Category: เศรษฐกิจ

  • 8 พรรค งัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ใครจะพาไทยฝ่ามรสุม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    8 พรรค งัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ใครจะพาไทยฝ่ามรสุม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น- การเลือกตั้งปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังเดินหน้าแข็งขันกันอย่างดุเดือด ปี่กลองการเมืองยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ โดยโจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่การได้รัฐบาลใหม่ แต่คือ “ใครจะพาเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยรอดพ้นจากวิกฤต” เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ที่จัด

    โดย FETCO หรือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางประเทศต่อภาคธุรกิจ และนักลงทุน

    ดัน EEC สู่เวทีโลก ปั้นเศรษฐกิจพรีเมียม 

    เริ่มจากต้นจาก นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจพรรคกล้าธรรม มองว่า EEC ไม่ควรเป็นแค่เขตอุตสาหกรรม แต่ต้องปั้นให้เป็น “ของพรีเมียม” บนเวทีโลก ใช้สถานทูตไทยทั่วโลกเป็นเหมือนโชว์รูมประเทศ ช่วยขายสินค้าไทยคุณภาพสูง พร้อมดัน SME และสตาร์ทอัพใช้ AI เจาะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก และเร่งคืน VAT ให้ผู้ส่งออกมีเงินหมุน ไม่สะดุดตั้งแต่ต้นทาง

    สร้าง New Engine ผสานเศรษฐกิจจริงกับตลาดทุน 

    ต่อมา ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอสร้าง “New Engine” เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ ที่ไม่แยกเศรษฐกิจจริงออกจากตลาดทุน ตั้งทีมเดียวกันระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อดึง FDI ตั้งแต่วันแรกที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเคลียร์ระบบราชการที่ซ้ำซ้อน ให้เดินงานได้เร็วขึ้นจริง

    แผน 25 ปี ระดมทุนพัฒนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ 

    ขณะที่ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย มองยาวถึง 25 ปี ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทำเมกะโปรเจกต์ผ่านท้องถิ่นทั่วประเทศ ตั้งเป้าให้เงินหมุนเวียนปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ควบคู่กองทุนช่วยปลดหนี้ SME และครัวเรือนแบบรัฐสมทบ ลดแรงกดดันหนี้ประเทศในระยะยาว

    ปฏิรูปโครงสร้าง ทลายผูกขาด สร้างนิติรัฐ 

    ด้าน ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเศรษฐกิจไทยกำลัง “ทรุดเชิงโครงสร้าง” ทางรอดคือต้องทุบผูกขาด ใช้กฎหมายการแข่งขันจริงจัง เอางบรัฐไปพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง และทำให้นิติรัฐเข้มแข็ง เพื่อดึงทั้งนักลงทุนและคนเก่งจากทั่วโลก

    รัฐต้องเปิดทาง ไม่ใช่ขวางทาง 

    ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ เสนอเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ผ่านการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เปิดเสรีไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนภาคผลิต พร้อมยกระดับภาคเกษตรและโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ

    แก้หนี้ทั้งระบบ ฟื้นฐานรากเศรษฐกิจ 

    อย่างไรก็ดี ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอทางออกโดยเน้นแก้หนี้แบบครบวงจร ตั้ง AMC จัดการหนี้เสีย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดึงหนี้นอกระบบเข้าระบบ พร้อมประกันกำไรเกษตรกร 30% และสร้างแพลตฟอร์ม E-commerce ของไทยเอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME แข่งขันได้จริง

    ดัน GDP โตเกิน 3% ใช้ Silver Economy เป็นพลัง 

    นอกจากนี้นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กลับมองอีกด้านหนึ่งโดยตั้งเป้าผลักดัน GDP เติบโตเกิน 3% ภายในปี 2569 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 30% ของงบประมาณ ชูแนวคิด Silver Economy เปลี่ยนผู้สูงวัยให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับความโปร่งใสในภาครัฐ

    ลดต้นทุนพลังงาน ดึงอุตสาหกรรมอนาคต 

    สุดท้าย ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โฟกัสลดต้นทุนพลังงาน ผ่านนวัตกรรม เสนอเปิดเสรีโซลาร์เซลล์ ลดอุปสรรคด้านพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ Data Center พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมต้นน้ำภายในประเทศ

    .

    อย่างไรก็ตามแม้วิสัยทัศน์และแนวทางของแต่ละพรรคจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดจากเวทีนี้ คือทุกพรรคต่างมุ่งหวังเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรง ตลาดทุนมีบทบาทสร้างโอกาส และประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนอีกครั้ง การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการเลือกทิศทางอนาคตของประเทศไทย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/17/610253/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GfRFM7_e6lSzeVN5AILYy

  • ปี 2026 เศรษฐกิจ CLMV ชะลอตัว | เดลินิวส์

    ปี 2026 เศรษฐกิจ CLMV ชะลอตัว | เดลินิวส์

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMVจะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2026 จาก 6.4% ในปี 2025 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2026 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2025 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2025

    เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เวียดนามเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำสูง โดยเฉพาะภาคส่งออก จากเศรษฐกิจและนโยบายโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน

    เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย แม้เสถียรภาพด้านการคลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รายได้ภาครัฐที่จำกัดและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านต่ำยังคงกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่อยู่ในระดับสูง และขีดความสามารถในการรองรับแรงกดดันเพิ่มเติมจากภายนอกที่มีจำกัด

    เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2025 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปอาจไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำให้กับเศรษฐกิจเมียนมาได้

    การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2025 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2026 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2026 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5508040/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rZSabox5fBnFPx8Ubus3w

  • พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส

    พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส

    พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส


    17/01/2569 | 56 |

    ก้าวเข้าสู่ปี 2569 บริบทของโลกและการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความล่าช้าในระบบราชการแบบเดิม (Red Tape) กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ ด้วยเหตุนี้ “การผลักดันรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

    1. จาก “งานเอกสาร” สู่ “งานออนไลน์ 100%” (Zero Paper, High Speed)

    เป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการทำให้บริการภาครัฐอยู่ในรูปแบบ Digital by Default หรือการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลเป็นอันดับแรก ประชาชนและผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเพื่อยื่นสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านอีกต่อไป

    • Super App ภาครัฐ: การเชื่อมโยงทุกบริการไว้ในแอปพลิเคชันเดียว (Single Sign-On) ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท, การขออนุญาตก่อสร้าง, ไปจนถึงการเสียภาษี

    • e-Signature & e-Timestamp: การรับรองเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลทางกฎหมายสมบูรณ์ ช่วยลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องรอเป็นสัปดาห์ ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที

    2. ยกระดับความโปร่งใสด้วย Open Data และ AI

    ความโปร่งใสคือหัวใจของความเชื่อมั่น (Trust) ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง ในปี 2569 รัฐบาลได้นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล ดังนี้:

    • Open Government Data: การเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณภาครัฐในรูปแบบที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ (Machine-Readable) เพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

    • AI for Monitoring: การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึง Startup และ SME

    3. Ease of Doing Business: กุญแจดึงดูดนักลงทุนโลก

    การที่ประเทศไทยก้าวสู่ Digital Government อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยทำให้อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) พุ่งสูงขึ้น:

    • Smart Licensing: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจผ่านระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Interoperability) ลดความซ้ำซ้อนในการกรอกข้อมูล

    • One-Stop Service สำหรับนวัตกรรม: เอื้อให้ Startup ไทยและต่างชาติสามารถจดทะเบียนและเริ่มธุรกิจได้ภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “Digital Hub” ของภูมิภาคอาเซียน

    4. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

    เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วยมาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลส่วนตัวจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยที่สุด

    บทสรุป: ก้าวที่สำคัญสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    การขับเคลื่อน Digital Government ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการ “ปรับวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐ” ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่ได้คือเศรษฐกิจไทยที่เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว (Agility) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นคำตอบของคำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” อย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ:

    1. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA): แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566 – 2570 ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน dga.or.th

    2. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA): มาตรฐานและการขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล etda.or.th

    3. World Bank (ธนาคารโลก): รายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และแนวทางการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลในระดับสากล

    4. IMD World Digital Competitiveness Ranking: ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในเวทีโลก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/463799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rVDQ8Iu5Rq4cZTjSSpNFK

  • นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย รอดได้ด้วย New S-curve

    นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย รอดได้ด้วย New S-curve

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ ปี 2569 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตกต่ำต่อเนื่อง กระทบท่องเที่ยว-ส่งออกไทย ส่วนในประเทศหนี้ครัวเรือนกำลังบั่นทอนกำลังซื้อประชาชน แนะรัฐบาลใหม่ลุยผลักดัน ‘New S-curve’ แทนการออกนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง เชื่อเป็นคำตอบและทางรอด ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้
     
    17 มมกราคม 2569 – ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าความท้าทายสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในภาพใหญ่ คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย ประการต่อมาคือปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้ Demand ในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

    ศ.วิทวัส กล่าวต่อไปว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใดนัก ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ กล่าวคือท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคก็นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/932701/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PO2qQUFcqk-8hIf1CmALo

  • 30 วัน อันตราย : กระแสการเมือง กระสุนเลือกตั้ง และ กระทิงหุ้นไทย ?

    30 วัน อันตราย : กระแสการเมือง กระสุนเลือกตั้ง และ กระทิงหุ้นไทย ?

    ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วครับ กับ การเลือกตั้ง 2569 … 8 กุมภาพันธ์ อย่าลืมเข้าคูหา ใช้สิทธิ์ใช้เสียง เลือกตั้งกันนะครับ

    ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสายตาและหลายๆการสนทนา จับตาไปที่ 30 วันอันตราย ว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลชุดต่อไป

    ส้มจะจับแดง ? หรือ แดงน้ำเงินจะหวนคืน ?

    ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ในการเลือกตั้งรอบนี้ผมก็ได้แต่หวังว่า …

    • ทั้งปัญหาเศรษฐกิจไทยที่รุมเร้ารอบด้าน (โตช้า สินค้าทะลัก บาทแข็ง และอื่นๆอีกมากมาย)
    • ทั้งปัญหาฝุ่นและเรื่องสุขภาพ PM 2.5 ที่ผมเขียนบทความไปก็ใส่หน้ากากคัดจมูกไป
    • ทั้งประเด็นทุนเทา ทุนดำ อุบัติเหตุก่อสร้าง เครนถล่มแล้ว ถล่มอีก จนหมดคำจะพูดแล้ว

    รอบนี้ รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

    หนึ่งในสัญญาณดี อย่างน้อยๆ ในเวที Debate the Standard หลายฟพรรคการเมืองก็ให้คำมั่นว่า PM 2.5 จะลดลงไม่มากก็น้อย

    กลับมาที่ตลาดหุ้น คำถามสำคัญ คือ Election Rally ยังไง? กี่โมง?

    ผมก็คงต้องตอบตามสไตล์นักวิเคราะห์/นักกลยุทธ์ ครับ คือ อิงจากสถิติย้อนหลัง (รูปผลตอบแทนของ SET Index ก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์) รวมถึง การตีความของตลาด

    สิ่งที่น่าสนใจและบอกกับเรามีสามอย่าง

    ประการแรก ‘Election Rally’ ของไทย ‘มี’ หากนับ 8 ครั้งหลังสุด โดย ตั้งแต่ปี 2000 จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นปรับตัวบวกหมด โดย ผลตอบแทนก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์ ปรับตัวบวกกันถ้วนหน้า 2.4% / 1.7% และ 2.3% ตามลำดับ

    อย่างไรก็ดี สถิตินี้นับตั้งแต่ปี 2000 ดังนั้นผมจึงอยากเสนอ

    ประการที่สอง ที่น่าสนใจมาก คือ เลือกตั้ง 2 ครั้ง ล่าสุด ตลาดกลับปรับตัวลดลงแรง โดยถ้านำเฉพาะค่าเฉลี่ยของ 2 การเลือกตั้งล่าสุด SET Index ให้ผลตอบแทนติดลบในทุกช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 1 เดือนก่อนเลือกตั้งที่ติดลบถึง -3.3%

    ซึ่งถ้าผู้อ่านจำได้ 2 ครั้งหลังสุด คือ การกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ (2019) และ ชัยชนะของพรรคก้าวไกล (2023)

    ภาพจำของนโยบาย ‘ทลายทุนผูกขาด’ และ ‘รัฐสวัสดิการ’ ในปี 2023 และ แรงขายของ SET Index … ผมยังจำมันได้ดี

    ประการสุดท้าย การตีความของตลาด และ กระทิงหุ้นไทยอาจจะยังนะ

    หากเราพิจารณาดูทั้งสองเหตุผลประการข้างต้น และ นับแค่ 2 ครั้งการเลือกตั้งล่าสุด รวมถึง มาตรการของพรรค ก็ต้องยอมรับว่า หากพรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาก … ตลาดหุ้นอาจจะตอบรับในเชิงลบจากมาตรการที่อาจจะเรียกว่าไม่เป็นมิตรต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่ ส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าดีมากในระยะยาว (ไม่ดราม่า เพราะ เราเน้นเศรษฐกิจ เศรษฐมิติ ไม่เน้นการเมือง)

    30 วันอันตรายในการหาเสียงนี้จึงสำคัญมาก พวกเราประชาชนและนักลงทุนในหุ้นไทยก็คงต้องลุ้นกันครับว่า กระแสส้มจะกลับมา หรือ กระสุนบ้านใหญ่จะทวงคืน

    แต่ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่าตลาดอยากเอาให้ชัดๆครับ เพราะ ถ้าส้มมาอีกรอบแบบ 2 ครั้งล่าสุด … การปรับตัวลดลงอาจจะไม่แรงขนาดเดิมก็ได้ เพราะ มาตรการรอบนี้ของส้มประนีประนอมขึ้น เก๋าเกมมากขึ้น และ ‘Super Compromise’

    ดังนั้น ก็ตามแคมเปญหาเสียงที่เค้าว่ากันละครับ

    ‘มีเราไม่มีเทา’, แคมเปญหาเสียงและวิสัยทัศน์หลักของพรรคประชาชน

    ‘มีเทาไม่มีกระทิง’, ความเห็นของผู้เขียน

    *นิยามคำว่า ‘เทา’ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนตีความว่า ‘เทา’ คือ ลักษณะของสีที่มีความไม่ชัดเจน และ ตลาดหุ้นชอบเสถียรภาพและความชัดเจน

    thai-election-2569-stock-market

    *การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

    ภาพ: John Rensten/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    กรรณ์ หทัยศรัทธา

    หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และ เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-election-2569-stock-market/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DCLBIF7H0Sc2lwK_8d_e8

  • 90 วันแรก ปชป.เดินหน้าแก้เศรษฐกิจประเทศ’ทำอย่างไรไทยหายจน’ ตั้งเป้า ดันเศรษฐกิจโต 5%

    90 วันแรก ปชป.เดินหน้าแก้เศรษฐกิจประเทศ’ทำอย่างไรไทยหายจน’ ตั้งเป้า ดันเศรษฐกิจโต 5%

    16 มกราคม 2569, 13:56น.

            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายวีระพงษ์ ประภา ร่วมแถลงข่าวเปิด “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไรไทยหายจน” โดยยืนยันความพร้อมในการบริหารประเทศตั้งแต่วันแรก หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

              กรอบ 90 วันแรก นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มองเป็นเพียงนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างภาพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มต้นเร็ว โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์จะมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ เป็นผู้ชี้ทางให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินไปอย่างชัดเจน เป็นผู้เปิดทางผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก และเป็นผู้ไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อน ลดอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

              ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการยกระดับภาคเกษตรจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การแปรรูปและสร้างมูลค่าสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

              ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การนำทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ซึ่งจะช่วยให้จีดีพีเติบโต และลดภาระการใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะ “ข้อมูลของรัฐ” ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุคปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

              นายกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการชำระเงินดิจิทัล และโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งควรนำมาใช้ให้คุ้มค่า เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การค้าพลังงาน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาที่เหมาะสมสำหรับประชาชนทุกคน

              ส่วนภาคเกษตร นายกรณ์ กล่าวว่า จะนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรกลับมาในระยะสั้น โดยปรับรูปแบบให้ทันสมัย พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ขณะที่ระยะยาวจะมุ่งเพิ่มรายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมเกษตร การเข้าถึงตลาด นวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

              ดร.การดี ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ย้ำการเปิดข้อมูลโอเพนดาต้าจะช่วยลดต้นทุนประเทศมหาศาล เพิ่มประสิทธิภาพบริการรัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมปลดล็อกโอกาสสตาร์ทอัพ–เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนดิจิทัลและเตรียมพร้อมเศรษฐกิจอนาคต

           ขณะที่นายวีระพงษ์ ระบุว่า หากประเทศไทยยังใช้โครงสร้างการผลิตและเทคโนโลยีแบบเดิม จะยากต่อการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันจีดีพีไทยเติบโตเพียงราว 1–2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต 6–8% จึงจำเป็นต้องผลักดัน “เศรษฐกิจใหม่” และอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องยนต์หลัก เพื่อมุ่งเป้าเพิ่มศักยภาพจีดีพีในระยะยาว

              แนวทางสำคัญ คือ ไม่ทิ้งจุดแข็งเดิมของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร และบริการ เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงอุตสาหกรรมใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้รายได้กลับสู่คนไทย โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 ด้าน ได้แก่ อาหารแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เทคโนโลยีขั้นสูง/ไฮเทค, การท่องเที่ยว, ภาคการเงิน และพลังงานทางเลือก

              แต่ละอุตสาหกรรมจะได้รับการสนับสนุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตลาดใหม่ การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ โปร่งใส และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

              พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพื่อพาประเทศก้าวข้ามปัญหาความยากจน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    #เลือกตั้ง69

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ri6Gb5HCY5-S_TddQhoZW

  • “วิทัย” ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำจัดทุนเทา คุมทองออนไลน์

    “วิทัย” ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำจัดทุนเทา คุมทองออนไลน์

    งาน CEO DAY ปีที่ 2 เวทีของผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Lead the Shift“ ที่จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ “Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival” 

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ความผิดปกติ“ ในหลายมิติ ทั้งการที่อัตราการเติบโตในระดับต่ำ และการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    หวังการบริโภคและลงทุนเอกชนพยุง GDP ปี 69 โต 1.5%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญรอบด้าน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ในปี 2569 ค่อนข้างน่ากังวลและต้องเผชิญกับปัญหามากมายตั้งแต่ต้นปี

    จากปัจจัยลบรอบด้าน ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตได้เพียง 1.5% ลดลงจากปี 2568 ที่เติบโต 2.2%

    เครื่องยนต์หลัก “ส่งออก-งบรัฐ” จอดสนิท

    ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่าง “การส่งออก” กำลังอยู่ในสภาวะที่เติบโตน้อยมาก โดยในปี 2568 การส่งออกขยายตัวสูงถึง 12.8% แต่ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เพียง 0.6% เท่านั้น ส่งผลให้ GDP หายไป 0.3.-0.4%

    ในขณะเดียวกัน “การใช้จ่ายภาครัฐ” ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากการอยู่ในสภาวะ “รัฐบาลรักษาการ” ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขาดช่วงไปนานกว่า 3-5 เดือน และยังมีแนวโน้มว่าการจัดทำงบประมาณปีหน้าจะล่าช้าออกไปอีก ส่งผลกระทบต่อ GDP อีก 0.2%

    การบริโภค-ลงทุนเอกชน ขับเคลื่อน GDP ที่ดีที่สุดของปีนี้

    ท่ามกลางเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่อ่อนแรง ผู้ว่าฯ ธปท. มองว่า การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน คือ ปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่คอยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ แม้ว่าอัตราการบริโภคจะลดระดับความร้อนแรงลงจากเดิมเติบโตปีละ 4-5% เหลือเพียง 1.9% 

    สำหรับการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อรายได้และความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจลดถอย จาก 4% สู่ 2.7%

    ทั้งนี้ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตเคยอยู่ที่ระดับ 3-4% ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น 

    อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ GDP ทะลุเพดาน 2.7% ขึ้นไปได้นั้นไม่สามารถทำได้เพียงแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่จำเป็นต้อง “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ผ่านการลงทุนใหม่ๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและการผลิตเพื่อยกฐานศักยภาพใหม่ 

    Exclusive Talk: Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival

    เงินบาทแข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจโตต่ำ

    คำถามสำคัญคือ ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศหดตัวและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำไมเงินบาทถึงยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

    ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้บาทแข็งค่า ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

    • ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental): การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงกว่าที่คาดการณ์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
    • กระแสเงินทุน (Flow): การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ 
    • การแทรกแซงโดยธนาคารกลาง: ธปท. มีการเข้าดูแลตลาดเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไปจนกระทบภาคส่วนต่าง ๆ แต่มี “ข้อจำกัด“ เนื่องจากข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีการเฝ้าระวังเรื่องการบิดเบือนค่าเงิน

    “ทองคำ” ตัวแปรสำคัญทำเงินบาทผันผวน

    หนึ่งในข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ คือ อิทธิพลของการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรุนแรง แรงขายดอลลาร์ที่มาจากการค้าทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45% และในบางช่วงสูงถึง 62% ของปริมาณธุรกรรม

    ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น ร้านทองและประชาชนจะขายทองคำเพื่อรับเงินดอลลาร์ และนำดอลลาร์นั้นมาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งมีประมาณ 15 แอปพลิเคชัน

    หากแอปพลิเคชันเหล่านั้นเป็นการเทรดด้วยสกุลเงินบาท จะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทโดยตรง ซึ่งต่างจากการเทรดด้วยสกุลเงินดอลลาร์ที่ไม่ส่งผลกระทบในมิตินี้ 

    คุมเข้ม “แอปฯ เทรดทองคำ” สกัดบาทแข็ง

    ล่าสุด ธปท.เข้าไปดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ หลังมีการลงนามในประกาศกฎกระทรวงการคลัง ให้อำนาจ ธปท. ในการเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมดังกล่าว ไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่จะโฟกัสเฉพาะธุรกรรมบนแอปฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตราและทำให้ค่าเงินบาทผันผวน โดยจะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เข้าไปจัดการจุดนี้โดยเฉพาะ 

    ธปท. ขยายบทบาทสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. ขยายบทบาทจากการดูแลเสถียรภาพการเงิน สู่การแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหา “ทุนเทา” ที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบัน 

    ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน “Connect the Dots” โดยร่วมกันบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ความน่าสนใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การ “ตีความกฎหมายใหม่” จาก พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ได้นำมาใช้มานานหลายสิบปี เพื่อใช้ในการ “ติดตามเส้นทางเงิน” หากพบธุรกรรมที่ต้องสงสัย 

    ประสาน ก.ล.ต. ติดตามเส้นเงินขาย USDT ผิดปกติ

    ล่าสุด ธปท. มีการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้มีการติดตามเส้นเงินจากการขาย USDT ในไทยที่มีการขายที่ผิดปกติ 

    โดยปัจจุบันธุรกรรมเงินบาทกว่า 60% เกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศ (Offshore) ขณะที่ 40% อยู่ในไทย อย่างไรก็ตาม พบความผิดปกติในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มีการนำ USDT มาขายในไทยสูงมาก พบว่าในบางช่วงคิดเป็นถึง 50% ของการซื้อขาย USDT ทั้งหมด และผู้ที่นำมาขายเป็นชาวต่างชาติถึง 40% ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าธุรกรรมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ซึ่งหากมีการลักลอบแลกเปลี่ยนนอกระบบจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างรุนแรง

    การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ทั้งการขาย USDT และการซื้อขายทองคำที่สูงเกินจริง โดยทางการพร้อมจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทุกชนิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงินและตัดวงจรทุนเทาที่แฝงตัวเข้ามาในระบบการเงินไทย 

    วิทัย รัตนากร

    ลุยมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายวิทัย ย้ำว่า การขยายบทบาทของ ธปท. จากการมุ่งเน้นเสถียรภาพทางการเงิน ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกเหนือจากการแก้ปัญหา “ทุนเทา” ยังรวมเรื่องสังคมสูงวัย (Aging Society) ผลิตภาพการผลิต (Productivity) และการลงทุน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรการเฉพาะจุด เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” 

    “หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาที่ต้นตอเหล่านี้ จะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดต่ำลงเรื่อย ๆ และในที่สุดจะกระทบต่อเเศรษฐกิจมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

    นอกจากการดำเนินการโครงการเหล่านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ท้ายที่สุด ธปท.ก็ยังต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กันไปด้วย ซึ่งต้องพยายามหาวิธีให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงให้ได้ 

    ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น โดย ธปท. ยืนยันว่าการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องดูข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก และต้องรักษา “Policy Space” หรือขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น 

    สั่งแบงก์รายงาน “แลกเงินสด” ยอดสูง เป็นรายวัน

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รายงานการแลกธนบัตรและการทำธุรกรรมที่ผิดปกติเป็นรายวัน โดยเฉพาะช่วงที่มีแนวโน้มการเบิกถอนเงินสดสูงกว่าปกติ เช่น ช่วงที่มีการเลือกตั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบไม่ให้เพิ่มขึ้นผิดปกติและสามารถติดตามตรวจสอบได้ทันท่วงที

    ทิศทาง ธปท. ภายใต้การนำของ “วิทัย” 

    ในการดำเนินงานยุคใหม่ ธปท. ยังคงยึดถือค่านิยมหลัก 4 ประการ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันจะเน้นหนักไปที่ “ยื่นมือ” คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงรุก และ “ติดดิน” คือการเข้าไปสัมผัสและอยู่กับปัญหาจริงของประชาชนมากขึ้น 

    “ทุกองค์กร รวมถึง ธปท. จำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและโจทย์ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาจะทำได้ดี แต่เมื่อบริบทเปลี่ยน บทบาทของธนาคารกลางก็ต้องขยายให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24k2cemF8k77Vbk3gj4U1J

  • แบงก์ชาติจีนประกาศลดดอกเบี้ย หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แบงก์ชาติจีนประกาศลดดอกเบี้ย หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แบงก์ชาติจีนประกาศลดดอกเบี้ย หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    โจว หลาน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) ว่า PBOC จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเครื่องมือนโยบายการเงินเชิงโครงสร้าง (structural monetary policy tools) ทั้งหมดลง 0.25% ขณะเดียวกันก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย Relending และอัตราดอกเบี้ย Rediscount โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มกราคม

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย Relending ประเภทระยะเวลา 1 ปี จะถูกปรับลดลงจากระดับ 1.5% เหลือ 1.25% ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่มีระยะเวลาการครบกำหนดอื่น ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

    รองผู้ว่าการ PBOC กล่าวด้วยว่า ธนาคารกลางจะร่วมมือกับสำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบทางการเงินแห่งชาติ (NFRA) เพื่อลดสัดส่วนเงินดาวน์ขั้นต่ำสำหรับการจำนองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ลงเหลือ 30% ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจะบูรณาการการใช้โควตาดอกเบี้ย Relending และ Rediscount เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและธุรกิจขนาดเล็ก โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านหยวน (ประมาณ 7.136 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับวงเงินสินเชื่อ Relending

    นอกจากนี้ PBOC ยังส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางยังคงมีโอกาสที่จะเดินหน้าปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่น ๆ ในปีนี้

    สำหรับเครื่องมือดำเนินนโยบายการเงินเชิงโครงสร้างนั้น เป็นเครื่องมือที่ PBOC ออกแบบมาเพื่อมุ่งเป้าสนับสนุนภาคส่วนที่เฉพาะเจาะจงของเศรษฐกิจ เช่น บริษัทขนาดเล็ก นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000004869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24AVWuVf60bFQpo4sqO_r_

  • DITP เร่งฟื้นเศรษฐกิจใต้ ส่งคลินิก 1169 ออกหน่วยเคลื่อนที่ หนุนผู้ประกอบการไทยบุกตลาดโลก kick off นครศรีธรรมราช 20 ม.ค. นี้

    DITP เร่งฟื้นเศรษฐกิจใต้ ส่งคลินิก 1169 ออกหน่วยเคลื่อนที่ หนุนผู้ประกอบการไทยบุกตลาดโลก kick off นครศรีธรรมราช 20 ม.ค. นี้

    DITP เร่งฟื้นเศรษฐกิจใต้ ส่งคลินิก 1169 ออกหน่วยเคลื่อนที่ หนุนผู้ประกอบการไทยบุกตลาดโลก kick off นครศรีธรรมราช 20 ม.ค. นี้ 

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เร่งเครื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ ของศูนย์ 1169 DITP Service Center เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ภาคใต้ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก โดยวางแผนครอบคลุมจังหวัดภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันในไตรมาสแรกของปี 2569 พร้อมเร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจหลังน้ำท่วมในภาคใต้

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มีการออกหน่วยเคลื่อนที่ของศูนย์ 1169 DITP Service Center ในรูปแบบของคลินิกให้คำปรึกษาและดำเนินการควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่จัดขึ้น โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดต่างๆ อาทิ พัทลุง สตูล และตรัง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการค้าและการเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยจะเริ่มต้น kick off กิจกรรมตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 โดย DITP ได้ร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ในการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์เมืองใต้ ในงานส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงรุก “Power of Herb : Business Matching 2026” และงานส่งเสริมการตลาดกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่นเครื่องแต่งกายภาคใต้ “Southern Style Connect 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 มกราคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช 

    นอกจากนี้ กรมยังมุ่งเน้นการให้บริการเชิงรุกแก่ผู้ประกอบการ SMEs และผู้สนใจทั่วไป

    ผ่านหน่วยเคลื่อนที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกแล้ว ภายในงานจะมีการบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าในปัจจุบัน สร้างแรงบันดาลใจ และแนะนำแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ให้สามารถขยายธุรกิจการค้าสู่ตลาดสากล สามารถปรับตัวและแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกรมยังได้เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก อาทิ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ในการออกหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้ขอรับบริการและสิทธิพิเศษได้ในโอกาสเดียวกันต่อไป 

    “DITP ขอเชิญชวนผู้ประกอบการในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง ในกลุ่มสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการส่งออกหรือผู้ประกอบการที่สนใจส่งออก สมัครเข้าร่วมกิจกรรมที่จะจัดขึ้น เพื่อรับการบริการข้อมูลให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการเจรจาจับคู่ธุรกิจ และยังเป็นการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา” นางสุนันทากล่าว

    ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM

    *********************************

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    16 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ditpnew/fi28cicili6et1m972lb36xj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dxFh7AKhdjddvK0gLcQYr

  • ไทยหารือทูตคาซัคสถาน รุกขยายการค้าการลงทุนเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

    ไทยหารือทูตคาซัคสถาน รุกขยายการค้าการลงทุนเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ


    ‘ศุภจี’กระชับสัมพันธ์คาซัคสถาน เปิดประตูการค้าเชื่อมอาเซียน-เอเชียกลาง เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    สำหรับคาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยแม้ว่าคาซัคสถานจะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked) แต่ก็สามารถเป็น Land-linked ให้กับไทยได้ โดยจะเป็นประตูหรือเกตเวย์ให้กับสินค้าและบริการจากไทยสู่ตลาดเอเชียกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทวีปยุโรปทำให้ขนส่งสินค้าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วใน

    ขณะที่ไทยเป็นประตูการค้าให้กับคาซัคสถานสู่อาเซียนได้เช่นกัน ในการหารือกับท่านทูตคาซัคสถานทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะของ SMEs ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับคาซัคสถานในเรื่องนี้ได้

    นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย อาทิ ทองแดง เหล็ก และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ที่ไทยสนับสนุนได้เป็นอย่างดี

    นางศุภจี กล่าวว่า เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญฝ่ายไทยเยือนคาซัคสถานเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร InterFood Astana 2026 (วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569) และ FoodExpoQazakhstan 2026 (วันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569) และร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการบูรณาการ (Ministry of Trade and Integration) แห่งคาซัคสถาน

    รวมถึงขอให้ไทยพิจารณาการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยในตลาดคาซัคสถาน โดยเห็นพ้องกับไทยให้มีการจัดประชุมคณะคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นโอกาสในการหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน รวมทั้งอาจพิจารณาให้มีการจัดประชุมของภาคเอกชนคู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 1 ด้วย

    นอกจากนี้ได้เชิญนักธุรกิจของคาซัคสถาน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กระทรวงพาณิชย์จัดในปี 2569 โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ “Bangkok Gems & Jewelry Fair” (วันที่ 22–26กุมภาพันธ์ และ 8–12 กันยายน) งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง “THAIFEX–HOREC Asia” (วันที่ 11–13 มีนาคม) งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “THAIFEX–ANUGA Asia” (วันที่ 26–30 พฤษภาคม) และงานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการและขนส่งสินค้า “TILOG Logistix” (วันที่ 19–21 สิงหาคม)

     อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆจะต้องคำนึงถึงการเกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ มุ่งเน้นการเสริมประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในระยะยาว

    ทั้งนี้ คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States : CIS)และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)และเป็นคู่ค้าอันดับ 99 ของไทยในตลาดโลกการค้าระหว่างไทยกับคาซัคสถานในปี 2567 มีมูลค่ารวม 153.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปคาซัคสถานเป็นมูลค่า 98.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากคาซัคสถานเป็นมูลค่า 54.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) การค้ารวมระหว่างไทยกับคาซัคสถาน มีมูลค่า 165.07ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 88.83ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปคาซัคสถาน เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางอัญมณีและเครื่องประดับ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และ อากาศยาน ยานอวกาศ และ ส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากคาซัคสถาน เช่น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aHQfNttxJJnGQ3-IcRBAN