Category: เศรษฐกิจ

  • เมกะเทรนด์อสังหาฯ มุ่งโรดแมปเศรษฐกิจสีเขียว

    เมกะเทรนด์อสังหาฯ มุ่งโรดแมปเศรษฐกิจสีเขียว

    ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า อาคารสมัยใหม่ต้องมีการรับรอง มาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น LEED, WELL, WiredScore หรือ SmartScore สิ่งนี้จะ เป็น “แต้มต่อ” ในตลาดที่ผู้เช่าองค์กร ส่วนใหญ่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และมองหาอาคารที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม

       ชูนวัตกรรมปั้น ‘Smart City’ สาน Net Zero สู่ ‘เมืองน่าอยู่-ยั่งยืน’

       ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ และเพื่อให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน สร้าง Smart City ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ร่วมกัน บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด หรือ EnCo เปิดเวที “Thailand’s Real Estate Outlook 2026 : เจาะทิศทางอสังหาฯ ไทย ปี 2569 พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน” ระดมแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ผ่าน 2 หัวข้อสำคัญ “Challenges & Opportunities”และ “Green Living, Smart City : อสังหาฯ นำทางสู่เมืองแห่งความยั่งยืน” ขับเคลื่อนร่วมกัน ในการสร้างโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืนบนแนวทาง Sustainable Way ที่เชื่อมโยง ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

       ศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) ฉายภาพ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคต ที่ยั่งยืน” มองว่า โลกธุรกิจกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่จากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ EnCo ดำเนินธุรกิจภายใต้ วิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริหารจัดการอาคารสถานที่ด้วยบริการที่เป็นเลิศ ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ตามกรอบนโยบายของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

       พร้อมสร้างสรรค์ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานมาตรฐาน LEED Platinum เป็นศูนย์รวมธุรกิจด้านพลังงานที่ออกแบบโดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ร่วมสร้าง Smart City และนำเทคโนโลยี Green Living มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สู่การบริหารองค์กรด้วยนวัตกรรม Smart and Green สร้างคุณค่าระยะยาวให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

       ลุยพัฒนามาตรฐาน Green Building

       ในปี 2569 EnCo ตั้งเป้าพัฒนามาตรฐานอาคารสำนักงานให้เช่า Mix-used ให้เป็น Green Building ตามหลักแนวทางการบริหารจัดการและปรับปรุงอาคารเพื่อความยั่งยืน พร้อมรองรับการพัฒนาในภาคส่วนอื่นๆ โดยได้นำแนวคิดจากหลากหลายมุมมองมาประยุกต์ใช้”

       “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความแปรปรวน ไม่แน่นอน การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่หลายองค์กรยังใช้งานไม่ถูกทาง พฤติกรรมผู้บริโภคก็ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อฝ่าวิกฤติ สร้างโอกาสใหม่”

        ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ หัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบัน “ทำเลที่ดี” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย ความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็น อีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

       “การจะยั่งยืนได้นั้น ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจ สร้างเมืองให้น่าอยู่ ทำให้ผู้คนเกิดความผูกพันกับสถานที่และเมืองที่อาศัยอยู่”

       เสนาฯ ชูแนวคิด “ยั่งยืนที่ไม่ขาดทุน”

       ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทาง Green Living, Smart City หรืออสังหาฯ สีเขียว ต้องไม่ถูกจำกัดไว้เพียงตลาดบน แต่ต้องสร้างได้ในราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง โดยเฉพาะกลุ่ม Affordable Segment ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของเสนาฯ

       “ถ้าเขียวแล้วคนไม่เข้าถึง ความยั่งยืนก็เป็นเพียงทฤษฎีที่ใช้ไม่ได้จริง!”

       ที่ผ่านมาเสนาฯ ใช้โมเดล “เช่าออม” เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัย และได้รับการตอบรับอย่างดีถึง 900 รายภายในปีเดียว การผสมผสานนโยบายเชิงสังคมเข้ากับโมเดลธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

       “เราต้องทำให้เขียวแล้วอยู่ได้ ต้องทำกำไรได้ เพื่อที่จะยั่งยืน ไม่ใช่ต้นทุน แต่กลายเป็นทรัพย์สิน”

       ปัญหาไม่ใช่แค่เงินทุน.แต่คือ “ระบบคิด”

       อุปสรรคสำคัญของการสร้างเมืองสีเขียวไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็น “ความเข้าใจของคน” และ การจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย “นโยบายเมืองไม่ยากในแง่ไอเดีย แต่ยากในแง่ปฏิบัติ เพราะเมืองเต็มไปด้วยเรื่องเร่งด่วนที่ทำให้เรื่องยั่งยืนถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ”

    หนึ่งในข้อเสนอเชิงระบบที่น่าสนใจ คือการผลักดันให้สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์การเงินระยะยาว เช่น การ “ฟิกซ์ดอกเบี้ย” 30 ปี ในอัตราที่เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน เหมือนประเทศญี่ปุ่น มีการกำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 20 ปี เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน

       พลังวัสดุ…สู่โครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว

       ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือ SCG กล่าวว่า โรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทำราคาถูก แต่ไม่คำนึง สิ่งแวดล้อมกับโรงงานผลิตที่ให้ความสำคัญมาตรฐานทุกขั้นตอน ควรเลือกแบบไหน? เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า การทำให้เกิด “กรีน อีโคโนมี” คนที่ทำต้องมีกำไร อยู่ได้

       ฉะนั้นทุกคนใน value chain ต้องมี เป้าหมายร่วมกัน ยกตัวอย่าง ปกติบ้านเดี่ยวจ่ายค่าไฟ 3,000 บาท หากใช้อิฐมวลเบาจะประหยัดค่าไฟ 20% ถ้าผู้บริโภครู้และเข้าใจในมูลค่าที่จะได้รับ เข้าใจถึงความคุ้มค่าในระยะยาว หรือกรณีแผ่นดินไหวที่ผ่านมา พบว่าโครงการที่ใช้วัสดุคุณภาพ จะได้รับผลกระทบน้อย และการดูแลรักษาระยะยาวค่าใช้จ่ายถูกลง เพราะประหยัดพลังงาน กลายเป็นเมืองที่ดี

       “การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ความคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การออกแบบที่ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่มองระยะยาวทำให้โครงการเกิดความยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคเข้าใจเรื่องความคุ้มค่า จะเข้าใจความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องให้ความรู้ เป็นเรื่องที่ท้าทาย ต้องช่วยกันทั้ง value chain ทำความเข้าใจกับผู้บริโภค”

       การทำ Green Building หรือ อาคารสีเขียว มีต้นทุนที่ต้องจ่าย และทุกคนต้องร่วมกันจ่าย เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งอุปสรรค คือ “แนวคิด” และ พฤติกรรมคน ต้องมีการสื่อสาร เช่น การพัฒนาโครงการ หรือบ้าน หากใช้อิฐมวลเบาจะทำให้ประหยัดต้นทุนฐานรากได้ถึง 20%

       “เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากมองระยะสั้นไปมองระยะยาว ทำงานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและเกิดความคุ้มค่าในระยะยาว เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีให้คนรุ่นหลัง”

       อย่างไรก็ตาม “Green Building” ยังคงมีต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงเริ่มต้น และนี่คือจุดที่ ผู้เล่นใน value chain ต้องร่วมมือกัน ทั้ง ผู้ผลิต พัฒนาโครงการ ผู้บริโภค และภาครัฐ เพื่อปรับวิธีคิดใหม่ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนระยะยาว”

       ภาครัฐต้องปรับ.เอกชนต้องขับเคลื่อน

       สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกมิติ ผ่านกลยุทธ์ 3 กุญแจขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ PROFIT มุ่งสร้างรายได้และผลกำไร เพื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน PEOPLE และ PLANET ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เมืองน่าอยู่ เน้นนโยบายที่ยั่งยืน

        แสนสิริเป็นองค์กรเกี่ยวกับบิลด์อินดัสตรี้ แล้วตัวเราทำคาร์บอนอีมิสชั่นไปสู่บรรยากาศโลกจากการก่อสร้าง

       “รัฐบาลควรออกนโยบายที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ เช่น กลุ่มฟรีแลนซ์หรือ Gig Economy ซึ่งกำลังเติบโตและต้องการ ที่อยู่อาศัยแบบยืดหยุ่น”

       มาตรฐานคือพลังขับเคลื่อน”ตลาดสีเขียว”

       ภัสสรีภัคว์ ศรีกัญจนานนท์ หัวหน้า แผนกบริหารอาคาร ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า อาคารสมัยใหม่ต้องมีการรับรอง มาตรฐานที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น LEED, WELL, WiredScore หรือ SmartScore สิ่งนี้จะ เป็น “แต้มต่อ” ในตลาดที่ผู้เช่าองค์กร ส่วนใหญ่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และมองหาอาคารที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม

       “การทำ Green Building หรือ อาคารสีเขียว มีต้นทุน ถ้าไม่ใช่บริษัทข้ามชาติมักให้ความสำคัญน้อยเพราะมีต้นทุน ดังนั้นภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนช่วยให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการทำมากขึ้น เช่น ลดภาษีให้ผู้ทำอาคารเขียว เก็บภาษีอาคารที่ก่อให้เกิดมลพิษแม้การทำอาคารเขียวจะมีต้นก่อสร้างสูง 40% ในครั้งแรก แต่ระยะยาวต้นทุน การดูแลรักษาลดลง 10-20%”

       ท่ามกลางการแข่งขันตลาดอาคารสำนักงานที่รุนแรง หากอาคารมีมาตรฐานอาคารเขียวจะเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดแข่งขันได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เช่าส่วนใหญ่มีเป้าหมายจะเป็นองค์กรสีเขียว สานเป้าหมาย Net Zero เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJJVFY_T-SK4ZCHKvDWrm

  • หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

    หุ้นญี่ปุ่น กับโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

    นับวันเสียงเตือน “หุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์” ดังถี่ขึ้นทุกที ทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ต่างก็ทำ All time high ไม่พัก ตั้งแต่ต้นปีจนเวลานี้ 

    รวมๆ แล้วในช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 60% -70% ได้แล้ว ท่ามกลางวัฏจักรยักษ์ขาขึ้นระยะยาวของ AI Supercycle ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาล่วงหน้าว่า ปลายรอบของ Cycle นี้ คืออะไรและเมื่อไหร่

    เสียงเตือนหุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

    นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank เตือน “ฟองสบู่ AI คือ สิ่งเดียวที่ยังคงพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้” ซึ่งจริงหรือไม่ก็ได้แต่รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

    ล่าสุด Bloomberg ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบัน ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีไหน “หุ้นสหรัฐฯ” แพงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว 

    ในอดีตความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากปี 1929 ไปสู่ 1965 และ 1999 จนถึงวันนี้ ทุกครั้งที่ Valuation พุ่งแรง สุดท้ายก็ตามมาด้วยการปรับฐาน

    หุ้นสหรัฐฯ ได้ทำ New High ของ Valuation สูงกว่า Dot Com Bubble ปี 2000 และ Great Depression ปี 1929 เสียอีก

    พร้อมเตือนว่า ทุกครั้งที่มูลค่าหุ้นขึ้นไปแตะจุดสูงสุด มักเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดใกล้ “ปลายรอบ” 

    เพราะทุกวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจนรอบด้าน ทั้งจากนโยบายกีดกันทางค้าของสหรัฐฯ ที่ไม่น่าจบสิ้นง่ายๆ “โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงป่วนโลกด้วยมาตรการต่างๆ อีก ด้วยการไล่เก็บภาษีต่างๆ อีก นำโดยภาษีนำเข้ายาที่สูงถึง 100% หลังปิดดีลการรีดภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ในอัตราที่เพิ่มขึ้น จบไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

    ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นจากมาตรการภาษีต่างๆ และแรงกดดันต่อเฟดจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาลงอย่างไรต่อไป หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่สูงกับกระแส shutdown ที่เกิดขึ้นทุกปี 

    นี่คือสัญญาณที่นักลงทุนต้องจับตา เมื่อ Valuation ของตลาดสหรัฐฯ แพงสุดขนาดนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า มันคือความเสี่ยง หรือยังเป็นโอกาสที่ทุกคนคาดหวังกันแน่? และยังมีตลาดหุ้นอีกหลายแห่งที่ Valuation ก็เริ่มตึงตัวด้วยเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้อาจสร้างแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกผันได้เสมอ 

    ฉะนั้น การเลือกตลาดหุ้นลงทุนในเวลานี้ ผมอยากให้มองหาประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และควรมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นเฉพาะตัวและมี Valuation ที่ไม่สูง ซึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าสนใจ คือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผมขอฉายภาพให้เห็นอย่างนี้ 

    ส่องตลาดญี่ปุ่น เมื่อหุ้นคุณค่า ชนะหุ้นเติบโต

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่หุ้นคุณค่า (Value Stock) ชนะหุ้นเติบโต (Growth Stock) ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ภาพของตลาดหุ้นโลกเป็นช่วงเวลาที่หุ้น Growth กลุ่มเทคโนโลยี AI เติบโตได้ดีมาก แต่ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นไว้หนึ่งแห่ง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ คุณปู่ Warren Buffett นักลงทุนไอดอลสาย VI ของโลก ก็ใส่เงินลงทุนเพิ่มในหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้งในหุ้นกลุ่มค้าปลีก ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังช่วงท้ายครับ 

    ผมเห็นนักวิเคราะห์ได้มีการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้น Value และหุ้น Growth ใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นโลก และหุ้นสหรัฐฯ โดยใช้ดัชนี MSCI เปรียบเทียบกันในช่วง 2 ปี (มกราคม 2023 – เมษายน 2025) 

    อัตราส่วนของ MSCI Japan Value Index หรือ MSCI Japan Growth Index สะท้อนว่าหุ้น Value ของญี่ปุ่นมีผลตอบแทน “ดีกว่า” หุ้น Growth ชัดเจน โดยค่า Index ล่าสุดอยู่ที่ 117.55 เพิ่มขึ้นประมาณ 17.55% 

    ขณะที่ตัวแทนหุ้นโลกอย่าง MSCI World Value Index หรือ MSCI World Growth Index และตัวแทนหุ้นสหรัฐฯ MSCI USA Value Index หรือ MSCI USA Growth Index พบว่าค่า Index อยู่ต่ำกว่า 100 แปลว่าหุ้น Value ให้ผลตอบแทน “แพ้” หุ้น Growth

    หากถามว่าปีนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแพงไปหรือยัง? และยังมีโอกาสไปต่อหรือกำลังอยู่ในช่วงพักตัว?

    มุมมองของผม ในปี 2025 ดัชนี Nikkei-225 เพิ่งได้ “ขยับขึ้นไป” ทำ All time high ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำสถิติทะลุจุดสูงสุดเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงยุคฟองสบู่ปี 1989 แม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน Forward P/E ยังซื้อขายอยู่ในระดับ 19 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ระดับ 18 เท่า ขณะที่ในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ดัชนี Nikkei-225 ปรับตัวขึ้นมาราว 20.13% 

    ผมมองว่า Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นซื้อขายในระดับที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในหลายประเทศ ญี่ปุ่นถูกมองว่ามีราคาหุ้นที่ “ถูก” หรือ “ยังมี upside 

    ” ให้ขยับขึ้นได้อีก ถ้าปัจจัยพื้นฐานดีขึ้น 

    ปัจจัยหนุน Valuation ชี้ตลาดไปต่อหรือพัก?

    ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างถึง 5% (Shunto wage negotiations) ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพลิกออกจากภาวะเงินฝืดเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อได้สำเร็จ และปีนี้ยังเดินหน้าปรับขึ้นค่าจ้างข้าราชการ เฉลี่ย 3.62% นับเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุดในรอบ 34 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2534 ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคในประเทศ

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการลงทุนในภาคธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล้อไปกับเทรนด์ AI 

    ขณะที่ญี่ปุ่นสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% และลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นลงจาก 27% เหลือ 15% ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความ Surprise เชิงบวกต่อตลาด แม้ญี่ปุ่นจะต้องลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปิดตลาดให้สินค้าของสหรัฐฯ เข้าถึงมากขึ้น รวมถึงรถยนต์ รถบรรทุก ข้าว และสินค้าเกษตรบางประเภท ญี่ปุ่นจึงมีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันหรือได้รับผลกระทบจำกัดจากนโยบายกีดกันทางการค้า

    ด้านเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ปัจจุบัน 3% ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีท่าทีค่อยเป็นค่อยไปในการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดการทำ QE ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกิดสภาวะแตกตื่น (Panic) เหมือนปีที่แล้ว 

    นักวิเคราะห์มองว่า การจับจ่ายของผู้บริโภคฟื้นตัวจากค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อจะช่วยให้ เงินเฟ้อค่อยๆ ลดลงจนต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ BOJ ในระยะ 3 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วได้

    Bloomberg Consensus ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2025 จะเติบโตได้ราว 1.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะยังทรงตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ 2% สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ดี 

    นักวิเคราะห์ยังประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นแข็งแกร่ง หลังจากครึ่งปีแรกเติบโตดี และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งหลังของปี 2025 โดยคาดว่าทั้งปีนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นญี่ปุ่น

    อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้งคือ การปฏิรูปภายในประเทศ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ความจริงจังและกดดันให้บริษัทปรับปรุง Corporate Governance เพื่อเปลี่ยนภาพบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นให้สร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้น ผ่านมาตรการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง

    ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่มีกระแสเงินสดสูง ได้ทำการซื้อหุ้นคืนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การจ่ายเงินปันผลก็ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเข้มงวดกับการดำเนินการ Delist บริษัทที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งครึ่งปีแรกนี้ มี 59 บริษัทถูก Delist ออกจากตลาดหุ้น 

    ปัจจัยเหล่านี้ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    ด้านความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงเติบโตในอัตราต่ำๆ 0-1% แนวโน้มนโยบายรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ ในด้านการพึ่งพาภาคส่งออกระดับสูง ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก หรือสงครามการค้า และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาของข้อตกลงฯในการลดภาษีด้วย และที่สำคัญด้านการดำเนินนโยบายการเงิน หาก BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงและเร็ว อาจส่งผลกดดันราคาหุ้น และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    แต่ในความวิตกกังวลต่อหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาปรับมุมมองต่อหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาปัจจัยเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มนโยบายการเงินของ BOJ และอัตราแลกเปลี่ยน โดยหากเงินเยนอ่อนค่ามักช่วยเพิ่มรายได้แก่บริษัทส่งออก ถือเป็นอีกตลาดหุ้นโลกที่ควรกระจายลงทุนในภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง

    Warren Buffett ใส่เงินลงทุนเพิ่ม เดิมพันหุ้นกลุ่ม “Sogo Shosha”

    ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติหลายรายเข้าลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหลังคุณปู่ Buffett เพิ่มเงินลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอีกแล้ว เรามาดูคุณปู่ลงทุนหุ้นอะไรอีกเหรอครับ

    เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คุณปู่ Warren Buffett ได้เพิ่มการลงทุนในหุ้น “Mitsui” สัดส่วนเกิน 10% ผ่านบริษัท Berkshire Hathaway Inc. ของคุณปู่เรียบร้อยแล้ว จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mitsui และหนุนแรงบวกต่อหุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ (Sogo Shosha) โดยเฉพาะราคาหุ้น Mitsui พุ่งทันทีกว่า 2.2% และบริษัทเทรดดิ้งเฮาส์รายอื่นๆ อย่าง Mitsubishi, Itochu, Marubeni, และ Sumitomo ก็ปรับตัวขึ้นตาม ซึ่งทั้ง 4 ตัวนี้ติดพอร์ต Berkshire มา 5 ปีแล้ว

    นับตั้งแต่ปี 2020 Berkshire เข้าลงทุนทั้ง 5 หุ้นเทรดดิ้งเฮาส์ชั้นนำของญี่ปุ่น มูลค่าถึง 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแต่ละตัวถือไม่เกิน 10% แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อบริษัทญี่ปุ่น “ผ่อนปรนเงื่อนไข” ทำให้ Buffett สามารถลงทุนเพิ่มได้ และคาดว่า Berkshire ยังอาจขยายเพิ่มสัดส่วนได้อีกในอนาคต

    Sogo Shosha จัดเป็นบริษัทการค้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญที่คอยเชื่อมโยงตลาดโลกกับธุรกิจในประเทศ ซึ่งยังมีอีก 2 บริษัทในกลุ่มนี้ด้วย คือ Toyota Tsusho และ Sojitz โดยบริษัทเทรดดิ้งเฮ้าส์ 5 แห่งนี้ ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี เหมืองแร่ และบริการก่อสร้าง ไปจนถึง ฟาร์มปลาแซลมอน ซึ่งได้ขยายธุรกิจมากมาย จนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นจากหุ้นส่วนธุรกิจทั่วโลก 

    วันนี้ คุณปู่ Buffett เดิมพันใหญ่ในกลุ่ม “Sogo Shosha” ญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่แค่บริษัทเทรดสินค้า แต่คือธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีความหลากหลายกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มุ่งเน้น “การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น” นี่คือการยืนยันว่า เทรดดิ้งเฮาส์ญี่ปุ่นน่าดึงดูดนักลงทุนระยะยาว 

    การที่ Buffett หนุนหลังทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ “เติบโตแซงดัชนี Topix” ของญี่ปุ่นไปได้ แต่ใดๆ แล้ว กว่าคุณปู่ Buffett จะเฟ้นหาหุ้นคุณภาพ ราคาเหมาะสมลงทุนจนมีกำไรมาได้ นั่นเป็นเพราะว่า คุณปู่และ Berkshire ทำการบ้านศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและแน่นอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในแต่ละครั้งด้วยนะครับ 

    แนะ Rebalance หุ้นสหรัฐฯ ขายทำกำไร กระจายลงทุนหุ้นญี่ปุ่น

    ผมยังยืนยันว่า ในสภาวะโลกการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน การปรับพอร์ต Rebalance ในช่วงนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นครับ

    กลยุทธ์การลงทุนที่ดี คือ เน้นสร้างพอร์ตเติบโตมั่นคงในระยะยาว ซึ่งปกติผมจะแนะนำให้จัดพอร์ต Core & Satellite สัดส่วนลงทุน 80% และ 20% ตามลำดับ เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้ง่าย เพราะจะเห็นว่า พอร์ตหลักและพอร์ตรองในตอนนี้มีสินทรัพย์ตัวไหนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเกินสัดส่วนแล้ว ก็ถึงเวลาต้องปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนตามกรอบเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการลดความเสี่ยงและรักษาทิศทางการลงทุนของคุณให้อยู่บนแผนที่วางไว้ ที่สำคัญช่วยให้มั่นใจว่าพอร์ตของคุณไม่เบี่ยงเบนมากเกินไปในช่วงที่ตลาดผันผวน

    ในพอร์ตหลัก ให้เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ หุ้นกู้คุณภาพ และถ้าเป็นหุ้นเน้นหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่จะถือหุ้นสหรัฐฯ กันมากกว่า 

    ฉะนั้น หากวันนี้พอร์ตหลักของคุณถือหุ้นสหรัฐฯ อยู่และมีกำไรสูงจนทำให้เกินสัดส่วนที่เคยกำหนดไว้ ผมแนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินมากระจายลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นบ้าง ทางเลือกลงทุนที่ง่าย แนะนำให้ปรึกษาขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุน ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์หรือสอบถามผมและทีมงานเข้ามาได้เช่นกันครับ 

    แต่จริงๆแล้ว หากคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่ไม่สะดวกการเลือกหุ้นญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการเลือกลงทุนตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ที่ผมมักจะแนะนำให้ลงทุนเป็นตัวดัชนีหรือ ETF ของตลาดนั้นๆ แทน เพราะจะสะท้อนการเติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศครับ เหมือนกับลงทุนผ่านดัชนี Dow Jones ของสหรัฐฯ ที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็น ดัชนี Nikkei 225 ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 225 บริษัทชั้นนำที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว แบบครอบคลุมบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คนทั่วโลกรู้จัก เช่น Toyota, Sony, SoftBank, Nintendo, Panasonic, และ Uniqlo (Fast Retailing) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและมีส่วนแบ่งการตลาดระดับโลก ซึ่งหนึ่งใน ETF “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ที่น่าสนใจอย่าง JP Morgan BetaBuilders Japan ETF จะเห็นได้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว +18% ครับ 

    ส่วนคนที่ต้องการลงทุนเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะมีกลุ่มการเงินและธนาคารที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น หรือหากต้องการเฟ้นหาหุ้นรายตัว ผมมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นรายตัวที่คัดกรองเชิงลึกให้แล้ว สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ Jitta.com ครับ 

    ในวันนี้ “หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่ให้คุณคว้าโอกาสลงทุนในระยะยาวได้ เพราะตลาดญี่ปุ่นมีปัจจัยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม การปรับโครงสร้างบริษัท การจ่ายปันผล และที่สำคัญแรงหนุนจากนักลงทุนระดับโลกอย่างคุณปู่ Buffett ที่ยังทยอยเก็บสะสมไม่หยุด ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องหันมามองหุ้น Value ของญี่ปุ่น 

    ผมหวังว่า คุณจะลองทำการบ้านศึกษาข้อมูลการลงทุนหุ้นญี่ปุ่นอย่างจริงจังและมองเห็นโอกาสเลือกลงทุนหุ้นญี่ปุ่น ติดพอร์ตไว้เป็นขุมทรัพย์หุ้นคุณค่า และที่สำคัญ คุณอย่าละเลยและหมั่นตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อให้พอร์ตของคุณเติบโตได้ดีในระยะยาว

    ขอให้การลงทุนของคุณเป็นไปตามแผนและได้ผลตอบแทนที่ดีตามเป้าหมายครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/usstock-bubble-japan-valuestock-buffett/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AbL8ZPEebFvs8k8lK5Bz4

  • เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี 6 มาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลหนุนธุรกิจ SME และการท่องเที่ยว

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า รัฐบาลชุดนี้มีการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเกินคาดโดยเฉพาะการทำงานของ คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชน

    จากการพูดคุยได้เสนอ7 ข้อสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดำเนินการ แต่ได้รับการตอบมา 6 ข้อ มีดังนี้

    ข้อที่ 1.โครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเสนอให้เร่งดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพราะเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศและเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนอย่างเห็นผลในช่วงท้ายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของ GDP

    ข้อที่ 2. มาตรการที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหารทั่วไป (ร้านนิติบุคคล) ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีควรจะได้รับการดูแลมากกว่าร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

    อย่างไรก็ตาม การจะนำร้านอาหารเข้าสู่ระบบภาษีอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนภาษีและการตรวจสอบอย่างละเอียด คาดหวังว่าเมื่อร้านอาหารสามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้แล้ว อาจได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและโปร่งใส

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    จากนโนบายที่ออกมาล่าสุด ร้านนิติบุคคได้เข้ารวมโครงการคนละครึ่งแต่เป็นร้าน “ไซส์ S” เท่านั้น ซึ่งร้านจะต้องมีได้1.8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาทต่อปี จะตกอยู่ในช่วงประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน ถือเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังถือเป็นร้านที่มีการเติบโตและมีการหมุนเวียนทางการเงินที่พอสมควร

    ข้อที่ 3. การสนับสนุนด้านการเกษตรและร้านอาหาร ปัญหาของเกษตรกรในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในตลาดเกษตร เช่น ข้าว, ยางพารา และผลไม้ มองว่า ร้านอาหาร ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาผลผลิตนี้เช่นกัน เนื่องจากร้านอาหารต้องจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับวัตถุดิบที่มีราคาผันผวน

    โดยได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และช่วยร้านอาหารในการปรับราคาหรือหาแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผลเพื่อลดต้นทุน

    ข้อที่ 4 Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) สำหรับธุรกิจ SME และร้านอาหาร การใช้สินเชื่อ แบบ Soft Loan จะเป็นการช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ได้ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากธุรกิจ SME ถือเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

    กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาและอนุมัติ แต่ต้องมีการทำงานที่รวดเร็วเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในทันที

    ข้อที่ 5 ให้การสนับสนุน SME โดยการช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง การขอสินเชื่อ ซึ่งบางครั้งการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้การ ค้ำประกัน หลักทรัพย์ ซึ่งการจัดการสินเชื่อแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ อาจทำให้การกู้ยืมเงินง่ายขึ้น

    การเข้าไปขอสินเชื่อ SME โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินมาค้ำประกันได้

    ข้อที่ 6 การขยายสิทธิพิเศษให้กับธุรกิจ SME โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ของรัฐได้ แนะนำว่า การขยายสิทธิพิเศษ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ การค้ำประกันจากรัฐ จะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น และลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัด

    นอกจากนี้การ ขยายขนาดธุรกิจให้เป็นไปในลักษณะที่ใช้เงินทุนจากรัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ที่เป็นของธุรกิจเอง

    ทิศทางธุรกิจร้านอาหาร และ ผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไร

    ภาคธุรกิจร้านอาหารในช่วงสิ้นปี 2568 และการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป

    มาตรการที่รัฐบาลนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาเป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับร้านอาหารและการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนที่เข้มงวดมากขึ้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจในอนาคต คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 1.8-2.5% หากมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วย ขณะที่ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การให้ Soft Loans เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับร้านอาหารและธุรกิจ SMEs ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ

    ความสำคัญของการให้โอกาสร้านอาหารขนาดเล็กเข้าร่วมในโครงการของรัฐบาล โดยมีการกำหนดมาตรการให้ร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี สามารถสมัครเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งการช่วยเสริมกำลังให้ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กเติบโตและยั่งยืนในระยะยาว

    การดำเนินมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภาคธุรกิจและในภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและต้องเปิดโอกาสให้ทุกธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

    จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจร้านอาหารต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในปีต่อๆ ไป โดยต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/640446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38CjEZUcmzxhfniQ5j7WO0

  • “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ

    “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ


    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม

    เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม 
     
    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืนบ่อยครั้ง) และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
     
    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น
     
    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต
     
    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องมองไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor)  ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ
     
    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน 
     
    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด
     
    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคีไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rFBm-b60JmBCAX6rFLJo1

  • G

    G

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามข่าวการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อาจถูกเลื่อนประกาศหรือระงับ หากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดทำการได้ ด้านนักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815

    GCAP GOLD ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนราคาทองคำ

    นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่น ๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม หากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3%

    หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815 รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีแนวรับที่ $3,835 – $3,815 (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700 -58,500 บาท) และมีแนวต้านทำกำไรที่ $3,885-$3,900 (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท) พร้อมย้ำว่าการเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ $3,790 (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywap8l8f9jbq0eadagrkstkbqpx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAsU4lFmrX_neshCuUz1

  • “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง


    3/10/2568 | 231 |

    บทสรุป
    นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 5 ด้าน ของนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ ภายใต้ 1 ฐานรากโดยทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลัง มีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่อยู่ภายใต้เสากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้นจะมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็น 200 บาทต่อวัน จากโครงการเดิมที่สนับสนุน 150 บาทต่อวัน ซึ่งจะเปิดให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ์สามารถลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยวงเงินที่เหลือจากแต่ละวันสามารถสะสมใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ พร้อมเพิ่มสิทธิ์ให้ผู้เสียภาษีและพัฒนาทักษะผู้ค้ารายย่อย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

    รายละเอียด
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงนโยบายคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 30 กันยายน 2568 และได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ว่า ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงติดหล่ม เนื่องจากการขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นหากไม่ทำอะไรเลยจะไม่เป็นเพียงแค่ “การติดหล่ม” แต่อาจจะถึงขั้น “ตกเหวได้” จึงได้เปิดยุทธศาสตร์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” กระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้แก่

    เสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 
    •    ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย โครงการนี้จะเน้นให้ประโยชน์กับร้านค้ารายเล็ก หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ 
    •    เหตุผลที่เป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจาก “พลัส” คือ การจูงใจเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงินมากกว่าคนนอกระบบ 
    •    ต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเคยมีอยู่เดิม สำหรับช่วยเหลือประชาชนฐานราก ที่ไม่มีต้นทุนเพียงพอร่วมจ่ายคนละครึ่ง เน้น Reskill ให้กับผู้ค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะการจัดอบรมทักษะการ ขายของออนไลน์ (E-commerce) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมีการร่วมมือกับภาครัฐ และพัฒนาทักษะการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งมีระบบคำนวณและจัดทำบัญชีให้อยู่แล้ว บัญชีเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดสู่การขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคตได้ 
    •    การกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับโรงแรมในเมืองรองที่ปรับปรุงและพัฒนาสถานประกอบการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และใช้เม็ดเงินภาษีไม่มาก

    เสาที่ 2 แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    •    รัฐบาลจะนำเงินคงเหลือจากกองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ร่วมกับธนาคาร เพื่อซื้อหนี้เสียของประชาชนออกมาบริหาร 
    •    จากนั้นจะทำการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อน ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาหายใจได้อีกครั้ง 
    •    ไม่ได้มีแค่สินเชื่อสำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แต่ยังมีสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปตามความเสี่ยง เพื่อลดความต้องการกู้นอกระบบ

    เสาที่ 3 การช่วยเหลือธุรกิจ SME สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ประกอบด้วย
    •    การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท 
    •    การคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเงินที่สามารถคืนได้ทันทีกว่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ 
    •    โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน 

    เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน 
    •    “เสี่ยงโชคเพื่อออม” ผ่านสลากออมทรัพย์ออนไลน์ โดยจะปรับปรุงระบบการซื้อสลากออนไลน์ และจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อทุกครั้งเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ 
    •    ผู้ซื้อจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือถือครองครบ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันในยามเกษียณ 
    •    จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

    เสาที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    •    การลงทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว
    •    ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุนสูงถึง 470,000 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ 
    •    รัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติทั้งหมดให้เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน 
    •    การ Reskill แรงงาน โดยจะนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI จำนวน 10,000 ล้านบาท มาจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เกษตรชีวภาพ และดิจิทัล 

    1 ฐานราก โดยทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ “ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังมีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา” และตั้งอยู่บนความโปร่งใส สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณได้
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umwN7jjYZS3uKqFYJnyRI

  • ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม
    🔹 ระบอบไซออนิสต์ ได้ดำเนินแนวทางแห่งสงครามและการยึดครองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบัน
    🔹 ระบอบนี้ยังคงยึดมั่นในนโยบายของสงครามและสันติภาพที่บีบบังคับ แม้จะอยู่ในระหว่างการเจรจาสันติภาพก็ตาม และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงในการเจรจาแคมป์เดวิด ออสโล และออสโล 2 ก็ยังคงดำเนินเป้าหมายแห่งการยึดครองและอาชญากรรมต่อไป
    🔹 แม้หลังจากการเสียชีวิตของ ยัสเซอร์ อาราฟัต ระบอบนี้ก็ยังมีการขุดหลุมศพของเขาและทำการทดสอบทางการแพทย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้มีการติดตามการลอบสังหารเขา
    🔹 ประวัติศาสตร์และการกระทำของระบอบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การเจรจาอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถหยุดยั้งการก่อการร้ายและอาชญากรรมของพวกเขาได้

  • “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    2 ต.ค. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานการประชุมระหว่างประเทศ TCCT – OECD Competition Day 2025 เพื่อขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปการแข่งขันของประเทศ ภายใต้โครงการ OECD – Thailand Country Programme ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมี Mr. Yoshiki Takeuchi รองเลขาธิการ OECD และนายไมตรี สุเทพากุล ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้าร่วมงาน

    ระยะที่ 2 โดยมีหัวข้อหลักคือ “นโยบายการแข่งขัน” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และพลวัตทางการค้าโลก เป็นต้น ท่ามกลางสภาวะดังกล่าว กรอบการกำกับดูแลการแข่งขันที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และเข้มแข็ง จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายประเด็น เช่น สภาพตลาดและการแข่งขันของไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน กิจการด้านพลังงานและกิจการด้านโทรคมนาคม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น เพื่อยกระดับนโยบายและพัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

    นายเอกนิติ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า วิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นไปเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างกลไกการขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง โดยมีแก่นสำคัญคือ การทำให้กระบวนการแข่งขันในตลาดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ปราศจากการบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เกิดการไหลเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดนวัตกรรม เศรษฐกิจเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคเชิงระบบราชการ แต่กรอบการแข่งขันที่เข้มแข็งและเป็นธรรมย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการมีกฎกติกาที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขัน ดังนั้นความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการแข่งขัน จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงการยึดหลัก “ความเป็นกลางในการแข่งขัน” (Competitive Neutrality) ซึ่งจะช่วยให้ทุกกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง
     

    ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนานโยบายและกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากรายงานการประเมินกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย (OECD Peer Review) เป็นแนวทางหลักในการยกระดับกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของสำนักงาน กขค. ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

    ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดด โดยแนวความคิดในโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจาก disruption ทั้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจและตลาดการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ล้าสมัยกะทันหัน จึงต้องปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการแข่งขันของตลาดโลก ประเทศไทยเองต้องพัฒนาขีดความสามารถ สร้างตลาดเพื่อการแข่งขันทางการค้าให้ทันต่อพลวัต ปรับปรุงนโยบายและ
    แนวทางการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดและการกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยของไทยให้เข้าสู่ตลาดที่นับวันจะเป็นตลาดข้ามชาติได้มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดข้ามชาติได้อย่างเป็นธรรม  

    ท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินงานของสำนักงาน กขค. ได้ตอกย้ำเป้าหมายหลัก คือ การแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ด้านการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ โดยประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเองได้มีการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือด้านการแข่งขันทางการค้า อันเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการค้าถือเป็นนโยบายสำคัญของชาติ และพร้อมผลักดันให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/608110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uy9GBKzAf1ZAmFLAahatl

  • เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลเตรียมเดินหน้าในไตรมาส 4/2568 ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยคาดว่าจะช่วยสร้างการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่น ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ในภาคการค้า การบริการ อุตสาหกรรม ตลอดจนเกษตรกรต้นน้ำ ส่งผลให้ GDP ไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี

    มาตรการดังกล่าวตั้งเป้าเพิ่มกำลังซื้อประชาชนกว่า 33 ล้านราย แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ได้รับวงเงินเพิ่มเติม 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาท/เดือน ผ่านบัตรสวัสดิการ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 22,000 ล้านบาท
    2. ประชาชนที่ไม่ได้ยื่นภาษี 9 ล้านคน ได้สิทธิร่วมจ่าย 50:50 วงเงิน 2,000 บาท ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 200 บาท/วัน ระหว่าง พ.ย.–ธ.ค. 68
    3. ประชาชนที่ยื่นภาษี 11 ล้านคน ได้สิทธิร่วมจ่าย 50:50 วงเงิน 2,400 บาท ใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท/วัน ในช่วงเวลาเดียวกัน

    กลุ่มที่ไม่ได้ยื่นและยื่นภาษีใช้ผ่าน Application เป๋าตังซึ่งคาดเปิดลงทะเบียน และเริ่มใช้ภายในปลายตุลาคม คาดเกิดการ กระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2-3 รอบ เม็ดเงินราว 200,000 ล้านบาทจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านอาหาร ที่ส่งผลต่อ Supply chain ทั้งระบบ ต้นน้ำกลุ่มเกษตรกร กลางน้ำโรงงาน ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และปลายน้ำร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ

    จากฐานข้อมูล สสว พบว่าจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร แผงลอย Food truck และร้านเครื่องดื่ม SME รวมทั้งสิ้น 390,938 ราย แบ่งเป็นรายย่อย (Micro) 359,926 ราย (92%) รายย่อม (Small) 30,303 ราย (7.8%) และรายกลาง (Medium) 846 ราย (0.2%) หากจำแนกประเภทการจดทะเบียนพบว่าเป็นนิติบุคคล 27,641 ราย (7%) และบุคคลธรรมดา 363,297 ราย (93%) เกิดการจ้างงาน 1,089,150 ราย จำนวนผู้ประกอบการร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท Discount Store Hypermarket Supermarket SME รวมทั้งสิ้น 420,242 ราย แบ่งเป็นรายย่อย (Micro) 415,266 ราย (92%) รายย่อม (Small) 2,319 ราย (7.8%) และรายกลาง (Medium) 128 ราย (0.2%)

    เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    โดยจำแนกเป็นร้านขายของชำ 410,747 ราย (97.7%) ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท 7,994 ราย (1.9%) Supermarket 1,163 ราย (0.3%) และ Discount Store – Hypermarket 338 ราย (0.1%)  เป็นนิติบุคคล 3,463 ราย (7%) และบุคคลธรรมดา 416,217 ราย (93%) มีการจ้างงาน 955,881 ราย ซึ่งหากรวม 2 กลุ่ม ด้านผู้ประกอบการ SME พบว่าจะเปิดโอกาสให้มีผู้ได้รับประโยชน์มากถึง 811,180 ราย และจ้างงานรวม 2,045,031 ราย

    นายแสงชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนนโยบายจะมีประสิทธิภาพหากควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบภาษีและมาตรการเสริม เช่น การทบทวนยกเลิกภาษีเหมาจ่าย การสร้างระบบพี่เลี้ยงภาษีสำหรับ SME การยกเว้นโทษปรับย้อนหลัง รวมถึงการส่งเสริมการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจ เช่น สลาก SME รายเดือน และ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ 2%

    “รัฐบาลควรเร่งยกระดับศักยภาพ SME ผ่านการรีสกิล อัพสกิล และพัฒนา Digital Credit Scoring Ecosystem เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ลดต้นทุนขนส่ง และใช้พลัง Influencer สนับสนุนการตลาด SME” นายแสงชัยกล่าว

    ทั้งนี้ย้ำด้วยว่า ควรออกแบบมาตรการให้ต่อเนื่อง อาทิ “คนละครึ่งภาคประกันสังคม” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพแรงงานรายได้น้อย รวมถึงมาตรการสนับสนุน Local Content ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ “เรามั่นใจว่าหากรัฐบาลเดินหน้านโยบายนี้จริงจัง จะตอบโจทย์ทั้งประชาชนและ SME ได้อย่างแท้จริง” นายแสงชัยกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/640468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BgVlMj4c7Qhg5HnWA9uu7

  • เศรษฐกิจชายแดนช่องจอมซบเซาหนัก แม่ค้าส้มตำไปต่อไม่ไหวต้องย้ายร้านหนีไปขายที่อื่น

    เศรษฐกิจชายแดนช่องจอมซบเซาหนัก แม่ค้าส้มตำไปต่อไม่ไหวต้องย้ายร้านหนีไปขายที่อื่น

    (2ต.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซบเซาหนัก นับวันยิ่งทรุดหนักมากยิ่งขึ้น ร้านค้าส่วนใหญ่ต่างปิดตัวลง แม้จะเหลือร้านค้า อาหารสด ผลไม้ และของอุปโภค=บริโภค บางส่วนที่ยังคงเปิดจำหน่ายอยู่บ้างเท่านั้นก็ตาม ซึ่งต่างก็ต้องปรับตัว และยังคงดำเนินกิจการต่อเพื่อความอยู่รอด โดยขายให้คนไทยที่มาช่วยซื้อกันเอง แม้รายได้จะลดลงจากเดิมก็ตาม แต่ทุกคนก็ทำใจและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ในวันที่ไร้ซึ่งนักท่องเที่ยว

    ขณะที่ร้านอาหารต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลงและหันไปหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ในพื้นที่ต่างอำเภอและในตัวเมืองกันหมดแล้ว แม้กระทั่งร้านเจ้นาง ส้มตำทะเลแซ่บนัวร์และอาหารตามสั่งต้องปิดตัวลงไปโดยปริยายเช่นกัน 

    โดยนางศิริภา บูรณ์เจริญ หรือ เจ้นาง อายุ 52 ปี เจ้าของร้าน บอกว่า ทนแบกภาระหนี้สินที่รุมเร้า รวมทั้งค่าเช่าร้าน จากผลกระทบในช่วงสงครามไม่ไหว จึงตัดสินใจปิดร้าน เนื่องจากไม่มีลูกค้า และไม่มีใครกล้าออกจับจ่ายซื้อของในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องตัดสินใจปิดร้านย้ายทำเลไปขายที่หมู่บ้านขนาดมอญ ร้านอยู่เยื้อง ๆ อบต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์แทน 

    นางศิริภา บอกด้วยว่า วันนี้ได้มีการเปิดร้านเป็นวันแรกก็พบว่ามีลูกค้าให้ความสนใจมาช่วยอุดหนุนส้มตำมากพอสมควร ดีกว่าขายที่ย่านการค้าตลาดชายแดนช่องจอมที่เงียบกริบ วัน ๆ แทบขายไม่ได้สักครก

    นางศิริภา กล่าวว่า ที่ช่องจอมเงียบมาก เศรษฐกิจแย่มาก ตั้งแต่ปิดด่าน และมีสงคราม ปิดตัวแทบทุกร้าน ออกไปหาที่ทำมาหากินกันใหม่ อยู่ไม่ได้ ส่วนสถานการณ์คลุมเครือไม่มีใครกล้าลงทุนทำอะไร 

    “ฝากแม่ทัพคนใหม่รีบเคลียร์ให้จบเพื่อปากท้องของคนชายแดนจะได้มีที่ทำมาหากินอย่างสบายใจ และขอฝากนายกรัฐมนตรีที่จะลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก ให้ช่วยให้กำลังใจคนชายแดนที่กำลังย่ำแย่ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและกลัวจะรบกันช่วงเกี่ยวข้าว ไม่อยากให้มีการเจรจา เพราะไม่ได้ผลทุกรอบ ให้รีบจัดการให้เด็ดขาด ไม่งั้นคงจะยืดเยื้อและลำบากชาวบ้าน” นางศิริภา กล่าว

    นางศิริภายังได้ขอเชิญชวนชาว ต.ตาตุม อ.สังขะ ช่วยแวะมาอุดหนุนส้มตำทะเลแซ่บนัวร์ ที่พึ่งย้ายมาจากช่องจอม มาช่วยลองชิมดูก่อน และรับฟังทุกข้อติชม

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NXRkUSQrs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ytBB71pK0x10v6Mb_WzA-