Category: เศรษฐกิจ

  • ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    “ราคาทองคำ” ยังคงทำสถิติพุ่งแรงต่อเนื่อง จากเดือนมกราคม 2568 ราคาทองคำแท่งในไทยเคลื่อนไหวเฉลี่ยราว 43,800 กว่าบาท ขณะที่ราคาทองคำแท่ง ล่าสุด ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ขายออกแตะระดับ 59,350 บาท ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึง 15,550 บาท คิดเป็น +35.5% 

    ฟากฝั่ง ราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกล่าสุดแตะระดับ 60,150 บาท ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 16,000 บาทนับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนภาพความกังวลมหาศาลที่มีต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯจึงมาพักใจที่ทองคำ

    ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นเหตุให้ “ใคร” ที่คิดจะแต่งงานในช่วงนี้ หรือปีต่อๆไปอาจต้องเร่งปรับแผนใหม่

    ภาพ สมาคมค้าทองคำ

    “อารีรัตน์ มุราชัย” หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ยอมรับว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ

    ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่นๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    ถ้าหากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้นๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3% 

    แต่หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อยๆลดลง

    ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป

    โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ 3,835-3,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700-58,500 บาท) รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

    ราคาทองมีแนวรับ 3,835-3,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700-58,500 บาท) และแนวต้านทำกำไรที่ 3,885-3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท)

    พร้อมย้ำว่า การเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 3,790 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oCFJS4-GIS-P6-ruI7ZZM

  • เปิดชื่อ 17 กุนซือ

    เปิดชื่อ 17 กุนซือ

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

    รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ จำนวน 17 คน โดยให้ นายธีรกุล นิยม เป็นประธานคณะที่ปรึกษาฯ

    โดยให้คณะที่ปรึกษาฯ มีหน้าที่และอำนาจให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดำเนินการที่พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ มอบหมาย

    สำหรับรายชื่อ 17 คน ตามเอกสารแนบท้าย ดังนี้

    – 006

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FxijnaqbdwGMYj1N66I4v

  • ฤทธิ์พายุบัวลอย ฝนถล่มพิษณุโลก ‘แม่น้ำน่าน’ เพิ่มสูงใกล้ล้นตลิ่ง จ่อท่วมเขตเศรษฐกิจ

    ฤทธิ์พายุบัวลอย ฝนถล่มพิษณุโลก ‘แม่น้ำน่าน’ เพิ่มสูงใกล้ล้นตลิ่ง จ่อท่วมเขตเศรษฐกิจ

    สถานการณ์น้ำแม่น้ำน่านน่าห่วง! โครงการชลประทานพิษณุโลกประกาศยกระดับเตือนภัยเป็น “ธงสีส้ม” หลังพายุโซนร้อน “บัวลอย” ทำฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสี่ยงล้นตลิ่ง โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจเมืองพิษณุโลก คาดภายในบ่ายวันพรุ่งนี้ระดับน้ำแตะ 10 เมตร

    1 ตุลาคม 2568 – เมื่อเวลา 15.00 น. นายวิทูร เกิดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน หลังตรวจพบปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “บัวลอย” ที่ก่อให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำน่าน

    ล่าสุด สถานีวัดน้ำ N60 อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำตามลำน้ำด้านล่าง รวมถึงพิษณุโลกสูงขึ้นตามลำดับ โดยที่สถานีวัดน้ำ N.5A บริเวณสะพานเอกาทศรถ เขตอำเภอเมืองพิษณุโลก สามารถรองรับปริมาณน้ำได้สูงสุดไม่เกิน 1,360 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับตลิ่งอยู่ที่ 10.37 เมตร แต่ปัจจุบันวัดได้แล้วที่ 8.80 เมตร ซึ่งถือว่าใกล้ระดับวิกฤติ

    จากการประเมิน คาดว่าภายในบ่ายวันพรุ่งนี้ ระดับน้ำแม่น้ำน่านจะเพิ่มขึ้นแตะ 10 เมตร และอาจล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจเมืองพิษณุโลก จึงได้ยกระดับการเตือนภัยเป็น “ธงสีส้ม”

    พร้อมกันนี้ ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำน่านและพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายอำเภอ อาทิ อ.พรหมพิราม (ต.ตลุกเทียม/ศรีภิรมย์/มะต้อง/วงฆ้อง/พรหมพิราม/ท่าช้าง/หนองแขม/มะตูม) อ.เมืองพิษณุโลก (ต.มะขามสูง/ปากโทก/พลายชุมพล/หัวรอ/ในเมือง/วัดจันทร์/ท่าทอง/ท่าโพธิ์/วัดพริก/งิ้วงาม/วังน้ำคู้) และ อ.บางกระทุ่ม (ต.บ้านไร่/โคกสลุด/ไผ่ล้อม/นครป่าหมาก/บางกระทุ่ม/ท่าตาล/สนามคลี) ให้รีบยกของขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/871580/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJEHfIXfxL7mZU3S792UE

  • กรุงศรี ชี้ SET มีแรงส่งปลายปี จากเฟดจ่อหั่นดดอกเบี้ย ต.ค.- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศหนุนเพิ่ม

    กรุงศรี ชี้ SET มีแรงส่งปลายปี จากเฟดจ่อหั่นดดอกเบี้ย ต.ค.- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศหนุนเพิ่ม

    SET จับสัญญาณบวก “แรงงานสหรัฐฯ อ่อน – Fed จ่อหั่นดอกเบี้ย” หนุน Fund Flow ไหลกลับ หุ้น Domestic Play เด่น

    กรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี (KSS) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีแนวโน้มแกว่งตัว “Sideways/Up” จากแรงหนุนหลายปัจจัย ทั้งสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแรง หนุนโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนตุลาคม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะเริ่มมีผลชัดเจนในไตรมาส 4

    ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

    1. แรงงานสหรัฐฯ อ่อนตัว – Fed Cut โอกาสสูง 95%

    ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) เดือนก.ย.หดตัว -32,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดการณ์และต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ประกอบกับดัชนี ISM ภาคการผลิตอยู่ที่ 49.1 แม้สูงกว่าคาด แต่คำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานยังหดตัว กดดัน US Bond Yield อายุ 10 ปี ร่วงลง -6 bps ส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดให้น้ำหนัก 95% ต่อการลดดอกเบี้ยเฟดในเดือนต.ค.

    2. น้ำมันดิบลงต่อเนื่อง

    ราคาน้ำมันปรับลดต่อเป็นวันที่ 3 (-1%) กดดันหุ้นพลังงาน แต่เปิดโอกาสเชิงบวกต่อ สายการบินและปิโตรเคมี

    3. นโยบายเศรษฐกิจไทยเร่ง Growth ไตรมาส 4

    รัฐบาลตั้งเป้า GDP โตเกิน 1% (สูงกว่าตลาดคาด 0.3–0.5%) ผ่านมาตรการหนุนการบริโภค เช่น บัตรสวัสดิการ, คนละครึ่ง Plus, ลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองรอง พร้อมทั้งการลงทุน BOI มูลค่า 4.7 แสนล้านบาท และโครงการดิจิทัล–โครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนหุ้น ค้าปลีก-ท่องเที่ยว-โครงสร้างพื้นฐาน (BJC, CPALL, CENTEL, WHA, GULF, ADVANC, INSET, STPI)

    4. นโยบายการเงินไทย – จับตา กนง. 8 ต.ค.

    Bond Yield ไทยอายุ 1 ปี อยู่ที่ 1.25% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% สะท้อนโอกาสที่ กนง. จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย

    5. Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นบวก

    ต่างชาติซื้อหุ้นไทยพร้อม Long TFEX เป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน หนุน Sentiment ตลาดในระยะสั้น

    6. Asia PMI ฟื้นต่อเนื่อง

    PMI ภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมอินเดีย) ขยายตัว 6 เดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะจีน เกาหลี และไทยเริ่มมีแรงส่งจากคำสั่งซื้อใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ

    กลยุทธ์การลงทุน

    กรภัทรแนะนำให้นักลงทุน เน้นกระจายพอร์ตการลงทุน และเลือกหุ้นใน 4 ธีมหลัก

    1. อานิสงส์ดอกเบี้ยลง → หุ้นเช่าซื้อและโรงไฟฟ้า (MTC, GULF)

    2. Infra Tech & Digital Growth → หุ้นโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี

    3. Domestic Deep Value → หุ้นค้าปลีกและท่องเที่ยว (CENTEL, CPALL, AOT)

    4. น้ำมันลงหนุนต้นทุน → หุ้นการบินและปิโตรเคมี

    แนวโน้มดัชนี SET คาดแกว่ง Sideways/Up มีแนวต้านที่ 1288/1300 จุด และแนวรับ 1268/1262 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/kss-set-fund-flow&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IxMd6zv22u5ab7GZpd56k

  • “อลงกรณ์ ” ชี้เศรษฐกิจสีเขียวคือ “เครื่องยนต์ใหม่” พลิกฟื้นธุรกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลกเดือด

    “อลงกรณ์ ” ชี้เศรษฐกิจสีเขียวคือ “เครื่องยนต์ใหม่” พลิกฟื้นธุรกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลกเดือด


    ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ระบุ วิกฤตภูมิอากาศคือความเสี่ยงเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก ชี้ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว วาง 4 เสาหลักสร้างความมั่นคงใหม่ 

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายพิเศษในงาน Farm Expo 2025 หัวข้อ “เศรษฐกิจสีเขียว: พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ” ย้ำว่าภัยโลกร้อนและวิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายระบบเศรษฐกิจไทยและโลก พร้อมเสนอให้ “เศรษฐกิจสีเขียว” เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศแทนการพึ่งพาโมเดลเดิม

    อลงกรณ์ระบุว่า วิกฤตภูมิอากาศสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกแล้วกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังซ้ำเติมภาคเกษตร อาหาร และความมั่นคงทางน้ำ ขณะที่ไทยเองเผชิญกับปัญหาการแข่งขันถดถอย หนี้สาธารณะสูง และแรงกดดันจากมาตรการคาร์บอนโลก จึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

    ทั้งนี้ เขาได้เสนอ 4 เสาหลักของเศรษฐกิจสีเขียวไทย ได้แก่

    1 เกษตรและอาหารอนาคต เช่น Agri-Tech และ Future Food เพื่อลดโลกร้อนและเพิ่มมูลค่า

    2 พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน เพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิลและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

    3 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธรรมชาติ (Low Carbon Tourism) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลก

    4 อุตสาหกรรมสีเขียว ที่ขับเคลื่อนด้วย BCG, ยานยนต์ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

    “Green Economy ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนที่เต็มไปด้วยโอกาส” อลงกรณ์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมชี้ว่าหากไทยก้าวทันโลก จะสามารถสร้างงาน นวัตกรรม และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YifTrz6Ltg61T0tUaKo9k

  • ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กรายละเอียดล่าสุด ก่อนกดรับสิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

    ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กรายละเอียดล่าสุด ก่อนกดรับสิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

    อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนสิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” พร้อมย้ำระบบสามารถรองรับการใช้งานระหว่างวันได้

    ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวย้ำว่า ได้กันงบประมาณปี 2569 เพื่อนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงคาดว่าในสัปดาห์หน้า หลักการจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสามารถให้ประชาชนลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าโครงการได้ทันที รวมถึงผู้ประกอบการด้วย

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งเป็นโครงการที่เคยดำเนินการแล้วปี 2561 มีผู้เข้าร่วมกว่า 120,000 ราย

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    ทางด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า สำหรับรายละเอียดการเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” มีดังนี้

    1. ประชาชนที่เคยลงทะเบียนแล้วและยังไม่เคยลงทะเบียนโครงการ “คนละครึ่ง” ลงทะเบียนวันที่ 20-26 ต.ค. 2568 โดยสามารถกดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จำกัดจำนวน 20 ล้านคน

    2. ร้านค้าทั่วไป ลงทะเบียนวันที่ 15 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะจบโครงการ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานระหว่างวันได้

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568 เป็นต้นไปจนถึงเดือน ธ.ค. 2568 ระยะเวลา 2 เดือน ได้รับสิทธิคนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท

    สรุปไทม์ไลน์โครงการ คนละครึ่งพลัส

    7 ตุลาคม 2568

    • เสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    15 ตุลาคม 2568

    • เปิดให้ “ร้านค้าทั่วไป” ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    20 ตุลาคม 2568

    • เปิดให้ประชาชนที่เคยลงทะเบียนแล้ว และยังไม่เคยลงทะเบียนโครงการ “คนละครึ่ง” กดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    26 ตุลาคม 2568

    • วันสุดท้ายเปิดกดรับสิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    29 ตุลาคม 2568

    • ประชาชนที่กดรับสิทธิ เริ่มใช้จ่ายโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hzTT8LZstsxWTLDwB2bBc

  • S

    S

    SME D Bank โดย “ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.” และสำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี คาดการณ์ไตรมาส 4/2568 ขยายตัวจากไตรมาส 3/2568 รับอานิสงส์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติในช่วงไฮซีซั่น โดย SME D Bank พร้อมหนุนพาผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำพิเศษคงที่ 3% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก คว้าโอกาสเติบโตได้เต็มศักยภาพ

    SME D Bank เผยดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีคาดการณ์ Q4/68 ขยายตัว อานิสงส์นโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ แรงส่งกำลังซื้อนักท่องเที่ยวช่วง ไฮซีซั่น

    นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank โดย “ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.” ร่วมกับสำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SMEs ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ไตรมาส 3/2568 และคาดการณ์อนาคต” จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 500 ราย พบว่า ภาพรวมคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 4/68 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีมุมมองต่อแนวโน้มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้นเป็น 80.6 จากไตรมาสก่อน (3/2568 ระดับ 67.1) เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ผ่านนโยบายภาครัฐที่เชื่อว่าจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ผลักดันให้เกิดการลงทุนและขยายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ภาคการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมั่นขยายตัวต่อเนื่อง จากการเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไตรมาส 4/68 ปรับเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันตกสูงสุดที่ 90.0 รองลงมา กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 86.9 และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 81.8 และดัชนียังเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะ บริการท่องเที่ยว การผลิต และก่อสร้าง สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568

    ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาส 3/68 อยู่ระดับ 67.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน (2/2568 ระดับ 57.3) เนื่องจากได้แรงส่งจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง ปี 68” ส่งผลให้จำนวนคำสั่งซื้อ/การให้บริการ และผลประกอบการขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อย (Micro) มีความเชื่อมั่นสูงขึ้นกว่ากลุ่มอื่น เพราะได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อภายในประเทศ เกิดการกระจายรายได้สู่กลุ่ม Micro มากขึ้น สอดคล้องกับธุรกิจ บริการท่องเที่ยว ที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับสาขาอื่น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังมีความกังวลเรื่องการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูก จากจีน เวียดนาม และอินเดีย กระทบต่อการดำเนินธุรกิจจากการถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด และต้องลดราคาสินค้า เพื่อแข่งขัน

    สำหรับความต้องการกู้สินเชื่อ SMEs ในไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งความต้องการกู้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและเพื่อลงทุนในธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 42.2% เพิ่มขึ้นจาก 21.2% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว มีความต้องการกู้เพิ่มขึ้นมากที่สุด ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการฟื้นตัวของช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เช่นเดียวกับกลุ่ม Micro ที่ต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น

    นายพิชิต กล่าวเสริมว่า จากความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดังกล่าว SME D Bank พร้อมให้การสนับสนุน โดยจัดเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล ไว้สนับสนุนเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว นำไปลงทุน ขยาย ปรับปรุง รองรับการท่องเที่ยวไฮซีซั่น เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ คว้าโอกาสให้กับธุรกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษคงที่ 3% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก ได้แก่ 1.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1.5 ล้านบาท 2.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ควบคู่บริการด้านการพัฒนาครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ช่วยเสริมแกร่งใช้บริการได้สะดวกสบาย ตลอด 24 ชม.

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนา สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0p0bv9cdy7l5vnvgzogmxtc4xmprjb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cal5zUHMhyGtdH39FTs1J

  • คนละครึ่ง 2568 ไฟเขียวเติมเงินเข้าระบบแล้ว ใครได้เงินเป็นกลุ่มแรก แถมได้ 2 งวด

    คนละครึ่ง 2568 ไฟเขียวเติมเงินเข้าระบบแล้ว ใครได้เงินเป็นกลุ่มแรก แถมได้ 2 งวด

     
              คนละครึ่ง 2568 ไฟเขียวเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว แบ่งจ่ายกี่งวด ใช้ซื้ออะไรได้บ้าง ปลายปีคึกคัก

    คนละครึ่ง 2568

              ช่วงนี้สิ่งที่หลายคนโฟกัสจากรัฐบาลใหม่ ย่อมเป็นเรื่อง คนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งในเบื้องต้นมีการจัดการแบ่งเงินให้กับคน 3 กลุ่ม ดังนี้

              1. กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

              2. กลุ่มคนยื่นภาษี จะได้เงิน 2,400 บาท

              3. กลุ่มคนทั่วไป จะได้เงิน 2,000 บาท

    คนละครึ่ง 2568

              ล่าสุด วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า รัฐบาลมีมติเห็นชอบการจัดสรรงบกลางปี 2568 วงเงิน 22,780 ล้านบาท ให้กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้เติมเงินเข้าไปยังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่ง 2568 ดังนี้

              – รัฐบาลจะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 850 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 รวม 1,700 บาท

              – เท่ากับว่า 2 เดือนดังกล่าว คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้เงินเดือนละ 1,150 บาท คือ 300 บาท ของเดิม บวกกับ 850 บาทที่เติมเข้าไป

              – การใช้เงินส่วนนี้ใช้ตามเงื่อนไขเดิมทุกประการ สามารถกดเป็นเงินสดได้

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295384.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gOg0w39ttt1UlBDEGP4bO

  • ‘อนุทิน’ เล็งฟื้น ครม.เศรษฐกิจประชุมทุกจันทร์

    ‘อนุทิน’ เล็งฟื้น ครม.เศรษฐกิจประชุมทุกจันทร์

    ‘อนุทิน’ เร่งผลักดันนโยบายตามที่แถลง เล็งประชุม ครม.เศรษฐกิจบ่ายวันจันทร์ ยันหลักการ ‘คนละครึ่ง’ คนทั่วไปเข้า ครม.สัปดาห์หน้า กันงบฯ 69 ไว้แล้ว ไม่เกินกลาง ต.ค.ลงทะเบียนได้

    01 ต.ค.2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการขับเคลื่อนนโยบาย ที่จะเร่งดำเนินการนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ถือเป็นวันเริ่มวงเงินงบประมาณใหม่ และเริ่มตำแหน่งใหม่สำหรับหัวหน้าส่วนราชการที่เพิ่งมีการโยกย้ายว่า นโยบายเป็นไปตามที่รัฐบาลแถลงไป เรื่องการทำงานส่วนใหญ่ตนรู้จักกับหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บริหารองค์กรที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาอะไรเรื่องความต่อเนื่องของการทำงาน เมื่อถามว่าจะเร่งผลักดันนโยบายอะไรเป็นอย่างแรก นายอนุทิน กล่าวว่า ตามที่บอกไว้ เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเร่งให้การสนับสนุนในทุกภาคส่วน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. พอแถลงนโยบายเสร็จก็ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที และได้อนุมัติงบกลางให้กองทัพไปจัดเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน ส่วนเรื่องการจะสร้างกำแพงหรือไม่นั้นในรายละเอียดพูดไม่ได้ เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่เรื่องการสนับสนุนงบประมาณก็เพื่อให้กองทัพได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องอธิปไตยของบ้านเมืองในปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ล่าช้า และในวันที่ 2 ต.ค. ที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีหลายวาระหากประชุมเสร็จแล้วอะไรเปิดเผยได้จะมาเปิดเผยให้ทราบ

    นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติงบต่างๆที่ไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้ ธ.ก.ส.มีวงเงินไปให้เกษตรกรได้เสริมสภาพคล่องต่อไป ลดปัญหาที่เป็นคอขวด กระทุ้งเข้าไปให้เม็ดเงินกระจายออกไปในเรื่องเศรษฐกิจ สำหรับเรื่องการบริหารงานก็เป็นไปตามปกติ มีการมอบหมายให้รองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มุ่งเน้นลงพื้นที่ในเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบ

    เมื่อถามถึงรายละเอียดโครงการคนละครึ่งสำหรับบุคคลธรรมดาจะมีออกมาเมื่อไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ภายในเดือน ต.ค. ซึ่งวันที่ 30 ก.ย. เราได้กันงบประมาณปี 69 ไว้ใช้สำหรับโครงการนี้อยู่แล้วเพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่าที่ทราบสัปดาห์หน้าหลักการจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือน ต.ค.นี้ ตัวงบประมาณเรากันไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นงบกลางเราสามารถนำมาใช้ให้ประชาชนเข้าโครงการนี้ได้เลย รวมไปถึงผู้ประกอบการด้วย

    เมื่อถามว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไปจะมีอะไรออกมาให้ประชาชนบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็จะมีเข้ามาเรื่อยๆ พยายามจะไม่ให้มีวาระจรเข้ามา เมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีวาระจรเข้ามา 7 เรื่องเพราะมีความจำเป็นเนื่องจากผูกพันงบของปี 68 แต่ถ้าเป็นเรื่องปกติแล้ววาระของคณะรัฐมนตรีจะถูกนำส่งมาตั้งแต่วันพฤหัสเพื่อส่งให้ผู้เกี่ยวข้องกลั่นกรองต่อไป

    เมื่อถามว่าระยะเวลา4 เดือน จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เรามีความชัดเจนอยู่แล้วในเรื่องของการลงทุน ถ้าผู้ประกอบการมีข้อติดขัดอย่างไรสามารถแจ้งมาที่รัฐบาลได้ เมื่อถามว่านอกจากการจะเพิ่มวันประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ในส่วนของทีมเศรษฐกิจ จะมีการประชุมมากขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งใจว่าประชุมทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจช่วงบ่ายวันจันทร์ น่าจะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ตอนนี้ให้รัฐมนตรีเข้าไปที่กระทรวง เพราะวันนี้ถือเป็นวันแรกที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ โดยให้แต่ละท่านไปพบปะข้าราชการมอบนโยบาย จากนั้นจะเชิญประชุมเป็นกลุ่มๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/871091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FYSsas17YcIm8LE1mfGgK

  • ชัตดาวน์สหรัฐฯ ป่วนข้อมูลเศรษฐกิจโลก-หุ้นไทยยังนิ่ง ลุ้นหุ้นค้าปลีกเด่น!

    ชัตดาวน์สหรัฐฯ ป่วนข้อมูลเศรษฐกิจโลก-หุ้นไทยยังนิ่ง ลุ้นหุ้นค้าปลีกเด่น!

    ชัตดาวน์สหรัฐฯ ป่วนข้อมูลเศรษฐกิจโลก-หุ้นไทยยังนิ่ง ลุ้นหุ้นค้าปลีกเด่น!

    วานนี้สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานของรัฐบาล โดยรอบนี้สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขของคนอเมริกัน ซึ่งอาจจะสูญเสียการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ 

    โดย “วิจิตร อารยะพิศิษฐ” นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ คาดว่าประเด็นนี้จะไม่ยืดเยื้อ เป็นเพียงปัจจัยกดดันชั่วคราวเท่านั้น คาดไม่กระทบต่อตลาดหุ้น แต่อาจกระทบต่อข้อมูลเชิงเศรษฐกิจต่างๆ ที่รายงานจากหน่วยงานภาครัฐฯอาจจะประกาศล่าช้าออกไปได้ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร US เดือน ก.ย. ที่มีกำหนดจะรายงานในวันศุกร์นี้ ดังนั้นช่วงนี้ตลาดอาจจะต้องอ้างอิงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ จากหน่วยงานภาคเอกชนก่อน

    โดยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ยังสามารถประกาศออกมาเมื่อวานได้ เช่น ISM ภาคการผลิต เดือน ก.ย. อยู่ที่ระดับ 49.1 เพิ่มจาก 48.7 และดีกว่าคาดเล็กน้อยที่ 49.0 แต่ก็สะท้อนภาพการผลิตที่หดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน

    นอกจากนี้ยังมีตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ US ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 1.79 ล้านบาร์เรล สวนตลาดคาดจะหดตัว 1.48 แสนบาร์เรล กดดันราคาน้ำมันดิบย่อในระยะสั้น

    ด้านปัจจัยในประเทศ ยังคงรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นปัจจัยฟื้นความเชื่อมั่น โดยเรายังแนะย่อสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่แนวโน้มกำไรยังขยายตัว

    คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,260-1,280 จุด สหรัฐฯเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown อาจกระทบต่อการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของภาครัฐฯ แต่คาดเป็นเพียงชั่วคราว และไม่กระทบตลาดหุ้นมากนัก มองเป็นจังหวะย่อสะสม โดยเน้นกลุ่มพื้นฐานดี ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐฯ

    วันนี้แนะนำ “CPAXT” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 24 บาท คาดแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัว ดีกว่าครึ่งปีแรก และดีกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ จาก SSSG ที่มีโอกาสฟื้นตัว สอดคล้องกับภาคการบริโภคที่จะดีขึ้น ตามการเข้าสู่ช่วงฤดูกาล

    โอกาสที่ภาครัฐฯจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกระตุ้นภาคการบริโภค ถือเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P-cJWfRNHTjzB4v18QiE2