากไทยได้รับสิทธิเสียภาษีตอบโต้ 19%

    2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้นร่วมกับไปรษณีย์ไทย การเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ทดแทน และการเร่งหาตลาดใหม่ 

    3.เดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีไอ) และบุกตลาดใหม่ ปีนี้ตั้งเป้าหมายปิดการเจรจาเกาหลีใต้ ส่วนตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), แอฟริกาใต้, อินเดีย, เวียดนาม

    4.ดูแลค่าครองชีพ โดยจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ ร่วมมือโรงพยาบาลเอกชน 100 แห่งที่ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงพาณิชย์ ให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลจะลดค่าใช้จ่าย 32,400 ล้านบาทต่อปี 

    ดันส่งออกข้าวไทย 1 ล้านตัน

    5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยจัดทำมาตรการเชิงรุกก่อนผลผลิตจะออก ส่วนข้าวจะเร่งผลักดันการส่งออกให้ได้ 1 ล้านตันในระยะสั้นนี้ ทั้งการขายรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน 500,000 ตัน เตรียมทำเอ็มโอยูกับสิงคโปร์ให้ซื้อข้าวไทย 100,000 ตัน เจรจาญี่ปุ่นคงโควตานำเข้าจากไทยไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน

    6.เสริมแกร่งเอสเอ็มอี และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนสินเชื่อ

    7.ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี โดยเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการค้า ขยายช่องทางขายสินค้าออนไลน์

    คาดส่งออกปีนี้โต 6-7% สูงเป็นประวัติการณ์

    นางศุภจี กล่าวว่า การทำงานทุกอย่างจะเน้นความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน แม้อายุรัฐบาลจะสั้น แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงอยู่ โดยอยู่มา 105 ปีแล้ว จะอยู่ไปอีกเป็น 100 ปี จะใช้เวลาที่มีทำตามเป้าหมาย Quick Big Win ให้ได้ภายใน 4 เดือนนี้ เพื่อวางรากฐานไว้

    น.ส.สุนันทา กังวานกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า คาดการส่งออกสินค้าไทยปี2568จะขยายตัว6-7%เมื่อเทียบปี2567 จากเป้าหมายที่โต 2-3% คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านบาท จากปีก่อนที่ได้10 ล้านล้านบาทซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    สำหรับการเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ช่วง 4 เดือนจากนี้ เตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาการค้ากับจีน เจาะลึกเป็นรายมณฑล เช่น ฉงชิ่ง รวมถึงเวียดนาม อินเดีย และจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ

    รวมทั้งจะเชิญผู้นำเข้าผู้ซื้อจากสหรัฐยักษ์ใหญ่และเป็นหน้าใหม่มาเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย เพื่อเพิ่มคำสั่งซื้อ และช่องทางการขายใหม่

    กกร.กังวลบาทแข็งกระทบส่งออก

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร. )ภายหลังการประชุม กกร. ว่า กกร. ยังคงประมาณการส่งออกในปีนี้เติบโตไว้ที่ 2–3%โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและการท่องเที่ยว 

    ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังแข็งค่าและมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่ออธิบายผลกระทบจากธุรกรรมทองคำและคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ซึ่งทำให้ตัวเลขดุลการชำระเงินส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในหมวด “Errors & Omissions” โดยไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน

    กกร.จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงข้อมูล เร่งแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมเหล่านี้ต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) 

    พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว ที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อาทิ การจัดตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมตอบโจทย์กับกิจกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิม รองรับและบริหารความผันผวนอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าหากสามารถดูแลเสถียรภาพและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้ รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ดังนั้น กกร. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนประมาณการการส่งออกอีกครั้งในการประชุมเดือนหน้า

    นอกจากนี้ไทยต้องเร่งยกระดับ Regional Value Content (RVC)เนื่องจากหากไม่สามารถรักษาระดับที่เหมาะสมได้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และส่งผลต่อแรงงานราว 4 แสนคนที่เกี่ยวข้อง 

    ทั้งนี้จำเป็นต้องเร่งพัฒนาการใช้วัตถุดิบในประเทศ และเสริมสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำให้แข็งแรง โดยมี RVC ที่เหมาะสมอยู่ที่ 40% ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก

    “หากดูแลเสถียรภาพ และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iQGddDTVtOVRKLZb7W2_W

  • KKPS อัพเป้า SET ปีนี้แตะ 1,360 จุด รับนโยบายเศรษฐกิจ-กำไร บจ.ฟื้น

    KKPS อัพเป้า SET ปีนี้แตะ 1,360 จุด รับนโยบายเศรษฐกิจ-กำไร บจ.ฟื้น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย โดยปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2568 ขึ้นเป็น 1,360 จุด จากเดิมที่ 1,230 จุด (กรอบ 1,200-1,300 จุด) สะท้อนแนวโน้มที่ดีขึ้นของหุ้นไทย โดยมีอัพไซด์ราว 6% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการปรับเพิ่มเป้าหมาย ได้แก่ อัตราผลตอบแทนแท้จริงที่ปราศจากความเสี่ยง (Real Risk-Free Rate) ลดลงจาก 1.5% เหลือ 0.9% และส่วนเพิ่มจากความเสี่ยง (Equity Risk Premium: ERP) ลดลงจาก 800 จุดพื้นฐานเหลือ 650 จุด ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ไว้เท่าเดิม

    สำหรับการปรับเป้าหมายใหม่ดังกล่าวสะท้อนค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ที่ 16 เท่า จากเดิม 14.5 เท่า แม้ว่าจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่เป็นผลจากน้ำหนักหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีสัดส่วนกว่า 12% ของดัชนี หากไม่นับ DELTA KKPS ประเมินว่าระดับที่เหมาะสมจะอยู่ราว 1,300 จุด พร้อมเปิดตัวเป้าดัชนี SET (ไม่รวม DELTA) สิ้นปีที่ 1,245 จุด ด้วยอัพไซด์ 10% และ Forward P/E 15 เท่า เพื่อสะท้อนการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นอื่น ๆ

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการปรับมูลค่าตลาดหุ้นไทย มาจาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น แม้ยังมีข้อจำกัดด้านการคลังและท่าทีเข้มงวดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) (2) การถือครองและกระแสเงินที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาด ท่ามกลางวงจรการผ่อนคลายด้านการเงินทั่วโลก และ (3) การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งแม้จะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการและนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

    โดย KKPS แนะนำธีมการลงทุนหุ้นวัฏจักรในประเทศ พร้อมปรับน้ำหนักกลุ่มโรงแรมและพาณิชย์เป็น “มากกว่าตลาด” (Overweight) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ขนส่ง และสาธารณูปโภคเป็น “เท่าตลาด” (Marketweight) ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและโทรคมนาคมถูกปรับลดเป็น “เท่าตลาด” เนื่องจากมีอัพไซด์จำกัด ส่วนหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ AWC, BH, CPALL, CPAXT, ERW, KTB, SAWAD, SPALI, TIDLOR และ TOP

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/786350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lh0NTvQYuw8FB4Amu70UQ

  • ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 10 ปี  สร้างรายได้สะสม กว่า 3,020 ล้านบาท

    ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 10 ปี สร้างรายได้สะสม กว่า 3,020 ล้านบาท

    วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

    คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐา นะหัวหน้าทีมภาคเอกชน จัดสัมมนาประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับฟังนโยบายใหม่สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจฐาน รากในอนาคต

    เกี่ยวกับรายละเอียดครั้งนี้ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอก ชน ให้ข้อมูลว่า “ในนามหัวหน้าทีมภาคเอกชน ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

    คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้เดินหน้าพัฒนา 3 กลุ่มงาน อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมูลค่าสินค้า และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำประ เทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสร้างงานแก่ชุมชนกว่า 1,800 โครงการ ครอบคลุมผู้รับประโยชน์กว่า 153,000 ครัวเรือน และสร้างรายได้สะสมให้แก่ชุมชนกว่า 3,020 ล้านบาท อีกทั้งยังดึงเอาคนรุ่นใหม่มาร่วมโครงการ เพื่อร่วมพัฒนาท้องถิ่นโดยอาศัยการมีส่วนร่วมการเรียนรู้ และการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา เติมเต็มภูมิปัญญาดั้งเดิม และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับระบบสาธารณสุขเข้าด้วยกัน โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ผ่านกิจกรรม Creative Young Designer ซึ่งบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการต่อยอดผ้าขาวม้าไทยและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกับยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขวางขึ้นอย่างมีคุณค่า “โครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ที่เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในการถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของท้องถิ่นสู่ผู้มาเยือนและคนรุ่นใหม่ พร้อมกันนี้ ยังได้รับการสนับสนุนด้านการสื่อสารผ่านความร่วมมือกับรายการ “ชื่นใจไทยแลนด์” ทางช่องอมรินทร์ทีวี เพื่อประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์และเสน่ห์ของชุมชนสู่สายตาสาธารณะ ทำให้ชุมชนกว่า 80 แห่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 20-30%

    ท้ายที่สุดนี้ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากพร้อมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นราก ฐานที่มั่นคงของประเทศไทยต่อไป ขอขอบคุณพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และชุมชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ เพราะเราเชื่อว่า “แรงบันดาลใจจากทุกคน เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน”

    ขอเชิญเที่ยวชมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้ที่ SX Marketplace ชั้น LG Hall 7-8 ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wmzr-uNwycmES7ajRZay_

  • วิจัยกสิกรไทยมองมาตรการ Quick Win ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยปลายปี

    วิจัยกสิกรไทยมองมาตรการ Quick Win ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยปลายปี

    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29-30 ก.ย. 2568 ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) ของรัฐบาลคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 

    อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น

    นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw115VCXO-2NIudSnCkVNmFH

  • ลดภาษีที่ดิน50% กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ลดภาษีที่ดิน50% กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แลนด์ลอร์ด ตีปีก-ลดแบกสต๊อกอสังหาฯ เอกชนรวมพลัง ดันรัฐบาลอนุทิน ลดภาษีที่ดิน 50% ปี 69 ช่วยพยุงเศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้อที่อยู่อาศัยหดตัว

       เพิ่มกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ แลนด์ลอร์ดรับอานิสงส์-อสังหาฯตีปีก

       ลุ้นรัฐบาลไฟเขียว

        การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยมีผลเรียกเก็บภาษีจริงในปี2563 เพื่อเพิ่มรายได้ท้องถิ่นและกระจายอำนาจทางการคลัง แต่กลับเป็นจังหวะเดียวที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างส่งผล ให้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในครั้งนั้นประกาศลดอัตราการเรียกเก็บภาษีลงเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมถึงบรรเทาผลกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกทุบกำลังซื้อลงอย่างเฉียบพลันโดยเฉพาะการถูกปิดกั้นการเดินทางจากต่างชาติซึ่งเป็นกำลังซื้อหลัก

        ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศเปราะบาง และนำมาซึ่งบาดแผลลึกฉุดเศรษฐกิจประเทศและตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันแม้ที่ผ่านมาภาคเอกชนจะเสนอทุกรัฐบาลผ่อนปรนการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวหรือขอลดภาระภาษีดังกล่าวมาโดยตลอดแม้ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเนื่องจากกระทบกระกับท้องถิ่นอาจขาดรายได้

       ชงลดภาษีที่ดิน50%

        ล่าสุดสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ3สมาคมอสังหาริมทรัพย์ มีข้อเสนอถึงรัฐบาล นายอุทินชาญวีรกูล เพื่อ ปรับลดหย่อนมาตรการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือปรับลดอัตราภาษีลดลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะปี2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว

        โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยค้างสต๊อกสะสม ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กว่า2แสนหน่วย มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท จะได้รับอานิสงส์ผู้ประกอบการที่มีสต๊อกในมือจำนวนมากจะลดภาระลง มากถึง50% เพราะผู้ประกอบการต้องแบกรับทั้งดอกเบี้ย ต้นทุนการดูแลรักษาโดยเฉพาะต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละปี ที่อัตราอื่นๆหรือประเภทพาณิชย์ ที่ 0.3% สามารถประคองตัวอยู่ได้ ขณะเดียวกันยังลดผลกระทบที่ดินรอพัฒนา ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากหากปล่อยรกร้าง

        แลนด์ลอร์ดได้อานิสงส์

        ในทางกลับกัน การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% จะเป็นผลดีให้กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ หรือเศรษฐีที่มีที่ดินในมือ ที่ยังไม่ทำประโยชน์ นำที่ดินที่รกร้างทำเลกลางใจเมืองแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ในเขตกรุงเทพมหานคร มาทำแปลงเกษตร จากเดิม ซึ่งช่วยลดภาระภาษี ประเภทรกร้าง จากล้านละ 3,000 บาท หรือ 0.3 เหลือ เท่ากับประเภทที่อยู่อาศัย ที่ล้านละ 200 บาทหรือ 0.01% อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการลดภาษีลง ดังกล่าวเท่ากับว่าแลนด์ลอร์ดดังกล่าวจะเสียภาษีลดลง อีก 50%

        ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่กฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ เอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อ อุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเจ้าของที่ดินรายได้ ที่ยังมีวิธีลดภาระภาษีตนเอง ทั้งการแบ่งแปลงที่ดินออกเป็นไม่เกิน 5 0ไร่ และดัดแปลงให้เป็นแปลงเกษตร และเปิดบริษัทรายย่อยเพื่อรับบริหารดูแลที่ดินเหล่านั้น ซึ่งหลายฝ-ายมองว่าไม่ควรเอกโฮกาสให้แลนด์ลอดร์ด ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้โอกาส

    อสังหาฯชงปลดล็อกภาษีที่ดิน

        นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ภาคเอกชนได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการลดภาระต่างๆ โดยเฉพาะ ปัญหาภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม

        ในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เคยมีมาตรการลดภาษีที่ดินลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี อัตราภาษีก็กลับสู่ระดับปกติสำหรับที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ แต่ปัญหานี้สร้างผลกระทบต่อที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่ซื้อไว้เพื่อปลูกบ้านในอนาคต

        คณะกรรมการร่วม (กกร.) ได้มีการเสนอให้มีการลดภาษีสำหรับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสำหรับ สินค้าเพื่อการจำหน่าย หรือสต๊อกอสังหาฯ ซึ่งเสนอไปแล้วแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไข โดยข้อเสนอคือขอให้ลดภาษีเพียง 1 ปี (ปี 2569) หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็จะกลับไปใช้อัตราปกติ

        อย่างไรก็ตาม นายอิสระมองว่า ความเหลื่อมล้ำของอัตราภาษีที่ดินฯยังมีอยู่มาก ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาคือความแตกต่างของอัตราภาษี โดยปัจจุบันอัตราภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยอยู่ที่ ล้านละ 3,000 บาท หากขายไม่หมด นับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาต ภายใน 3 ปี และกลายเป็นสต๊อก จะเสียภาษี หมวดอื่นๆ ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้บริโภค โดยมองว่าควรเสียภาษีเท่ากับที่อยู่อาศัยทั่วไป ที่ล้านละ 200 บาท หรือ 0.01% ทำให้มีความแตกต่างกันถึง 15 เท่า

        นอกจากนี้ ยังมีการใช้ช่องทาง เกษตรกรรมในเมือง เพื่อหลบเลี่ยงภาษี โดยมีการเสนอให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยง แม้ว่าการทำเกษตรในเมืองจะมีประโยชน์ในแง่ของการกระจายการใช้ประโยชน์ (เช่น การให้เช่าทำการเกษตรราคาถูก) แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการห้ามปลูกต้นไม้ ก็อาจจะนำไปสู่การปลูกบ้านเล็กๆ เพื่อให้เข้าข่ายเสียภาษีในอัตราที่ถูกลง หรือล้านละ 200 บาท อยู่ดี โดยมองว่าโครงสร้างภาษีต้องมีการแก้ไขเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้กฎหมาย ที่ภาคเอกชนเสนอขอแก้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้วในหลายหัวข้อ

        เช่นเดียวกับ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยถึงหนึ่งในข้อเสนอเร่งด่วนที่สมาคมเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี คือการ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม แม้ว่าบ้านที่อยู่อาศัยหลักจะได้รับการยกเว้นขั้นต่ำอยู่แล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าการปรับลดดังกล่าวอาจกระทบรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเสนอแนวทางชดเชยผ่านการจัดเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สำหรับกรณีการขายที่ดินที่ได้รับกำไรจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้าหรือรถไฟความเร็วสูง โดยเสนอให้กำหนดอัตราภาษีตั้งแต่ 30% ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด เพื่อให้รายได้ส่วนนี้กลับมาชดเชยท้องถิ่นที่สูญเสียไปจากการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

        ด้าน นางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกกิติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย มองว่า ที่ผ่านมาได้ผลักดันมาโดยตลอดว่ารัฐควรลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง เนื่องจากกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินรอการพัฒนาแต่หากเป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่นำที่ดินกลางเมืองปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี ที่เอาเปรียบผู้ประกอบการไม่ควรได้รับการยกเว้น หรือลดภาษีลง50%

        ที่มากไปกว่านั้น ธุกิจอสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อผู้บริโภคต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่กลับมีภาษี จำนวนมาก และผลที่ตามมาผู้ประกอบการต้องการผลักภาระให้กับผู้บริโภครับกรรม

        สะท้อนจากมีการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน รวมกว่า10 % ตั้งแต่เริ่มพัฒนาซื้อวัสดุก่อสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยห้ามขอคืนเมื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย และโอนขายต้องเสียภาษี ธุกิจเฉพาะ3.3% ภาษีเงินได้หักณที่จ่ายอีก1% และเสียค่าธรรมเนียมการโอนอีก 2% รวม6.3% เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จะมีภาษีที่ต้องแบกรับ 13.3%

        อย่างไรก็ตามเมื่อขายไม่ได้ กลายเป็นสต๊อกต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้า อีก 0.3% หากมีสต๊อกในมือต่อปี 10,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องมีภาระ 30 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับสต๊อกจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ

       ลุ้นรัฐบาลอนุทินไฟเขียว

        นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า กลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้าง มีข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเสนอต่อรัฐบาลพิจารณา เพื่อให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับภาคธุรกิจหลายภาคส่วนก่อนที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อรวบรวมความเห็นและมุมมองต่างๆจากภาคธุรกิจเพื่อออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

        สำหรับข้อเสนอของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างได้มีการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ในปี 2569 เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือรอจนกว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ถือเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลจะพิจารณา ควบคู่กับมาตรการระยะสั้นอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วย

        โดยนายสิริพงศ์ ย้ำว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดูมาตรการที่สามารถทำได้ทันที และมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว โดยธุรกิจอสังหาฯ มีความเชื่อมโยงไปยังธุรกิจจำนวนมาก และข้อเสนอต่าง ๆ นั้นเราได้รับจากภาคธุรกิจ และได้รับเสียงสะท้อนจาก สส. ในช่วงที่ผ่านมา โดยภาคธุรกิจนี้ถือว่ามีการชะลอตัวมานาน จึงต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ypdro34kEZnDixmQ8Ogxa

  • ไขคำตอบ สหรัฐฯ Government Shutdown กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

    ไขคำตอบ สหรัฐฯ Government Shutdown กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

    ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง เร่งหารือประเมินสถานการณ์ความผันผวนในตลาดจากกรณี Government Shutdown ของสหรัฐฯ ด้านศุภจี รมว.พาณิชย์ เผยไม่กระทบกับการเจรจาภาษีระหว่าง สหรัฐฯ-ทีมไทยแลนด์ ขณะที่ ธปท. ชี้ผลกระทบไทยจำกัดหากไม่ยืดเยื้อ บาทอ่อนค่าเล็กน้อย ส่วนตลาดเงินไทยยังไม่ผิดปกติ แนะผู้ประกอบการ-นักลงทุน ปิดความเสี่ยงค่าเงิน

    วันนี้ (1 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากกรณี Government Shutdown ของสหรัฐฯ โดยระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประเมินสถานการณ์ความผันผวนในตลาด

    “จำเป็นต้องมีการหารือกับธปท. โดยมาตรการรับมือดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Business Continuity Plan (BCP) ที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการอยู่แล้ว โดยยังมีรายละเอียดที่ต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง และต้องประเมินผลกระทบที่ชัดเจน โดยเฉพาะผลที่อาจเกิดขึ้นต่อความผันผวนในตลาดเงิน ในระยะต่อไป”

    🔶 ศุภจี ยืนยันไม่กระทบการเจรจาภาษี

    ขณะที่ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี หลังโหวตงบประมาณไม่ผ่าน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบกับการเจรจาภาษีสหรัฐ ซึ่งมีทีมไทยแลนด์เดินหน้าเจรจา

    โดยคณะทำงานได้แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เนื่องจากการเจรจาภาษีสหรัฐ มีรายละเอียด และมีความซับซ้อนมากกว่า Government Shutdown 

    นอกจากนี้ ศุภจี ยังย้ำว่า การเจรจาภาษีสหรัฐยังคงต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริงก็ตาม

    🔶 ธปท. ชี้ Government Shutdown สหรัฐฯ กระทบไทยจำกัดหากไม่ยืดเยื้อ

    สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐฯ ไม่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ น้อย เพราะหน่วยงานภาครัฐที่จำเป็นและสำคัญยังคงเปิดดำเนินการ (ตัวอย่างในอดีต ช่วงปลายปี 2018 เคยปิดดำเนินการนานที่สุด 35 วัน ซึ่งทางการสหรัฐฯ ประเมินว่ากระทบ GDP เพียง 0.02%) 

    สำหรับผลกระทบต่อไทยจะผ่านช่องทางความผันผวนในตลาดการเงินเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดการเงินไทย แต่ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจากฎหมายงบประมาณของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด 

    “(ธปท.) จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนบริหารความเสี่ยงจากความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน” สักกะภพ กล่าว

    ภาพรวมตลาดการเงินโลกโดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยช่วงข้ามคืนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.2% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury) อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 1.2 bps สะท้อนว่าตลาดทยอยรับรู้ (priced-in) ความเสี่ยงจากประเด็นดังกล่าวไปบางส่วนแล้ว

    สำหรับตลาดการเงินไทย ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.09% โดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 32.45 บาท ทั้งนี้ เงินสกุลภูมิภาคเคลื่อนไหวในกรอบแคบเช่นกัน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 2 bps มาอยู่ที่ระดับ 1.4% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-government-shutdown-impact-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eN7m4dVshkb87GGmd-bge

  • “ศุภจี” มอบ 7 นโยบายเร่งด่วน ลุย “Quick Big Win” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    “ศุภจี” มอบ 7 นโยบายเร่งด่วน ลุย “Quick Big Win” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    01 ต.ค. 2025 เวลา 15:30 น.

     “ศุภจี” มอบ 7 นโยบายพาณิชย์ ลุย “Quick Big Win” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ วางรากฐานการค้า–ส่งออก ดูแลเกษตรกร SME ใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย เตรียมจับมือโรงพยาบาลเอกชน ลดภาระค่ายา คาดลดรายจ่ายได้ปีละกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งหาตลาดใหม่ คาดส่งออกปีนี้โต 6-7% เกินเป้าหมาย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการมอบ นโยบายการทำงาน แก่ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ ว่า ได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่เน้นความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายตัวให้ทุกคนได้ประโยชน์ และมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในระยะยาวโดยมี 7 เรื่องหลักที่จะเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

    1. ภาษีสหรัฐ และการเจรจาการค้า เร่งสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐ ภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ให้เป็นระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันสินค้าสวมสิทธิ และเพิ่มความโปร่งใส โดยปัจจุบันได้ผลชัดเจน เช่น จากที่เคยพบเอกสาร C/O ปลอมแปลงหลักร้อยกรณีต่อปี เหลือเพียง 5 กรณีในปี 2567 และไม่พบในปี 2568 นอกจากนี้ จะเร่งปรับปรุงกระบวนการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ที่เคยใช้เวลา 12–18 เดือน เหลือเพียง 9 เดือน ด้วยการนำ AI มาช่วยตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูล ถือเป็น Quick Win ที่ช่วยผู้ประกอบการไทยโดยตรง

    2. การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบ ทั้งการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้นร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย การเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ทดแทน และการเร่งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดประสานงานใกล้ชิดกับประชาชน

    “ศุภจี” มอบ 7 นโยบายเร่งด่วน ลุย “Quick Big Win” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    3. FTA และบุกตลาดใหม่ไทยมี FTA 14 ฉบับกับ 18 ประเทศ  ได้แก่ FTA ไทย–เอฟตา ให้มีผลบังคับใช้ภายในครึ่งแรกปี 2569 FTA ไทย–อียู ให้ได้ข้อสรุปสำคัญภายในไตรมาสแรกปี 2569 FTA ไทย–เกาหลีใต้ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568 ขณะเดียวกันจะใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์กว่า 50 แห่งทั่วโลก หาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ (อินเดีย) และอาเซียน (เวียดนาม) โดยเน้นการจับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย และจัดกิจกรรมเจรจาการค้ารูปแบบใหม่

    4. ดูแลค่าครองชีพประชาชน เดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งที่ลงนาม MOU กับกระทรวงพาณิชย์ ให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี และทำให้โรงพยาบาลรัฐลดความแออัดลง โรงพยาบาลเอกชนก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น

    5. รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตกว่า 21.8 ล้านตัน และมีสต๊อกคงเหลือกว่า 3.5 ล้านตัน กระทรวงจะใช้มาตรการชะลอการขายด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้สหกรณ์เก็บสต๊อก การช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน และเร่งการส่งออกทั้งแบบ จีทูจีกับจีน เพิ่มจาก 280,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน และการเจรจา MOU กับญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตาข้าวไทย นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันการปรับตัวของเกษตรกรสู่การปลูกพืชคุณภาพสูง (เช่น GI และพืชที่ตลาดต้องการ) เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันโลก และสภาพภูมิอากาศ

    6. เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ (เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา) พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนสินเชื่อ การใช้เครื่องหมายรับรองคุณภาพ เช่น Thailand Trust Mark และ Thai SELECT รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม “MOC+” เพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาให้ SMEs เข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้ง่ายขึ้น

    7. ปรับกฎระเบียบ และใช้เทคโนโลยีเร่งปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ รวมถึงการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์อุปสงค์–อุปทานของสินค้า เพื่อให้มาตรการทางการค้าทันต่อสถานการณ์ และขยายช่องทาง e-Commerce สำหรับสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดสากล

    “กระทรวงพาณิชย์อายุ 105 ปีแล้ว และจะอยู่คู่ประเทศไทยต่อไปอีกยาวนาน แม้ ศุภจีจะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี สิ่งที่ดิฉัน และทุกท่านร่วมกันขับเคลื่อนในวันนี้ ไม่ใช่เพียง Quick Win แต่คือ การวางรากฐานที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ และพี่น้องประชาชน” นางศุภจี กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xs94wFy07u1DFhq0VT0mB